LOGINเสียงกระซิบของผู้คนภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ดังไปทั่วบริเวณ
แขกเหรื่อในชุดราตรีต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงข้างกันบนเวทีอย่างไม่อาจละสายตา
คามิน วัชรเกียรติ ชายหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลวัชรเกียรติ ในชุดสูทสีดำเรียบโก้
ส่งสายตาเย็นชาไปยังผู้คนตรงหน้า ความไม่พอใจซ่อนอยู่ในดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความไม่คอยชอบใจมากนัก
ข้างกายเขาคือหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวหรูหรา แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
ปรางค์แก้ว ศิรินาท ยืนนิ่งสงบ เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น
แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มแสนอ่อนโยนนั้น ซ่อนความรู้สึกกดดันและเหนื่อยล้าไว้มากแค่ไหน
ความจำยอมผลักดันให้เธอมายืนตรงนี้เพียงเพราะครอบครัวที่เธอรักกำลังล่มสลาย
การแต่งงานครั้งนี้คือความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตครอบครัวของเธอจากหนี้สินทั้งหมดได้ “คุณพร้อมหรือยัง?”
เสียงถามของคามินดังขึ้นเบาๆ แต่เยือกเย็น ดวงตาที่มองปรางค์แก้วเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เธอไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเดินตามเขาไปยังโต๊ะพิธี
คามินและปรางค์แก้วเดินผ่านสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทาง เสียงเพลงคลอเบาๆ
แต่เหมือนจะไม่สามารถกลบความเงียบที่แฝงไปด้วยความอึดอัดในอากาศได้
แขกเหรื่อหลายคนพยายามทักทายพูดคุยด้วยความสุภาพ แต่กลับเห็นความเคลื่อนไหวแปลกๆ
บนใบหน้าของทั้งคู่ที่ไม่สามารถซ่อนไว้ได้ ความบีบคั้นในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
และซ่อนความเศร้าของเจ้าสาวเอาไว้ ทำให้ห้องนี้ยิ่งดูอึดอัดมากขึ้น
แสงไฟที่สาดส่องมายังทั้งคู่เหมือนจะจับให้ทุกการเคลื่อนไหวกลายเป็นการแสดงละครครั้งยิ่งใหญ่
คามินที่ยืนนิ่งข้างปรางค์แก้ว ดวงตาของเขาที่ว่างเปล่าและเย็นชามองออกไปข้างหน้าโดยไม่มีความรู้สึกอะไร
ในขณะที่เสียงพิธีกรเริ่มเล่าขั้นตอนของงาน เสียงปรบมือและการทักทายเริ่มจางไป
ความเงียบยังคงยืนยาว เหมือนเวลาจะขยับไปอย่างช้าๆ มีแค่เสียงลมหายใจที่เผลอตัวออกมาเมื่อรู้สึกถึงความหนาวเหน็บในใจ
ที่ไม่อาจระบายออกได้ โดยเฉพาะจากการมองหน้าคามินที่เหมือนจะตั้งใจปกปิดความรู้สึกทั้งหมด
แต่อยู่ท่ามกลางความไม่พอใจที่ระอุภายใน ใครก็ว่าเธอกับเขาเหาะสมกัน แต่นี่ไม่ใช่แค่พิธีแต่งงาน
เหมือนคู่บ่าวสาวทั่วไปที่แต่งงานเพราะความรัก แต่คามินกับปรางค์แก้วแต่งเพราะมีเหคุผลทางด้านธุระกิจ
ทันทีที่พิธีเสร็จสิ้น เสียงปรบมือที่ดังขึ้นก็เหมือนจะยิ่งเพิ่มความรู้สึกอึดอัดให้ทั้งคู่
คามินหันไปมองปรางค์แก้วด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะพยักหน้าให้กับเธอเล็กน้อย
