مشاركة

บทที่3 กอด

مؤلف: MummyPhukun
last update تاريخ النشر: 2026-10-08 00:20:01

มื้ออาหารที่แสนจะยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของพะแพงจบลงเสียที หญิงสาวลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อคุณหญิงมณีรัตน์วางช้อนลงและเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาด พะแพงหันขวับไปถลึงตาใส่ภีมทันที แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังทำตัวรุ่มร่ามกับเธอต่อหน้ามารดาของตัวเอง

"อาหารมื้อนี้อร่อยมากเลยจ้ะหนูแพง นานๆ ทีตาภีมจะกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้" คุณหญิงมณีรัตน์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาหันมามองเด็กสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างลูกชาย

"ทานอิ่มแล้วใช่ไหมลูก ไปจ้ะ ไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า แม่ให้เด็กเตรียมชาผลไม้กับของว่างไว้แล้ว หนูเรียนออกแบบใช่ไหมลูก แม่มีเรื่องอยากจะปรึกษาพอดีเลย"

พะแพงรีบชักขาหนีจากสัมผัสจาบจ้วงใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้กับผู้สูงวัยกว่า "ได้ค่ะคุณแม่"

เมื่อทุกคนย้ายมายังห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโซฟาหลุยส์สีครีมทอง คุณหญิงมณีรัตน์ก็เรียกให้พะแพงไปนั่งข้างๆ ส่วนภีมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสง่างาม นัยน์ตาคมกริบคอยจับจ้องทุกอิริยาบถของหญิงสาวไม่วางตา

"แม่ได้ยินว่าหนูเรียนอยู่ปีสอง คณะออกแบบใช่ไหมจ๊ะ" คุณหญิงมณีรัตน์เปิดบทสนทนา พลางรินชาผลไม้กลิ่นหอมกรุ่นส่งให้เด็กสาว "มหาวิทยาลัยนี้เข้ายากมากเลยนะ แสดงว่าหนูต้องหัวกะทิแน่ๆ"

"ขอบคุณค่ะคุณแม่ แพง... แพงแค่ชอบวาดรูปแล้วก็ชอบเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็กๆ น่ะค่ะ เลยพยายามสอบเข้าคณะนี้ให้ได้" พะแพงตอบอย่างถ่อมตัว สองมือประคองถ้วยชาเซรามิกเนื้อดีไว้ด้วยความเกรงใจ ความอบอุ่นที่คุณหญิงมอบให้ทำให้เธอลืมความหวาดระแวงที่มีต่อลูกชายของท่านไปได้ชั่วขณะ

"ดีจังเลยลูก ตอนนี้ STYP Brand ของเรากำลังจะมีโปรเจกต์คอลเลกชันพิเศษเพื่อการกุศล แม่กำลังปวดหัวกับแบบเสื้อผ้าที่พวกดีไซเนอร์ส่งมาให้ดูอยู่พอดี มันยังไม่ค่อยถูกใจแม่เท่าไหร่น่ะจ้ะ" คุณหญิงมณีรัตน์หยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะกระจกขึ้นมาเปิดออก เผยให้เห็นภาพสเก็ตช์เสื้อผ้าหลายชุด "หนูลองดูสิจ๊ะ ในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ หนูคิดว่ามันเป็นยังไงบ้าง แม่ตั้งโจทย์ไว้ว่าอยากได้ความเรียบหรู แต่ยังคงความคล่องตัวและใส่ได้ในชีวิตประจำวัน"

พะแพงวางถ้วยชาลงและรับแฟ้มนั้นมาดูด้วยความสนใจ เธอไล่สายตาดูรายละเอียดทีละหน้าอย่างตั้งใจ ลืมความประหม่าไปจนหมดสิ้น "แพงว่าแบบนี้สวยมากเลยค่ะคุณแม่ แต่... ตรงช่วงเอว ถ้าเราปรับแพทเทิร์นให้เข้ารูปน้อยลงนิดหนึ่ง แล้วเพิ่มดีเทลการจับจีบระบายที่ปลายแขนเสื้อแทน มันจะช่วยเพิ่มความอ่อนหวานและดูไม่เป็นทางการจนเกินไปนะคะ ส่วนเนื้อผ้า ถ้าเปลี่ยนจากผ้าซาตินที่ดูมันวาวเกินไป เป็นผ้าลินินผสมคอตตอน จะช่วยระบายอากาศได้ดีกว่า และตอบโจทย์เรื่องการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าด้วยค่ะ"

