เข้าสู่ระบบเช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง
อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?
ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา
เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้วอารัญในสูทเข้มเรียบหรู
แสงเช้าส่องให้เขาโดดเด่นราวฉากรักในภาพยนตร์ มือหนึ่งถือกุหลาบช่อใหญ่ ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ ดวงตาคมนิ่งมองฉันลึกซึ้ง ก่อนพูดประโยคที่ทำให้โลกหยุดหมุน“เราหมั้นกันนะ ลิลิน”
ฉันยืนทื่อไปสองสามวินาที หัวใจตกตะลึง
ง่ายๆ แค่นี้เลยเหรอ?เขาไม่รอให้ฉันตั้งหลัก
“คุณจะปลอดภัยตลอดไป”ปลอดภัย? จากอะไร… จากใคร…
แม้เขาจะหล่อจนแทบลืมหายใจ และร่ำรวยจนโลกทั้งใบแทบหมุนตาม แต่ความจริงคือ… ฉันยังไม่รู้จักเขาดีพอเลย
เราเจอกันไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำฉันไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี แต่ถ้าฉันอยากสืบเรื่องราวของ ตระกูลฟอร์ด และปริศนาที่โยงไปถึงพ่อของฉัน ฉันต้องเข้าใกล้อารัญให้มากขึ้นกว่านี้
เขามองฉันที่ยืนอ้ำอึ้ง เหมือนพยายามเรียบเรียงคำตอบ
ดวงตาคมนั้นอ่อนลงอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน“ผมจะไม่เร่งคุณ… ให้เวลาคุณจนกว่าคุณจะพร้อม”ถ้อยคำอ่อนโยนเพียงประโยคเดียวกลับทำให้หัวใจฉันคลายเกร็งลงอย่างไม่น่าเชื่อ
เขาเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“วันนี้ผมไม่มีประชุม เราไปทานข้าวข้างนอกกันนะ”ฉันพ่นลมหายใจเบา ๆ ราวกับรอดพ้นอะไรบางอย่าง
“ค่ะ”“เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ไปเตรียมตัวเถอะครับ ผมจะรอ”
..
และมันก็เป็นไปตามแบบฉบับของมหาเศรษฐีที่คุ้นชินกับความหรูหราร้านอาหารชั้นสูงบนยอดตึกระฟ้า แสงแดดกลางวันสาดลอดผนังกระจกใส กระทบคริสตัลบนเพดานจนเกิดประกายพร่างพรายราวแสงดาวกลางวันนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทานมื้อเที่ยงกับชายที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ที่สุดของเมืองอย่างออกหน้าออกตา
สายตาผู้คนจับจ้องเขา… แล้วก็วกมาที่ฉันด้วยเช่นกัน
แต่ในแววตาของอารัญที่มองข้ามโต๊ะมามีความอ่อนโยนซ่อนอยู่บางอย่าง อบอุ่นพอจะทำให้ฉันเผลอหลงลืมว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้
ทุกอย่างกำลังราบรื่น
จนกระทั่ง…คริส ฟอร์ดก้าวเข้ามาพร้อม ลูกน้องสามคน ขณะที่อเล็กซี่เดินเคียงข้างด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่กลับแผ่ ความเย่อหยิ่งเย็นชา จนความอึดอัดซึมเข้ามาในอากาศรอบตัวฉัน
ทันทีที่อเล็กซี่สบตาฉัน ความเย็นวาบแล่นขึ้นกลางอก เพราะทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว… เรื่องเลวร้ายมักตามมาเสมอ
พวกเขาเดินผ่านไปนั่งโต๊ะอีกฝั่ง แต่บารมีและอิทธิพลของตระกูลฟอร์ดกลับคลุมทั้งร้านจนบรรยากาศ หม่นตึง อย่างเห็นได้ชัด
และแล้ว คริส ก็เดินเข้ามาที่โต๊ะของเรา
แสงกลางวันสะท้อนสูทราคาแพงของเขา ทำให้ทั้งรูปลักษณ์ดูเด่นราวเจ้าของห้องนี้คริสยิ้มด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่าตัวเองยืนอยู่เหนือทุกคนในร้าน
“ร้านอาหารมีตั้งมากมาย…”
คริสพูดพลางมองไปรอบห้องอย่างไม่ปิดบังความดูแคลน “ไม่คิดเลยนะว่า น้องชายร่วมสายเลือด ของฉันจะชอบอะไรหรูหราขนาดนี้”เขาเอนตัวเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้ม
“แต่ที่น่าประหลาดกว่าคือ ประธานบริษัทอย่างนาย กล้าพา ช่างภาพส่วนตัว มาเดตกลางวันแบบนี้ ไม่กังวลหรือว่าจะกลายเป็นข่าว? บริษัทที่ปั่นป่วนอยู่ตอนนี้ก็เพราะนายทั้งนั้น”ฉันชะงักทันที
ฟังไม่ผิดแน่… พี่น้องคุยกันด้วยถ้อยคำแบบนี้จริง ๆและผู้ชายใบหน้าเข้มดุคนนี้ ต่างจากอารัญราว เทพบุตรกับอสูรฉันเคยเห็นเขาหลังเวทีงานกาล่า และในลิฟต์
ความทรงจำเหล่านั้นทำให้ฉัน หลบสายตาทันทีตอนนี้ ฉันจำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา… เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
อารัญวางช้อนส้อมลงอย่างสุขุม สงบจนชวนให้รู้สึกหนาววาบ
“ผมไม่ต้องการมีปัญหากับคุณในสถานที่สาธารณะแบบนี้”คริสหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างจงใจเหยียด
“ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรพาผู้หญิงความจำเสื่อมคนนี้ขึ้นเพนต์เฮาส์ รังสวาทประจำตัวนั่น จะได้ไม่เป็นข่าวพาดหัวกลบเรื่องเสถียรภาพของบริษัทอีก”ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าร้อนผ่าว ทั้งโกรธ ทั้งอับอายจนหายใจติดขัด
อเล็กซี่ก้าวเข้ามาใกล้
สายตาเธอคมราวใบมีดซ่อนอยู่หลังมุมปากเหยียดตรง“ยังจำฉันได้ไหม? หรือว่าสมองยังเละอยู่เหมือนเดิม?”