พูดเสียงเบาแต่แฝงไปด้วยอำนาจและความเย็นชาว่า
“คืนนี้คุณนอนบนโซฟาตัวนั้น ส่วนผมจะนอนบนเตียงนี้”
ปรางค์แก้วไม่มีเวลาที่จะขัดข้องอะไรเพราะความกดดันที่สั่งให้เธอทำตามคำสั่ง
เธอพยักหน้าและหันไปทางที่คามินชี้ข้าง ๆ ใจของเธอหนักอึ้งแต่ยังต้องจำทนแสร้งยิ้มแย้มกลับไปบ้าง
แม้ว่าจะเป็นแค่การฝืนใจเธออย่างที่สุดในตอนนี้ก็ตาม
การนอนคนละที่ กลับทำให้บรรยากาศภายในบ้านยิ่งดูเหมือนจะเน้นให้รู้สึกถึงความห่างเหิน
ความไม่สนใจกันที่มองไม่เห็น แต่มันกลับทำให้ทุกอย่างยิ่งดูชัดเจน
ในห้องที่เงียบสงัดเมื่อเธอกลับมายังที่นอนของตัวเอง
ทุกอย่างในชีวิตที่พังทลายลงกำลังกระหน่ำตีความรู้สึกภายในที่เหมือนถูกบีบให้ทำสิ่งที่ไม่มีทางเลือก
แสงไฟที่ซ่อนตัวในห้องนอนดวงเล็กๆ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนคนโดดเดี่ยว
เธอยังรอคอยเวลาไปข้างหน้าเพื่อหาคำตอบต่อความผิดหวังที่สะสมอย่างเงียบๆ ใจที่ฝืดเคืองในใจของเธอกลับไม่รู้จะทำอย่างไร
ในคืนที่เงียบสงัด และอึดอัด ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
เมื่อคามินสั่งให้ปรางค์แก้วนอนบนโซฟาในห้องนอนของเขา
ขณะที่เขาจะขึ้นไปนอนบนเตียงขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางห้อง นี่ไม่ใช่การตั้งใจแค่แยกที่นอนธรรมดา
แต่เหมือนเป็นการตีกรอบความสัมพันธ์และสร้างกำแพงระหว่างทั้งคู่ขึ้นมาอย่างชัดเจน
ปรางค์แก้วนั่งลงบนโซฟาอย่างเงียบๆ เธอรู้สึกถึงการบีบคั้นในจิตใจ
ขอโทษตัวเองในคำสัญญาที่หลุดออกจากปากได้แค่จำยอม
ธอพยายามนอนในท่าที่จะไม่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวมากนัก ห่อหุ้มตัวเองด้วยผ้าห่มบางๆ
ท่ามกลางความหนาวเย็นในห้อง และสายตาที่ไม่ได้รับการพึงพอใจจากเขาแม้แต่น้อย
คามินนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง โดยที่ไม่สนใจว่าคนที่นอนอยู่ไกล้ๆ จะรู้สึกอย่างไร
เมื่อท่าทีของเขาบ่งบอกถึงการหมดความรู้สึกที่เคยมีให้ หรือแค่การรักษาระยะห่างที่ไม่สามารถข้ามไปได้
เสียงหายใจของทั้งคู่ค่อยๆ คลอไปในความเงียบที่กว้างใหญ่ เหมือนเวลาในห้องนี้หยุดนิ่ง
แม้จะเห็นทั้งคู่กอดผ้าห่มในที่นอนต่างกัน แต่ความเย็นชาของอากาศรอบตัวกลับทำให้
ทุกการกระทำและความรู้สึกต่างดูไม่เป็นมิตรทั้งที่อยู่ในภายใต้หลังคาเดียวกัน
คามินนอนหงายบนเตียง, เหม่อมองไปที่เพดานห้องที่ดูเหมือนจะหมุนไปตามกับความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัว
ขณะที่เสียงหายใจของปรางค์แก้วดังขึ้นช้าๆ จากโซฟาข้างๆ เขาไม่เคยรู้สึกว่าสถานการณ์นี้จะตึงเครียดขนาดนี้มาก่อน
แต่เขาก็ยังคงไม่พูดอะไร จนกระทั่งเสียงจากปรางค์แก้วดังขึ้นเบาๆ ในความมืดที่มาพร้อมกับความเครียด
"คุณ...คามิน" เสียงของเธอแผ่วเบา แต่เขาก็ได้ยินทุกคำ
คามินหันไปมองที่เงาของเธอจากเตียง พลางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไป
"หืม? อยากจะพูดอะไร?"
