Accueil / เมือง / เลนส์รักในเงาไฟนีออน / บทที่27.แผ่นฟีล์มที่หายไป

Partager

บทที่27.แผ่นฟีล์มที่หายไป

last update Date de publication: 2026-01-01 12:00:22

 ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก

แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้

แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง

..

ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจ

ในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา

ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉัน

ทว่า… อาจไม่ใช่ฉันเลย

และในความสมบูรณ์แบบนั้นเอง

ฉันไม่พบตัวตนของตัวเองอยู่ในบรรทัดเหล่านั้น

ฉันนั่งอ่านภาพข่าวและข้อมูลที่แนนซี่รวบรวมมาให้

เหมือนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน

ชื่อของช่างภาพ  โฮชิคาวะ ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะส่วนหนึ่งของ H.F Project ก่อนจะตามมาด้วยคำปฏิเสธสั้น ๆ

ไม่ให้ข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเพียงช่างภาพธรรมดา

ประโยคเหล่านั้นเรียบง่ายเย็นชาทว่ากลับขัดแย้งอย่างเจ็บปวดกับความจริงที่ฉันเคยพบ แผ่นฟิล์มสุดท้ายที่พ่อซ่อนไว้หลังภาพ ไม่เคยถูกล้าง ไม่เคยถูกเปิดเผย เหมือนความจริงที่ถูกจงใจผนึกไว้

หากพ่อเป็นเพียงช่างภาพธรรมดาอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง…

แล้วทำไมต้องเก็บมันไว้

ทำไมต้องซ่อนมันจากโลก และจากฉันด้วย

คำถามเหล่านั้นดึงฉันให้มายืนอยู่ในสุสาน

ตรงหน้าแท่นหินอ่อน ใต้ภาพของ ‘คิริน โฮชิคาวะ’

ฉันจ้องมองรูปภาพนั้นอย่างเงียบงัน

ราวกับพยายามค้นหาคำตอบจากคนที่ไม่อาจพูดได้อีก

ฉันปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมตัวเอง

ลมอ่อน ๆ พัดผ่านมา เหมือนความอ่อนโยนที่ประโลมใจ

เหมือนลมหายใจของใครบางคนที่เคยกอดฉันไว้ในช่วงเวลานั้น

ภาพอดีตที่งดงามค่อย ๆ ไหลกลับมา

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่น

ประหนึ่งเกินกว่าที่ฉันจะตั้งคำถามถึงสิ่งที่คิดว่าเป็นอดีตที่มีจริง 

แม้ความสงสัยจะเกาะบางเบา แต่ฉันก็ต้องยอมรับ…

ไม่ว่าฉันจะเป็นใคร หรือเป็นเพียงเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยง เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

เพราะคุณค่าของเขา มีความหมายกับฉันมากเกินกว่าที่ฉันจะค้นหาคำตอบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ความสงสัยยังคงฝังลึกอยู่ในใจ

ไม่ใช่แค่เรื่องของโฮชิคาวะเท่านั้น

เรื่องนี้ยังโยงไปถึงตระกูลฟอร์ด

ผู้ครอบครองความลับที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

และปลายทางในหัวของฉันมีเพียงหนึ่งเดียว…

จุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน

โรงงานที่ถูกปิดตาย

ฉันตามรอยมาจากข้อมูลที่คิดว่าอาจถูกต้อง แต่เมื่อเดินเข้าไป สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงเศษซาก กำแพงพัง และคราบเขม่าที่หลงเหลือจากไฟไหม้ครั้งใหญ่

อย่างไม่ตั้งใจ ฉันมองทุกสิ่งราวกับจัดองค์ประกอบภาพ เถ้าถ่านสะท้อนแสงอ่อน ๆ ทำให้กำแพงพังดูเหมือนร่างเลือนลาง

และเงาที่ตกกระทบบนเศษไม้และเศษโลหะก็เล่าเรื่องราวของอดีตที่สูญหายอย่างเงียบงัน

ไม่มีหลักฐาน ไม่มีร่องรอย… ไม่มีอะไรให้ตามหา

นอกจากคนเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านแถวนั้น

ส่วนใหญ่หลบหน้า ไม่กล้าพูด ราวกับอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นเรื่องต้องห้าม

