เข้าสู่ระบบ
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องทะลุผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องอาหารหรูหรา
โต๊ะไม้สักกลางห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยด้วยจานชามและชุดอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก
กลิ่นขนมปังอบใหม่และกลิ่นกาแฟคละเคล้าอยู่ในอากาศ
ปรางค์แก้วนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ หญิงสาวอยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม
เธอพยายามนั่งตัวตรงในท่าทีสงบเรียบหรู หันหน้ามองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ข้างกายเธอคือคามิน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ดูสง่างามไม่ต่างจากบุคลิกของเขาเอง
พ่อของคามิน คุณอเนก วัชรเกียรติ และแม่ คุณนุชนารถ วัชรเกียรติ นั่งประจำอยู่ที่หัวโต๊ะ
คุณนุชนารถยิ้มแย้มขณะตักอาหารให้สามี และหันมายิ้มให้ทั้งคู่เป็นครั้งคราว
“หนูปรางค์นอนหลับสบายไหมลูก” คุณนุชนารถถามขึ้น พลางส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงด้วยความคาดหวัง
ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ค่ะหลับสนิทดีค่ะ”
คามินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตักอาหารบนจานของตัวเองอย่างไร้เสียงรบกวน
คุณอเนกหันมามองลูกชายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มีความหนักแน่นที่มาพร้อมอำนาจในฐานะหัวหน้าครอบครัว
“คามิน อย่าทำให้หนูปรางค์ลำบากใจละ ”
คำพูดนั้นทำให้คามินหยุดมือชั่วขณะ แต่เขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นหรือเถียงอะไรออกมา
“ครับ ผมรู้ดี” น้ำเสียงที่ตอบนั้นเรียบเฉยจนดูเหมือนไม่มีความรู้สึกใด
ปรางค์แก้วนั่งนิ่ง พยายามกลบเกลื่อนความอึดอัดที่ก่อตัวในอากาศ เธอไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลายไปมากกว่านี้
“คุณพ่อค่ะ คุณคามินไม่ได้ทำอะไรให้แก้วลำบากใจเลยค่ะ”
เธอพูดพร้อมส่งยิ้มจางๆ ไปยังผู้ใหญ่ทั้งสอง
คุณนุชนารถมองเธอด้วยความพอใจ
“แม่เชื่อว่าปรางค์จะช่วยทำให้คามินอ่อนลงได้นะลูก พยายามเข้าใจเขาให้มากหน่อย เขาอาจจะไม่ใช่คนที่แสดงออกง่ายเหมือนใครๆ”
ปรางค์แก้วได้แต่พยักหน้า และมองจานอาหารตรงหน้าตัวเองอีกครั้ง แม้ภายในใจจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ถาโถมเข้ามามากขึ้น
คามินหันไปสบตาแม่เพียงชั่วครู่ ก่อนกลับไปสนใจกาแฟในถ้วยของตัวเองโดยไม่พูดอะไรต่อ
เขาเพียงอยากให้มื้อเช้าครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด
ทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดแฝงอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานเบาๆ ที่ก้องกังวานในความรู้สึกของทั้งคู่ที่นั่งเผชิญหน้ากับชีวิตคู่ที่พวกเขาไม่ได้เลือกเอง
หลังจากทานอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัด
คามินวางผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้น เขาส่งสายตาเรียบเฉยไปยังพ่อและแม่
“ผมขอตัวนะครับ จะออกไปเจอเพื่อนๆ”
คุณนุชนารถเลิกคิ้วเล็กน้อย “รีบกลับมานะลูก อย่าปล่อยให้หนูปรางค์อยู่คนเดียวในบ้านทั้งวัน”
น้ำเสียงของเธออ่อนโยน แต่แฝงด้วยความหมายเชิงตำหนิที่พยายามกลบเกลื่อน
คามินไม่ได้ตอบอะไร เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องอาหารไป
ท่าทางของเขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของแม่
ปรางค์แก้วได้แต่นั่งเงียบมองจานอาหารของตัวเอง โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เธอไม่อยากเป็นต้นเหตุให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
ร้านกาแฟริมถนนใหญ่ในเมือง
คามินมาถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เพื่อนๆ ของเขานัดเจอกัน บรรยากาศในร้านคึกคักด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ
คามินกวาดตามองจนเจอเพื่อนๆ ของเขาที่นั่งอยู่โต๊ะริมกระจก
“มาแล้ว!เว้ย เจ้าบ่าวป้ายแดง” เสียงของ รวิชญ์ หนึ่งในเพื่อนสนิทของเขาดังขึ้น รวิชญ์เป็นชายหนุ่มร่างสูง
ใบหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา เขายกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นการทักทาย
“คามิน! นึกว่าแกจะไม่มาซะแล้ว นึกว่าจะโดนเมียขังไว้ที่บ้านซะแล้ว”
อีกคนหนึ่ง ตฤณ เอ่ยพลางหัวเราะ ท่ามกลางเสียงแซวจากเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน
คามินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ว่าง “ยัยนั้นนะเหรอ จะกล้าขังฉันเอาไว้”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความไม่พอใจ
รวิชญ์ยักไหล่ “เอาน่า คามิน แกแต่งแล้วก็แต่งไปเหอะน่ะ ทำใจสบายๆ หน่อยสิ”
“สบายๆแก่ก็พูดได้สิวะ ” คามินเลิกคิ้ว
“พวกแกไม่รู้หรอกว่ามันยากแค่ไหนที่ต้องทนอยู่กับคนที่ฉันไม่รัก ฉันไม่อยากเห็นหน้าหรือพูดคุยกับยัยนั้นด้วยซ้ำ”
ตฤณเอนตัวพิงเก้าอี้ ขณะยกกาแฟขึ้นจิบ
“แต่เธอก็สวยนะเว้ย ฉันสังเกตเมื่อวานตอนงานแต่ง เธอสวยไม่เบาเลยล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้คามินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สวยเหรอ ฉันไม่สนใจ”
รวิชญ์มองเพื่อนแล้วถอนหายใจ
“ยังไงก็ตาม แกควรเลยตามเลย อย่าทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ นั่นก็เพื่อชื่อเสียงของตระกูลแกด้วยนะเว้ย คามิน”
คามินไม่ตอบ เขาแค่นั่งนิ่งโดยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นลอยผ่านหูออกไป
เขารู้ดีว่าทุกอย่างที่เพื่อนพูดมามีเหตุผล แต่ก็ยังไม่อาจทำใจให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เสียงโทรศัพท์ของคามินดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนกดรับสายโดยไม่ได้ขยับจากเก้าอี้
“สวัสดีครับคุณแม่” คามินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาที่สบกับหน้าจอแสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจ
ปลายสายเป็นเสียงของ คุณนุชนารถ ผู้เป็นแม่ “คามิน ตอนนี้ลูกอยู่ไหน? กลับบ้านได้แล้วนะ พ่อมีเรื่องต้องคุย”
“ผมยังไม่เสร็จธุระครับ” เขาตอบสั้นๆ พยายามตัดบทให้จบ
“แม่ไม่ได้บอกว่าให้กลับเดี๋ยวนี้ แต่กำลังบอกให้รีบกลับมาคุยเรื่องสำคัญ คุณพ่อมีบางอย่างจะบอก” เสียงของคุณนุชนารถเข้มขึ้นเล็กน้อย
คามินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพยักหน้าให้เพื่อนๆ อย่างไม่เต็มใจนัก “โอเค เดี๋ยวผมกลับไป”
วางสายแล้ว เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง “ฉันต้องกลับก่อน ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องที่บ้าน”
รวิชญ์ยักไหล่ “อย่าทำให้พวกผู้ใหญ่โกรธล่ะ พ่อแม่ของแกดูจะรักเมียแกมากซะด้วย”
“กวนประสาท” คามินโต้กลับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากร้าน ทิ้งเพื่อนๆ ให้นั่งพูดคุยกันต่อ
กลับถึงบ้านตระกูลวัชรเกียรติ
คามินเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าราบเรียบ ขณะผ่านห้องโถงใหญ่
เขาเห็นปรางค์แก้วกำลังนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องรับแขก ในมือของเธอถือหนังสือเล่มหนา
แต่อากัปกิริยากลับดูไม่ค่อยสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อเธอเห็นเขา เธอลุกขึ้นอย่างสุภาพและถอยตัวออกไปเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะใดๆ
“จะไปไหน?” เสียงของคามินดังขึ้นทันทีที่ปรางค์แก้วกำลังจะเดินผ่านหน้าเขา
เธอหยุด หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความตึงเครียด “ฉันจะขึ้นห้องค่ะ”
“อยู่ก่อน พ่อกับแม่บอกว่ามีเรื่องจะคุย คิดว่าเธอควรอยู่ฟังด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ปรางค์แก้วเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเดินตามเขาไปยังห้องทำงานของคุณอเนก
ภายในห้องทำงาน
“มาแล้วเหรอ คามิน ปรางค์” คุณอเนกพูดขึ้น ขณะพยักหน้าเรียกทั้งคู่ให้นั่งลง
“พวกเรามีบางอย่างต้องบอก” คุณนุชนารถพูดขึ้น น้ำเสียงของเธอดูจริงจังผิดปกติ
คามินขมวดคิ้ว “เรื่องอะไรครับ?”