ปรางค์แก้วไม่ตอบทันที เธอยังพยายามรวบรวมความกล้าพูดประโยคที่ตกค้างอยู่ในใจ
ความสงบเงียบในห้องรอบๆ ยิ่งเพิ่มความอึดอัดในตัวเธอ
".คุณคามิน" เธอเบามากจนคามินเกือบจะไม่ได้ยิน "ทำไมคุณถึงยอมแต่งงานกับฉันล่ะ"
คามินขมวดคิ้ว มองออกไปข้างหน้าอย่างนิ่งเฉย เขาไม่เคยคิดว่าเธอจะตั้งคำถามนี้กับเขาเลย
"คุณรู้อยู่แล้วว่าทำไม" คำตอบของคามินออกมาจากปากอย่างเย็นชา
"การแต่งงานของเราเป็นการตัดสินใจจากทั้งสองครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความรู้สึก"
ปรางค์แก้วเงียบไปชั่วขณะ ทุกอย่างภายในใจกลับแย่งชิงกันเหมือนการแย่งชิงพื้นที่หายใจในใจของเธอ
เธอค่อยๆ พูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด
"แต่ คุณปฎิเสธคุรพ่อของคุณได้นี่คะ"
คามินลอบถอนหายใจ แต่มือยังคงวางไว้บนผ้าห่มตัวเอง รู้สึกได้ถึงการยืดยาวของความเงียบที่กระจายเต็มห้อง
"ถ้ามันทำได้ผมคงไม่ต้องมาแต่งงานกับคุณหรอกปรางค์แก้ว" เขาตอบนิ่งๆ
"ตอนนี้ก็แค่ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปให้ได้ ทั้งคุณทั้งผมต่างก็ไม่มีทางเลือก"
น้ำเสียงของคามินกระแทกใจเธออย่างไม่ทันตั้งตัว มันสะท้อนถึงสิ่งที่เธอไม่อยากรับรู้
"แค่อย่าทำให้มันยากเกินไป" เขาหลับตาลง "เพราะคุณไม่ใช่คนเดียวที่ต้องทนกับมัน ผมเองก็ต้องทนเหมือนกัน"
ปรางค์แก้วหลับตาลงในความมืด คลุมคลุมตัวเองแน่นขึ้นราวกับต้องการเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ในตัวโดยไม่ให้มันแสดงออกมา
แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและความห่างเหินมันยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นกว่า
เดิมปรางค์แก้วพูดประโยคออกมาเหมือนไม่ได้หวังจะได้คำตอบอะไรจากคามิน
เธอทำได้แค่ยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความอึดอัด และในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน
คามินมองไปที่เพดานเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างชัดเจน ในที่สุดเขาก็เปิดปากพูดกับเธอ
“มันไม่ใช่ว่าผมอยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่เราคงจะอยู่ด้วยกันไปสักระยะแล้วค่อยหาทางหย่า”
เขาหลับตาลงเล็กน้อย เมื่อเสียงพูดของเขามีความเย็นชากดทับไว้
สะท้อนถึงความสิ้นหวังที่หามีความหมายไม่ได้ การแต่งงานนี้มันเหมือนกับแค่คำสั่งที่เขาต้องทำตาม และปรางค์แก้วเองก็ไม่ต่างกัน
ปรางค์แก้วหยุดคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความรู้สึกสับสน
“ใช่ค่ะฉันก็รู้ขอแค่คุณบอกฉันพร้อมหย่าให้คุณทันที”
เธอสั่นศีรษะเบาๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย “ไม่รู้ว่าเราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงหลังจากนี้ ”
คำพูดที่ออกจากปากของเธอนั้นแสดงถึงความรู้สึกที่สูญหายไปและความอึดอัดในทุกวัน
โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องการมีคำอธิบายที่ไม่มีวันถูกตอบกลับมาจากคามิน
คามินไม่ได้ตอบอะไร เขาทำเพียงหันไปมองเธอเล็กน้อยก่อนจะนอนหันหน้ากลับไปยังผ้าห่มในมือ
ไม่มีคำพูด ไม่มีการปลอบใจ เหมือนโลกนี้ถูกล้อมรอบด้วยช่องว่างที่ยากจะข้ามไป
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบร้อย แต่มือที่สั่นนิดๆเป็นสัญญาณของการควบคุมตัวเองอยู่ในระดับที่ยากจะเข้าใจชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยการวางแผน และทุกอย่างที่เคยมีระเบียบดูเหมือนจะพังทลายไปในพริบตาเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก ร่างของปรางค์แก้วสดุ้งตื่นจากภวังค์"ปรางค์คุณแต่งตัวเสร็จหรือยัง" คำถามจากคามินดังมา ทำให้เธอต้องรวบความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบกลับไป"ค่ะ... เสร็จแล้ว"ประตูห้องถูกเปิดออกมาพร้อมๆ กับภาพของคามินในชุดทำงานที่เข้ากันอย่างไร้ข้อสงสัย เมื่อคืนเขาคงไปนอนอีกห้องท่าทีที่คงจะชินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ดวงตาคมยังคงไร้อารมณ์ เหมือนทุกๆวันกระทั่งการตั้งคำถามดูเหมือนเป็นเพียงกิจวัตรหนึ่งที่เขาทำกับทุกค
