เข้าสู่ระบบ“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”
วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project
“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”
อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.
ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่า
บนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี 2000“คุณอารัญ… จะทำอย่างไรครับ?”
เสียงของวรากรสั่นเล็กน้อยอารัญนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบสั้น ๆ
“เผาทำลาย”อารัญคืนซองในมือให้วรากร วรากรชะงัก เหมือนลังเลเพียงเสี้ยววินาที แต่สุดท้ายก็รับมา แล้วถอยออกไปเพื่อทำตามคำสั่ง
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังแผ่วจากด้านในห้อง
“แม่…”
อารัญหันขวับ รีบพุ่งเข้าไป เห็นลิลินนั่งหอบหายใจเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เขารีบเข้าประคอง เธอถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นแน่นของเขาอย่างรวดเร็วราวกับเขาไม่ยอมให้เธอหลุดหายไปอีก
“คุณแค่ฝันไปครับ” เขาพูดเบา ๆ ข้างหู
(ลิลิน)
ฉันหลับตา พยายามประสานเศษเสี้ยวความทรงจำที่กำลังไหลย้อนกลับมาและเมื่อเปลือกตาขยับเปิด ใบหน้าของผู้ชายที่กอดฉันอยู่ตอนนี้ คือ ชายในกรอบเลนส์ที่สะท้อนแดดยามบ่าย… วันนั้น… งานกาล่าที่เปลี่ยนชีวิตฉันกลับตาลปัตร
เสียงฉันสั่นเล็กน้อย “…อารัญ…”อารัญกอดแน่นขึ้น
“คุณจำผมได้แล้วสินะ”ฉันเอนหน้าไปซบอกกว้าง ได้ยินเสียงหัวใจของเขาชัดเจน ภาพในอดีตค่อย ๆ ต่อกันเป็นลำดับ วันที่เขาอุ้มฉันหนี คำพูดที่เขาสัญญาว่าจะปกป้องฉันไปตลอด
“…ผมอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัวนะลิลิน”
แต่ระหว่างที่ความอบอุ่นกำลังกอดฉันไว้ ความทรงจำอีกด้านด้านที่ฉันไม่อยากหันไปมอง กลับค่อย ๆ ปะติดปะต่อขึ้น ความจริงบางอย่างที่ฉันพยายามลืมกำลังฝืนดันขึ้นมาเหนือผิวน้ำทีละน้อย จนฉันรู้สึกถึงลมหายใจตัวเองที่เริ่มสะดุด อารัญ คุณ…รู้เรื่องทั้งหมดนี้ใช่ไหมเสียงนั้นดังชัดอยู่ในหัว ทั้งที่ฉันยังซบอยู่ในอ้อมกอดแน่นของชายคนเดิม ชายที่ฉันอยากเชื่อเหลือเกินว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความมืดนั้น
***ที่บ้านพักสุดหรูกลางเมือง แนนซี่หมกตัวอยู่ในห้องเป็นวัน ๆเธอสืบหาข้อมูลและเบาะแสจากหน้าจอแล็บท็อป ข้อความข่าวจากเว็บไซต์ใต้ดินโจมตีบริษัท Stride X อย่างไม่หยุดหย่อน เธออ่านข้อความบทความเป็นร้อย ๆ ชิ้นหัวข้อ: “โครงการลับปี 2000 ทำไม Stride X ยังพยายามปิดให้เงียบ?”
เอกสารที่รั่วไหลจากแหล่งข่าวนิรนาม ระบุว่า
มีการค้นพบ โครงการเก่าที่ชื่อ ‘H.F. Project’ ซึ่งเคยใช้เด็กเป็นต้นแบบสำหรับการทดลองบางอย่าง โครงการนี้ถูกมองว่าควรถูกฝังไปนานแล้วแต่กลับมีหลักฐานใหม่ชี้ว่า แนวคิดเหล่านี้ยังถูกนำไปต่อยอดทางนวัตกรรม หรือว่า… อดีตที่ Stride X พยายามปกปิด กำลังไล่ตามพวกเขาอีกครั้ง?
เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะ ใบหน้าเธอตึงเครียด กำลังหมกหมุ่นค้นคว้าหาข้อมูล หลักฐานและการเชื่อมโยงยิ่งดูคลุมเครือ ทำให้ความสงสัยในใจเธอเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณหมกตัวอยู่ในห้องมาหลายชั่วโมงแล้วนะ”
สามีของแนนซี่ถือถ้วยชาร้อนเข้ามาในห้องทำงาน เขามองแนนซี่ด้วยสายตากังวลเล็กน้อยแต่แนนซี่ยังคงจดจ้องที่หน้าจอ
คำถามใหม่ ๆ ก่อตัวขึ้นในหัว ‘H.F. Project’ คืออะไร ทำไมยัยอเล็กซี่ถึงเกาะตระกูลนี้ไม่ปล่อย เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “อเล็กซี่ต้องการสืบข่าวอะไรกันแน่?”สามีของแนนซี่ทำหน้าเหวอ ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังหาคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงพยายามรักษาความปกติ
“คุณเพ้อเจ้อไปแล้ว… คงเป็นข่าวทั่วไป นักข่าวอยากขายข่าวมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง”
เขาสบสายตาเธอเพียงแวบเดียว ก่อนหลบลงต่ำ แล้วย่อตัวหมุนออกจากห้องอย่างรีบร้อน ราวกับอยากปิดบทสนทนาให้เร็วที่สุด
“ผมไม่รบกวนคุณแล้ว”เสียงประตูปิดลงเบา ๆ แต่กลับก้องหนักในหัวของแนนซี่ เธอนั่งตัวแข็ง ดวงตาจ้องหน้าจอสี่เหลี่ยมเขม็ง พึมพำเบา ๆ ขณะเลื่อนเมาส์ไปมาอย่างร้อนรน“H.F… คืออะไร”
ความสงสัยกัดกินใจของเธอ
“ตัวอักษรย่อนี้มันเกี่ยวอะไรกับลิลิน”สมองของแนนซี่หมุนไปอย่างไม่หยุดพัก คำตอบเริ่มค่อย ๆ ปะติดปะต่อ
“แล้วถ้า… H… โฮชิคาวะ…
F… ตระกูลฟอร์ด…”
คำพูดของเธอทำให้หัวใจสั่นระรัว “H.F Project… โครงการที่โฮชิคาวะกับฟอร์ดร่วมกันสร้าง ก่อนที่โฮชิคาวะจะหายตัวไปจากทุกสิ่ง… และเขา… คือพ่อของลิลิน”แนนซี่กลืนน้ำลายแทบไม่ลง ยิ่งอ่าน ยิ่งต่อจิ๊กซอว์ ความจริงที่น่ากลัวก็ยิ่งชัดเจนขึ้นในหัว
“ยัยอเล็กซี่…
กำลังวางแผนเปิดโปงตระกูลฟอร์ด
และทำมันผ่านการ ‘เข้าหา’ อารัญก่อน… แต่ก็รู้ดีว่าอารัญฉลาดและทันเกมกว่า จึงเอนไปคริสฟอร์ดง่าย ๆ
สรุปคือ คริส ฟอร์ดโดนยัยนี่ล้วงข้อมูล”แนนซี่หยุดชั่วขณะ รู้สึกถึงความช็อกและไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “ยัยอเล็กซี่บ้านี่… ยอมทำขนาดนี้เลยเหรอ… เพื่อเข้าใกล้ตระกูลฟอร์ด”ร่างของแนนซี่แข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบรัด เธอเริ่มเห็นภาพทั้งหมดชัดเจน
งั้นลิลิน… เด็กสาวที่อารัญปกป้องมาตลอด ทุกอย่างอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย แต่เป็นการ ‘ตามหา’ บางสิ่งที่หายไป บางสิ่งที่เชื่อมโยงกับความลับทั้งหมดนี้เมื่อชิ้นส่วนของเรื่องราวเริ่มเรียงตัวเข้าที่ในหัวของเธอ แนนซี่สูดหายใจลึก แล้วพูดออกมาอย่างหนักแน่น
“ลิลิน… ต้องรู้เรื่องนี้ก่อนที่มันจะสายเกินไป”ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
“ดูมีพิรุธ… ต้องตามไปดูให้รู้เรื่องสักหน่อย กำลังเล่นอะไรกันอยู่ ยัยอเล็กซี่” แนนซี่พึมพำกับตัวเอง พอคิดได้ก็รีบยื่นมือออกไปโบกแท็กซี่
ในขณะที่ชื่อของ StrideX Group กำลังถูกสาดด้วยข่าวฉาวรายวัน จู่ ๆ สื่อออนไลน์ ก็ถูกเขย่าด้วยบทความที่ไม่มีใครตั้งตัวชื่อบทความนั้นคือ
ภาพในหัววนซ้ำราวกับกดปุ่มรีเพลย์ การไล่ล่า การสูญเสีย และเสียงเตือนของแม่ที่ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้งอย่าเอาตัวเองไปยุ่งกับคนพวกนั้นแม่หมายถึงใครกันแน่?
“เรากลับกันเถอะ แนนซี่” ฉันลุกพรวดขึ้นพร้อมดึงแขนแนนซี่ออกจากคาเฟ่ เสียงในหัวเต้นเร่าจนแทบระเบิดออกมา“แกจะรีบไปไหนนั







