เข้าสู่ระบบมือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิต
เราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้น
ฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลัง
ฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้น
ทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใด
เพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบ
ระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
ก่อนดึงฉันเข้าไปใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจอุ่น ๆเขามองลึกเข้ามาในดวงตา ราวกับอยากให้เห็นทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ตลอดมา“ตกลง… คุณจะหมั้นกับผมไหม?”หัวใจฉันสั่นวาบ เมื่อเขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมประกาศไปแล้ว พรุ่งนี้ขึ้นหน้าหนึ่งแน่นอน”ฉันชะงัก ใจเต้นแรงจนแทบกลบเสียงรถบนถนน
“เอ่อ… ฉัน…” คำตอบติดอยู่ในลำคอ ใจหนึ่งอยากตอบรับ แต่อีกใจก็หวั่นไหว แม้ฉันอยากรู้เรื่องตระกูลฟอร์ดและพ่อของตัวเองเพียงไหน การเอาการหมั้นเป็นเดิมพันแบบนี้ไม่ดีแน่อารัญโน้มหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด
“งั้น… ผมจะทำตามขั้นตอน”ฉันเงยหน้าขึ้นมองทันที
เขายกมือประคองแก้มเบา ๆ ก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ“ผมขอเริ่มจากขั้นแรกก่อน… ตกลงเป็นแฟนกับผมนะ”
คำพูดนั้นทำให้ฉันหายใจได้สะดวกขึ้น กับช่องว่างเล็ก ๆ
และ เมื่อฉันมองลึกลงไปในดวงตาของผู้ชายเพียบพร้อม คนที่คอยดูแลฉันไม่เคยห่าง นั่น… ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ แล้วคำตอบก็หลุดออกจากริมฝีปาก โดยไม่ต้องคิดซ้ำ “…ตกลงค่ะ”รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่ริมปากหนา ก่อนโน้มลงแตะหน้าผากฉันแผ่วเบา
“กลับบ้านกันครับ” เขากระซิบ พร้อมจับมือฉันแน่นกว่าเดิม
พาฉันก้าวเดินไปข้างหน้า ด้วยหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน***
ทว่า เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง บรรยากาศโรแมนติกจากเมื่อเย็นวานกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกเปลี่ยนฉากในพริบตา
ในจังหวะเดียวกันนั้น ความรู้สึกแผ่ววาบบางอย่างก็แล่นขึ้นมา คล้ายลางสังหรณ์ไม่ดี
ข่าวหน้าหนึ่งทุกสำนักพาดหัวเดียวกัน
“พี่น้องตระกูลฟอร์ดปะทะกันกลางร้านอาหารหรู ประธานอารัญประกาศคู่หมั้น ลิลิน ช่างภาพส่วนตัว”ความไม่ลงรอยของพี่น้องตระกูลฟอร์ดถูกเน้นตัวหนาเต็มหน้ากระดาษ กระแทกสายตาฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนใจเริ่มหนักขึ้น
ภาพของฉันบนหน้าหนึ่งก็ชัดเจนเกินจะหลีกเลี่ยง ฉันมองรูปตัวเองนิ่งงัน ก่อนพ่นลมหายใจออกมาเฮื้อกใหญ่ ราวกับพยายามรับแรงกระแทกทั้งหมด… ทั้งที่ใจยังไม่พร้อมเลย
ระหว่างที่ความคิดกำลังจะดิ่งลง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเฉียบพลัน รั้งฉันกลับสู่ความเป็นจริง
“ลิลิน… ฉันเอง แนนซี่ ออกมาเจอฉันหน่อย คาเฟ่ด้านหน้า”
น้ำเสียงของแนนซี่สั่น เธอไม่เคยโทรมาหาฉันแบบนี้หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“ได้ เดี๋ยวฉันลงไป… สิบนาที”
ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันก็อยู่หน้า คาเฟ่
“ลิลิน!”
เธอโผเข้ากอดฉันแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความดีใจ“ฉันดีใจมากเลยที่แกดีขึ้น… แกหายตัวไปหลายวัน ฉันแทบเป็นบ้า”
ฉันยิ้มอ่อน ๆ ตอบกลับ แต่ข้างในเต็มไปด้วยคำถาม
“ฉันโอเคแล้วล่ะ… ถึงจะยังงง ๆ บ้างก็เถอะ”แนนซี่พยักหน้า ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้า
“นี่คือทุกอย่างที่ฉันรวบรวมไว้ตอนที่แกไม่สบาย…เอกสารทั้งหมดที่อาจเกี่ยวข้องกับพ่อของแก”
เธอหยุดหายใจชั่วครู่ สีหน้าจริงจังขึ้น“และอีกอย่าง… ฉันคิดว่าอารัญตามหาแกมานานแล้ว”หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น แต่ยังพอควบคุมได้
“ขอบใจนะ แนนซี่” ฉันพูดเบา ๆแนนซี่ส่ายหน้า
“ลิลิน… ทุกอย่างมันซับซ้อนกว่าที่คิด การตายของพ่อแกเมื่อหลายปีก่อน… ฉันไม่เชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”“แกเชื่อไหม… ทุกคนที่เข้าไปยุ่งกับตระกูลนั้น ถูกจัดการหายไปทีละคน
ฉันว่าแม่ของคริส ฟอร์ด มาดามโซเฟีย น่าจะเป็นตัวการทั้งหมด
แม้กระทั่งสามีของตัวเอง… เธอก็จัดการได้ลงคอ”
“แกกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แนนซี่? ฉันก็แค่ช่างภาพฟรีแลนซ์กระจอก ๆ จะไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร”“แกไม่เกี่ยว… แต่โฮชิคาวะเกี่ยวข้อง”
“แกรู้เรื่องตัวเองดีแค่ไหน?
