Se connecterคามินจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงและถอนหายใจ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าดึกพอสมควรแล้ว
"ฉันว่าพอแค่นี้ก่อนนะ พรุ่งนี้มีงานสำคัญ ต้องพักผ่อนบ้าง" เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ที่ยังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส
“อะไรกัน นี่ยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องงานเลย” ธีรศักดิ์แซว พร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“พักบ้างก็ไม่เสียหายหรอก ว่าแต่นายเถอะ ดูเหมือนไม่ค่อยสนุกนะ” อีกคนเสริม
คามินยิ้มจางๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “สนุกไม่สนุกก็คงแล้วแต่คนมั้ง ฉันไปก่อนละกัน ไว้เจอกัน” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนเดินออกจากบาร์
ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของปรางค์แก้ว
เขาจำได้ชัดถึงแววตาของเธอเมื่อเช้านี้แววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
เมื่อถึงบ้าน แสงไฟในห้องรับแขกยังเปิดไว้จางๆ แต่ทุกอย่างดูเงียบสงัดเหมือนคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว
คามินถอดเสื้อสูทออกวางไว้ก่อนเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องเขาปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบ
เขาหยุดอยู่หน้าห้องนอน ปรางค์แก้วยังคงเปิดไฟหัวเตียงไว้ และเธอก็หลับไปแล้ว หญิงสาวฟุบหลับกับโต๊ะทำงาน
ข้างตัวมีเอกสารงานที่เธอน่าจะพยายามสะสางก่อนหลับไป
มือของเธอพิงอยู่บนกองเอกสารด้วยท่าทีเหมือนคนล้าจนไม่มีแรงจัดการให้เรียบร้อย
คามินยืนมองเธออยู่นิ่งๆ ความรู้สึกแปลกใหม่บางอย่างเกิดขึ้นในใจ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มองเธอใกล้ๆ แบบนี้
ผู้หญิงคนนี้กำลังทุ่มเทและพยายามเพื่อเขา แต่เขากลับทำเหมือนมันไม่มีความหมายอะไรเลย
เขาค่อยๆ เดินไปหยิบเอกสารออกจากมือของเธออย่างเบามือ เก็บมันไปวางไว้ที่โต๊ะทำงาน
ก่อนจะอุ้มเธอมายังเตียงนอนจัดท่านอนให้เธอนอนสบายดึงผ้าห่มคลุมตัวให้เธอ
คามินนั่งลงที่ขอบเตียง มองใบหน้าของปรางค์แก้วอย่างลึกซึ้ง ใบหน้านั้นดูสงบยามหลับใหล
แต่มันก็ปิดบังไม่ได้ว่าเธอต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างมาตลอด
“ผมผิดหรือเปล่าที่ทำให้คุณต้องมาอยู่ตรงนี้” คำถามนั้นหลุดออกมาเบาๆ แต่ไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเขาเอง
คืนนั้น คามินเลือกที่จะไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงแค่พาตัวเองไปนั่งเงียบๆ
ในอีกมุมหนึ่งของห้อง ความคิดในหัวเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลังจากที่คามินนั่งนิ่งมองใบหน้าของปรางค์แก้วอยู่พักใหญ่ ความคิดต่างๆ
วิ่งวุ่นในหัวจนเขารู้สึกว่าต้องหาอะไรทำเพื่อจัดการกับความฟุ้งซ่านนี้ เขาจึงลุกขึ้นและเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่ออาบน้ำ