คำอธิบายที่ฉะฉานและแววตาที่เต็มไปด้วยแพสชันของพะแพง ทำให้คุณหญิงมณีรัตน์เบิกตากว้างด้วยความประทับใจ ท่านหันไปมองหน้าลูกชายที่นั่งยิ้มมุมปากอยู่อีกฝั่งอย่างทึ่งๆ "ตาภีม... ผู้ช่วยคนนี้ของลูกเก่งไม่เบาเลยนะ แม่ชักอยากจะขอตัวมาช่วยงานแม่ที่แผนกออกแบบซะแล้วสิ"

"ไม่ได้ครับคุณแม่" ภีมสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยจนพะแพงสะดุ้ง "พะแพงเป็นผู้ช่วย ส่วนตัวของผม เธอต้องคอยดูแลเรื่องส่วนตัวให้ผมคนเดียวเท่านั้น ถ้าคุณแม่ดึงตัวเธอไป ผมคงแย่แน่ๆ"

"แหม ทำเป็นหวงไปได้ แม่แค่ยืมตัวมาช่วยดูแบบนิดๆ หน่อยๆ เอง" คุณหญิงมณีรัตน์ค้อนลูกชายวงใหญ่ ก่อนจะหันมาลูบผมพะแพงอย่างเอ็นดู "เอาเป็นว่า ว่างๆ หนูแพงก็มานั่งคุยเรื่องแฟชั่นกับแม่บ้างนะลูก แม่อยู่บ้านคนเดียวเหงาจะแย่ มีหนูมาอยู่ด้วยแบบนี้ บ้านเราคงมีสีสันขึ้นเยอะเลย"

"ยินดีค่ะคุณแม่ แพงเองก็อยากเรียนรู้เรื่องการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าจากคุณแม่เหมือนกันค่ะ" พะแพงยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเธอสว่างไสวเสียจนคนที่แอบมองอยู่ถึงกับชะงัก ภีมรู้สึกเหมือนใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มที่เธอส่งให้แม่ของเขา มันช่างแตกต่างจากใบหน้าบึ้งตึงและแววตาหวาดระแวงที่เธอมักจะใช้มองเขาราวฟ้ากับเหว

"เอาล่ะ หมดเวลาจิบชาแล้ว" ภีมผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาคว้าข้อมือเล็กของพะแพงให้ลุกขึ้นตาม "ผมต้องพาผู้ช่วยคนใหม่ไปบรีฟงานที่ห้องทำงานแล้วล่ะครับคุณแม่ เดี๋ยวช่วงบ่ายผมมีประชุมออนไลน์กับพาร์ทเนอร์ฝั่งยุโรป"

"ว้าย! คุณภีม! แพงเดินเองได้ค่ะ ปล่อยก่อน" พะแพงพยายามขืนตัวออก แต่แรงของชายหนุ่มนั้นมีมากกว่า เธอจำใจต้องก้มศีรษะลาคุณหญิงมณีรัตน์อย่างรีบร้อน "แพงขอตัวก่อนนะคะคุณแม่"

"จ้ะๆ ไปเถอะลูก ตาภีมก็เบาๆ กับน้องหน่อยนะ น้องเพิ่งมาวันแรก อย่าเพิ่งไปใช้งานน้องหนักมากล่ะ" คุณหญิงมณีรัตน์ส่ายหัวอย่างระอาใจกับความใจร้อนของลูกชาย โดยหารู้ไม่ว่าคำว่าใช้งานหนักของลูกชายนั้น มีความหมายแอบแฝงที่อันตรายกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก

เมื่อถูกลากเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวที่กว้างขวางและตกแต่งด้วยโทนสีไม้โอ๊คเข้ม ภีมก็จัดการล็อกประตูห้องดังคลิก เสียงนั้นทำให้พะแพงใจหล่นวูบ เธอรีบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม ถอยกรูดไปยืนชิดผนังห้องทันที สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานอย่างเต็มที่

"คุณล็อกประตูทำไมคะ" เธอถามเสียงสั่น ระแวงคนตรงหน้าที่เดินต้อนเข้ามาใกล้

"ฉันแค่ไม่อยากให้ใครเข้ามากวนเวลาบรีฟงาน" ภีมตอบหน้าตาย เขาเดินผ่านร่างบางไปหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง ก่อนจะชี้มือไปยังโต๊ะทำงานขนาดเล็กกว่าที่ตั้งอยู่เยื้องๆ กัน "นั่นโต๊ะทำงานของเธอ ฉันสั่งให้คนจัดเตรียมไว้ให้เมื่อเช้านี้"

