Se connecterบรรยากาศในที่ทำงาน
เสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน
คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว
ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอ
ไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน
เดินเข้ามาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแต่แฝงด้วยความไม่พอใจในสายตาที่จ้องมองไปยังปรางค์แก้ว
"คุณปรางค์คะ เอกสารที่คุณส่งให้เมื่อเช้าผิดอยู่นิดหน่อย
ฉันต้องเสียเวลาปรับแก้ให้ คงต้องละเอียดมากกว่านี้นะคะ"
อริสาพูดด้วยน้ำเสียงแหลม และรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ทำให้ปรางค์แก้วชะงักไป
"ฉันจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้คุณลำบากค่ะ"
ปรางค์แก้วตอบกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมกับเก็บเอกสารขึ้นมาอ่านทบทวนทันที
อริสายืนกอดอก มองปรางค์แก้วด้วยท่าทางเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจากไป
ไม่นานนัก คามินเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของปรางค์แก้ว เขามองเอกสารในมือเธอพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบๆ
"ปรางค์ คุณโอเคไหม? ดูเครียดไปนะ"
ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ
"ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกำลังแก้เอกสารที่ผิดอยู่เท่านั้นเอง"
คามินมองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบเอกสารของเธอมาดูด้วยตนเอง
"นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดใหญ่ เป็นเรื่องเล็กน้อยด้วยซ้ำ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อริสาก็คงจู้จี้เกินไป"
คำพูดของเขาทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่คลุมเครือ
ปรางค์แก้วเก็บกระดาษเข้าที่หลังจากคามินเดินจากไป ความคิดของเธอติดอยู่ที่คำพูดและการกระทำของอลิสาทั้งท่าทางการพูดที่มักจะข่มเธอ และแววตาเยาะเย้ยที่ดูเหมือนจะซ่อนบางอย่าง
"หรือว่า... อริสาไม่ได้ต้องการแค่ตำหนิการทำงาน?" เธอคิดในใจ
ขณะเดียวกัน อริสาเดินผ่านโต๊ะของปรางค์แก้วอีกครั้ง เธอมองมาด้วยสายตาที่เหมือนรู้เรื่องบางอย่างก่อนจะยิ้มมุมปากและเดินจากไป
ปรางค์แก้วเริ่มรู้สึกว่า ท่าทางของอริสาอาจมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง... หรือเธอแค่คิดมากไปเอง?
อริสาเดินผ่านโต๊ะของปรางค์แก้วด้วยก้าวเดินที่มั่นใจ ชายกระโปรงสูทของเธอพลิ้วไหวตามจังหวะการเดินที่ดูจงใจเกินปกติ
ก่อนที่เธอจะหยุดหันกลับมามองปรางค์แก้วในระยะห่างไม่กี่ก้าว
ดวงตาที่มองปรางค์แก้วนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์ลึกซึ้งราวกับคนที่รู้ความลับบางอย่าง
“คุณปรางค์ค่ะ งานวันนี้เป็นยังไงบ้าง? ดูยุ่งอยู่ตลอดเลยนะ” อริสาเอ่ยถาม น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงด้วยความเจือปนของการแกล้งหยอกปรางค์แก้วละมือจากเอกสารเพื่อเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเธอพยายามตีความสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น
“งานไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ แค่ยังใหม่กับระบบ” เธอตอบอย่างสุภาพ
“งั้นดีเลยค่ะ ฉันเองก็ชอบเห็นคนปรับตัวได้เร็ว… ฉันไม่อยากมาแก้งานซ้ำๆซากๆของคุณปรับตัวให้ได้เร็วนะคะ”
อริสาหยักหน้าก่อนจะยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กๆ
ปรางค์แก้วรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดนั้น แต่ยังพยายามยิ้มตอบไปอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ฉันจะพยายามให้ดีที่สุดค่ะ”
อริสาเดินจากไป ทิ้งความสงสัยเอาไว้พร้อมรอยยิ้มที่ดูคล้ายกับมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
รอยยิ้มแบบนี้เธอคง ไม่อาจวางใจ
เมื่ออริสาพ้นสายตาไปแล้ว ปรางค์แก้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดและท่าทางของอลิสา...ปรางค์แก้วก้มลงกลับไปทำงานที่ค้างคาอยู่ตรงหน้า แต่ในใจก็ยังคงวนเวียนอยู่กับภาพและคำพูดของอริสาที่เพิ่งเดินจากไป
ใบหน้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับแฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะคาดเดา
และสายตาที่ดูเหมือนจะความลับอะไรบางอย่างทำให้หัวใจของเธอสั่นระริก
เธอคิดในใจ "อริสาต้องมีอะไรมากกว่าการเป็นเลขาของคามินแน่นอน…"
สมองของเธอเริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคามินกับอลิสา
ทั้งคู่ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่คนภายนอกอย่างเธออาจจะไม่รู้บางสิ่งที่ไม่ได้แสดงออกมา