คุณอเนกสูดลมหายใจ ก่อนพูดช้าๆ
“เกี่ยวกับหน้าที่ในครอบครัว เพราะจากนี้ไป บริษัทจะให้พวกลูกสองคนช่วยดูแล”
“พวกเราสองคน?” คามินทวนคำพลางหันไปมองปรางค์แก้วที่ดูตกใจกับคำพูดนั้นไม่แพ้กัน
คุณอเนกพยักหน้า
“ใช่ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่รวมถึงภาพลักษณ์ของตระกูล แกต้องทำให้การแต่งงานครั้งนี้ดูสมบูรณ์แบบที่สุด”
คำพูดของผู้เป็นพ่อทำให้บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หน้าของคามินเคร่งเครียด ส่วนปรางค์แก้วก้มหน้ามองมือตัวเอง ไม่กล้าสบสายตากับใครทั้งนั้น
ปรางค์แก้วนั่งเงียบอยู่ในรถขณะที่คามินขับกลับบ้าน เธอเบนสายตาออกไปมองวิวทิวทัศน์ภายนอก แม้ว่าเมืองจะสวยงามและเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่ในหัวใจของเธอกลับรู้สึกว่างเปล่าเธอพยายามถามตัวเองว่า "นี่หรือชีวิตคู่ที่ฉันเฝ้าฝันถึง?" วันแรกที่พ่อแม่ของเธอพูดถึงการแต่งงาน เธอยอมรับข้อเสนอนั้นด้วยความหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะนำพาความรักและความอบอุ่นมาในที่สุด"คงไม่ยากหรอก เราแค่อยู่ด้วยกันใช้เวลาร่วมกัน บางทีเขาอาจจะรักเรา บางทีเขาก็อาจจะรักฉัน" เธอเคยคิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ดวงตาของปรางค์แก้วมองลงมายังแหวนวงบางที่นิ้วของเธอ เธอยกมือขึ้นไล้แหวนแต่งงานอย่างเหม่อลอย สิ่งที่เธอหวังกลับเป็นเพียงภาพลวงตา การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้นำพาอะไรมากไปกว่าความห่างเหิน"คนสองคนที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน อยู่ๆ จะรักกันได้ง่ายๆ งั้นหรือ?" เสียงเล็กๆ ในใจเธอดังขึ้น ยิ่งนึกถึงความอ่อนโยนของคามินที่มีต่อคนอื่น ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเธอสายตาของเธอลอบมองเขา คามินยังคงตั้งหน้าขับรถ ใบหน้าเขาเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไรที่ชัดเจน แต่เขามีเสน่ห์อย่างประหลาด แม้จะดูเหมือนห่าง
เย็นวันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นจากการประชุมอันยาวนาน ปรางค์แก้วตั้งใจว่าจะเก็บเอกสารในห้องประชุมให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตว่าห้องทำงานของคามินยังคงมีแสงไฟเปิดอยู่ เธอคิดว่าเขาจะไปรอเธอที่รถแล้ว"เขายังทำงานอยู่เหรอเนี่ย" เธอคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจนำรายงานที่ต้องเซ็นต์มาให้เขาแต่เมื่อเธอเข้าใกล้ประตูห้องทำงาน เสียงพูดคุยดังลอดออกมา เสียงหัวเราะที่คุ้นหูจนเธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอแอบชำเลืองผ่านช่องว่างของประตูที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้เธอหัวใจหล่นวูบคามินนั่งเอนหลังบนโซฟา ส่วนอริสานั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ชิดกว่าที่ควรจะเป็น มือของเธอวางบนแขนของคามินอย่างสนิทสนม สายตาที่เธอส่งไปหาคามินเต็มไปด้วยความชื่นชมราวกับผู้หญิงที่หลงรักใครสักคนคามินดูเหมือนไม่ได้สนใจท่าทีของอริสาในเชิงโรแมนติก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน ท่าทีดูผ่อนคลายเหมือนคนที่สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน"ขอบคุณนะคะคุณคามิน ถ้าไม่มีคุณช่วย สาก็คงจัดการเอกสารนี้ไม่ได้เลย" เสียงอริสาดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างคามินหัวเราะเบาๆ "คุณก็ทำดีแล้ว ไม่ต้องค
บรรยากาศในที่ทำงานเสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแต่แฝงด้วยความไม่พอใจในสายตาที่จ้องมองไปยังปรางค์แก้ว"คุณปรางค์คะ เอกสารที่คุณส่งให้เมื่อเช้าผิดอยู่นิดหน่อย ฉันต้องเสียเวลาปรับแก้ให้ คงต้องละเอียดมากกว่านี้นะคะ" อริสาพูดด้วยน้ำเสียงแหลม และรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ทำให้ปรางค์แก้วชะงักไป"ฉันจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้คุณลำบากค่ะ" ปรางค์แก้วตอบกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมกับเก็บเอกสารขึ้นมาอ่านทบทวนทันทีอริสายืนกอดอก มองปรางค์แก้วด้วยท่าทางเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจากไปไม่นานนัก คามินเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของปรางค์แก้ว เขามองเอกสารในมือเธอพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบๆ"ปรางค์ คุณโอเคไหม? ดูเครียดไปนะ"ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ"ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกำลังแก้เอกสา
คามินจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงและถอนหายใจ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าดึกพอสมควรแล้ว"ฉันว่าพอแค่นี้ก่อนนะ พรุ่งนี้มีงานสำคัญ ต้องพักผ่อนบ้าง" เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ที่ยังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส“อะไรกัน นี่ยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องงานเลย” ธีรศักดิ์แซว พร้อมรอยยิ้มขี้เล่น“พักบ้างก็ไม่เสียหายหรอก ว่าแต่นายเถอะ ดูเหมือนไม่ค่อยสนุกนะ” อีกคนเสริมคามินยิ้มจางๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “สนุกไม่สนุกก็คงแล้วแต่คนมั้ง ฉันไปก่อนละกัน ไว้เจอกัน” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนเดินออกจากบาร์ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของปรางค์แก้ว เขาจำได้ชัดถึงแววตาของเธอเมื่อเช้านี้แววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อถึงบ้าน แสงไฟในห้องรับแขกยังเปิดไว้จางๆ แต่ทุกอย่างดูเงียบสงัดเหมือนคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว คามินถอดเสื้อสูทออกวางไว้ก่อนเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องเขาปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเขาหยุดอยู่หน้าห้องนอน ปรางค์แก้วยังคงเปิดไฟหัวเตียงไว้ และเธอก็หลับไปแล้ว หญิงสาวฟุบหลับกับโต๊ะทำงานข้างตัวมีเอกสารงานที่เธอน่าจะพยายามสะสางก่อนหลับไป มือของเธอพิงอยู่บนกองเอกสารด้
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบร้อย แต่มือที่สั่นนิดๆเป็นสัญญาณของการควบคุมตัวเองอยู่ในระดับที่ยากจะเข้าใจชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยการวางแผน และทุกอย่างที่เคยมีระเบียบดูเหมือนจะพังทลายไปในพริบตาเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก ร่างของปรางค์แก้วสดุ้งตื่นจากภวังค์"ปรางค์คุณแต่งตัวเสร็จหรือยัง" คำถามจากคามินดังมา ทำให้เธอต้องรวบความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบกลับไป"ค่ะ... เสร็จแล้ว"ประตูห้องถูกเปิดออกมาพร้อมๆ กับภาพของคามินในชุดทำงานที่เข้ากันอย่างไร้ข้อสงสัย เมื่อคืนเขาคงไปนอนอีกห้องท่าทีที่คงจะชินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ดวงตาคมยังคงไร้อารมณ์ เหมือนทุกๆวันกระทั่งการตั้งคำถามดูเหมือนเป็นเพียงกิจวัตรหนึ่งที่เขาทำกับทุกค
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งหมดหยุดหมุน ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดจากการที่ต้องยอมรับความจริงทั้งหมดเข้ามาท่วมท้น“คุณหมายความว่าไงคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามทำตัวแข็งกร้าวแต่คำถามนั้นเหมือนสะท้อนถึงความโหดร้ายในตัวเขาคามินหันมามองเธอ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่กลับดูห่างเหินและเย็นชาไปพร้อมกัน“หมายความว่า...ถ้าคุณต้องการชีวิตใหม่หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะช่วยคุณ ผมจะให้เงินคุณไปเริ่มต้นใหม่เอง”ปรางค์แก้วเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง“คุณคิดว่าฉันจะอยากได้เงินจากคุณเหรอคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์ แต่เธอยังคงรู้สึกถึงความเสียศักดิ







