Masukเย็นวันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นจากการประชุมอันยาวนาน ปรางค์แก้วตั้งใจว่าจะเก็บเอกสารในห้องประชุมให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน
แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตว่าห้องทำงานของคามินยังคงมีแสงไฟเปิดอยู่ เธอคิดว่าเขาจะไปรอเธอที่รถแล้ว
"เขายังทำงานอยู่เหรอเนี่ย" เธอคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจนำรายงานที่ต้องเซ็นต์มาให้เขา
แต่เมื่อเธอเข้าใกล้ประตูห้องทำงาน เสียงพูดคุยดังลอดออกมา เสียงหัวเราะที่คุ้นหูจนเธอชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอแอบชำเลืองผ่านช่องว่างของประตูที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้เธอหัวใจหล่นวูบ
คามินนั่งเอนหลังบนโซฟา ส่วนอริสานั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ชิดกว่าที่ควรจะเป็น
มือของเธอวางบนแขนของคามินอย่างสนิทสนม สายตาที่เธอส่งไปหาคามินเต็มไปด้วยความชื่นชมราวกับผู้หญิงที่หลงรักใครสักคน
คามินดูเหมือนไม่ได้สนใจท่าทีของอริสาในเชิงโรแมนติก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน ท่าทีดูผ่อนคลายเหมือนคนที่สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน
"ขอบคุณนะคะคุณคามิน ถ้าไม่มีคุณช่วย สาก็คงจัดการเอกสารนี้ไม่ได้เลย"
เสียงอริสาดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
คามินหัวเราะเบาๆ "คุณก็ทำดีแล้ว ไม่ต้องคิดมาก ผมแค่ช่วยเล็กๆ น้อยๆ เอง"
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูโรแมนติกโดยตรง แต่สำหรับปรางค์แก้ว ทุกคำมันเหมือนเข็มที่ทิ่มลงกลางใจเธอ
ภาพที่เห็นและคำพูดที่ได้ยินทำให้ความสงสัยที่เธอมีต่อทั้งคู่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ในใจเธอสับสน เธอควรจะเดินเข้าไปหรือล่าถอยดี? เธอเลือกที่จะถอยหลังกลับ แต่ขณะที่เธอหมุนตัว เสียงอริสาก็ลอยมาอีกครั้ง
"คุณรู้ไหมคะ สา มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้คุณ"
คำพูดนั้นหยุดทุกการเคลื่อนไหวของปรางค์แก้ว เธอกำมือแน่นและสูดหายใจลึก "หรือว่าสิ่งที่ฉันคิด...มันกำลังจะเป็นจริง?"
เธอเดินจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวด แต่ในหัวก็เต็มไปด้วยคำถาม "คามิน... คุณมีอะไรกับอริสา หรือเป็นแค่ความคิดไปเอง?"
ปรางค์แก้วยืนซ่อนตัวอยู่ตรงมุมห้องใกล้ประตู มือของเธอยังกำแฟ้มเอกสารแน่นจนเล็บจิกลงในเนื้อเบาๆ
ขณะที่ภาพในห้องยังคงดำเนินต่อไป
อริสาเอียงตัวเข้าไปใกล้คามิน เธอขยับมือไปแตะแขนเขาเบาๆ
ราวกับต้องการเรียกร้องความสนใจมากขึ้น สายตาของเธอเต็มไปด้วยความออดอ้อน
"คุณคามินคะ คุณไม่เหนื่อยเหรอที่ต้องกลับไปเจออะไรแบบนั้นทุกวัน?"
เสียงของเธอเจือความกังวลปลอมๆ รอยยิ้มบนริมฝีปากกลับแฝงนัยยะบางอย่าง
คามินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "อะไรแบบนั้น? คุณหมายถึงอะไร?" เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แฝงแววเหนื่อยหน่าย
อริสาขยับเข้าใกล้เขาอีกนิด ก่อนจะพูดเบาๆ
"คุณรู้ว่าสาหมายถึงอะไร... ปรางค์แก้วน่ะค่ะ เธออาจจะไม่ได้ดูแลคุณเท่าที่ควร หรือเข้าใจคุณเหมือนที่สาเข้าใจ"
เธอหยุดชะงัก ก่อนที่จะวางมือลงบนไหล่ของคามิน "บางที...คุณควรจะลองมาหาสาบ้าง สาอยู่ที่นี่เพื่อคุณเสมอนะคะ"
คำพูดนั้นทำให้ปรางค์แก้วที่กำลังฟังอยู่ใจเต้นแรง เธอพยายามหายใจลึกๆ เพื่อควบคุมตัวเอง
คามินถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงตัวเองออกจากระยะของอลิสา "อริสา...คุณอย่าพูดแบบนี้อีก!"