เธอจำได้ว่าในระหว่างการประชุมหรือเวลาทำงาน ทั้งสองดูเหมือนจะมีความเข้าใจกันมากเป็นพิเศษ
ทั้งสายตาและคำพูดที่ดูเข้ากันได้ดีเกินคำว่า "เจ้านายและลูกน้อง"
แม้เธอพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ความเงียบในตัวเธอกลับหนักอึ้งขึ้นทีละนิด
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนก ทุกคำพูดหรือเสียงหัวเราะกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก
"นี่เราเริ่มคิดมากไปเองรึเปล่า?" เธอถามตัวเองในใจเพื่อหวังจะปลอบโยนตัวเอง แต่กลับไม่ได้คำตอบใดนอกจากความเงียบ
ปรางค์แก้วพยายามเบนความสนใจไปที่เอกสารตรงหน้า สายตาจดจ้องบนตัวหนังสือแต่กลับไม่มีสิ่งใดเข้าสมอง
หัวใจของเธอยังคงวุ่นวายด้วยความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นทุกวินาที
แม้ว่าเธอจะบอกตัวเองว่าเป็นแค่ความคิดมาก แต่หัวใจกลับเต้นแรงด้วยความกังวลเธอสัมผัสได้ว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น เบื้องหลังคำพูดและสายตาของอลิสามีอะไรบางอย่างที่เธอไม่ควรมองข้าม
ปรางค์แก้วได้แต่หวังว่า สิ่งที่เธอรู้สึกตอนนี้ มันจะเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง
นช่วงบ่าย หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ
คามินบอกปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่าเขาต้องการให้เธอร่วมไปพบหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญ
เมื่อไปถึงสถานที่ประชุม เธอสังเกตเห็นอลิสายืนรออยู่หน้าห้องประชุม พร้อมรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์กว่าเดิม
"คุณคามินคะสาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วนะคะ" อริสาพูดพร้อมสบตาปรางค์แก้ว
ปรางค์แก้วรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในคำพูดนั้น แต่เธอเลือกที่จะสงบอารมณ์ แม้ในใจจะเต้นระส่ำ
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้องประชุม ปรางค์แก้วแทบชะงักเมื่อสายตาเธอเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในบรรยากาศที่แปลกตา
"พี่วิน!" เธอเอ่ยออกมาเบาๆ อย่างตกใจ
ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มซึ่งนั่งอยู่ปลายโต๊ะหันมามอง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
"ปรางค์จริงๆ ด้วย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม?" เขาถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"พี่วินเป็นหุ้นส่วนของคุณคามินเหรอคะ?" เธอเอ่ยด้วยความแปลกใจพลางมองคามินที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาส่งสายตานิ่งๆ ตอบกลับมา
"ใช่แล้ว พี่กับคุณคามินเพิ่งเริ่มงานโปรเจกต์นี้ไม่นาน แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอรุ่นน้องคนเก่งของพี่ที่นี่" ธาวินพูดพร้อมยิ้มกว้าง
การสนทนาในห้องประชุมยังคงดำเนินไปด้วยความราบรื่น แม้ปรางค์แก้วพยายามนั่งเงียบๆ
ไม่ให้เป็นจุดสนใจ แต่บรรยากาศกลับดูตึงเครียดในสายตาของคามิน เขาจ้องมองธาวินที่เอ่ยชวนปรางค์แก้วพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง
"ปรางค์นี่เรียนเก่งมากสมัยมหา'ลัย เป็นคนที่น่าภูมิใจสุดๆ " ธาวินหันมาบอกคามิน
"ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณคามินถึงโชคดีได้ภรรยาที่ทั้งเก่งทั้งน่ารักแบบนี้"
คำพูดของธาวินทำให้ปรางค์แก้วยิ้มแหยๆ เธอเหลือบมองคามินที่ยังคงมีสีหน้าเฉยชาและไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ
"จริงๆ คงเป็นพรหมลิขิตล่ะมั้งครับ" คามินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
แต่สายตาของเขาจ้องมองปรางค์แก้วราวกับมีคำถามบางอย่างในใจ
หลังการประชุมจบลง ธาวินยังคงเดินตามปรางค์แก้วออกมาที่ทางเดิน
"พี่ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอปรางค์อีก สบายดีไหม? แต่งงานไม่ยอมบอกพี่เลยนะ"
"ปรางค์กลัวว่าพี่วินยุ่งค่ะเลยไม่ได้ชวน" เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
"ถ้ามีโอกาสเราไปทานข้าวกันนะ " ธาวินพูดพร้อมส่งนามบัตรมาให้
ปรางค์แก้วรับไว้ ขอบคุณเขาเบาๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล
เธอหันไปมองคามินที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขามองมาเงียบๆ สายตาของเขาเหมือนกำลังวิเคราะห์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
อริสาที่ยืนอยู่ด้านหลังมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ในดวงตาของเธอซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้อย่างลึกลับ...
ตลอดการสนทนา อริสา มีท่าทีออดอ้อนต่อคามินแบบแนบเนียน เธอแกล้งถือแฟ้มเดินเข้าไปใกล้คามิน
และส่งสายตาที่ทำให้ปรางค์แก้วอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
คามินเดินออกจากห้องพร้อมกับอริสา โดยปล่อยให้ปรางค์แก้วเดินตามหลัง
ทั้งคู่พูดคุยอะไรบางอย่างกันเบาๆ และปรางค์แก้วจับไม่ได้ชัดเจน
หัวใจของเธอเริ่มสงสัยหนักขึ้นทุกที ไม่ใช่เพียงเพราะท่าทางของอริสาเท่านั้น
แต่คามินเองก็ไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเลขาคนนี้เลย
ปรางค์แก้วได้แต่บอกตัวเองให้สงบใจไว้ แต่ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้กลับทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอในตอนนี้
ปรางค์แก้วนั่งเงียบอยู่ในรถขณะที่คามินขับกลับบ้าน เธอเบนสายตาออกไปมองวิวทิวทัศน์ภายนอก แม้ว่าเมืองจะสวยงามและเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่ในหัวใจของเธอกลับรู้สึกว่างเปล่าเธอพยายามถามตัวเองว่า "นี่หรือชีวิตคู่ที่ฉันเฝ้าฝันถึง?" วันแรกที่พ่อแม่ของเธอพูดถึงการแต่งงาน เธอยอมรับข้อเสนอนั้นด้วยความหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะนำพาความรักและความอบอุ่นมาในที่สุด"คงไม่ยากหรอก เราแค่อยู่ด้วยกันใช้เวลาร่วมกัน บางทีเขาอาจจะรักเรา บางทีเขาก็อาจจะรักฉัน" เธอเคยคิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ดวงตาของปรางค์แก้วมองลงมายังแหวนวงบางที่นิ้วของเธอ เธอยกมือขึ้นไล้แหวนแต่งงานอย่างเหม่อลอย สิ่งที่เธอหวังกลับเป็นเพียงภาพลวงตา การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้นำพาอะไรมากไปกว่าความห่างเหิน"คนสองคนที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน อยู่ๆ จะรักกันได้ง่ายๆ งั้นหรือ?" เสียงเล็กๆ ในใจเธอดังขึ้น ยิ่งนึกถึงความอ่อนโยนของคามินที่มีต่อคนอื่น ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเธอสายตาของเธอลอบมองเขา คามินยังคงตั้งหน้าขับรถ ใบหน้าเขาเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไรที่ชัดเจน แต่เขามีเสน่ห์อย่างประหลาด แม้จะดูเหมือนห่าง
เย็นวันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นจากการประชุมอันยาวนาน ปรางค์แก้วตั้งใจว่าจะเก็บเอกสารในห้องประชุมให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตว่าห้องทำงานของคามินยังคงมีแสงไฟเปิดอยู่ เธอคิดว่าเขาจะไปรอเธอที่รถแล้ว"เขายังทำงานอยู่เหรอเนี่ย" เธอคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจนำรายงานที่ต้องเซ็นต์มาให้เขาแต่เมื่อเธอเข้าใกล้ประตูห้องทำงาน เสียงพูดคุยดังลอดออกมา เสียงหัวเราะที่คุ้นหูจนเธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอแอบชำเลืองผ่านช่องว่างของประตูที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้เธอหัวใจหล่นวูบคามินนั่งเอนหลังบนโซฟา ส่วนอริสานั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ชิดกว่าที่ควรจะเป็น มือของเธอวางบนแขนของคามินอย่างสนิทสนม สายตาที่เธอส่งไปหาคามินเต็มไปด้วยความชื่นชมราวกับผู้หญิงที่หลงรักใครสักคนคามินดูเหมือนไม่ได้สนใจท่าทีของอริสาในเชิงโรแมนติก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน ท่าทีดูผ่อนคลายเหมือนคนที่สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน"ขอบคุณนะคะคุณคามิน ถ้าไม่มีคุณช่วย สาก็คงจัดการเอกสารนี้ไม่ได้เลย" เสียงอริสาดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างคามินหัวเราะเบาๆ "คุณก็ทำดีแล้ว ไม่ต้องค
