تسجيل الدخولบรรยากาศในที่ทำงาน
เสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน
คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว
ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอ
ไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน
เดินเข้ามาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแต่แฝงด้วยความไม่พอใจในสายตาที่จ้องมองไปยังปรางค์แก้ว
"คุณปรางค์คะ เอกสารที่คุณส่งให้เมื่อเช้าผิดอยู่นิดหน่อย
ฉันต้องเสียเวลาปรับแก้ให้ คงต้องละเอียดมากกว่านี้นะคะ"
อริสาพูดด้วยน้ำเสียงแหลม และรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ทำให้ปรางค์แก้วชะงักไป
"ฉันจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้คุณลำบากค่ะ"
ปรางค์แก้วตอบกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมกับเก็บเอกสารขึ้นมาอ่านทบทวนทันที
อริสายืนกอดอก มองปรางค์แก้วด้วยท่าทางเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจากไป
ไม่นานนัก คามินเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของปรางค์แก้ว เขามองเอกสารในมือเธอพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบๆ
"ปรางค์ คุณโอเคไหม? ดูเครียดไปนะ"
ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ
"ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกำลังแก้เอกสารที่ผิดอยู่เท่านั้นเอง"
คามินมองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบเอกสารของเธอมาดูด้วยตนเอง
"นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดใหญ่ เป็นเรื่องเล็กน้อยด้วยซ้ำ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อริสาก็คงจู้จี้เกินไป"
คำพูดของเขาทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่คลุมเครือ
ปรางค์แก้วเก็บกระดาษเข้าที่หลังจากคามินเดินจากไป ความคิดของเธอติดอยู่ที่คำพูดและการกระทำของอลิสาทั้งท่าทางการพูดที่มักจะข่มเธอ และแววตาเยาะเย้ยที่ดูเหมือนจะซ่อนบางอย่าง
"หรือว่า... อริสาไม่ได้ต้องการแค่ตำหนิการทำงาน?" เธอคิดในใจ
ขณะเดียวกัน อริสาเดินผ่านโต๊ะของปรางค์แก้วอีกครั้ง เธอมองมาด้วยสายตาที่เหมือนรู้เรื่องบางอย่างก่อนจะยิ้มมุมปากและเดินจากไป
ปรางค์แก้วเริ่มรู้สึกว่า ท่าทางของอริสาอาจมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง... หรือเธอแค่คิดมากไปเอง?
อริสาเดินผ่านโต๊ะของปรางค์แก้วด้วยก้าวเดินที่มั่นใจ ชายกระโปรงสูทของเธอพลิ้วไหวตามจังหวะการเดินที่ดูจงใจเกินปกติ
ก่อนที่เธอจะหยุดหันกลับมามองปรางค์แก้วในระยะห่างไม่กี่ก้าว
ดวงตาที่มองปรางค์แก้วนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์ลึกซึ้งราวกับคนที่รู้ความลับบางอย่าง
“คุณปรางค์ค่ะ งานวันนี้เป็นยังไงบ้าง? ดูยุ่งอยู่ตลอดเลยนะ” อริสาเอ่ยถาม น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงด้วยความเจือปนของการแกล้งหยอกปรางค์แก้วละมือจากเอกสารเพื่อเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเธอพยายามตีความสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น
“งานไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ แค่ยังใหม่กับระบบ” เธอตอบอย่างสุภาพ
“งั้นดีเลยค่ะ ฉันเองก็ชอบเห็นคนปรับตัวได้เร็ว… ฉันไม่อยากมาแก้งานซ้ำๆซากๆของคุณปรับตัวให้ได้เร็วนะคะ”
อริสาหยักหน้าก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กๆ
ปรางค์แก้วรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดนั้น แต่ยังพยายามยิ้มตอบไปอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ฉันจะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”
อริสาเดินจากไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้พร้อมรอยยิ้มที่ดูคล้ายกับมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
รอยยิ้มแบบนี้เธอคง ไม่อาจวางใจ
เมื่ออริสาพ้นสายตาไปแล้ว ปรางค์แก้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดและท่าทางของอลิสา...ปรางค์แก้วก้มลงกลับไปทำงานที่ค้างคาอยู่ตรงหน้า แต่ในใจก็ยังคงวนเวียนอยู่กับภาพและคำพูดของอริสาที่เพิ่งเดินจากไป
ใบหน้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับแฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะคาดเดา
และสายตาที่ดูเหมือนจะความลับอะไรบางอย่างทำให้หัวใจของเธอสั่นระริก
เธอคิดในใจ "อริสาต้องมีอะไรมากกว่าการเป็นเลขาของคามินแน่นอน…"
สมองของเธอเริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคามินกับอลิสา
ทั้งคู่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่คนภายนอกอย่างเธออาจจะไม่รู้บางสิ่งที่ไม่ได้แสดงออกมา
เธอจำได้ว่าในระหว่างการประชุมหรือเวลาทำงาน ทั้งสองดูเหมือนจะมีความเข้าใจกันมากเป็นพิเศษ
ทั้งสายตาและคำพูดที่ดูเข้ากันได้ดีเกินคำว่า "เจ้านายและลูกน้อง"
แม้เธอพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ความเงียบในตัวเธอกลับหนักอึ้งขึ้นทีละนิด
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนก ทุกคำพูดหรือเสียงหัวเราะกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก
"นี่เราเริ่มคิดมากไปเองรึเปล่า?" เธอถามตัวเองในใจเพื่อหวังจะปลอบโยนตัวเอง แต่กลับไม่ได้คำตอบใดนอกจากความเงียบ
ปรางค์แก้วพยายามเบนความสนใจไปที่เอกสารตรงหน้า สายตาจดจ้องบนตัวหนังสือแต่กลับไม่มีสิ่งใดเข้าสมอง
หัวใจของเธอยังคงวุ่นวายด้วยความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นทุกวินาที
แม้ว่าเธอจะบอกตัวเองว่าเป็นแค่ความคิดมาก แต่หัวใจกลับเต้นแรงด้วยความกังวลเธอสัมผัสได้ว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น เบื้องหลังคำพูดและสายตาของอลิสามีอะไรบางอย่างที่เธอไม่ควรมองข้าม
ปรางค์แก้วได้แต่หวังว่า สิ่งที่เธอรู้สึกตอนนี้ มันจะเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง
นช่วงบ่าย หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ
คามินบอกปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่าเขาต้องการให้เธอร่วมไปพบหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญ
เมื่อไปถึงสถานที่ประชุม เธอสังเกตเห็นอลิสายืนรออยู่หน้าห้องประชุม พร้อมรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์กว่าเดิม
"คุณคามินคะสาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วนะคะ" อริสาพูดพร้อมสบตาปรางค์แก้ว
ปรางค์แก้วรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในคำพูดนั้น แต่เธอเลือกที่จะสงบอารมณ์ แม้ในใจจะเต้นระส่ำ
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้องประชุม ปรางค์แก้วแทบชะงักเมื่อสายตาเธอเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในบรรยากาศที่แปลกตา
"พี่วิน!" เธอเอ่ยออกมาเบาๆ อย่างตกใจ
ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มซึ่งนั่งอยู่ปลายโต๊ะหันมามอง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
"ปรางค์จริงๆ ด้วย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม?" เขาถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"พี่วินเป็นหุ้นส่วนของคุณคามินเหรอคะ?" เธอเอ่ยด้วยความแปลกใจพลางมองคามินที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาส่งสายตานิ่งๆ ตอบกลับมา
"ใช่แล้ว พี่กับคุณคามินเพิ่งเริ่มงานโปรเจกต์นี้ไม่นาน แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอรุ่นน้องคนเก่งของพี่ที่นี่" ธาวินพูดพร้อมยิ้มกว้าง
การสนทนาในห้องประชุมยังคงดำเนินไปด้วยความราบรื่น แม้ปรางค์แก้วพยายามนั่งเงียบๆ
ไม่ให้เป็นจุดสนใจ แต่บรรยากาศกลับดูตึงเครียดในสายตาของคามิน เขาจ้องมองธาวินที่เอ่ยชวนปรางค์แก้วพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง
"ปรางค์นี่เรียนเก่งมากสมัยมหา'ลัย เป็นคนที่น่าภูมิใจสุดๆ " ธาวินหันมาบอกคามิน
"ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณคามินถึงโชคดีได้ภรรยาที่ทั้งเก่งทั้งน่ารักแบบนี้"
คำพูดของธาวินทำให้ปรางค์แก้วยิ้มแหยๆ เธอเหลือบมองคามินที่ยังคงมีสีหน้าเฉยชาและไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ
"จริงๆ คงเป็นพรหมลิขิตล่ะมั้งครับ" คามินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
แต่สายตาของเขาจ้องมองปรางค์แก้วราวกับมีคำถามบางอย่างในใจ
หลังการประชุมจบลง ธาวินยังคงเดินตามปรางค์แก้วออกมาที่ทางเดิน
"พี่ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอปรางค์อีก สบายดีไหม? แต่งงานไม่ยอมบอกพี่เลยนะ"
"ปรางค์กลัวว่าพี่วินยุ่งค่ะเลยไม่ได้ชวน" เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
"ถ้ามีโอกาสเราไปทานข้าวกันนะ " ธาวินพูดพร้อมส่งนามบัตรมาให้
ปรางค์แก้วรับไว้ ขอบคุณเขาเบาๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล
เธอหันไปมองคามินที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขามองมาเงียบๆ สายตาของเขาเหมือนกำลังวิเคราะห์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
อริสาที่ยืนอยู่ด้านหลังมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ในดวงตาของเธอซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อย่างลึกลับ...
ตลอดการสนทนา อริสา มีท่าทีออดอ้อนต่อคามินแบบแนบเนียน เธอแกล้งถือแฟ้มเดินเข้าไปใกล้คามิน
และส่งสายตาที่ทำให้ปรางค์แก้วอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
คามินเดินออกจากห้องพร้อมกับอริสา โดยปล่อยให้ปรางค์แก้วเดินตามหลัง
ทั้งคู่พูดคุยอะไรบางอย่างกันเบาๆ และปรางค์แก้วจับไม่ได้ชัดเจน
หัวใจของเธอเริ่มสงสัยหนักขึ้นทุกที ไม่ใช่เพียงเพราะท่าทางของอริสาเท่านั้น
แต่คามินเองก็ไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเลขาคนนี้เลย
ปรางค์แก้วได้แต่บอกตัวเองให้สงบใจไว้ แต่ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้กลับทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอในตอนนี้
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย!"เขามองเธอที่นั่งทำหน้าหงอยๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ เดินเข้ามายืนห่างๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ห้องข้างๆ ก่อนละกัน จะได้ไม่รบกวนคุณ"พอได้ยินแบบนั้น ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก"แต่ถ้าคุณต้องการอะไร แค่เรียกผมนะ" คามินยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกไปจริงๆปรางค์แก้วมองตามหลังเขาไป รู้สึกทั้งโล่งใจและว้าเหว่นิดๆ อย่างประหลาดเขาจะย้ายไปนอนห้องอื่นจริงๆ เหรอเธอถอนหายใจ พลิกตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองไว้ แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว!ขณะที่พ่อแม่ของปรางค์แก้วและพ่อแม่ของคามินกำลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น คามินก็เดินออกมาจากห้องของภรรยาอย่างหมดสภาพเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย"เป็นไงบ้างล่ะลูก" คุณนุชนารถหันไปถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม "หนูปรางค์แพ้ท้องมากเลยเหรอ"คามินพยักหน้าช้าๆ "มากเลยครับแม่ เห็นผมแล้วอ้วกเลย"คุณอเนกหัวเราะขำ "อ้าว แล้วไปทำอะไรให้เขาเหม็นล่ะ""เปล่าเลยครับพ่อ แค่เดินเข้าไปเฉยๆ ยังโดนไล่ออกจากห้องเลย" คามินทำ
คามินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นปรางค์แก้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบก็ตกใจ เขารีบลุกจากเตียงเดินตามไป"ปรางค์!" เขาเคาะประตู "เป็นอะไรหรือเปล่า"ภายในห้องน้ำ ปรางค์แก้วยืนพิงอ่างล้างหน้าด้วยอาการมึนหัว มือบางแตะหน้าท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่น"ฉันไม่เป็นไร" เธอตอบเสียงเบาๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่คามินไม่เชื่อ เขาผลักประตูเข้าไปทันทีที่เห็นว่าเธอไม่ได้ล็อก และพบว่าภรรยาของเขาดูซีดกว่าปกติ"ทำไมหน้าซีดแบบนี้" เขาขมวดคิ้วเข้ม "เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย"ปรางค์แก้วเม้มริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา "ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก""เวียนหัวแต่เช้าแบบนี้" คามินนิ่งไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง"หรือว่า"ปรางค์แก้วชะงัก หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาลุ้นระทึกของเขา"หรือว่าคุณกำลังท้อง" คามินถามออกมาเสียงเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความหวังปรางค์แก้วเงียบไป เธอเองก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นกันคามินมองปรางค์แก้วที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล เธอดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง ขนาดน้ำเปล่าแค่ไม่กี่อึก เธอยังอาเจ
แม่ของคามินมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ตายจริง! นี่ลูกชายฉันหรือเด็กสามขวบกันแน่” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่คามินยังคงกอดปรางค์แก้วแน่นไม่ยอมปล่อยพ่อของปรางค์แก้วกระแอมเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยวางมาดขรึมตลอด ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนเสียอย่างนั้น“ นี่มันบ้านพ่อแม่นะ จะมากอดกันกลางบ้านแบบนี้ไม่อายหรือไง”พ่อของปรางค์แก้วพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูคามินไม่สะทกสะท้าน ยังคงซบไหล่ปรางค์แก้วและพูดเสียงอ้อน“ไม่อายครับพ่อ ผมแค่อยากให้ปรางค์กลับบ้านด้วย”แม่ของปรางค์แก้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับสามี “เห็นไหมคะ พ่อ ดูสิ ลูกเขยเราเป็นเอามาก”“ใช่เป็นเอามากจริงๆ” พ่อของปรางค์แก้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะง้อเมียก็ต้องพยายามหน่อย”แม่ของคามินหัวเราะคิก “นั่นสิ พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่ยายปรางค์แล้วล่ะ ว่าจะใจอ่อนหรือเปล่า”ปรางค์แก้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะผลักอกคามินเบาๆ “ปล่อยก่อนค่ะ นี่พ่อกับแม่ฉันมองอยู่นะ”“ไม่ปล่อย” คามินพูดเสียงอู้อี้ “ผมจะรอจนกว่าคุณจะบอกว่าจ
คามินเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหนื่อยล้า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนเริ่มจางหาย ทิ้งไว้เพียงความหนักอึ้งในใจบ้านเงียบสนิทจนผิดปกติเขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้านในแล้วมองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก“ปรางค์” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา ก่อนจะเดินไปยังห้องนอนพอเปิดประตูเข้าไป เขากลับพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้โล่งๆ บางส่วน เสื้อผ้าของเธอหายไป!คามินยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก เธอเอาของใช้ส่วนตัวไปเกือบหมดหัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเมื่อคืนเขาพูดอะไรออกไปบ้างนะเขาพูดว่าหย่าใช่ไหม มือหนากำแน่น ดวงตาคมสะท้อนความรู้สึกสับสนและเสียใจเขาหันหลังกลับ เดินออกจากห้องด้วยจิตใจร้อนรน ไม่สนใจความมึนงงจากฤทธิ์เหล้าอีกแล้วเขาต้องไปหาเธอ!หัวใจของคามินอ่อนวูบราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นเขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง หวังว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเธออาจจะแค่
"ใช่ ในเมื่อคุณไม่เชื่อในตัวผมเราก็หย่ากันเถอะ!" เขากล่าวเสียงเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเสียงประตูปิดลงอย่างแรง ปรางค์แก้วสะดุ้ง เธอยืนตัวสั่น หัวใจเต้นรัวด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน น้ำตาที่กลั้นไว้ก็เอ่อขึ้นมาเขาไปแล้วไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียวปรางค์แก้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือบางกำแน่นข้างลำตัว ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ ทั้งเจ็บปวดแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่อก"ทำไม คามินคุณอยากหย่ากับฉันมากขนาดนี้เลยเหรอ" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวเธอรู้ว่าคามินโกรธ รู้ว่าเขาหงุดหงิดที่เธอไม่เชื่อใจเขา แต่การที่เขาเอ่ยปากขอหย่าแบบนี้ มันเกินไปไหมเสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ เธอเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองเห็นแสงไฟท้ายรถของคามินค่อยๆ หายไปในความมืด ความรู้สึกว่างเปล่าถาโถมเข้ามาเธอไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอแค่อยากให้เขาพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจ ไม่ใช่พูดคำว่าหย่าออกมาแบบนั้น"คุณอยากหย่า ใช่ไหม"ปรางค์แก้วถามตัวเอง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนจะซ้ำเติมหัวใจของเธอให้ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นปรางค์แก้วตัดสินใจแน่วแน่ เธอ
ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดดังคลอไปกับการพูดคุยของพนักงาน อริสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ สายตาของเธอเหลือบมองไปยังมุมห้องทำงานที่คามินยืนอยู่ คามินกำลังยิ้มให้กับปรางค์แก้วขณะพวกเขาคุยกันเรื่องงาน ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวไปหมด ทั้งพูดคุยกันอย่างมีความสุข มือของคามินยกขึ้นแตะเบาๆ ที่แขนปรางค์แก้ว พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น"ปรางค์คุณคิดว่างานนี้โอเคไหม" คามินถามปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เขาหันไปมองปรางค์แก้วอย่างใกล้ชิด เธอเหลือบตามองเขาด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนตอบกลับ"ก็โอเคนะคะฉันคิดว่าเราน่าจะทำตามแผนนี้นะคะ ถ้าเป็นไปได้มันน่าจะดีที่สุดนะคะคามิน"อริสาไม่สามารถข่มความรู้สึกในใจได้อีกต่อไป เธอมองทั้งคู่ด้วยความหึงหวง จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของคามินและปรางค์แก้ว หัวใจของเธอเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดดันจนหายใจไม่ออก แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดที่รุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวอริสามองเห็นความรักที่คามินมีต่อปรางค์แก้วอย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะใจเขาได้ จึงเริ่มวางแผนบางอย่าง เพื่อให้คามินหันกลับมาสนใจเธอแทนที่จะเ
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั
เมื่อห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง คามินยังคงทำงานของเขาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรางค์แก้วกลับรู้สึกถึงคำพูดของอริสาแฝงความตั้งใจจะจงใจสร้างความกดดัน เธอพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจแล้วก้มหน้าทำงานต่ออย่างตั้งใจเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงวัน คามินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ไปกินข้าวกัน” เขาพูดขึ้
คามินพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างประสานกันอยู่บนโต๊ะ เขาหลุบตามองพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงนิ่ง"ผมเข้าใจครับ ว่าภาพลักษณ์ของตระกูลสำคัญแค่ไหน แต่ทำไมถึงต้องให้เธอ"สายตาของเขาเลื่อนจากพ่อไปยังปรางค์แก้วที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา เธอช้อนตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหลุบลงเหมือนเดิม"เพราะหนูปรางค์คือคนในครอบค
เสียงกระซิบของผู้คนภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ดังไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อในชุดราตรีต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงข้างกันบนเวทีอย่างไม่อาจละสายตา คามิน วัชรเกียรติ ชายหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลวัชรเกียรติ ในชุดสูทสีดำเรียบโก้ ส่งสายตาเย็นชาไปยังผู้คนตรงหน้า ความไม่พอใจซ่อนอยู่ในดวงตาคมที่เต็มไ







