Se connecterฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก
แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..
ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา
ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า… อาจไม่ใช่ฉันเลย
และในความสมบูรณ์แบบนั้นเอง ฉันไม่พบตัวตนของตัวเองอยู่ในบรรทัดเหล่านั้นฉันนั่งอ่านภาพข่าวและข้อมูลที่แนนซี่รวบรวมมาให้
เหมือนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนชื่อของช่างภาพ โฮชิคาวะ ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะส่วนหนึ่งของ H.F Project ก่อนจะตามมาด้วยคำปฏิเสธสั้น ๆ
ไม่ให้ข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเพียงช่างภาพธรรมดาประโยคเหล่านั้นเรียบง่ายเย็นชาทว่ากลับขัดแย้งอย่างเจ็บปวดกับความจริงที่ฉันเคยพบ แผ่นฟิล์มสุดท้ายที่พ่อซ่อนไว้หลังภาพ ไม่เคยถูกล้าง ไม่เคยถูกเปิดเผย เหมือนความจริงที่ถูกจงใจผนึกไว้
หากพ่อเป็นเพียงช่างภาพธรรมดาอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง…
แล้วทำไมต้องเก็บมันไว้ ทำไมต้องซ่อนมันจากโลก และจากฉันด้วยคำถามเหล่านั้นดึงฉันให้มายืนอยู่ในสุสาน
ตรงหน้าแท่นหินอ่อน ใต้ภาพของ ‘คิริน โฮชิคาวะ’ ฉันจ้องมองรูปภาพนั้นอย่างเงียบงัน ราวกับพยายามค้นหาคำตอบจากคนที่ไม่อาจพูดได้อีกฉันปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมตัวเอง
ลมอ่อน ๆ พัดผ่านมา เหมือนความอ่อนโยนที่ประโลมใจ เหมือนลมหายใจของใครบางคนที่เคยกอดฉันไว้ในช่วงเวลานั้นภาพอดีตที่งดงามค่อย ๆ ไหลกลับมา
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นประหนึ่งเกินกว่าที่ฉันจะตั้งคำถามถึงสิ่งที่คิดว่าเป็นอดีตที่มีจริงแม้ความสงสัยจะเกาะบางเบา แต่ฉันก็ต้องยอมรับ…
ไม่ว่าฉันจะเป็นใคร หรือเป็นเพียงเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยง เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
เพราะคุณค่าของเขา มีความหมายกับฉันมากเกินกว่าที่ฉันจะค้นหาคำตอบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ความสงสัยยังคงฝังลึกอยู่ในใจ
ไม่ใช่แค่เรื่องของโฮชิคาวะเท่านั้น เรื่องนี้ยังโยงไปถึงตระกูลฟอร์ด ผู้ครอบครองความลับที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องและปลายทางในหัวของฉันมีเพียงหนึ่งเดียว…
จุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน โรงงานที่ถูกปิดตายฉันตามรอยมาจากข้อมูลที่คิดว่าอาจถูกต้อง แต่เมื่อเดินเข้าไป สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงเศษซาก กำแพงพัง และคราบเขม่าที่หลงเหลือจากไฟไหม้ครั้งใหญ่
อย่างไม่ตั้งใจ ฉันมองทุกสิ่งราวกับจัดองค์ประกอบภาพ เถ้าถ่านสะท้อนแสงอ่อน ๆ ทำให้กำแพงพังดูเหมือนร่างเลือนลาง
และเงาที่ตกกระทบบนเศษไม้และเศษโลหะก็เล่าเรื่องราวของอดีตที่สูญหายอย่างเงียบงันไม่มีหลักฐาน ไม่มีร่องรอย… ไม่มีอะไรให้ตามหา
นอกจากคนเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านแถวนั้นส่วนใหญ่หลบหน้า ไม่กล้าพูด ราวกับอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งชายชราคนหนึ่งปรากฏตัว
ดวงตาของเขาขุ่นมัวเหมือนคนที่สูญเสียอะไรบางอย่างไปทั้งชีวิตนั่งก้มมองรูปถ่ายเด็กสาวในภาพเก่า ๆ สายตาไม่ละจากภาพนั้นฉันขยับเข้าไปใกล้
เพ่งมองรายละเอียดของใบหน้า ราวกับกำลังวิเคราะห์ฟิล์ม แสงและเงาที่ทอดลงบนแก้มของเด็กผู้หญิง ความเอียงของศีรษะ การจัดองค์ประกอบภายในกรอบ… ทุกอย่างทำให้หัวใจของฉันกระแทกแรงเด็กผู้หญิงในภาพนี้… คล้ายกับเด็กหญิงในรูปที่อยู่ในกรอบไม้ของอารัญ
เด็กผู้หญิงคนนั้น…คนที่เขาเคยบอกว่า เขาล้มเหลวในการปกป้องเมื่อฉันเพ่งมองใกล้เข้าไป
รายละเอียดทุกอย่างกลับทับซ้อนกับภาพของฉันในวัยเด็กรวมถึงเด็กหญิงในเฟรมสุดท้ายของ พ่อฉัน ก่อนเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่พรากเธอไปจากโลกนี้
ชายชราหันมามองฉันตรง ๆ
สายตาเบิกกว้าง ราวกับพยายามจับทุกเสี้ยวของฉันไว้ในความทรงจำพลางยื่นมือมาจะแตะแขนฉัน เอ่ยเสียงสั่น “ลูก… ลูกของพ่อ…”ฉันสะดุ้งถอยหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ความตกใจทำให้ฉันช็อกไปหลายวินาที
จู่หญิงสาวคนนหนึ่งรีบเข้ามาคว้าแขนชายชราไว้“ขอโทษนะคะ พ่อฉัน… สติไม่ค่อยดีค่ะ อย่าถือสาเลยนะคะ” เธอยิ้มขอโทษฉัน ก่อนประคองเขาออกไปอย่างรวดเร็วฉันตั้งสติได้ ขยับตามไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณลุง อย่าเพ่งไป”แต่พวกเขากลับพรวดพราดขึ้นรถไป ไม่ทิ้งคำพูดและไม่หันกลับมามองอีกเลย
ภาพรถคันนั้นที่หายลับไปยังติดค้างอยู่ในสายตา
ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งสับสน และหวาดระแวงท่ามกลางเพนต์เฮาส์อันหรูหรา สายตาของฉันกวาดผ่านรายละเอียดรอบตัว ราวกับเลนส์ที่ไม่อาจปิดลง แต่ความงดงามไร้ที่ติของทุกสิ่งกลับไม่อาจรั้งฉันไว้ได้
เหลือเพียงของสำคัญที่ถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เพราะฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อติ้ง… ติ้ง… ติ้ง…
มือของฉันสั่นเล็กน้อย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อสายเข้าแนนซี่“ลิลิน ข่าวด่วน เปิดอ่านดูสิ”
ฉันกดเปิดข่าว พาดหัวตัวโตสะดุดตาจนต้องอ่านซ้ำหลายรอบ
นักข่าวชื่อดัง อเล็กซี่ ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม หลังพยายามเปิดโปง “ตระกูลฟอร์ด”แต่ข่าวอีกฉบับกลับเล่าเรื่องเดียวกันในมุมตรงข้าม
กล่าวหาว่าเธอเข้าออกบ่อนเป็นว่าเล่น อาจติดหนี้พนันก้อนโต และถูกมาเฟียตามล้างหนี้ฉันอ่านข่าวนั้นพลางสบถเสียงต่ำ
“บ้าเอ้ย… นี่มันเรื่องอะไรกันนี่”สายตาของฉันหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายในพาดหัว แม้เธอจะไม่เคยเป็นมิตรกับฉันนัก แต่ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ ชื่อของเธอกำลังถูกบิดเบือน คุณค่าที่เคยยืนหยัดถูกลบเลือนไปจนหมด