บรรยากาศในที่ทำงานเสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจแต่แฝงด้วยความไม่พอใจในสายตาที่จ้องมองไปยังปรางค์แก้ว"คุณปรางค์คะ เอกสารที่คุณส่งให้เมื่อเช้าผิดอยู่นิดหน่อย ฉันต้องเสียเวลาปรับแก้ให้ คงต้องละเอียดมากกว่านี้นะคะ" อริสาพูดด้วยน้ำเสียงแหลม และรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ทำให้ปรางค์แก้วชะงักไป"ฉันจะตรวจสอบให้รอบคอบกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้คุณลำบากค่ะ" ปรางค์แก้วตอบกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมกับเก็บเอกสารขึ้นมาอ่านทบทวนทันทีอริสายืนกอดอก มองปรางค์แก้วด้วยท่าทางเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจากไปไม่นานนัก คามินเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของปรางค์แก้ว เขามองเอกสารในมือเธอพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบๆ"ปรางค์ คุณโอเคไหม? ดูเครียดไปนะ"ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ"ไม่มีอะไรค่ะ ฉันกำลังแก้เอกสา
คามินจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงและถอนหายใจ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าดึกพอสมควรแล้ว"ฉันว่าพอแค่นี้ก่อนนะ พรุ่งนี้มีงานสำคัญ ต้องพักผ่อนบ้าง" เขาหันไปบอกเพื่อนๆ ที่ยังนั่งพูดคุยกันอย่างออกรส“อะไรกัน นี่ยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องงานเลย” ธีรศักดิ์แซว พร้อมรอยยิ้มขี้เล่น“พักบ้างก็ไม่เสียหายหรอก ว่าแต่นายเถอะ ดูเหมือนไม่ค่อยสนุกนะ” อีกคนเสริมคามินยิ้มจางๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “สนุกไม่สนุกก็คงแล้วแต่คนมั้ง ฉันไปก่อนละกัน ไว้เจอกัน” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนเดินออกจากบาร์ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของปรางค์แก้ว เขาจำได้ชัดถึงแววตาของเธอเมื่อเช้านี้แววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อถึงบ้าน แสงไฟในห้องรับแขกยังเปิดไว้จางๆ แต่ทุกอย่างดูเงียบสงัดเหมือนคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว คามินถอดเสื้อสูทออกวางไว้ก่อนเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องเขาปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเขาหยุดอยู่หน้าห้องนอน ปรางค์แก้วยังคงเปิดไฟหัวเตียงไว้ และเธอก็หลับไปแล้ว หญิงสาวฟุบหลับกับโต๊ะทำงานข้างตัวมีเอกสารงานที่เธอน่าจะพยายามสะสางก่อนหลับไป มือของเธอพิงอยู่บนกองเอกสารด้
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบร้อย แต่มือที่สั่นนิดๆเป็นสัญญาณของการควบคุมตัวเองอยู่ในระดับที่ยากจะเข้าใจชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยการวางแผน และทุกอย่างที่เคยมีระเบียบดูเหมือนจะพังทลายไปในพริบตาเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก ร่างของปรางค์แก้วสดุ้งตื่นจากภวังค์"ปรางค์คุณแต่งตัวเสร็จหรือยัง" คำถามจากคามินดังมา ทำให้เธอต้องรวบความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และตอบกลับไป"ค่ะ... เสร็จแล้ว"ประตูห้องถูกเปิดออกมาพร้อมๆ กับภาพของคามินในชุดทำงานที่เข้ากันอย่างไร้ข้อสงสัย เมื่อคืนเขาคงไปนอนอีกห้องท่าทีที่คงจะชินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ดวงตาคมยังคงไร้อารมณ์ เหมือนทุกๆวันกระทั่งการตั้งคำถามดูเหมือนเป็นเพียงกิจวัตรหนึ่งที่เขาทำกับทุกค
เมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งหมดหยุดหมุน ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดจากการที่ต้องยอมรับความจริงทั้งหมดเข้ามาท่วมท้น“คุณหมายความว่าไงคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามทำตัวแข็งกร้าวแต่คำถามนั้นเหมือนสะท้อนถึงความโหดร้ายในตัวเขาคามินหันมามองเธอ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่กลับดูห่างเหินและเย็นชาไปพร้อมกัน“หมายความว่า...ถ้าคุณต้องการชีวิตใหม่หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะช่วยคุณ ผมจะให้เงินคุณไปเริ่มต้นใหม่เอง”ปรางค์แก้วเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง“คุณคิดว่าฉันจะอยากได้เงินจากคุณเหรอคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์ แต่เธอยังคงรู้สึกถึงความเสียศักดิ