จนกระทั่งชายชราคนหนึ่งปรากฏตัว

ดวงตาของเขาขุ่นมัวเหมือนคนที่สูญเสียอะไรบางอย่างไปทั้งชีวิต

นั่งก้มมองรูปถ่ายเด็กสาวในภาพเก่า ๆ สายตาไม่ละจากภาพนั้น

ฉันขยับเข้าไปใกล้

เพ่งมองรายละเอียดของใบหน้า ราวกับกำลังวิเคราะห์ฟิล์ม

แสงและเงาที่ทอดลงบนแก้มของเด็กผู้หญิง

ความเอียงของศีรษะ

การจัดองค์ประกอบภายในกรอบ…

ทุกอย่างทำให้หัวใจของฉันกระแทกแรง

เด็กผู้หญิงในภาพนี้… คล้ายกับเด็กหญิงในรูปที่อยู่ในกรอบไม้ของอารัญ

เด็กผู้หญิงคนนั้น…คนที่เขาเคยบอกว่า

เขาล้มเหลวในการปกป้อง

เมื่อฉันเพ่งมองใกล้เข้าไป

รายละเอียดทุกอย่างกลับทับซ้อนกับภาพของฉันในวัยเด็ก

รวมถึงเด็กหญิงในเฟรมสุดท้ายของ พ่อฉัน ก่อนเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่พรากเธอไปจากโลกนี้

ชายชราหันมามองฉันตรง ๆ

สายตาเบิกกว้าง ราวกับพยายามจับทุกเสี้ยวของฉันไว้ในความทรงจำพลางยื่นมือมาจะแตะแขนฉัน

เอ่ยเสียงสั่น

“ลูก… ลูกของพ่อ…”

ฉันสะดุ้งถอยหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก  ความตกใจทำให้ฉันช็อกไปหลายวินาที

จู่หญิงสาวคนนหนึ่งรีบเข้ามาคว้าแขนชายชราไว้

“ขอโทษนะคะ พ่อฉัน… สติไม่ค่อยดีค่ะ อย่าถือสาเลยนะคะ”

เธอยิ้มขอโทษฉัน ก่อนประคองเขาออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉันตั้งสติได้ ขยับตามไป

“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณลุง อย่าเพ่งไป”

แต่พวกเขากลับพรวดพราดขึ้นรถไป ไม่ทิ้งคำพูดและไม่หันกลับมามองอีกเลย 

ภาพรถคันนั้นที่หายลับไปยังติดค้างอยู่ในสายตา

ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้เบื้องหลัง

ทั้งสับสน และหวาดระแวง

ท่ามกลางเพนต์เฮาส์อันหรูหรา สายตาของฉันกวาดผ่านรายละเอียดรอบตัว ราวกับเลนส์ที่ไม่อาจปิดลง แต่ความงดงามไร้ที่ติของทุกสิ่งกลับไม่อาจรั้งฉันไว้ได้

เหลือเพียงของสำคัญที่ถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เพราะฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อ

ติ้ง… ติ้ง… ติ้ง…

มือของฉันสั่นเล็กน้อย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อสายเข้า

แนนซี่

“ลิลิน ข่าวด่วน เปิดอ่านดูสิ”

ฉันกดเปิดข่าว พาดหัวตัวโตสะดุดตาจนต้องอ่านซ้ำหลายรอบ

นักข่าวชื่อดัง อเล็กซี่ ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม

หลังพยายามเปิดโปง “ตระกูลฟอร์ด”

แต่ข่าวอีกฉบับกลับเล่าเรื่องเดียวกันในมุมตรงข้าม

กล่าวหาว่าเธอเข้าออกบ่อนเป็นว่าเล่น

อาจติดหนี้พนันก้อนโต

และถูกมาเฟียตามล้างหนี้

ฉันอ่านข่าวนั้นพลางสบถเสียงต่ำ

“บ้าเอ้ย… นี่มันเรื่องอะไรกันนี่”

สายตาของฉันหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายในพาดหัว แม้เธอจะไม่เคยเป็นมิตรกับฉันนัก แต่ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ ชื่อของเธอกำลังถูกบิดเบือน คุณค่าที่เคยยืนหยัดถูกลบเลือนไปจนหมด