เธอเลิกคิ้วอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนเอ่ยเสียงหวานแต่เจือพิษ“ได้ยินมาว่าจำอะไรไม่ได้เลย… อยากให้ฉันช่วยทวนให้ไหม ว่าเธอเป็นใคร?”
ฉันยืดตัวตรง เงยหน้ามองเธอด้วยแววตานิ่งเฉียบ ข่มความเดือดดาลที่พุ่งขึ้นในอกไว้ให้มิด
ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองหลุดจนกลายเป็นข่าวให้อีกฝ่ายได้เล่นงาน
อเล็กซี่หัวเราะเบา ๆ อย่างคนที่มั่นใจว่าตนอยู่สูงกว่าเสมอ
“เธอน่ะ ไม่เคยมีตัวตนในวงการ ไม่มีชื่อ ไม่มีผลงานที่พอจะอวดใครได้… นอกจากภาพไร้สาระพวกนั้น”“พอได้แล้ว อเล็กซี่”
เสียงอารัญดังชัด คมเฉียบ จนทุกสายตาในร้านหันมามองพร้อมกัน
เขายืดตัวขึ้น ขยับเข้ามาใกล้ฉัน แล้วยกมือโอบไหล่ให้ชิด
น้ำเสียงเข้มทุกคำเหมือนประกาศต่อหน้าสักขีพยาน
“เธอคือคู่หมั้นของผม
ขอให้ทุกคนให้เกียรติเธอ และห้ามใครแตะต้องเธอเด็ดขาด”หัวใจฉันสะดุ้งวาบ
อเล็กซี่กัดฟัน มองฉันด้วยความอิจฉารุนแรงจนเหมือนมีหนามตำในใจฉันกระซิบถามเขาเบา ๆ
“ทำไมคุณพูดแบบนั้น… ไม่กลัวเป็นข่าวเหรอ?”เขาหันมามองฉันอย่างจริงใจ
“เพราะสิ่งที่ผมพูด… คือความจริง”เสียงของเขาทำให้ทั้งห้องหยุดชงัก ราวกับเวลาหยุดเดิน
สายตานับสิบจับจ้องพี่น้องตระกูลฟอร์ด ที่กำลังเผชิญหน้ากันกลางร้านอาหารหรูอารัญกวาดสายตามองรอบร้าน แววตาแน่วแน่ราวกับหยุดโลกไว้ทั้งใบ
แล้วโอบไหล่ฉันแน่นกว่าเดิม พร้อมเอ่ยเสียงชัดเจนราวประกาศ“ทุกท่านครับ ฟังให้ชัด
เธอคือ ลิลิน ช่างภาพส่วนตัว และเป็นคู่หมั้นของผม”จากนั้นเขาจับมือฉันแน่น
แล้วก้าวออกไป ไหล่เฉียดคริส ทำให้คริสเซเล็กน้อย ราวกับประกาศ ความไม่อ่อนข้อ“ไปจากที่นี่กันเถอะครับ ลิลิน”
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่าบนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี
นิ้วเรียวดันบานประตูให้เปิดออกภายในห้องเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงวางอยู่อย่างเรียบง่ายในตำแหน่งเดิม ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ถูกตรึงไว้ตั้งแต่วันที่ใครบางคนจากไปฉันก้าวไปอย่างช้า ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง แสงนีออนจากป้ายริมทางด่วนลอดผ่านผ้าม่านเป็นเส้นเรื่อบาง สะท้อนบนกรอบรูปที่ยังแขวนเด่นอยู่บนผนังฉันยื่นมือไปแตะสวิตช์ไฟในรูปนั้น… หญิงชราผู้มีใบหน้าอ่อนโยนกำลังยิ้มให้หญิงสาวคนหนึ่ง ‘ตัวฉันเอง’ เพียงสบตากับภาพนั้น ความอบอุ่นก็ซัดเข้ามาจนหัวใจสั่นวูบ..ฉันเคลื่อนกายไปยังอีกห้อง






