LOGIN🌟 หนึ่งสัปดาห์ก่อน
คาเฟ่หรูกลางใจเมือง เสียงกาแฟบดกับเครื่องชงดังคลอเบา ๆ“ลิลิน แกไม่หางานประจำทำบ้างล่ะ งานฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนนะ”
แนนซี่ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายของฉัน นั่งหลังตรงอยู่ตรงข้าม นิ้วเรียวยาวเล็บสีแดงเด่นยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะวางถ้วยลง แล้วขยี้คำพูดต่อด้วยน้ำเสียงกวน ๆ “หรือไม่ก็…หาผู้ชายรวย ๆ สักคนดูสิ”ฉันเลิกคิ้ว ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่ตลกนะ แนนซี่”“โอ๊ย ฉันพูดเล่นน่า… อย่าทำหน้าเหมือนเพิ่งเติมโบท็อกมาสิ”
แนนซี่ยื่นมือมาสัมผัสมือฉัน สายตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ “ฉันช่วยแกได้อยู่แล้ว”จากนั้น เธอล้วงเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรู แล้วเลื่อนเงินก้อนนั้นมาตรงหน้าฉัน
“รับไปเถอะ คิดซะว่าฉันให้ยืม”
ฉันถอนหายใจยาว มองแววตาเพื่อนสนิทที่เหมือนกำลังบอกว่า
‘ไม่ต้องเกรงใจ’ ก่อนหลุบตาต่ำ.. แต่ทันทีที่นึกถึงหน้าแม่ ความดื้อดึงทั้งหมดก็ละลายไปสุดท้าย…ฉันยอมรับเงินก้อนนั้นไว้ แม้ในใจยังเต็มไปด้วยความลังเลแนนซี่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันตั้งแต่สมัยมัธยมปลายหลังจากเรียนจบ เราก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
เธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และเมื่อจบมหาวิทยาลัย ก็แต่งงานกับชายหนุ่มที่ครอบครัวจัดหาให้..ชายผู้มีฐานะร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี “เนี่ย…จะมีงานสำคัญระดับประเทศงานหนึ่ง บริษัทชื่อดัง” แนนซี่พูดด้วยแววตาเป็นประกาย“เธอลองส่งโปรไฟล์เข้าไปสิ
ฉันจะส่งข้อมูลให้ทางแชตนะ”แนนซี่ย้ำชัด พลางยกมือเขย่าแขนฉันเบา ๆ อย่างตื่นเต้น
เหมือนนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่น่าลุ้นในตอนนี้“แล้วก็เสนอโปรไฟล์ของเธอไปเลย ลิลิน!”
ฉันพยักหน้า ยกยิ้มอ่อน เพราะในใจแอบรู้สึก อบอุ่นและขอบคุณเพื่อนคนนี้ ที่ยังอยู่ข้างฉันเสมอ แม้เส้นทางชีวิตจะต่างกัน และบางที…นี่อาจเป็น โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตฉันได้จริง ๆก็ได้
ปี๊บ! ปี๊บ!
“เดี๋ยวเจอกันอีกนะ มาตรงเวลาพอดี”แนนซี่หันไปมองรถเบนซ์หรูที่จอดติดเครื่องรออยู่หน้าร้าน
“ไว้เจอกันนะ ลิลิน” เธอพูดด้วยรอยยิ้มพลางยืดตัวขึ้น “ได้สิ แล้วเจอกัน ” ดวงตาฉันมองตามร่างที่เดินอย่างมั่นใจออกจากร้านหายไปกับรถหรูที่เคลื่อนออกเสียงประตูร้านปิดเบา ๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับความเงียบที่ค่อย ๆ กลืนเข้ามาบนโต๊ะ
ฉันนั่งนิ่ง สูดกลิ่นอโรมาของกาแฟเข้าลึก พยายามปรับลมหายใจให้คงที่ แล้วจู่ ๆ ประกายบางอย่างก็แวบขึ้นในหัว แรงผลักดันบางอย่างพลุ่งขึ้นทันที ฉันคว้ากระเป๋าไว้แน่น ใช่ นี่แหละ ลิลิน... ถ้าไม่ลองตอนนี้ แล้วจะเมื่อไหร่กัน?ฉันควบเวสป้าสีขาว ลัดเลาะผ่านการจราจรแน่นขนัดกลางกรุง เสียงแตร เสียงเครื่องยนต์ เสียงชีวิตของเมืองหลวงดังระงมรอบตัว
แต่ในหัวฉัน มีเพียงจุดหมายเดียวไม่นานนัก ฉันก็มาถึงหน้าสำนักงาน ‘Bangkok Insight’
ป้ายโลหะสีเงินสะท้อนแสงแดดยามบ่าย ดูสง่าท่ามกลางตึกสูงรอบด้าน ประตูกระจกใสสะท้อนเงาผู้คนที่เดินผ่านไปมา เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินปูทาง ผสานกับเสียงรถรา... เป็นจังหวะของเมือง ที่ไม่เคยหยุดเต้นหน้าสำนักงานเต็มไปด้วย ความเร่งรีบและความเป็นมืออาชีพ
นักข่าวและผู้ช่วยถือแฟ้มและสมุดบันทึกเดินเข้าออกฉันยืนอยู่ตรงนั้น สะพายกระเป๋าที่ข้างในมีทั้งแฟ้มบทความและกล้อง Leica M6 สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนก้าวผ่านประตูกระจกใส ติดต่อแลกบัตรตามขั้นตอน แล้วนั่งรออยู่หน้าห้อง บก. … เหมือนทุกครั้งที่เคยทำมา แต่ถึงอย่างนั้น ความตื่นเต้นก็ยังแทรกเข้ามา หัวใจเต้นแรงราวกับกำลังจะกดชัตเตอร์ เพื่อถ่าย ช็อตสำคัญที่สุดในชีวิต…“สวัสดีค่ะ ดิฉันลิลิน มานำเสนอคอลัมน์บทความและภาพถ่ายค่ะ” บก.หญิงสูงวัยเงยหน้าขึ้นมองฉันผ่านกรอบแว่น ใบหน้าสงบนิ่งจนยากจะเดาอารมณ์ เธอพลิกแฟ้มในมืออย่างช้า ๆ นิ้วที่เต็มไปด้วยร่องรอยของเวลาแตะผ่านภาพถ่ายทีละใบภาพเหล่านั้น… คือช็อตเล็ก ๆ ของชีวิตกลางเมือง
ผู้คนธรรมดา แสงไฟริมถนน ความเหงาที่แอบซ่อนในรอยยิ้ม บทความของฉันบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย แต่ฉันใส่หัวใจทั้งหมดลงไปในทุกบรรทัดนั้นเธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“น่าสนใจ... แต่เราต้องพิจารณาอีกที”คำตอบนั้นสั้น แต่หนักแน่นพอจะสะกิดหัวใจฉันให้กระตุก
ความตื่นเต้นที่มีเริ่มเจือด้วยความผิดหวัง แต่ฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ “ฉันยังเขียนได้ดีกว่านี้ค่ะ ขอให้ฉันเสนออีกครั้งได้ไหม?” ฉันพูดรวดเดียว ราวกับกลัวว่าความกล้าจะหลุดหายไปพร้อมกับลมหายใจบก.เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบเรียบ ๆ
“เธอลองเสนอมาอีกละกัน ตอนนี้มีบทความจากนักข่าวช่างภาพหลายคน ฉันต้องคัด” เสียงเธอนุ่มแต่ชัดเจน “แล้วฉันจะติดต่อกลับไป”ฉันนิ่ง อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
ฝืนยิ้มแห้ง ๆออกมา แล้วเดินออกมาอย่างเงียบงันแต่ในขณะที่ก้าวออกจากห้อง… สายตาฉันปรายมองหญิงอีกคนที่เดินสวนเข้ามา เธอสูงเพรียว แต่งตัวเรียบหรู ผมดำยาวเป็นลอนสวยราวกับจัดทรงมาอย่างตั้งใจ ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมส่องประกาย มีออร่าแบบมืออาชีพชัดเจน
ดูจากการแต่งตัวแล้ว… สายงานเดียวกัน คลับคล้ายคลับคลาว่า หล่อนนั้น ชื่อดังซะด้วย ทันทีที่พ้นขอบประตูกระจก ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่และลมร้อนของเมืองหลวง เสียงฉันหลุดออกมาแผ่วเบา ราวสายลมที่ถูกตึกสูงบดบัง“เฮ้อ… ลิลิน…”
“ฉันควรทำยังไงต่อไปดี…?”ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่าบนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี
นิ้วเรียวดันบานประตูให้เปิดออกภายในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงวางอยู่อย่างเรียบง่ายในตำแหน่งเดิม ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ถูกตรึงไว้ตั้งแต่วันที่ใครบางคนจากไปฉันก้าวไปอย่างช้า ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง แสงนีออนจากป้ายริมทางด่วนลอดผ่านผ้าม่านเป็นเส้นเรื่อบาง สะท้อนบนกรอบรูปที่ยังแขวนเด่นอยู่บนผนังฉันยื่นมือไปแตะสวิตช์ไฟในรูปนั้น… หญิงชราผู้มีใบหน้าอ่อนโยนกำลังยิ้มให้หญิงสาวคนหนึ่ง ‘ตัวฉันเอง’ เพียงสบตากับภาพนั้น ความอบอุ่นก็ซัดเข้ามาจนหัวใจสั่นวูบ..ฉันเคลื่อนกายไปยังอีกห้อง