อเล็กซี่คือนักข่าวที่กล้าแตะเรื่องที่ไม่มีใครกล้า แม้บางครั้งจะเป็นการเรียกกระแสมากกว่าความจริง แต่ในวงการที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน นั่นคือราคาที่ใครสักคนต้องยอมจ่าย

ฉันพูดเบาๆ

“หลับให้สบาย อเล็กซี่ เราไม่มีอะไรติดค้างกัน”

ความเงียบค่อย ๆ แผ่ซ่านรอบตัว และเมื่อฉันคิดทบทวนทุกอย่างให้ดีแล้ว… ฉันก็พบว่า ทุกคนที่เข้าไปพัวพันกับตระกูลนี้ ผู้ที่รู้เรื่อง “ภายใน” ล้วนจบลงไม่ต่างกัน

ความหรูหราและภาพลวงตารอบตัวทำให้โลกตรงหน้าดูสวยงามเกินความเป็นจริง รวมถึงผู้ชายคนหนึ่ง… คนที่ก้าวเข้ามาปกป้องฉันตั้งแต่วันแรก ความห่วงใยของเขาเคยทำให้ฉันหวั่นไหว แต่ไม่นานฉันก็เริ่มตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นอาจไม่ได้เกิดจากความจริงใจ หากเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันตัดสินใจถอยออกมา เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงด้วยตัวเอง

ฉันคิดว่าพร้อมแล้ว จนกระทั่งก้มลงหยิบกระเป๋า

และเมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็อยู่ตรงหน้า ชายร่างสูงในสูทสีเข้ม สายตาคมจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับรู้ว่าฉันกำลังจะจากไป

หัวใจฉันเต้นแรงราวถูกบีบรัด ทุกความสงสัย คำโกหก และความเชื่อที่เคยยึดมั่น พังทลายลงพร้อมกับสายตาคู่นั้น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่34.ในเฟรมเดียวกัน

    ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที33.คำตอบของหัวใจ

    เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่32 จุดอ่อนของอารัญ

    หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่31.เพียงลำพังกับหัวใจ

    เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่30.ระยะห่าง

    หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่29.ปิดเกม

    บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่11.จูบแรกในสายฝน

    สายฝนกระหน่ำจนทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว อารัญผลักประตูรถหรูสีดำออกโดยไม่รีรอ ก่อนกระโจนฝ่าสายฝนที่สาดซัดไม่ลืมหูลืมตา สูทสีเข้มบนร่างกำยำเปียกชุ่มแนบไปกับแผ่นอกกว้าง เม็ดฝนเกาะพราวบนเส้นผมและกรอบหน้าคมเข้ม ขณะที่เขาทรุดตัวลงข้างฉัน

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่10 รอยรั่วในเงาแสง

    หลังจากที่ Quantum Prime ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่วัน ข่าวร้ายก็เหมือนสายฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานใหญ่กลางพายุกระหน่ำ .. ในเช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ สำนักงานใหญ่ของ StrideX สายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงหยดน้ำแข่งกับเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหน้าตึกกระจกสูงเสียดฟ้า เหล่าชายในสูทหรูใบหน้าเคร่งขรึม

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่9 .ระหว่างงานกับหัวใจ

    หลังจากส่งแม่ได้พบกับความสงบชั่วนิจนิรันดร์แล้ว ความเงียบในบ้านยังคงอยู่ชั่วคราว แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ยังอบอุ่นเป็นแสงสว่างให้ฉันในทุกๆวันยิ่งใกล้วันเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของ ‘Quantum Prime’ชีวิตก็ยิ่งหมุนเร็วราวเครื่องจักรที่ไม่เคยพัก ทุกบทความ ทุกภาพ ต้องเป๊ะ ต้องดึงดูด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ฉันอยู

  • เลนส์รักในเงาไฟนีออน   บทที่8.สายฝนที่โปรยปราย

    ถึงแม้คำขู่ของอเล็กซี่จะทำให้ฉันชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจฉันหวั่นไหวแม้แต่น้อยฉันมองว่ามันก็แค่เสียงหมาเห่าหอน จึงเพียงเบี่ยงตัวหลบ แล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจถุงข้าวต้มปลาในมือส่งกลิ่นหอมอบอวล ของโปรดขอ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status