อเล็กซี่คือนักข่าวที่กล้าแตะเรื่องที่ไม่มีใครกล้า แม้บางครั้งจะเป็นการเรียกกระแสมากกว่าความจริง แต่ในวงการที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน นั่นคือราคาที่ใครสักคนต้องยอมจ่าย
ฉันพูดเบาๆ
“หลับให้สบาย อเล็กซี่ เราไม่มีอะไรติดค้างกัน”ความเงียบค่อย ๆ แผ่ซ่านรอบตัว และเมื่อฉันคิดทบทวนทุกอย่างให้ดีแล้ว… ฉันก็พบว่า ทุกคนที่เข้าไปพัวพันกับตระกูลนี้ ผู้ที่รู้เรื่อง “ภายใน” ล้วนจบลงไม่ต่างกัน
ความหรูหราและภาพลวงตารอบตัวทำให้โลกตรงหน้าดูสวยงามเกินความเป็นจริง รวมถึงผู้ชายคนหนึ่ง… คนที่ก้าวเข้ามาปกป้องฉันตั้งแต่วันแรก ความห่วงใยของเขาเคยทำให้ฉันหวั่นไหว แต่ไม่นานฉันก็เริ่มตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นอาจไม่ได้เกิดจากความจริงใจ หากเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันตัดสินใจถอยออกมา เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงด้วยตัวเอง
ฉันคิดว่าพร้อมแล้ว จนกระทั่งก้มลงหยิบกระเป๋า
และเมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็อยู่ตรงหน้า ชายร่างสูงในสูทสีเข้ม สายตาคมจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับรู้ว่าฉันกำลังจะจากไปหัวใจฉันเต้นแรงราวถูกบีบรัด ทุกความสงสัย คำโกหก และความเชื่อที่เคยยึดมั่น พังทลายลงพร้อมกับสายตาคู่นั้น
ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
สายฝนกระหน่ำจนทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว อารัญผลักประตูรถหรูสีดำออกโดยไม่รีรอ ก่อนกระโจนฝ่าสายฝนที่สาดซัดไม่ลืมหูลืมตา สูทสีเข้มบนร่างกำยำเปียกชุ่มแนบไปกับแผ่นอกกว้าง เม็ดฝนเกาะพราวบนเส้นผมและกรอบหน้าคมเข้ม ขณะที่เขาทรุดตัวลงข้างฉัน
หลังจากที่ Quantum Prime ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่วัน ข่าวร้ายก็เหมือนสายฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานใหญ่กลางพายุกระหน่ำ .. ในเช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ สำนักงานใหญ่ของ StrideX สายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงหยดน้ำแข่งกับเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหน้าตึกกระจกสูงเสียดฟ้า เหล่าชายในสูทหรูใบหน้าเคร่งขรึม
หลังจากส่งแม่ได้พบกับความสงบชั่วนิจนิรันดร์แล้ว ความเงียบในบ้านยังคงอยู่ชั่วคราว แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ยังอบอุ่นเป็นแสงสว่างให้ฉันในทุกๆวันยิ่งใกล้วันเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของ ‘Quantum Prime’ชีวิตก็ยิ่งหมุนเร็วราวเครื่องจักรที่ไม่เคยพัก ทุกบทความ ทุกภาพ ต้องเป๊ะ ต้องดึงดูด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ฉันอยู
ถึงแม้คำขู่ของอเล็กซี่จะทำให้ฉันชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจฉันหวั่นไหวแม้แต่น้อยฉันมองว่ามันก็แค่เสียงหมาเห่าหอน จึงเพียงเบี่ยงตัวหลบ แล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจถุงข้าวต้มปลาในมือส่งกลิ่นหอมอบอวล ของโปรดขอ







