เข้าสู่ระบบ“ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นว่านอนสอนง่ายตอนนี้เหมือนกับแมวยั่วสวาทไม่มีผิด”
หลีโม่เงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มยั่วเย้าปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมแต่ท้าทาย “แต่ฝ่าบาทไม่ใช่คนอื่นนี่เพคะ”คำตอบนั้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนปากจะทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยจุมพิตที่เร่าร้อนและดุดัน เขาบดขยี้เรียวปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ไล่ต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากจนหลีโม่ต้องส่งเสียงครางแผ่วด้วยความตื่นตระหนกปนซ่านเสียวอยู่ๆเธอก็หยุดชะงักลง“กลัวหรือ ไม่ต้องกลัวเราจะทำเบาๆ” (กลัวรึ ข้ากลัวเหลือเกินกลัวว่าพวกเจ้าจะตายไม่ทรมานพอไม่เจ็บใจพอจนไม่อาจปลอบประโลมวิญญาณท่านพี่บนสวรรค์ได้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงตำหนักจี๊เล่อคืนนี้ท่านคงรอฝ่าบาทเก้อแล้วล่ะ) ความคิดในหัวของหลีโม่ดังก้องตัดสลับกับเสียงลมหายใจกระชั้นชิด ฝ่าบาททรงโน้มหน้าลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยสีจางอย่างหลงใหล ทรงคิดว่ารอยยิ้มนั้นเกิดจากความเคลิบเคลิ้มที่พระองค์ทรงปรนเปรอให้ แต่หารู้ไม่ว่ามันคือรอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังเวลาของใครบางคน แสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านเข้ามาอย่างเงียบเชียบ กระทบลงบนเตียงกว้างที่บัดนี้เหลือเพียงร่องรอยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอบอวลจากค่ำคืนที่ผ่านมา ฝ่าบาทค่อยๆ ขยับพระวรกายขึ้นจากแท่นบรรทม สายตาสอดส่องมองหาคนที่ควรจะนอนอยู่ข้างกาย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า... หลีโม่ไม่อยู่เสียแล้วทว่ายามที่ทรงเลิกผ้านวมผืนหนาออก สายตากลับสะดุดเข้ากับร่องรอยบางอย่างบนหน้าท้อง หมึกสีเข้มถูแต้มเป็นลวดลายดอกไม้พลิ้วไหวประณีตอย่างตั้งใจ ทอดตัวอยู่บนผิวกายขาวนวล ร่องรอยเล็กๆ นี้ดึงดูดสายตาของขันทีรับใช้จนหน้าซีดเผือด ด้วยความตกใจ เขาพรวดพราดคุกเข่าลงกับพื้นจนเสียงดังสะท้อนก้อง “แย่แล้ว นี่ กระหม่อมสมควรตายที่ไม่ทันสังเกตุว่าบนพระวรกายของฝ่าบาทถูกวาดสิ่งนี้เอาไว้” มุมปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นร่องรอยรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่น้อยนักคนนอกจะได้เห็น ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนลึกซึ้งไม่เป็นไร” “ดอกไม้นี้…เราชอบมากเป็นแมวที่น่าสนใจจริงๆควรได้รับรางวัล ประกาศออกไปองค์หญิงหนานเจาหลีโม่ปรนนิบัติมีความดีความชอบแต่งตั้งเป็นเจาอี๊ประทานตำหนักหลินอันให้เป็นที่พำนัก” “พะยะค่ะ” (ในฝั่งของหลีโม่) กลิ่นหอมอบอวลของกำยานจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในห้องบรรทม แสงแดดอ่อนยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักส่องกระทบกระจกเงาบานใหญ่ หลีโม่นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้ข้าหลวงคนสนิทค่อยๆ หวีและรวบเรือนผมดำเงางามของตนขึ้นอย่างเบามือ “หรงกุ้ยเฟยจิตใจโหดเหี้ยมขี้อิจฉาโชคดีที่ฝ่าบาททรงตกหลุมรักองค์หญิงตั้งแต่แรกเห็น ปรนนิบัติรับใช้ครั้งแรกก็ทรงแต่งตั้งเป็นเจาอี๊เลยเพคะ” “เจ้าก็คิดเหมือนกันหรือว่าข้าต้องพึ่งพาความรักของเขาถึงจะรอดชีวิตอยู่ได้” สิ้นคำถามนั้น นางรับใช้ก็หน้าถอดสี รีบปล่อยหวีในมือลงแล้วทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นห้องทันที“บ่าวขอประทานอภัยเพค่ะ”หลีโม่หันมาเชยคางเธอขึ้นแล้วพูดว่า “เจ้าไม่ผิดหรอก สิ่งที่ข้าต้องการก็คือความรักของเขานั่นแหล่ะ” หลีโม่หันมาที่กระจกปลายนิ้วเรียวแตะลงที่ขอบกระจกเบาๆ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ท่วงท่าอิริยาบถที่แสดงออกในยามนี้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนและลึกล้ำ ในใจของเธอกำลังวาดภาพถึงอีกฝ่ายผู้ที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย(ข้าจะทำให้ทุกรอยยิ้ม ทุกท่วงท่ากิริยา หรือแม้แต่ความโค้งของหัวคิ้วนี้... กลายเป็นเปลวไฟที่แผดเผาอยู่ในใจของโจวเหยียนและให้เขาเล่นกับไฟจนเผาตัวเอง) พลันสายตาที่จ้องมองกระจกก็ฉายร่องรอยแห่งความทรงจำ ย้อนกลับไปในตอนที่โจวเหยียนเคยแอบยืนซุ่มดูเธออยู่เงียบๆ ในมุมมืด ความรู้สึกชวนขนลุกและสายตาแฝงความสงสัยของเขาในตอนนั้นยังคงแจ่มชัดเธอเอ่ยรำพึงรำพันกับตนเองเบาๆ ในยามที่ได้กลิ่นกำยาน ลอยโชยมาจากร่างของเขา(กลิ่นนี้เหมือนกับกลิ่นบนร่างของเสด็จพี่หญิงไม่มีผิด กลิ่นกำยานมังกร) (โจวเหยียนข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นดาบที่ดีที่สุดในการแก้แค้นเพื่อเสด็จพี่หญิงของข้า)หลีโม่ยิ้มมุมปากและยังคงนั่งคิดการแก้แค้นอยู่หน้ากระจก ตำหนักจี๊เล่อ เหนียงเหนียงนั่งคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักไม่ทันไรประตูก็เปิดออก หัวใจของนางเต้นระรัวขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดหวัง รีบเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานเพื่อเตรียมเอ่ยถ้อยคำ “ฝ่าบาท…หม่อมฉัน” คำพูดทั้งหมดพลันกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเบื้องหลังบานประตูนั้นไม่ใช่ร่างสูงสง่าของฝ่าบาทอย่างที่คิด หากแต่เป็นขันทีคนสนิทที่ยืนก้มหน้าคอยท่าอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขันทีผู้นั้นยิ้มแห้งๆ พลางประสานมือคำนับ“หึ…เหนียงเหนียง” “ฝ่าบาทล่ะ” “เหนียงเหนียงฝ่าบาทบรรทมแล้วพะยะค่ะ” “อะไรนะ” “ฝ่าบาทตรัสว่าหากฝีมือการวาดภาพของเหนียงเหนียงถดถอยลงไปก็ให้หมั่นฝึกซ้อมอยู่ในตำหนัก ส่วนตำหนักจี๊เล่อคืนนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแล้วพะยะค่ะ” ปลายนิ้วเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายแขนเสื้อกว้างจิกเกร็งลงกับพื้นดินจนแน่น แรงอารมณ์ทั้งหมดถูกระบายลงไปที่ปลายนิ้วจนดินและเศษหินแทบแหลกคามือ ทว่าภายนอกนางกลับทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้“เพคะ…หม่อมฉันรับสนองพระบัญชา”ยามสายภายในสวนหลวงเงียบสงบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยลอยปะปนไปกับสายลม หลีโม่เดินทอดน่องไปตามทางหินอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวแตะกลีบดอกไม้ที่ยื่นออกมาจากกิ่ง ก่อนจะก้มลงมองดอกหนึ่งอย่างสนใจโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก นางกำนัลหลายคนเดินตามหลังสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหรา เครื่องประดับทองคำบนศีรษะสะท้อนแสงแดดวูบวาบทุกครั้งที่นางขยับกาย หรงกุ้ยเฟยเดินผ่านทางเดินกลางสวนด้วยท่าทีสูงส่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นหลีโม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล “นังทาสชั้นต่ำ เห็นข้าแล้วกล้าดียังไงถึงไม่เข้ามาทำความเคารพ”หลีโม่ค่อยๆก้าวเข้ามาหาเธอ”ถวายบังคมพี่กุ้ยเฟยเพคะ”“นี่น่ะหรือกิริยามารยาทของเจ้าช่างเป็นของชั้นต่ำที่เอาออกงานไม่ได้จริงๆ” หลีโม่กลับไม่ได้สะทกสะท้าน นางเพียงยกมือจัดปลายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหรงกุ้ยเฟยตรง ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่กุ้ยเฟยเพคะช่วงนี้หม่อมฉันพึ่งจะได้เรียนรู้คำใหม่คำหนึ่งคือคำว่า…ได้ท้ายจนเหลิง”ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธ คำพูดนั้นไม่ต่างจากการตบหน้ากันต่อหน้าผู้คน นางก้าวเข้าหาหลี่โม่โดยไม่สนใจว่าเหล่านางกำนัลกำลังมองอยู่ มือเรียวยกขึ้นสูงหมายจะฟาดลงบนใ
“ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นว่านอนสอนง่ายตอนนี้เหมือนกับแมวยั่วสวาทไม่มีผิด”หลีโม่เงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มยั่วเย้าปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมแต่ท้าทาย “แต่ฝ่าบาทไม่ใช่คนอื่นนี่เพคะ”คำตอบนั้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนปากจะทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยจุมพิตที่เร่าร้อนและดุดัน เขาบดขยี้เรียวปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ไล่ต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากจนหลีโม่ต้องส่งเสียงครางแผ่วด้วยความตื่นตระหนกปนซ่านเสียวอยู่ๆเธอก็หยุดชะงักลง“กลัวหรือ ไม่ต้องกลัวเราจะทำเบาๆ”(กลัวรึ ข้ากลัวเหลือเกินกลัวว่าพวกเจ้าจะตายไม่ทรมานพอไม่เจ็บใจพอจนไม่อาจปลอบประโลมวิญญาณท่านพี่บนสวรรค์ได้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงตำหนักจี๊เล่อคืนนี้ท่านคงรอฝ่าบาทเก้อแล้วล่ะ) ความคิดในหัวของหลีโม่ดังก้องตัดสลับกับเสียงลมหายใจกระชั้นชิด ฝ่าบาททรงโน้มหน้าลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยสีจางอย่างหลงใหล ทรงคิดว่ารอยยิ้มนั้นเกิดจากความเคลิบเคลิ้มที่พระองค์ทรงปรนเปรอให้ แต่หารู้ไม่ว่ามันคือรอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังเวลาของใครบางคนแสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านเข้ามาอย่างเ
“บนโลกนี้ยังมีคนยอมมกรีดเลือดวาดภาพเพื่อประจบเหนียงเหนียงอีกหรือถึงกับใช้วิธีกรีดข้อมือเอาเลือดออกมาใช้เลยทีเดียว องค์หญิงจากแคว้นเล็กๆแถบชายแดนช่างต่ำต้อยไร้รสนิยม”“ข้าชอบสุนัขที่เชื่อฟังแต้ถ่าต่ำต้อยเกินไปมันก็น่าเบื่อ ข้าเริ่มเพลียแล้วจะไปพักผ่อนสักครู่แยกย้ายกันไปเถอะ”กุ้ยเฟยเอ่ยจบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขบขันเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ทว่าบรรดานางสนมที่อยู่รายรอบกลับพากันหัวเราะออกมาเบาๆบางคนก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แต่แววตาทุกคู่ล้วนเต็มไปด้วยความเห็นพ้อง“เหนียงเหนียงคงอยากเตรียมตัวเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ที่ตำหนักจี๊เล่อในคืนนี้สินะเพค่ะ”หรงกุ้ยเฟยปรายตามองหลีโม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก แววตาของนางเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่คิดปิดบัง“แต่ถ้าพี่สาวเจ้าว่านอนสอนง่ายสักสามส่วนของเจ้าก็คงไม่ทำให้ข้ารู้สึกรังเกียจถึงเพียงนั้น…ฮ่า ฮ่า องค์หญิงก็อยู่ที่นี่ตั้งใจวาดภาพต่อไปเถอะนะ”นางพูดพลางหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป “น้อมส่งเหนียงเหนียง”หลั
“องค์หญิงหลีโม่ช่างยิ่งยโสนักเจอหน้ากุ้ยเฟยเฟนียงเหนียงกลับไม่ยอมคุกเข่าคำนับคิดว่าฐานะองค์หญิงของตัวเองสูงส่งล้ำค่านักหรือไง”“หนานเจาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของต้าเซี่ยเรา นางเป็นองค์หญิงมาจากใหนกัน…โอ๊ะ องค์หญิงหลีโม่คนนี้ดูท่าจะถือตัวเก่งยิ่งกว่าพี่สาวชั้นต่ำของนางเสียอีก”คำพูดเย้ยหยันยังไม่ทันจางหายไปในอากาศ บรรยากาศรอบตำหนักก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวคำว่า "พี่สาวชั้นต่ำ" ทำหน้าที่เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของหลีโม่ ความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวผู้เป็นที่รักและต้องทนทุกข์ทรมานผุดวาบขึ้นมาในหัว ปลุกเพลิงโทสะให้โหมกระพือขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะสะกดกลั้น“เจ้า…เจ้าจะทำอะไร! เสียงที่เคยเย่อหยิ่งเย้ยหยันเมื่อครู่บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อเห็นเงาร่างของหลีโม่ก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวองค์หญิงต่างเมืองทำให้ลมหายใจของสนมสาวติดขัด หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นมาถึงขั้วหัวใจหลีโม่ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นตำหนักอย่างนอบน้อม ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากคมกริบเป็นเรียบร้อยอ่อนหวานอย่างไร้ที่ติ“เห
พระราชวังต้าเซี่ย หรงกุ้ยเฟยสนมคนโปรดของโจวเหยียนภายในตำหนักของหรงกุ้ยเฟยอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆ บรรยากาศยามสายเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงน้ำจากสระด้านนอกไหลแผ่วเบา หรงกุ้ยเฟยนอนเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสบาย พระพักตร์ที่มักเย็นสงบยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เบื้องหน้ามีโต๊ะเตี้ยวางผลไม้และชาร้อน ส่วนปลายตั่งนั้น หรูฮวาขันทีคนสนิทกำลังนั่งคุกเข่า ค่อย ๆ นวดคลึงฝ่าเท้าให้นางอย่างระมัดระวังนางเหลือบมองขันทีคนสนิทที่ยังคงตั้งอกตั้งใจรับใช้ ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ“เจ้าทาสชั้นต่ำฝีมือเจ้าเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้นแล้วนะ” “พระวรกายของเหนียงเหนียงล้ำค่ายิ่งนักฝ่าบาททรงทะนุถนอมเป็นที่สุดกระหม่อมมิกล้าทำให้ความไว้ใจของฝ่าบาทและเหนียงเหนียงเสียไปพะยะค่ะ”ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านเรียวขาอย่างแผ่วเบาเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับไปนวดอย่างสำรวม ทว่าความรู้สึกจากสัมผัสนั้นทำให้หรงกุ้ยเฟยมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากก่อนปรายตามองเขาอย่างรู้ทันซ่งเหม่ยเหริน สนมของโจวเหยียน “ในหกตำหนักจะมีผู้ใดเทียบความงามสนมของโจวเหยียนได้แม้แต่ตำหนักจี๊เล่อก็มีเพียงเหนียงเหนียงเข้าออก
ฝ่าเท้าที่คล้องด้วยโซ่ตรวนก้าวเดินเข้าไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับพื้นเบื้องล่างหนักอึ้งด้วยแรงโน้มถ่วงแห่งความจริงที่ไม่อยากยอมรับ ลมหายใจสะท้านเฮือกขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยและไหลอาบแก้มลงมาเงียบๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น“เสด็จพี่หญิง”ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบจับชายผ้าสีขาวที่คลุมทับร่างอยู่ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างเชื่องช้าทันทีที่ใบหน้าอันซีดเซียวปรากฏแก่สายตา ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือความเศร้าและความตกตะลึงราวกับมีคนเอาของแข็งมาฟาดเข้ากลางหน้าผากที่แก้มของร่างที่ไร้ลมหายใจนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่รอยแผลเป็นจางๆ จากความทรงจำ แต่มีคำว่า "ต่ำช้า" เขียนด้วยตัวหนังสือหวัดๆ ราวกับจงใจตอกย้ำความทุกข์ทรมานก่อนจากไป“นี่คือกระดิ่งทอง” (เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพี่จะกลับมาหาเจ้าที่หนานเจา)“เจ้าเอ๋อร์…!!เจ้าจะทำอะไร”เสียงอุทานด้วยความตกใจของท่านแม่ดังลั่น เมื่อเห็นบุตรสาวพุ่งมือเข้าไปล้วงควานหาบางอย่างบริเวณเรียวขาของพี่หญิง ท่าทางกะทันหันนั้นทำให้ท่านแม่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบพุ่งเข้ามาห้ามปรามด้วยความคาดไม่ถึงทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสายตาทุกคู่ที่มองมาด้วยความงุนงง มือเร