เสียงน้ำจากห้องน้ำดังแว่วออกมาเป็นจังหวะ ผสมผสานกับบรรยากาศอันเงียบสงบภายในห้อง
คามินพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลายด้วยน้ำอุ่น แต่ในใจกลับไม่สามารถละทิ้งภาพของปรางค์แก้วที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงได้
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขากลับมาในชุดนอนเรียบง่าย กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ ลอยปะทะอากาศ
คามินยืนมองเตียงใหญ่ที่ตอนนี้มีคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่เงียบๆ ใบหน้าเธอเรียบสงบ
ผมที่หลุดมาปรกหน้าผากเล็กน้อยยิ่งทำให้เธอดูบอบบาง
คามินถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินไปที่อีกฝั่งของเตียง เขาค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง
ไม่ต้องการปลุกเธอให้ตื่น ขณะที่นอนลงและห่มผ้า ความอุ่นจากเตียงที่ปรางค์แก้วนอนอยู่ข้างๆ
ทำให้เขารู้สึกถึงความใกล้ชิดที่แปลกใหม่
ดวงตาคมเหลือบมองเธออีกครั้งในความเงียบ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปรางค์
เช้าวันใหม่แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีขาวบางที่ปิดไว้ ปรางค์แก้วค่อยๆ
รู้สึกตัวจากความฝันอันเลือนลาง อาการงัวเงียทำให้เธอพยายามขยับตัวเพื่อเปลี่ยนท่านอน
แต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมอยู่รอบตัว
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นผ้าห่มที่ดึงมาปิดถึงไหล่ ก่อนจะรู้สึกถึงบางอย่างที่หนักและอบอุ่นอยู่บนเอว
มือของคามิน! เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมกอดของเขา
หัวใจของปรางค์แก้วเริ่มเต้นเร็ว ร่างของเธอแข็งทื่อราวกับไม่กล้าขยับหนี
เธอเงยหน้ามองคามินที่ยังคงหลับสนิท ใบหน้าที่มักเคร่งขรึมกลับดูผ่อนคลาย ยามที่เขาไม่ได้ลืมตาส่งสายตาคมๆ มาให้
“ทำไมถึงได้ใกล้กันขนาดนี้นะ” เธอพึมพำในใจ ก่อนที่จะพยายามขยับตัวออกเบาๆ
แต่จังหวะนั้นเอง คามินกลับขยับตัวเล็กน้อย รั้งเธอเข้ามาแนบแน่นขึ้นโดยที่เขายังหลับตา
เสียงในคอกึ่งงัวเงียของเขาทำให้เธอหยุดนิ่ง “อยู่เฉยๆ ได้ไหม”
เสียงทุ้มของคามินกล่าวออกมาเบาๆ ทำให้ปรางค์แก้วกลั้นหายใจ เธอมองเขาด้วยความตื่นเต้นปนสับสน
“ฉัน... ฉันจะไปลุกอาบน้ำและให้ป้าสายเตรียมอาหารเช้าให้คุณ”
เธอกระซิบกลับเสียงเบา แต่ดูเหมือนคำพูดนั้นจะไม่ได้เข้าไปถึงคามินเลย เขายังคงกอดเธอไว้แน่น
ราวกับไม่ต้องการให้เธอหนีไปไหน
หัวใจของเธอยิ่งเต้นแรงขึ้นในความเงียบเช้านั้น คามินยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม
ปรางค์แก้วจำใจต้องหยุดนิ่งและปล่อยให้เวลาเดินไปโดยไม่ได้ขัดขืน
ทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไร แต่เช้าวันนั้นต่างนำพาความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนไปในหัวใจของพวกเขาทั้งสอง.
ปรางค์แก้วนอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของคามิน แม้ภายในใจจะว้าวุ่น เธอไม่กล้าทำอะไรที่จะปลุกเขาให้ตื่น
ความอึดอัดในใจทำให้เธอต้องพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองให้สงบ
แต่ยิ่งพยายาม ความใกล้ชิดนี้กลับทำให้ใจของเธอเต้นแรงขึ้น
ไม่นาน คามินค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แสงจากหน้าต่างที่ส่องเข้ามาทำให้เขาหรี่ตามอง
ก่อนจะเห็นร่างของปรางค์แก้วที่ยังคงนอนแนบอยู่ข้างกาย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าอ้อมแขนของเขากำลังโอบกอดเธอ
"ตื่นแล้วเหรอคะ" เสียงของปรางค์แก้วดังขึ้นเบาๆ เธอพยายามยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ความกระอักกระอวนบนใบหน้าทำให้เธอเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
"อืม" คามินตอบสั้นๆ พร้อมกับปล่อยแขนออกอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งตรงริมเตียง พลางขยี้ผมตัวเองเล็กน้อยเพื่อไล่ความง่วง
"ขอโทษนะครับ" เขาพูดพร้อมเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง สีหน้าเขาดูนิ่งๆ แต่ก็มีความประหม่าปะปนอยู่
ปรางค์แก้วรีบลุกขึ้นนั่งเช่นกัน ก่อนจะยิ้มบางๆ เพื่อแก้สถานการณ์ "ไม่เป็นไรค่ะ คุณอาจจะเผลอไป"
คามินเงียบไปเล็กน้อยเหมือนพยายามคิดว่าจะตอบอะไรต่อดี ท่ามกลางความเงียบ
ความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าแสดงออกก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ
ในที่สุด เขาก็พูดออกมาด้วยเสียงเรียบนิ่ง "เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณไปเจอหุ้นส่วนคนสำคัญ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมนะ"
"ได้ค่ะ ฉันจะรีบเตรียมตัว" ปรางค์แก้วตอบรับ น้ำเสียงของเธอดูมั่นคงเหมือนเดิม
แม้ใจจะยังเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าทำไมเขาถึงยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นง่ายๆ แบบนี้
บรรยากาศระหว่างพวกเขายังคงมีระยะห่างที่มองไม่เห็น ทว่าความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
ที่เกิดขึ้นก็เริ่มสร้างแรงดึงดูดในใจทั้งสองฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เช้าวันนี้ คามินและปรางค์แก้วเดินลงมาที่ห้องอาหารพร้อมกันในเวลาเช้าที่เลยปกติไปเล็กน้อย ป้าสาย
แม่บ้านประจำตระกูลที่กำลังจัดโต๊ะอยู่ หันมองทั้งคู่ด้วยสายตาอารมณ์ดี ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อยแต่ก็ไม่พูดอะไร
"สายกว่าทุกวันนะคะคุณคามิน คุณปรางค์อาหารเช้าเพิ่งอุ่นใหม่ได้ไม่นาน ทานเลยไหมคะ"
ป้าสายพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มีนัยบางอย่างที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกแปลกๆ
ปรางค์แก้วก้มหน้าหลบเล็กน้อยเพราะรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่เหมือนจะมีเรื่องแซวแฝงอยู่ ส่วนคามิน
เพียงแค่พ่นลมหายใจเบาๆ พลางเหลือบมองปรางค์แก้ว ก่อนจะตอบอย่างเรียบนิ่ง
"เสิร์ฟได้เลยครับ ผมกับปรางค์จะรีบทาน แล้วต้องไปทำงาน"
ป้าสายพยักหน้า ก่อนจะหันไปตักข้าวต้มร้อนๆ ใส่ถ้วย แล้วจัดจานอาหารอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่คามินกับปรางค์แก้วนั่งประจำที่ตัวเอง เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม พลางพยายามทำตัวให้ดูเป็นปกติมากที่สุด
"เมื่อคืนดูเหมือนนอนหลับสบายดีนะคะคุณคามิน" ป้าสายพูดพร้อมยกถ้วยข้าวต้มมาเสิร์ฟให้ตรงหน้า
สายตาของเธอที่ส่งมานั้นแฝงไปด้วยความนัย
คามินเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยิบช้อนตักข้าวต้มแล้วตอบกลับอย่างเรียบๆ
"อากาศเมื่อคืนเย็นกำลังดี ก็เลยหลับง่ายเท่านั้นเอง ป้าสายอย่าคิดไปไกล"
ปรางค์แก้วที่กำลังจะตักข้าวต้มเข้าปาก ชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำตอบของเขา เธอได้แต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อโดยไม่พูดอะไร
"ค่ะๆ ป้าก็แค่ถามไปตามประสาคนแก่ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
ป้าสายตอบพร้อมอมยิ้มอีกครั้ง แล้วหันกลับไปจัดเก็บของในครัว ทิ้งทั้งสองไว้ที่โต๊ะอาหาร
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานเล็กน้อย
และเสียงลมเบาๆ ที่พัดเข้ามาจากหน้าต่าง ทั้งสองต่างเพียงทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่ได้กล่าวอะไรกันจนกระทั่งทานเสร็จ
"เสร็จแล้วก็ไปกันเลยนะ จะได้ไม่สาย" คามินพูดขึ้นในที่สุดพร้อมหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นมา เขามองปรางค์แก้วเป็นสัญญาณ
"ค่ะ พร้อมแล้วค่ะ" เธอตอบก่อนจะลุกขึ้นตามเขาออกไปจากห้องอาหาร ปล่อยให้ป้าสายยืนยิ้มบางๆ มองตามด้วยสายตาเอ็นดูปนขบขันเล็กๆ
ปรางค์แก้วนั่งเงียบอยู่ในรถขณะที่คามินขับกลับบ้าน เธอเบนสายตาออกไปมองวิวทิวทัศน์ภายนอก แม้ว่าเมืองจะสวยงามและเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่ในหัวใจของเธอกลับรู้สึกว่างเปล่าเธอพยายามถามตัวเองว่า "นี่หรือชีวิตคู่ที่ฉันเฝ้าฝันถึง?" วันแรกที่พ่อแม่ของเธอพูดถึงการแต่งงาน เธอยอมรับข้อเสนอนั้นด้วยความหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะนำพาความรักและความอบอุ่นมาในที่สุด"คงไม่ยากหรอก เราแค่อยู่ด้วยกันใช้เวลาร่วมกัน บางทีเขาอาจจะรักเรา บางทีเขาก็อาจจะรักฉัน" เธอเคยคิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ดวงตาของปรางค์แก้วมองลงมายังแหวนวงบางที่นิ้วของเธอ เธอยกมือขึ้นไล้แหวนแต่งงานอย่างเหม่อลอย สิ่งที่เธอหวังกลับเป็นเพียงภาพลวงตา การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้นำพาอะไรมากไปกว่าความห่างเหิน"คนสองคนที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน อยู่ๆ จะรักกันได้ง่ายๆ งั้นหรือ?" เสียงเล็กๆ ในใจเธอดังขึ้น ยิ่งนึกถึงความอ่อนโยนของคามินที่มีต่อคนอื่น ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเธอสายตาของเธอลอบมองเขา คามินยังคงตั้งหน้าขับรถ ใบหน้าเขาเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไรที่ชัดเจน แต่เขามีเสน่ห์อย่างประหลาด แม้จะดูเหมือนห่าง
เย็นวันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นจากการประชุมอันยาวนาน ปรางค์แก้วตั้งใจว่าจะเก็บเอกสารในห้องประชุมให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตว่าห้องทำงานของคามินยังคงมีแสงไฟเปิดอยู่ เธอคิดว่าเขาจะไปรอเธอที่รถแล้ว"เขายังทำงานอยู่เหรอเนี่ย" เธอคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจนำรายงานที่ต้องเซ็นต์มาให้เขาแต่เมื่อเธอเข้าใกล้ประตูห้องทำงาน เสียงพูดคุยดังลอดออกมา เสียงหัวเราะที่คุ้นหูจนเธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอแอบชำเลืองผ่านช่องว่างของประตูที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้เธอหัวใจหล่นวูบคามินนั่งเอนหลังบนโซฟา ส่วนอริสานั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ชิดกว่าที่ควรจะเป็น มือของเธอวางบนแขนของคามินอย่างสนิทสนม สายตาที่เธอส่งไปหาคามินเต็มไปด้วยความชื่นชมราวกับผู้หญิงที่หลงรักใครสักคนคามินดูเหมือนไม่ได้สนใจท่าทีของอริสาในเชิงโรแมนติก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน ท่าทีดูผ่อนคลายเหมือนคนที่สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน"ขอบคุณนะคะคุณคามิน ถ้าไม่มีคุณช่วย สาก็คงจัดการเอกสารนี้ไม่ได้เลย" เสียงอริสาดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างคามินหัวเราะเบาๆ "คุณก็ทำดีแล้ว ไม่ต้องค
บรรยากาศในที่ทำงานเสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแต่แฝงด้วยความไม่พอใจในสายตาที่จ้องมองไปยังปรางค์แก้ว"คุณปรางค์คะ เอกสารที่คุณส่งให้เมื่อเช้าผิดอยู่นิดหน่อย ฉันต้องเสียเวลาปรับแก้ให้ คงต้องละเอียดมากกว่านี้นะคะ" อริสาพูดด้วยน้ำเสียงแหลม และรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ทำให้ปรางค์แก้วชะงักไป"ฉันจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้คุณลำบากค่ะ" ปรางค์แก้วตอบกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมกับเก็บเอกสารขึ้นมาอ่านทบทวนทันทีอริสายืนกอดอก มองปรางค์แก้วด้วยท่าทางเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจากไปไม่นานนัก คามินเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของปรางค์แก้ว เขามองเอกสารในมือเธอพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบๆ"ปรางค์ คุณโอเคไหม? ดูเครียดไปนะ"ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ"ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกำลังแก้เอกสา
คามินจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงและถอนหายใจ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าดึกพอสมควรแล้ว"ฉันว่าพอแค่นี้ก่อนนะ พรุ่งนี้มีงานสำคัญ ต้องพักผ่อนบ้าง" เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ที่ยังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส“อะไรกัน นี่ยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องงานเลย” ธีรศักดิ์แซว พร้อมรอยยิ้มขี้เล่น“พักบ้างก็ไม่เสียหายหรอก ว่าแต่นายเถอะ ดูเหมือนไม่ค่อยสนุกนะ” อีกคนเสริมคามินยิ้มจางๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “สนุกไม่สนุกก็คงแล้วแต่คนมั้ง ฉันไปก่อนละกัน ไว้เจอกัน” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนเดินออกจากบาร์ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของปรางค์แก้ว เขาจำได้ชัดถึงแววตาของเธอเมื่อเช้านี้แววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อถึงบ้าน แสงไฟในห้องรับแขกยังเปิดไว้จางๆ แต่ทุกอย่างดูเงียบสงัดเหมือนคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว คามินถอดเสื้อสูทออกวางไว้ก่อนเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องเขาปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเขาหยุดอยู่หน้าห้องนอน ปรางค์แก้วยังคงเปิดไฟหัวเตียงไว้ และเธอก็หลับไปแล้ว หญิงสาวฟุบหลับกับโต๊ะทำงานข้างตัวมีเอกสารงานที่เธอน่าจะพยายามสะสางก่อนหลับไป มือของเธอพิงอยู่บนกองเอกสารด้
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบร้อย แต่มือที่สั่นนิดๆเป็นสัญญาณของการควบคุมตัวเองอยู่ในระดับที่ยากจะเข้าใจชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยการวางแผน และทุกอย่างที่เคยมีระเบียบดูเหมือนจะพังทลายไปในพริบตาเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก ร่างของปรางค์แก้วสดุ้งตื่นจากภวังค์"ปรางค์คุณแต่งตัวเสร็จหรือยัง" คำถามจากคามินดังมา ทำให้เธอต้องรวบความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบกลับไป"ค่ะ... เสร็จแล้ว"ประตูห้องถูกเปิดออกมาพร้อมๆ กับภาพของคามินในชุดทำงานที่เข้ากันอย่างไร้ข้อสงสัย เมื่อคืนเขาคงไปนอนอีกห้องท่าทีที่คงจะชินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ดวงตาคมยังคงไร้อารมณ์ เหมือนทุกๆวันกระทั่งการตั้งคำถามดูเหมือนเป็นเพียงกิจวัตรหนึ่งที่เขาทำกับทุกค
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งหมดหยุดหมุน ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดจากการที่ต้องยอมรับความจริงทั้งหมดเข้ามาท่วมท้น“คุณหมายความว่าไงคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามทำตัวแข็งกร้าวแต่คำถามนั้นเหมือนสะท้อนถึงความโหดร้ายในตัวเขาคามินหันมามองเธอ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่กลับดูห่างเหินและเย็นชาไปพร้อมกัน“หมายความว่า...ถ้าคุณต้องการชีวิตใหม่หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะช่วยคุณ ผมจะให้เงินคุณไปเริ่มต้นใหม่เอง”ปรางค์แก้วเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง“คุณคิดว่าฉันจะอยากได้เงินจากคุณเหรอคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์ แต่เธอยังคงรู้สึกถึงความเสียศักดิ







