Masukฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก
แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..
ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา
ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า… อาจไม่ใช่ฉันเลย
และในความสมบูรณ์แบบนั้นเอง ฉันไม่พบตัวตนของตัวเองอยู่ในบรรทัดเหล่านั้นฉันนั่งอ่านภาพข่าวและข้อมูลที่แนนซี่รวบรวมมาให้
เหมือนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนชื่อของช่างภาพ โฮชิคาวะ ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะส่วนหนึ่งของ H.F Project ก่อนจะตามมาด้วยคำปฏิเสธสั้น ๆ
ไม่ให้ข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเพียงช่างภาพธรรมดาประโยคเหล่านั้นเรียบง่ายเย็นชาทว่ากลับขัดแย้งอย่างเจ็บปวดกับความจริงที่ฉันเคยพบ แผ่นฟิล์มสุดท้ายที่พ่อซ่อนไว้หลังภาพ ไม่เคยถูกล้าง ไม่เคยถูกเปิดเผย เหมือนความจริงที่ถูกจงใจผนึกไว้
หากพ่อเป็นเพียงช่างภาพธรรมดาอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง…
แล้วทำไมต้องเก็บมันไว้ ทำไมต้องซ่อนมันจากโลก และจากฉันด้วยคำถามเหล่านั้นดึงฉันให้มายืนอยู่ในสุสาน
ตรงหน้าแท่นหินอ่อน ใต้ภาพของ ‘คิริน โฮชิคาวะ’ ฉันจ้องมองรูปภาพนั้นอย่างเงียบงัน ราวกับพยายามค้นหาคำตอบจากคนที่ไม่อาจพูดได้อีกฉันปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมตัวเอง
ลมอ่อน ๆ พัดผ่านมา เหมือนความอ่อนโยนที่ประโลมใจ เหมือนลมหายใจของใครบางคนที่เคยกอดฉันไว้ในช่วงเวลานั้นภาพอดีตที่งดงามค่อย ๆ ไหลกลับมา
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นประหนึ่งเกินกว่าที่ฉันจะตั้งคำถามถึงสิ่งที่คิดว่าเป็นอดีตที่มีจริงแม้ความสงสัยจะเกาะบางเบา แต่ฉันก็ต้องยอมรับ…
ไม่ว่าฉันจะเป็นใคร หรือเป็นเพียงเด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยง เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
เพราะคุณค่าของเขา มีความหมายกับฉันมากเกินกว่าที่ฉันจะค้นหาคำตอบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ความสงสัยยังคงฝังลึกอยู่ในใจ
ไม่ใช่แค่เรื่องของโฮชิคาวะเท่านั้น เรื่องนี้ยังโยงไปถึงตระกูลฟอร์ด ผู้ครอบครองความลับที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องและปลายทางในหัวของฉันมีเพียงหนึ่งเดียว…
จุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน โรงงานที่ถูกปิดตายฉันตามรอยมาจากข้อมูลที่คิดว่าอาจถูกต้อง แต่เมื่อเดินเข้าไป สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงเศษซาก กำแพงพัง และคราบเขม่าที่หลงเหลือจากไฟไหม้ครั้งใหญ่
อย่างไม่ตั้งใจ ฉันมองทุกสิ่งราวกับจัดองค์ประกอบภาพ เถ้าถ่านสะท้อนแสงอ่อน ๆ ทำให้กำแพงพังดูเหมือนร่างเลือนลาง
และเงาที่ตกกระทบบนเศษไม้และเศษโลหะก็เล่าเรื่องราวของอดีตที่สูญหายอย่างเงียบงันไม่มีหลักฐาน ไม่มีร่องรอย… ไม่มีอะไรให้ตามหา
นอกจากคนเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านแถวนั้นส่วนใหญ่หลบหน้า ไม่กล้าพูด ราวกับอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งชายชราคนหนึ่งปรากฏตัว
ดวงตาของเขาขุ่นมัวเหมือนคนที่สูญเสียอะไรบางอย่างไปทั้งชีวิตนั่งก้มมองรูปถ่ายเด็กสาวในภาพเก่า ๆ สายตาไม่ละจากภาพนั้นฉันขยับเข้าไปใกล้
เพ่งมองรายละเอียดของใบหน้า ราวกับกำลังวิเคราะห์ฟิล์ม แสงและเงาที่ทอดลงบนแก้มของเด็กผู้หญิง ความเอียงของศีรษะ การจัดองค์ประกอบภายในกรอบ… ทุกอย่างทำให้หัวใจของฉันกระแทกแรงเด็กผู้หญิงในภาพนี้… คล้ายกับเด็กหญิงในรูปที่อยู่ในกรอบไม้ของอารัญ
เด็กผู้หญิงคนนั้น…คนที่เขาเคยบอกว่า เขาล้มเหลวในการปกป้องเมื่อฉันเพ่งมองใกล้เข้าไป
รายละเอียดทุกอย่างกลับทับซ้อนกับภาพของฉันในวัยเด็กรวมถึงเด็กหญิงในเฟรมสุดท้ายของ พ่อฉัน ก่อนเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่พรากเธอไปจากโลกนี้
ชายชราหันมามองฉันตรง ๆ