ตั้งแต่จำความได้ พวกเขาเคยเล่าอะไรให้แกฟังบ้างไหม?”“แกไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน แนนซี่?”
“ฉันหมกมุ่นตามอเล็กซี่กับคริส ฟอร์ดไป สืบข่าว ค้นทุกอย่างก็เพื่อแกนะ ลิลิน… และอีกอย่าง ฉันไม่น่าแนะนำงานกาล่าให้แกเลย”
ฉันยกมือไปสัมผัสมือแนนซี่เบา ๆ ราวจะบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“และที่แน่ ๆ… คนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด คืออารัญ”
“แล้วนี่… แกดูนี่สิ”
แนนซี่วางรูปถ่ายหลายใบลงบนโต๊ะ
เสียงกระดาษกระทบกันเบา ๆ แต่กลับ หนักอึ้งในใจฉัน
“อเล็กซี่… นักข่าวคนนี้ไม่ธรรมดา
เกาะติดคริส ฟอร์ดอย่างกับปลิง… ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น”ฉันกำรูปในมือแน่น “แล้วมาดามโซเฟีย… ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”แนนซี่เม้มปากแน่น พลางส่ายหัวช้า ๆ
“ฉันยังไม่รู้ทั้งหมด… แต่มีใครบางคนเหมือนจงใจให้แก ‘หายไป’
เหมือนพ่อกับแม่ของแกนั่นแหละ ลิลิน
แกไม่เคยสงสัยบ้างเหรอ ทำไมแม่แกถึงจากไป หลังจากที่แกเข้าบริษัทนั้นเพียงไม่กี่วัน?”
เธอหยิบรูปอีกใบวางลงตรงหน้าเป็นภาพชายคนหนึ่ง
สูทดำเรียบกริบ ใบหน้าคมเฉียบ ดวงตาแข็งกร้าว… ดวงตาที่เหมือนคอยจับตามองฉันอยู่จากความมืดเสมอฉันจำเขาได้ทันที
งานกาล่า…
ลิฟต์… รถหรูสีดำ…ภาพเหล่านั้นผุดขึ้นมาทีละฉาก พร้อมกับความเย็นวาบไหลผ่านสันหลัง
ทันใดนั้น แนนซี่วางซองสีน้ำตาลอีกซองลงตรงหน้า“และนี่… บทความ ข่าว และเอกสารเก่า ๆ ของโครงการลับ
มันอาจช่วยให้แกต่อจิ๊กซอว์ที่ยังขาดอยู่”ฉันรับมันมาอย่างช้า ๆลมหายใจหนักขึ้นเหมือนโลกทั้งใบกำลังตั้งคำถามบางอย่างกับฉันฉันเปิดซองออก กระดาษแผ่นบนสุดคือข่าวเก่าเมื่อยี่สิบปีก่อน หัวข้อใหญ่สะท้อนเข้าตาทันที
“Quantum X โครงการเทคโนโลยีลับที่กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง ถูกปิดตายหลังโศกนาฏกรรม… ไม่เหลือแม้ร่องรอย”
ในเสี้ยววินาทีนั้น ความทรงจำที่สับสนเหมือนถูกดึงกลับมา แผ่นฟิล์มที่ถูกซ่อนไว้ใต้กรอบภาพคือหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่พ่อของฉันเก็บไว้ตลอดเกือบยี่สิบปี
Quantum X ตัวอักษรแบบเดียวกับที่ประทับอยู่บนซองสีน้ำตาลในงานกาล่าคืนนั้น ซองที่คริส ฟอร์ดลอบส่งให้ชายแปลกหน้า ทำให้ฉันมั่นใจทันทีว่าข้างในต้องเกี่ยวข้องกับ Quantum X ข้อมูลลับที่ไม่ควรตกอยู่ในมือใครทั้งนั้นอารัญรู้เรื่อง Quantum X ดี และเขาก็สงสัยคริส ฟอร์ดมานาน เพียงแต่ไม่กล้าเคลื่อนไหวเพราะอีกฝ่ายเป็นพี่ชายต่างมารดา แต่ถ้าข้อมูลนี้หายไปจริง คนที่เสี่ยงที่สุดอาจเป็นอารัญเองความจริงทุกชิ้นค่อย ๆ ต่อเข้าด้วยกัน ทว่าความชัดเจนกลับยิ่งทำให้ใจฉันสั่นไหว ถ้าเขารู้ทุกอย่างตั้งแต่แรก… ถ้าเขาเข้าใกล้ฉันเพราะ Quantum X… แล้วการปกป้องทั้งหมดที่ทำมา เป็นเพียง “เครื่องมือ” งั้นเหรอ?ความไม่แน่ใจต่อเขาก่อตัวขึ้นจนแน่นในอกของฉัน
ฉันก้มลงมองซองสีน้ำตาลที่กำไว้แน่น ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อแนนซี่แตะแขนเบา ๆ เงยหน้าขึ้นพบแววตาเธอเต็มไปด้วยความกังวลลึก
“ลิลิน… อยู่ให้ห่างจากตระกูลฟอร์ดให้มากที่สุดเถอะ”
เสียงของเธอสั่นต่ำ คำเตือนนั้นเหมือนกระแทกซ้ำลงกลางอก จนลมหายใจแทบสะดุด
แล้วแนนซี่ก็เพิ่มเสียงกระซิบที่ทำให้เลือดในกายเย็นวาบ
“หนีไป ลิลิน”
ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด