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งหมดหยุดหมุน ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดจากการที่ต้องยอมรับความจริงทั้งหมดเข้ามาท่วมท้น“คุณหมายความว่าไงคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามทำตัวแข็งกร้าวแต่คำถามนั้นเหมือนสะท้อนถึงความโหดร้ายในตัวเขาคามินหันมามองเธอ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่กลับดูห่างเหินและเย็นชาไปพร้อมกัน“หมายความว่า...ถ้าคุณต้องการชีวิตใหม่หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะช่วยคุณ ผมจะให้เงินคุณไปเริ่มต้นใหม่เอง”ปรางค์แก้วเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง“คุณคิดว่าฉันจะอยากได้เงินจากคุณเหรอคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์ แต่เธอยังคงรู้สึกถึงความเสียศักดิ
เมื่อห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง คามินยังคงทำงานของเขาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรางค์แก้วกลับรู้สึกถึงคำพูดของอริสาแฝงความตั้งใจจะจงใจสร้างความกดดัน เธอพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจแล้วก้มหน้าทำงานต่ออย่างตั้งใจเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงวัน คามินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ไปกินข้าวกัน” เขาพูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยปรางค์แก้วชะงักก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “ค่ะ คุณจะให้ฉันไปด้วยหรือคะ?”คามินมองเธอด้วยสายตานิ่งสนิท “นี่เราแต่งงานกัน อย่าทำให้คนอื่นมองว่าเราแปลกกว่าผัวเมียคู่อื่นสิ คุณต้องไป”เธอรับคำเบาๆ ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าตามเขาออกไป แม้จะไม่อยากไปแต่ก็รู้ดีว่าต้องทำตามที่เขาบอกเพื่อรักษาหน้าครอบครัว...และเพื่อความอยู่รอดของเธอเองในร้านอาหารที่ตกแต่งหรูหรา ทั้งคู่ถูกจัดให้นั่งอยู่ที่โต๊ะริมกระจกที่สามารถมองเห็นวิวของตึกสูงในเมืองได้ชัดเจน คามินดูเงียบขรึมตามปกติ ส่วนปรางค์แก้วยังคงทำตัวสงบนิ่ง แม้จะรู้สึกอึดอัดกับสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองมาที่พวกเขาบริกรเข้ามาเสิร์ฟเมนูอาหารพร้อมรอยยิ้มอ่อนน้อม คามินเหลือบมองเมนูอย่างรวดเร็วก่อนพูดกับปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
คามินพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างประสานกันอยู่บนโต๊ะ เขาหลุบตามองพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงนิ่ง"ผมเข้าใจครับ ว่าภาพลักษณ์ของตระกูลสำคัญแค่ไหน แต่ทำไมถึงต้องให้เธอ"สายตาของเขาเลื่อนจากพ่อไปยังปรางค์แก้วที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา เธอช้อนตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหลุบลงเหมือนเดิม"เพราะหนูปรางค์คือคนในครอบครัวของเราแล้วนะ คามิน" คุณนุชนารถพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "ปรางค์แก้วไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่พ่อกับแม่ให้ลูกแต่งงานด้วย หนูปรางค์เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูกด้วยนะคามิน"ปรางค์แก้วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนบีบให้แน่นขึ้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยายามพูดขึ้น แม้เสียงจะเบาหวิว"ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไว้ใจหนู หนูจะพยายามค่ะ แต่คุณคามินอาจไม่เห็นด้วย"คามินหันมามองหน้าเธอทันที แววตาของเขาอ่านไม่ออก ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่"คุณไม่ต้องพยายาม ผมจัดการเองได้" เขาตอบห้วนๆ หันกลับไปทางพ่อแม่ "เธอไม่จำเป็นต้องยุ่งเรื่องของผม เธอแค่เล่นบทบาทตามที่ผมขอให้เล่นก็พอ"คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดเข้าไปในใจปรางค์แก้ว เธอกำมือไว้แน่น แต่ยังพยักหน้ารับเบาๆ"ได้ค่ะ ฉันจะทำตามบทที่คุณให้ฉันเล่น"คุณเอนกถอนหา
เสียงกระซิบของผู้คนภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ดังไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อในชุดราตรีต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงข้างกันบนเวทีอย่างไม่อาจละสายตา คามิน วัชรเกียรติ ชายหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลวัชรเกียรติ ในชุดสูทสีดำเรียบโก้ ส่งสายตาเย็นชาไปยังผู้คนตรงหน้า ความไม่พอใจซ่อนอยู่ในดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความไม่คอยชอบใจมากนัก ข้างกายเขาคือหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวหรูหรา แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ปรางค์แก้ว ศิรินาท ยืนนิ่งสงบ เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มแสนอ่อนโยนนั้น ซ่อนความรู้สึกกดดันและเหนื่อยล้าไว้มากแค่ไหน ความจำยอมผลักดันให้เธอมายืนตรงนี้เพียงเพราะครอบครัวที่เธอรักกำลังล่มสลาย การแต่งงานครั้งนี้คือความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตครอบครัวของเธอจากหนี้สินทั้งหมดได้ “คุณพร้อมหรือยัง?” เสียงถามของคามินดังขึ้นเบาๆ แต่เยือกเย็น ดวงตาที่มองปรางค์แก้วเต็มไปด้วยความรังเกียจ เธอไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเดินตามเขาไปยังโต๊ะพิธี คามินและปรางค์แก้วเดินผ่านสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทาง เสียงเพลงคลอเบาๆ แต่เหมือนจะไม่สามารถกลบความ
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องทะลุผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องอาหารหรูหรา โต๊ะไม้สักกลางห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยด้วยจานชามและชุดอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก กลิ่นขนมปังอบใหม่และกลิ่นกาแฟคละเคล้าอยู่ในอากาศปรางค์แก้วนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ หญิงสาวอยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม เธอพยายามนั่งตัวตรงในท่าทีสงบเรียบหรู หันหน้ามองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ข้างกายเธอคือคามิน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ดูสง่างามไม่ต่างจากบุคลิกของเขาเองพ่อของคามิน คุณอเนก วัชรเกียรติ และแม่ คุณนุชนารถ วัชรเกียรติ นั่งประจำอยู่ที่หัวโต๊ะ คุณนุชนารถยิ้มแย้มขณะตักอาหารให้สามี และหันมายิ้มให้ทั้งคู่เป็นครั้งคราว“หนูปรางค์นอนหลับสบายไหมลูก” คุณนุชนารถถามขึ้น พลางส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงด้วยความคาดหวังปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ค่ะหลับสนิทดีค่ะ”คามินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตักอาหารบนจานของตัวเองอย่างไร้เสียงรบกวนคุณอเนกหันมามองลูกชายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มีความหนักแน่นที่มาพร้อมอำนาจในฐานะหัวหน้าครอบครัว“คามิน อย่าทำให้หนูปรางค์ลำบากใจละ ”คำพูดนั้นทำให้คามินหยุดม