น้ำเสียงของเขาเจือความรำคาญ "ผมคิดว่าผมเคยบอกคุณแล้ว ทุกอย่างมันควรจะจบอยู่ที่เรื่องงาน ผมไม่อยากให้เกิดปัญหามากกว่านี้"
อริสาดูผิดหวัง รอยยิ้มเริ่มจางลง "คุณพูดแบบนี้ทุกครั้ง...แต่คุณรู้ไหมคะ สาแค่..."
"พอเถอะ อริสา" คามินพูดขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย "คุณกลับไปทำงานของคุณดีกว่า อย่าทำให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอีก"
คำพูดนั้นเหมือนเป็นมีดที่กรีดกลางอากาศ เงียบงันของอลิสาและสายตาที่หรี่ลงด้วยความขุ่นเคืองทำให้บรรยากาศในห้องเคร่งเครียด
ปรางค์แก้วที่เฝ้าดูทุกอย่างอยู่จากมุมลับตา รู้สึกโล่งใจผสมปนเปไปกับความสงสัยในหัวใจ
"อย่างน้อย...เขาก็ยังไว้หน้าเราอยู่บ้าง" เธอคิดในใจ แต่ท่าทีออดอ้อนของอริสาก็ยังคงสร้างบาดแผลในใจเธอ
ในขณะที่คามินยืนขึงอยู่ท่ามกลางสายตาที่อ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความขุ่นมัวของอริสา
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกกะทันหัน เสียงกุกกักเบาๆ จากส้นรองเท้าบนพื้นกระเบื้องประกาศการมาถึงของบุคคลที่สาม
คามินเงยหน้าขึ้นทันที และอลิสาหันมองไปยังต้นเสียงด้วยความตกใจ
"คุณปรางค์แก้ว!" อริสาอุทาน น้ำเสียงแปร่งแปลกเต็มไปด้วยความอึกอัก ราวกับจับได้
ปรางค์แก้วปรากฏตัวอยู่ตรงธรณีประตู เธอยืนตรงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
แต่สายตาที่สบไปยังอริสาเจือความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้อริสาเสียวสันหลังวาบ
"ขอโทษที่รบกวน" ปรางค์แก้วพูดขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนราบเรียบ แต่แฝงด้วยพลังที่น่ากดดัน "ฉันแค่เข้ามาเอาเอกสารให้คุณคามินค่ะ"
คามินดูอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปรับท่าทีทันที "คุณมีอะไรให้ผมหรือปรางค์"
เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลง ท่าทางที่เมื่อครู่เย็นชาเปลี่ยนไปเป็นเป็นห่วง
เธอเดินเข้ามาวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะต่อหน้าเขา ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอริสา ท่ามกลางความอึดอัดที่ปกคลุมห้อง
"ขอโทษนะคะ ถ้าฉันเข้ามาผิดเวลา" คำพูดนั้นเหมือนลูกศรที่ยิงตรงเข้ากลางอกอริสา
อริสาก้าวถอยไปหนึ่งก้าว ก่อนจะรีบยิ้มแห้งๆ "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่...กำลังขอคำแนะนำจากคุณคามินนิดหน่อย"
เธอรีบแก้ตัว ท่าทางพยายามเก็บอารมณ์ที่เปลี่ยนไป
ปรางค์แก้วยิ้มเบาบาง "ดีค่ะ ฉันหวังว่าคุณจะได้คำแนะนำที่ต้องการแล้วนะคะ"
คามินมองหน้าอริสาด้วยสีหน้าเรียบสนิท ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มจากโต๊ะ
"ขอบคุณสำหรับเอกสาร เดี๋ยวผมจะตรวจและเซ็นให้เรียบร้อย"
เขาพูดกับปรางค์แก้ว น้ำเสียงบ่งบอกถึงความตั้งใจช่วยลบล้างบรรยากาศตึงเครียด
ปรางค์แก้วพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปหาอริสาอีกครั้ง
"คุณอริสา พนักงานบางคนกำลังรอให้คุณช่วยดูงานอยู่นะคะ ไม่ทราบว่าคุณจะเข้าไปดูให้พวกเขาหน่อยได้ไหม?"
คำพูดนั้นเป็นเหมือนการเตือนอ้อมๆ ทำให้อริสากลืนคำพูดไว้ในลำคอ เธอพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนเต็มที ก่อนจะขอตัวเดินออกไป
เมื่อห้องกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง คามินถอนหายใจยาว เขาหันไปมองปรางค์แก้ว "ปรางค์คุณเห็นอะไรหรือเปล่า?"
เขาถามอย่างระมัดระวัง
ปรางค์แก้วส่ายหัว แต่ดวงตาที่จ้องเขามีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของเธอ
"ไม่ค่ะ " แล้วเธอก็เดินออกไป ทิ้งคามินให้ยืนเงียบงันอยู่คนเดียวในห้องที่จู่ๆ ก็ดูจะเย็นลงกว่าเดิม.
ปรางค์แก้วเดินออกจากห้องด้วยอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย ความรู้สึกหนักอึ้งแผ่กระจายอยู่ในใจ
ขณะที่ก้าวลงมายังลานจอดรถ เธอพยายามปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ
เธอเลือกที่จะยืนรอคามินที่มุมหนึ่งของลานจอดรถ ในจุดที่ไม่พลุกพล่าน
มือของเธอถือกระเป๋าสะพายแน่น เธอพยายามหลบหลีกความคิดฟุ้งซ่านที่วนเวียนกลับมาหาเรื่องในห้องทำงาน
เสียงฝีเท้าคุ้นหูทำให้เธอเงยหน้าขึ้น คามินเดินตรงมายังเธอ
ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปรางค์แก้วมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบแต่แฝงความสงสัย
"ขอโทษที่ให้คุณรอนาน" คามินพูดเบาๆ น้ำเสียงแฝงความลำบากใจ
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันลงมาก่อนเพราะไม่อยากรบกวนเวลาของคุณกับเลขา"
ปรางค์แก้วพูดในน้ำเสียงสุภาพ แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คามินชะงัก
"ปรางค์ คุณเข้าใจผิด..." คามินพยายามอธิบาย แต่เธอยกมือขึ้นขัด
"ฉันไม่ได้เข้าใจอะไรผิดค่ะ คุณคามิน ฉันเห็นและได้ยินทุกอย่างจากในห้อง ฉันไม่ได้โกรธหรือคิดมาก เพียงแค่..."
เสียงของเธอเบาลงเล็กน้อย "อยากให้คุณช่วยให้เกียรติฉันหน่อย"
คามินถอนหายใจหนัก ดวงตาเขามองเธอด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย "คุณไม่ไว้ใจผมหรือเปล่า?"
ปรางค์แก้วชะงักไปกับคำถามนั้น เธอเลือกตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ฉันมีสิทธิ์ ไม่ไว้ใจคุณด้วยเหรอค่ะ"
คามินเงียบลง สายลมยามเย็นพัดผ่าน สร้างความเงียบงันชั่วครู่ก่อนที่เขาจะตอบ
"คราวหน้าผมจะระวังให้มากกว่านี้"
เธอไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับพยักหน้าเบาๆ และพูดเรียบๆ "ค่ะ งั้นเรากลับกันเถอะ"
คามินพยักหน้า พลางเปิดประตูรถให้เธอ ก่อนจะเดินอ้อมไปยังอีกฝั่ง
ทั้งสองนั่งในรถเคียงข้างกัน ระหว่างทางกลับบ้าน ความเงียบครอบคลุมตลอดการเดินทาง
ราวกับทั้งสองกำลังใช้เวลาครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไป...
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย!"เขามองเธอที่นั่งทำหน้าหงอยๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ เดินเข้ามายืนห่างๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ห้องข้างๆ ก่อนละกัน จะได้ไม่รบกวนคุณ"พอได้ยินแบบนั้น ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก"แต่ถ้าคุณต้องการอะไร แค่เรียกผมนะ" คามินยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกไปจริงๆปรางค์แก้วมองตามหลังเขาไป รู้สึกทั้งโล่งใจและว้าเหว่นิดๆ อย่างประหลาดเขาจะย้ายไปนอนห้องอื่นจริงๆ เหรอเธอถอนหายใจ พลิกตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองไว้ แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว!ขณะที่พ่อแม่ของปรางค์แก้วและพ่อแม่ของคามินกำลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น คามินก็เดินออกมาจากห้องของภรรยาอย่างหมดสภาพเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย"เป็นไงบ้างล่ะลูก" คุณนุชนารถหันไปถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม "หนูปรางค์แพ้ท้องมากเลยเหรอ"คามินพยักหน้าช้าๆ "มากเลยครับแม่ เห็นผมแล้วอ้วกเลย"คุณอเนกหัวเราะขำ "อ้าว แล้วไปทำอะไรให้เขาเหม็นล่ะ""เปล่าเลยครับพ่อ แค่เดินเข้าไปเฉยๆ ยังโดนไล่ออกจากห้องเลย" คามินทำ
คามินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นปรางค์แก้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบก็ตกใจ เขารีบลุกจากเตียงเดินตามไป"ปรางค์!" เขาเคาะประตู "เป็นอะไรหรือเปล่า"ภายในห้องน้ำ ปรางค์แก้วยืนพิงอ่างล้างหน้าด้วยอาการมึนหัว มือบางแตะหน้าท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่น"ฉันไม่เป็นไร" เธอตอบเสียงเบาๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่คามินไม่เชื่อ เขาผลักประตูเข้าไปทันทีที่เห็นว่าเธอไม่ได้ล็อก และพบว่าภรรยาของเขาดูซีดกว่าปกติ"ทำไมหน้าซีดแบบนี้" เขาขมวดคิ้วเข้ม "เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย"ปรางค์แก้วเม้มริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา "ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก""เวียนหัวแต่เช้าแบบนี้" คามินนิ่งไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง"หรือว่า"ปรางค์แก้วชะงัก หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาลุ้นระทึกของเขา"หรือว่าคุณกำลังท้อง" คามินถามออกมาเสียงเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความหวังปรางค์แก้วเงียบไป เธอเองก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นกันคามินมองปรางค์แก้วที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล เธอดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง ขนาดน้ำเปล่าแค่ไม่กี่อึก เธอยังอาเจ
แม่ของคามินมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ตายจริง! นี่ลูกชายฉันหรือเด็กสามขวบกันแน่” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่คามินยังคงกอดปรางค์แก้วแน่นไม่ยอมปล่อยพ่อของปรางค์แก้วกระแอมเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยวางมาดขรึมตลอด ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนเสียอย่างนั้น“ นี่มันบ้านพ่อแม่นะ จะมากอดกันกลางบ้านแบบนี้ไม่อายหรือไง”พ่อของปรางค์แก้วพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูคามินไม่สะทกสะท้าน ยังคงซบไหล่ปรางค์แก้วและพูดเสียงอ้อน“ไม่อายครับพ่อ ผมแค่อยากให้ปรางค์กลับบ้านด้วย”แม่ของปรางค์แก้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับสามี “เห็นไหมคะ พ่อ ดูสิ ลูกเขยเราเป็นเอามาก”“ใช่เป็นเอามากจริงๆ” พ่อของปรางค์แก้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะง้อเมียก็ต้องพยายามหน่อย”แม่ของคามินหัวเราะคิก “นั่นสิ พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่ยายปรางค์แล้วล่ะ ว่าจะใจอ่อนหรือเปล่า”ปรางค์แก้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะผลักอกคามินเบาๆ “ปล่อยก่อนค่ะ นี่พ่อกับแม่ฉันมองอยู่นะ”“ไม่ปล่อย” คามินพูดเสียงอู้อี้ “ผมจะรอจนกว่าคุณจะบอกว่าจ
คามินเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหนื่อยล้า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนเริ่มจางหาย ทิ้งไว้เพียงความหนักอึ้งในใจบ้านเงียบสนิทจนผิดปกติเขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้านในแล้วมองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก“ปรางค์” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา ก่อนจะเดินไปยังห้องนอนพอเปิดประตูเข้าไป เขากลับพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้โล่งๆ บางส่วน เสื้อผ้าของเธอหายไป!คามินยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก เธอเอาของใช้ส่วนตัวไปเกือบหมดหัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเมื่อคืนเขาพูดอะไรออกไปบ้างนะเขาพูดว่าหย่าใช่ไหม มือหนากำแน่น ดวงตาคมสะท้อนความรู้สึกสับสนและเสียใจเขาหันหลังกลับ เดินออกจากห้องด้วยจิตใจร้อนรน ไม่สนใจความมึนงงจากฤทธิ์เหล้าอีกแล้วเขาต้องไปหาเธอ!หัวใจของคามินอ่อนวูบราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นเขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง หวังว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเธออาจจะแค่
"ใช่ ในเมื่อคุณไม่เชื่อในตัวผมเราก็หย่ากันเถอะ!" เขากล่าวเสียงเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเสียงประตูปิดลงอย่างแรง ปรางค์แก้วสะดุ้ง เธอยืนตัวสั่น หัวใจเต้นรัวด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน น้ำตาที่กลั้นไว้ก็เอ่อขึ้นมาเขาไปแล้วไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียวปรางค์แก้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือบางกำแน่นข้างลำตัว ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ ทั้งเจ็บปวดแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่อก"ทำไม คามินคุณอยากหย่ากับฉันมากขนาดนี้เลยเหรอ" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวเธอรู้ว่าคามินโกรธ รู้ว่าเขาหงุดหงิดที่เธอไม่เชื่อใจเขา แต่การที่เขาเอ่ยปากขอหย่าแบบนี้ มันเกินไปไหมเสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ เธอเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองเห็นแสงไฟท้ายรถของคามินค่อยๆ หายไปในความมืด ความรู้สึกว่างเปล่าถาโถมเข้ามาเธอไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอแค่อยากให้เขาพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจ ไม่ใช่พูดคำว่าหย่าออกมาแบบนั้น"คุณอยากหย่า ใช่ไหม"ปรางค์แก้วถามตัวเอง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนจะซ้ำเติมหัวใจของเธอให้ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นปรางค์แก้วตัดสินใจแน่วแน่ เธอ
ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดดังคลอไปกับการพูดคุยของพนักงาน อริสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ สายตาของเธอเหลือบมองไปยังมุมห้องทำงานที่คามินยืนอยู่ คามินกำลังยิ้มให้กับปรางค์แก้วขณะพวกเขาคุยกันเรื่องงาน ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวไปหมด ทั้งพูดคุยกันอย่างมีความสุข มือของคามินยกขึ้นแตะเบาๆ ที่แขนปรางค์แก้ว พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น"ปรางค์คุณคิดว่างานนี้โอเคไหม" คามินถามปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เขาหันไปมองปรางค์แก้วอย่างใกล้ชิด เธอเหลือบตามองเขาด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนตอบกลับ"ก็โอเคนะคะฉันคิดว่าเราน่าจะทำตามแผนนี้นะคะ ถ้าเป็นไปได้มันน่าจะดีที่สุดนะคะคามิน"อริสาไม่สามารถข่มความรู้สึกในใจได้อีกต่อไป เธอมองทั้งคู่ด้วยความหึงหวง จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของคามินและปรางค์แก้ว หัวใจของเธอเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดดันจนหายใจไม่ออก แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดที่รุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวอริสามองเห็นความรักที่คามินมีต่อปรางค์แก้วอย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะใจเขาได้ จึงเริ่มวางแผนบางอย่าง เพื่อให้คามินหันกลับมาสนใจเธอแทนที่จะเ
คามินจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงและถอนหายใจ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าดึกพอสมควรแล้ว"ฉันว่าพอแค่นี้ก่อนนะ พรุ่งนี้มีงานสำคัญ ต้องพักผ่อนบ้าง" เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ที่ยังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส“อะไรกัน นี่ยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องงานเลย” ธีรศักดิ์แซว พร้อมรอยยิ้มขี้เล่น“พักบ้างก็ไ
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบ
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั
เมื่อห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง คามินยังคงทำงานของเขาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรางค์แก้วกลับรู้สึกถึงคำพูดของอริสาแฝงความตั้งใจจะจงใจสร้างความกดดัน เธอพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจแล้วก้มหน้าทำงานต่ออย่างตั้งใจเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงวัน คามินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ไปกินข้าวกัน” เขาพูดขึ้





![ห้าผัวแซ่บเกินต้าน [6P] + [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