พะแพงมองตามนิ้วของเขา โต๊ะทำงานตัวนั้นเป็นโต๊ะกระจกเรียบหรู มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องใหม่เอี่ยมวางอยู่พร้อมกับอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดคือตำแหน่งของมันต่างหาก โต๊ะของเธอตั้งอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะของเขาพอดีเป๊ะ หันหน้าเข้าหากันแบบไม่มีพาร์ทิชันกั้น นั่นหมายความว่าตลอดเวลาที่ทำงาน เธอจะตกอยู่ในสายตาของเขาทุกวินาที

"ทำไมแพงต้องมานั่งตรงนี้ด้วยคะ ปกติเลขาฯ หรือผู้ช่วยเขาต้องนั่งหน้าห้องไม่ใช่เหรอ"

"เลขาฯ ของบริษัทน่ะนั่งหน้าห้องใช่ แต่นี่เธอเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของฉัน" ภีมเน้นย้ำคำว่าส่วนตัวอย่างชัดเจน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "หน้าที่ของเธอคือต้องอยู่ในสายตาของฉันตลอดเวลา มานี่สิ มาดูข้อตกลงของเรา"

ชายหนุ่มตบโต๊ะทำงานเบาๆ เป็นการเรียก พะแพงเม้มปากแน่นอย่างขัดใจ แต่ก็จำต้องเดินเข้าไปหา เขาเลื่อนแฟ้มเอกสารปกดำมาตรงหน้าเธอ เมื่อพะแพงเปิดออกดูก็พบว่ามันเป็นกระดาษพิมพ์ข้อความที่ระบุหน้าที่ของเธอไว้อย่างละเอียดยิบ ทว่าเมื่อเธอไล่สายตาอ่านทีละข้อ คิ้วเรียวก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ

"นี่มันอะไรกันคะ!" พะแพงเงยหน้าขึ้นโวยวาย "ข้อหนึ่ง... ปลุกเจ้านายทุกเช้าเวลาหกโมงครึ่ง ข้อสอง... เตรียมชุดทำงานและผูกเนคไทให้เจ้านาย ข้อสาม... ทานอาหารทุกมื้อพร้อมเจ้านาย ข้อสี่... ห้ามรับสายผู้ชายคนอื่นในเวลางานยกเว้นคนในครอบครัว ข้อห้า... ห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต... นี่มันสัญญาทาสชัดๆ!"

"ก็เธออยากได้งานที่ได้เงินเดือนเยอะๆ เพื่อเอาไปจ่ายค่าเทอมไม่ใช่หรือไง" ภีมยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้จนพะแพงต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะกระจก ร่างสูงโน้มตัวลงมาท้าวแขนทั้งสองข้างกักขังเธอไว้ "ฉันจ่ายหนัก ฉันก็ต้องใช้งานให้คุ้มสิ หรือเธอคิดว่าแค่ชงกาแฟวันละแก้วมันจะคุ้มกับเงินเดือนหลักแสนที่ฉันจะโอนเข้าบัญชีเธอทุกเดือน?"

"เงินเดือนหลักแสน!" พะแพงเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง จำนวนเงินนั้นมันมากพอที่จะจ่ายค่าเทอม ค่าอุปกรณ์ และค่าเช่าหอพักของเธอไปได้เป็นปีๆ เลยทีเดียว

"ใช่... ถ้าเธอทำตามกฎทุกข้อในกระดาษแผ่นนั้นอย่างเคร่งครัด" ภีมกระซิบชิดใบหูเล็ก ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดจนพะแพงขนลุกซู่ "และที่สำคัญ... ในฐานะที่ฉันเป็น คนแรก ของเธอ ฉันไม่อนุญาตให้เธอไปทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนหน้าไหนทั้งนั้น เข้าใจไหม"

"คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามแพงคบเพื่อนนะคะ!" หญิงสาวเถียงกลับ แม้จะใจเต้นแรงกับความใกล้ชิด "แล้วเรื่องเมื่อคืน... แพงก็บอกแล้วไงว่าถือซะว่าทำทานให้หมามันกิน! คุณไม่ต้องเอาเรื่องนั้นมาอ้างเพื่อผูกมัดแพงหรอกค่ะ!"

คำว่าหมามันกินทำเอาเส้นความอดทนของภีมขาดผึง นัยน์ตาคมวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เขาเกลียดนักที่เธอทำเหมือนการมีสัมพันธ์กับเขาเป็นเรื่องน่าขยะแขยง มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางแล้วรั้งร่างของเธอเข้ามาปะทะกับแผงอกแกร่งอย่างแรงจนพะแพงหลุดเสียงอุทาน

"ชอบเปรียบฉันเป็นหมานักใช่ไหม" เสียงทุ้มต่ำกดลึก ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน "งั้นเธอก็เตรียมตัวรับมือกับหมาบ้าอย่างฉันให้ดีๆ ก็แล้วกัน เพราะหมาตัวนี้... มันหวงกระดูกมากซะด้วยสิ"

พูดจบ ภีมก็ประกบริมฝีปากลงบนกลีบปากสีพีชอย่างรวดเร็ว เป็นการลงโทษเด็กดื้อที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขา สัมผัสครั้งนี้เต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนพะแพงต้องเผยอปากออกเปิดโอกาสให้เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานภายในได้อย่างถนัดถนี่ หญิงสาวพยายามดิ้นรนและทุบตีแผงอกของเขา แต่ภีมกลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างก็รั้งท้ายทอยของเธอให้รับจุมพิตที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความร้อนแรงที่เขามอบให้ทำเอาพะแพงเข่าอ่อน สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ รสจูบที่เต็มไปด้วยความหวานและเอาแต่ใจ ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะออกมาเต้นอยู่นอกอก จากที่ขัดขืนในตอนแรก ร่างกายของเธอกลับเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงครางอื้ออึงในลำคอของเด็กสาวกลายเป็นเหมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟอารมณ์ของภีม เขาปลุกเร้าเธอจนแทบขาดใจ ก่อนจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้พะแพงหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอด ใบหน้าหวานแดงซ่านไปถึงใบหู

"จำเอาไว้... นี่คือการเตือน" ภีมกระซิบเสียงพร่า แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่พยายามสะกดกลั้น "ถ้าเธอขัดคำสั่งฉันอีก บทลงโทษครั้งหน้าจะไม่หยุดอยู่แค่จูบแน่"

พะแพงก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป อันตรายทั้งต่อร่างกายและ... หัวใจของเธอ

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ ภีมนั่งประชุมออนไลน์เสร็จเรียบร้อย ส่วนพะแพงก็ใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการศึกษางานของเขา แม้จะหงุดหงิดกับสายตาที่คอยจับจ้องมาเป็นระยะ แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าภีมในโหมดทำงานนั้นดูจริงจังและทรงเสน่ห์อย่างประหลาด เขาใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงเป๊ะในการเจรจาธุรกิจ ความเฉียบขาดในการตัดสินใจทำให้เธอแอบทึ่งอยู่ลึกๆ

เมื่อการทำงานสิ้นสุดลง ภีมก็พาเธอขึ้นมายังห้องนอนมาสเตอร์อีกครั้ง พะแพงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้อง มองไปรอบๆ เพื่อหาที่นอนของตัวเอง เธอเห็นโซฟาตัวยาวที่ปลายเตียงก็แอบหมายตาไว้ในใจ

"ไปอาบน้ำสิ ฉันให้ป้าแจ่มเอาชุดนอนของเธอมาใส่ตู้ไว้แล้ว" ภีมเอ่ยพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทีละเม็ดอย่างไม่สนใจสายตาของหญิงสาว

"เอ่อ... คืนนี้แพงขอนอนที่โซฟานะคะ" พะแพงรีบชิงบอกความต้องการของตัวเอง

ภีมชะงักมือที่กำลังปลดกระดุม หันมาเลิกคิ้วมองเธอ "ใครอนุญาตให้เธอนอนโซฟา"

"ก็... ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกันนี่คะ แพงเป็นแค่ผู้ช่วย แพงก็ควรนอนแยกสิคะ เตียงนั้นมันของเจ้านาย" เธอหาเหตุผลมาอ้าง หน้าแดงเรื่อเมื่อเห็นแผงอกแกร่งที่โผล่พ้นสาบเสื้อ

"ฉันบอกแล้วไงว่าฉันรับผิดชอบ และฉันก็คือคนแรกของเธอ" ภีมเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีคุกคาม "เพราะฉะนั้น เธอต้องนอนบนเตียงกับฉัน"

"ไม่เอาค่ะ! แพงจะนอนโซฟา!" พะแพงเถียงเสียงแข็ง ถอยหลังหนี

"พะแพง..." เสียงทุ้มกดต่ำลงเป็นเชิงเตือน "อย่าดื้อให้มันมากนักนะ วันนี้ฉันเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่อยากออกแรงปราบพยศเธอตอนนี้หรอกนะ ไปอาบน้ำ แล้วขึ้นมานอนบนเตียงดีๆ หรือจะให้ฉันเข้าไปอาบน้ำด้วย แล้วอุ้มเธอมาโยนลงเตียงเอง เลือกเอา"

คำขู่ที่ดูเอาจริงทำให้พะแพงเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ เธอสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าปึงปังเข้าไปในห้องน้ำอย่างไม่มีทางเลือก ทิ้งให้ภีมยืนหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี

ครึ่งชั่วโมงต่อมา พะแพงเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนผ้าซาตินแขนยาวขายาวสีขาวที่เธอเลือกตัวที่ดูมิดชิดที่สุดในตู้เสื้อผ้าแล้ว เธอเห็นภีมนอนพิงพนักเตียงอ่านไอแพดอยู่ ชายหนุ่มอยู่ในชุดนอนกางเกงขายาวตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์มัดกล้ามหน้าท้องเป็นลอนสวยงามจนพะแพงต้องรีบเบือนหน้าหนี

"มานอนสิ ดึกแล้ว พรุ่งนี้เธอต้องตื่นมาปลุกฉันตอนหกโมงครึ่งนะ อย่าลืม" ภีมตบที่นอนข้างตัวเบาๆ

พะแพงเดินลากเท้าไปที่เตียงอย่างจำยอม เธอปีนขึ้นไปนอนบนพื้นที่ฝั่งซ้ายที่ห่างจากเขาสุดขีด นอนตะแคงหันหลังให้ พยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อสร้างป้อมปราการให้กับตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหลับตาลง สัมผัสอุ่นวาบก็ทาบทับลงมาที่เอวบาง พร้อมกับวงแขนแกร่งที่รวบร่างของเธอเข้าไปกอดรัดแนบชิดกับแผงอกกว้างด้านหลัง

"คุณภีม! ปล่อยนะ!" พะแพงสะดุ้งสุดตัว ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของเขา

"อยู่นิ่งๆ สิ ฉันจะนอน" ภีมพึมพำงึมงำอยู่ข้างใบหู ซุกหน้าลงกับกลุ่มผมหอมกรุ่นของเธอ สูดดมกลิ่นแชมพูอ่อนๆ อย่างชื่นใจ "ถ้าเธอยังดิ้นอยู่แบบนี้ ฉันรับรองไม่ได้นะว่าฉันจะแค่กอดอย่างเดียว ร่างกายฉันมันยิ่งตื่นตัวง่ายๆ อยู่ด้วย โดยเฉพาะกับเธอ"

คำขู่หน้าด้านๆ ทำเอาพะแพงตัวแข็งทื่อเป็นหินทันที เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว หรือหายใจแรงๆ ด้วยซ้ำ กลัวว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเขาที่กำลังแนบชิดอยู่ทางด้านหลังจะตื่นขึ้นมาจริงๆ หญิงสาวนอนกัดริมฝีปากตัวเองแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกอึดอัด

แต่ในความเงียบสงัดของค่ำคืนนั้น เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของชายหนุ่มที่ดังอยู่แนบแผ่นหลัง กลับส่งผ่านความอบอุ่นบางอย่างเข้ามาทำให้หัวใจของเธอที่เคยหวาดกลัว เริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด ภีมไม่ได้ล่วงเกินเธอไปมากกว่าการกอด ลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอของเขาบ่งบอกว่าเขาหลับสนิทไปแล้วจริงๆ

พะแพงค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายที่เกร็งแน่น เธอลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มปรือลง ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมเพื่อทำงานมาตลอดหลายวัน ทำให้เด็กสาวค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เลี้ยงรัก... คุณภีม   บทที่3 กอด

    มื้ออาหารที่แสนจะยาวนานและทรมานที่สุดในชีวิตของพะแพงจบลงเสียที หญิงสาวลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อคุณหญิงมณีรัตน์วางช้อนลงและเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาด พะแพงหันขวับไปถลึงตาใส่ภีมทันที แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังทำตัวรุ่มร่ามกับเธอต่อหน้ามารดาของตัวเอง"อาหารมื้อนี้อร่อยมากเลยจ้ะหนูแพง นานๆ ทีตาภีมจะกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้" คุณหญิงมณีรัตน์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาหันมามองเด็กสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างลูกชาย"ทานอิ่มแล้วใช่ไหมลูก ไปจ้ะ ไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า แม่ให้เด็กเตรียมชาผลไม้กับของว่างไว้แล้ว หนูเรียนออกแบบใช่ไหมลูก แม่มีเรื่องอยากจะปรึกษาพอดีเลย"พะแพงรีบชักขาหนีจากสัมผัสจาบจ้วงใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้กับผู้สูงวัยกว่า "ได้ค่ะคุณแม่"เมื่อทุกคนย้ายมายังห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโซฟาหลุยส์สีครีมทอง คุณหญิงมณีรัตน์ก็เรียกให้พะแพงไปนั่งข้างๆ ส่วนภีมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท

  • เลี้ยงรัก... คุณภีม   บทที่2 ผู้ช่วยส่วนตัว

    ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมทั่วทั้งบริเวณห้องพักสุดหรู มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ พะแพงนั่งกำมือแน่นอยู่บนเก้าอี้ ดวงตากลมโตที่ยังคงแดงช้ำจ้องมองชามข้าวต้มที่เธอพึ่งกินไป"อิ่มแล้วใช่ไหม" เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ถ้าอิ่มแล้วก็ลุกขึ้น ฉันจะพาไปเก็บของ"พะแพงเงยหน้าขึ้นขวับ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที "เก็บของ? เก็บของอะไรคะ แพงบอกแล้วไงว่าแพงจะกลับหอพักของแพง แล้วเราก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก"ภีมแค่นยิ้มมุมปาก เขาเดินอ้อมโต๊ะอาหารเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอ มือหนาวางแหมะลงบนพนักพิง โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมากระซิบที่ข้างใบหูเล็ก "เธอคิดจริงๆเหรอ ว่าฉันจะปล่อยให้ผู้หญิงที่เพิ่งเสียตัวให้ฉันเมื่อคืน กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม กลับไปทำงานในดงเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนั้นอีก""มันก็เรื่องของแพง! แพงต้องหาเงินเรียน แพงมีหนี้สิน มีค่าใช้จ่าย คุณไม่ได้มาเป็นแพง คุณไม่เข้าใจหรอก!" เธอหันไปตวาดใส่เขา แต่ด้วยความที่หันไปเร็วเกินไปทำให้ปลายจมูกรั้นเฉียดกับแก้มของชายหนุ่มที่โน้มลงมาอยู่ก่อนแล้ว พะแพงเบิกตากว้าง รีบหดคอหนีด้วยความตกใจ แต

  • เลี้ยงรัก... คุณภีม   บทที่1 คืนแรก ครั้งแรก

    เสียงเพลงบีทหนักๆ ที่ดังกระหึ่มก้องไปทั่วทั้งเลานจ์หรูระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองหลวง ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเข้มในโซน VVIP รู้สึกสนุกสนานไปกับมันเลยแม้แต่น้อยภีม หรือ ภาคิน สัตยาพิพัฒน์พงษ์ ชายหนุ่มวัย 27 ปี ทายาทเพียงคนเดียวของบริษัท STYP Company เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า STYP Brand ที่กำลังทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น นั่งเอนกายด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า นัยน์ตาที่มักจะฉายแววเฉียบคมอยู่เสมอ ตอนนี้กลับหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเบื่อหน่ายจากบทสนทนายืดยื้อตรงหน้าวันนี้เขาต้องมาเป็นตัวแทนของคุณพ่อ เพื่อเจรจาธุรกิจกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนักธุรกิจวัยกลางคนที่ชื่นชอบการดื่มสังสรรค์ในสถานที่แบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าสำหรับภีม สถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสี เสียงดังหนวกหู และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกผสมกลิ่นแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ที่ที่เขาโปรดปรานเลยสักนิด แต่ในฐานะว่าที่ผู้บริหารสูงสุด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมหน้ากากนักธุรกิจและร่วมดื่มด่ำไปกับค่ำคืนนี้"คุณภีมครับ ดูเหมือนมิสเตอร์ชางจะถูกใจสาวๆ ที่ทางร้านจัดมาให้เป็นพิเศษนะครับ" นที เลขาฯ หนุ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status