สายตาเบิกกว้าง ราวกับพยายามจับทุกเสี้ยวของฉันไว้ในความทรงจำพลางยื่นมือมาจะแตะแขนฉัน เอ่ยเสียงสั่น “ลูก… ลูกของพ่อ…”ฉันสะดุ้งถอยหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ความตกใจทำให้ฉันช็อกไปหลายวินาที
จู่หญิงสาวคนนหนึ่งรีบเข้ามาคว้าแขนชายชราไว้“ขอโทษนะคะ พ่อฉัน… สติไม่ค่อยดีค่ะ อย่าถือสาเลยนะคะ” เธอยิ้มขอโทษฉัน ก่อนประคองเขาออกไปอย่างรวดเร็วฉันตั้งสติได้ ขยับตามไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณลุง อย่าเพ่งไป”แต่พวกเขากลับพรวดพราดขึ้นรถไป ไม่ทิ้งคำพูดและไม่หันกลับมามองอีกเลย
ภาพรถคันนั้นที่หายลับไปยังติดค้างอยู่ในสายตา
ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งสับสน และหวาดระแวงท่ามกลางเพนต์เฮาส์อันหรูหรา สายตาของฉันกวาดผ่านรายละเอียดรอบตัว ราวกับเลนส์ที่ไม่อาจปิดลง แต่ความงดงามไร้ที่ติของทุกสิ่งกลับไม่อาจรั้งฉันไว้ได้
เหลือเพียงของสำคัญที่ถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เพราะฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อติ้ง… ติ้ง… ติ้ง…
มือของฉันสั่นเล็กน้อย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อสายเข้าแนนซี่“ลิลิน ข่าวด่วน เปิดอ่านดูสิ”
ฉันกดเปิดข่าว พาดหัวตัวโตสะดุดตาจนต้องอ่านซ้ำหลายรอบ
นักข่าวชื่อดัง อเล็กซี่ ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม หลังพยายามเปิดโปง “ตระกูลฟอร์ด”แต่ข่าวอีกฉบับกลับเล่าเรื่องเดียวกันในมุมตรงข้าม
กล่าวหาว่าเธอเข้าออกบ่อนเป็นว่าเล่น อาจติดหนี้พนันก้อนโต และถูกมาเฟียตามล้างหนี้ฉันอ่านข่าวนั้นพลางสบถเสียงต่ำ
“บ้าเอ้ย… นี่มันเรื่องอะไรกันนี่”สายตาของฉันหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายในพาดหัว แม้เธอจะไม่เคยเป็นมิตรกับฉันนัก แต่ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ ชื่อของเธอกำลังถูกบิดเบือน คุณค่าที่เคยยืนหยัดถูกลบเลือนไปจนหมด
อเล็กซี่คือนักข่าวที่กล้าแตะเรื่องที่ไม่มีใครกล้า แม้บางครั้งจะเป็นการเรียกกระแสมากกว่าความจริง แต่ในวงการที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน นั่นคือราคาที่ใครสักคนต้องยอมจ่าย
ฉันพูดเบาๆ
“หลับให้สบาย อเล็กซี่ เราไม่มีอะไรติดค้างกัน”ความเงียบค่อย ๆ แผ่ซ่านรอบตัว และเมื่อฉันคิดทบทวนทุกอย่างให้ดีแล้ว… ฉันก็พบว่า ทุกคนที่เข้าไปพัวพันกับตระกูลนี้ ผู้ที่รู้เรื่อง “ภายใน” ล้วนจบลงไม่ต่างกัน
ความหรูหราและภาพลวงตารอบตัวทำให้โลกตรงหน้าดูสวยงามเกินความเป็นจริง รวมถึงผู้ชายคนหนึ่ง… คนที่ก้าวเข้ามาปกป้องฉันตั้งแต่วันแรก ความห่วงใยของเขาเคยทำให้ฉันหวั่นไหว แต่ไม่นานฉันก็เริ่มตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นอาจไม่ได้เกิดจากความจริงใจ หากเป็นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันตัดสินใจถอยออกมา เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงด้วยตัวเอง
ฉันคิดว่าพร้อมแล้ว จนกระทั่งก้มลงหยิบกระเป๋า
และเมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็อยู่ตรงหน้า ชายร่างสูงในสูทสีเข้ม สายตาคมจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับรู้ว่าฉันกำลังจะจากไปหัวใจฉันเต้นแรงราวถูกบีบรัด ทุกความสงสัย คำโกหก และความเชื่อที่เคยยึดมั่น พังทลายลงพร้อมกับสายตาคู่นั้น
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่… อารัญ”เขาชะงัก ราวกับกำลังพยายามตั้งหลักกับสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้าฉันจ้องเขาอย่างคาดคั้น เสียงสั่นเพราะความจริงเพิ่งเชื่อมต่อกันเป็นภาพเดียว“ทุกอย่าง… ไม่ใช่เรื่องบังเอิญคุณตามหาฉันมาตลอดใช่ไหม?”อารัญนิ่งเงียบ สายตากดต่ำ มือกำแน่นราวกับกำลังชั่งใจ ทุกวินาทีเหมือนเวลาหยุดหมุนใต้สายตาที่เคยคมนิ่งและควบคุมทุกสถานการณ์ ปรากฏรอยร้าวบางอย่าง… สิ่งที่เขา
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่าบนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี