LOGINฉันนั่งอยู่บนเตียงไม้หลังเล็กในห้องนอนที่เงียบเชียบ ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังแสดงผลการเคลื่อนไหวผ่านแหล่งข่าวส่วนตัวของฉัน
ในฐานะลูกสาวที่ถูกลืมของบ้านวรโชติ ฉันเรียนรู้ที่จะมีหูตาอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะในที่ที่ศัตรูของฉันก้าวย่างไป พี่พิมพ์มาดาแต่งตัวจัดเต็มตั้งแต่เช้า ฉันเห็นเธอสวมชุดสูทสีแดงสดที่ตัดเย็บมาเพื่อประกาศศักดาว่าที่นายหญิงวัชรเมธากุล เธอฉีดน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเข้มข้นจนฟุ้งไปทั้งบ้าน ก่อนจะสั่งให้คนขับรถบึ่งไปที่บริษัทของอาคิน
“ไปทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของล่ะสิ...” ฉันพึมพำกับตัวเองพลางยกยิ้มที่มุมปาก
คนอย่างพี่พิมพ์... ยิ่งพยายามแสดงตัวเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้อัครินทร์รำคาญใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉันรู้ดีว่าผู้ชายอย่างเขา เกลียดที่สุดคือความวุ่นวายและการล้ำเส้น
บรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดจนแทบจะไม่มีใครกล้าหายใจแรง แอร์ที่เปิดไว้ 22 องศาเซลเซียสดูจะหนาวเหน็บขึ้นไปอีกเมื่อเผชิญกับรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
อัครินทร์ วัชรเมธากุลนั่งนิ่ง สายตาคมกริบจดจ้องไปที่เอกสารแผนการลงทุนเมกะโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านที่วางอยู่ตรงหน้า เบื้องหน้าของเขาคือนักบริหารรุ่นเก๋าที่กำลังเหงื่อตก
“สรุปคือ... คุณกำลังจะบอกผมว่า งบประมาณบานปลายไปสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะคาดการณ์พลาดอย่างนั้นเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำของอัครินทร์ราบเรียบ แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟัง
“คือ... เรื่องวัสดุก่อสร้างในตลาดโลกมัน...”
“ผมไม่ได้จ่ายเงินเดือนพวกคุณมาเพื่อฟังคำแก้ตัวเรื่องตลาดโลก” อัครินทร์ปิดแฟ้มเอกสารเสียงดัง ปัง! จนคนทั้งห้องสะดุ้ง
“ผมให้เวลาอีก 24 ชั่วโมง ไปปรับโครงสร้างงบประมาณใหม่ ถ้าทำไม่ได้... ก็ส่งจดหมายลาออกทิ้งไว้ที่โต๊ะเลขาส่วนตัวผมได้เลย เลิกประชุม!”
เขาลุกขึ้นยืน รูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสามชิ้นสีเทาชาร์โคลส่งเสริมให้เขาดูเหมือนราชสีห์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ เขาเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่หันกลับไปมองความวุ่นวายเบื้องหลัง
อัครินทร์ก้าวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่กว้างขวางและเงียบสงบ เขาถอดสูทตัวนอกพาดไว้ที่เก้าอี้ ปลดกระดุมข้อมือแล้วพับแขนเสื้อขึ้นอย่างล้าๆ ภาระที่แบกไว้บนบ่ามันหนักอึ้ง แต่ความเงียบสงบคือรางวัลเดียวที่เขาต้องการ
เขานั่งลงบนโต๊ะทำงาน สายตาเหลือบไปเห็นพวงกุญแจดอกมะลิจิ๋วที่วางอยู่ข้างหน้าจอคอมพิวเตอร์... เขายื่นมือไปสัมผัสมันเบาๆ ความนุ่มนวลของไหมพรมทำให้ใจที่กำลังร้อนรุ่มของเขาเย็นลงอย่างน่าประหลาด แต่แล้ว... ความสงบก็ถูกพังทลายลง
“คุณพิมพ์มาดาครับ! เข้าไปไม่ได้ครับ ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่!” เสียงของชูเกียรติเลขาผู้ซื่อสัตย์ดังขึ้นอย่างร้อนรนที่หน้าประตู
“หลีกไปนะชูเกียรติ! ฉันคือคู่หมั้นของคุณอาคินนะ ฉันจะเข้าไปหาว่าที่สามีของฉัน ทำไมต้องขออนุญาต!”
ปัง! ประตูห้องทำงานถูกผลักออกอย่างแรง พิมพ์มาดาเดินพรวดพราดเข้ามาในชุดสีแดงเพลิงที่ดูขัดตา กลิ่นน้ำหอมกุหลาบของเธอพุ่งเข้ามาทำลายกลิ่นกาแฟจางๆ ในห้องจนหมดสิ้น
อัครินทร์ขมวดคิ้วมุ่น สายตาที่มองไปยังผู้มาเยือนนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
“คุณอาคินคะ! ดูลูกน้องคุณสิคะ ทำไมเสียมารยาทกับพิมพ์แบบนี้ พิมพ์อุตส่าห์ซื้อซุปเห็ดทรัฟเฟิลเจ้าอร่อยมาฝากคุณ เห็นว่าช่วงนี้งานยุ่ง...” พิมพ์มาดาเดินปรี่เข้าไปหาเขาที่โต๊ะ พยายามจะวางกล่องอาหารลงบนกองเอกสารสำคัญ
“ออกไป” คำพูดสั้นๆ คำเดียวจากปากอัครินทร์ทำให้พิมพ์มาดาชะงักกึก รอยยิ้มประจบประแจงค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า
“คะ... คุณอาคินว่าอะไรนะคะ?”
“ผมบอกว่าให้ออกไปพิมพ์มาดา” อัครินทร์เงยหน้าขึ้น จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนตัวเล็กลงเหลือเพียงมด
“ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเข้ามาวุ่นวายที่บริษัทโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และที่สำคัญ... อย่ามาทำตัวไร้สาระในเวลาทำงานของผม”
“แต่พิมพ์มาด้วยความหวังดีนะคะ พิมพ์เป็นห่วงคุณ...”
“ความหวังดีของคุณมันกำลังทำลายสมาธิของผม” อัครินทร์ลุกขึ้นยืน ความสูงของเขากดดันจนพิมพ์มาดาต้องก้าวถอยหลัง
“ชูเกียรติ! เข้ามาพาเธอไป แล้วจำไว้... ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ผมจะเปลี่ยนทีมรักษาความปลอดภัยหน้าห้องทั้งหมด”
“อาคิน! ทำไมพูดกับพิมพ์แบบนี้คะ! พิมพ์เสียหน้านะคะ!” พิมพ์มาดาแผดเสียงอย่างลืมตัว
“ถ้าไม่อยากเสียหน้ามากกว่านี้ ก็เดินออกไปเองซะ” เขาพูดเสียงต่ำลอดไรฟัน
“กลับไปบ้านซะพิมพ์มาดา อย่าให้ผมต้องหมดความอดทนกับข้อตกลงเรื่องงานหมั้นไปมากกว่านี้”
พิมพ์มาดาหน้าซีดสลับแดง เธอรู้ดีว่าอัครินทร์เป็นคนพูดจริงทำจริง เธอจำใจต้องหยิบกล่องอาหารขึ้นมา แล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าออกจากห้องไปพร้อมกับความอับอายที่จุกอก
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่อัครินทร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง พลางยกมือขยี้ตาด้วยความระอา
“เฮ้ๆ ... ดูเหมือนพายุจะเพิ่งสงบลงไปนะเนี่ย”
เสียงทุ้มร่าเริงดังขึ้นจากทางประตู อัครินทร์เงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายหนุ่มในชุดลำลองดูดีสไตล์ยุโรปยืนพิงกรอบประตูอยู่พร้อมรอยยิ้มกวนๆ
“ไอ้วายุ...” อัครินทร์เรียกชื่อเพื่อนสนิทที่เพิ่งกลับมาจากทำงานที่ต่างประเทศด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“มึงมาถึงเมื่อไหร่?” วายุเพื่อนรักตั้งแตสมัยเรียนเยอรมันเดินเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกอย่างเป็นกันเอง
“เพิ่งแลนดิ้งเมื่อเช้า ก็บึ่งมาหามึงเลยเนี่ย กะจะมาเซอร์ไพรส์ แต่ดันมาเห็นฉากไล่ตะเพิดว่าที่เมียซะก่อน โหดไม่เปลี่ยนเลยนะมึง”
“มึงก็เห็นว่าเขาเป็นยังไง” อัครินทร์เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อน “วุ่นวาย ไร้สาระ”
“เอาน่า ก็เขาอยากเอาใจมึงไง” วายุหัวเราะพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงาน
“แต่กูแปลกใจนะ คนอย่างพิมพ์มาดาเนี่ย มึงยอมทนหมั้นไปได้ยังไงตั้งนาน”
“กูทำตามสัญญารุ่นปู่ มึงก็รู้”
“เออ กูรู้ มึงมันคนรักษาคำพูด” วายุพยักหน้า ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับพวงกุญแจดอกมะลิบนโต๊ะทำงาน
“หืม... นั่นอะไรวะ? อย่าบอกนะว่าไอ้อาหารสมองของมึงเริ่มเปลี่ยนจากตัวเลขเป็นงานเย็บปักถักร้อยไปแล้ว?” อัครินทร์มองตามสายตาเพื่อน เขาหยิบพวงกุญแจนั้นขึ้นมามอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดจนวายุถึงกับหรี่ตามองอย่างจับผิด
“พวงกุญแจ... มีเด็กคนหนึ่งทำตกไว้” อัครินทร์ตอบสั้นๆ
“เด็ก? เด็กที่ไหนวะ? ปกติมึงไม่เคยเก็บของไร้สาระแบบนี้ไว้บนโต๊ะนะอาคิน” วายุเริ่มสนใจ
“บอกกูมาซิ ว่าเจ้าของดอกมะลินี่เป็นใคร?”
อัครินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่เขาเจอมินตราตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้เพื่อนฟัง... ตั้งแต่หอศิลป์ บ้านวรโชติ ไปจนถึงตอนที่เธอทำของตกที่คาเฟ่ และข้อมูลที่เขาให้ชูเกียรติไปสืบมา
“ลูกสาวอีกคนของบ้านวรโชติเหรอ?” วายุอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“กูคลุกคลีกับวงสังคมบ้านเรามานาน ไม่เคยได้ยินชื่อลูกสาวคนเล็กเลยนะเนี่ย”
“เธอถูกซ่อนไว้...” อัครินทร์พูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น “ถูกเลี้ยงมาเหมือนไม่ใช่คนในครอบครัว ถูกจำกัดอิสระ และดูเหมือนพ่อของเธอจะพร้อมประเคนเธอให้ใครก็ได้เพื่อผลประโยชน์ธุรกิจ” วายุจ้องมองเพื่อนสนิทตาไม่กะพริบ
“อาคิน... มึงรู้ตัวเปล่าว่าเวลามึงพูดถึงเด็กที่ชื่อมินตราเนี่ย มึงดู... มีอารมณ์ร่วมมากเกินไปนะ”
“กูแค่สงสาร” อัครินทร์ปฏิเสธทันควัน
“สงสาร?” วายุหัวเราะร่า “คนอย่างอัครินทร์ วัชรเมธากุล เคยสงสารใครด้วยเหรอวะ? ขนาดพนักงานทำงานพลาดมึงยังไล่ออกแบบไม่กะพริบตา แต่นี่มึงถึงขั้นเก็บของเขาไว้ สั่งคนไปสืบประวัติ แถมยังทำหน้าเครียดตอนรู้ว่าเขาโดนรังแกเนี่ยนะ?” วายุลุกขึ้นเดินไปตบไหล่เพื่อน
“กูว่าไม่ใช่แค่สงสารแล้วล่ะว่ะ อาการมึงเนี่ย... เหมือนเจอนกน้อยบาดเจ็บ แล้วดันอยากจะคาบกลับไปเลี้ยงในกรงทองของตัวเองมากกว่า”
“มึงพูดเพ้อเจ้อแล้ววายุ” อัครินทร์ปัดมือเพื่อนออก แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดนั้นอย่างเต็มปาก
“กูเพิ่งกลับมานะ แต่กูบอกเลยว่างานนี้สนุกแน่” วายุยิ้มกว้าง “มึงระวังตัวไว้ให้ดีเถอะอาคิน ระหว่างแมวป่าในร่างสาวน้อยกับราชสีห์อย่างมึง ใครจะเป็นคนถูกล่ากันแน่”
ฉันวางแท็บเล็ตลง พิงหลังกับพนักเก้าอี้พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง สายลมยามบ่ายพัดเอาดอกมะลิแห้งๆ ปลิวมาติดที่ขอบหน้าต่าง
ฉันได้รับข้อความจากสายสืบของฉันในบริษัทอาคินแล้ว เธอเป็นพนักงานแม่บ้านที่ฉันเคยช่วยค่ารักษาพยาบาลแม่ของเธอไว้เมื่อปีก่อน และเธอรายงานว่าพี่พิมพ์มาดาเดินหน้าแดงก่ำออกจากห้องทำงานอาคิน แลเขาก็อยู่คุยกับแขกคนสำคัญที่เป็นเพื่อนสนิทต่อด้วยท่าทางเคร่งขรึมแต่ไม่เย็นชาเท่าปกติ
“คุณเริ่มพูดถึงมินให้คนอื่นฟังแล้วสินะคะ...”
ฉันยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ผู้ชายอย่างอัครินทร์ ถ้าเขาเก็บเรื่องใครไว้เป็นความลับ แสดงว่าคนนั้นยังไม่มีผลต่อใจเขามากพอ แต่ถ้าเขาเริ่มระบายหรือเล่าเรื่องของใครให้เพื่อนสนิทฟัง นั่นหมายความว่าคนคนนั้นได้เข้าไปยึดพื้นที่ในความคิดของเขาเรียบร้อยแล้ว
ก้าวต่อไป... คือการทำให้ความสงสารนั้น กลายเป็นความต้องการปกป้องจนถึงขั้นยอมทำลายทุกกฎเกณฑ์
ฉันหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสีแดงสด แล้วป้ายลงบนภาพวาดใบหน้าของอัครินทร์ที่ฉันวาดค้างไว้... เป็นรอยที่แก้มของเขา ราวกับเขากำลังถูกประทับตราด้วยเปลวไฟ
“พี่พิมพ์... พี่คงเจ็บใจมากสินะที่ถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา” ฉันพึมพำ “แต่นั่นยังแค่น้ำจิ้มค่ะ เพราะมินจะทำให้พี่เห็นว่า... อ้อมกอดของอัครินทร์ที่พี่อยากได้จนตัวสั่น มันจะต้องเป็นของมิน”
เสียงฝีเท้าของพิมพ์มาดาดังขึ้นที่โถงทางเดินข้างนอก เธอคงกลับมาถึงบ้านแล้วและกำลังจะหาที่ระบายอารมณ์ ฉันรีบเก็บอุปกรณ์วาดรูป เปลี่ยนสีหน้าให้กลายเป็นเด็กสาวผู้อ่อนแอและตื่นตระหนก นั่งลงที่มุมห้องพลางกอดเข่าตัวเองไว้
มาเลยค่ะพี่พิมพ์... มาลงความโกรธที่มินเถอะ เพราะมินตราเตรียมกล้องจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในแจกันดอกไม้ไว้แล้ว และภาพการทำร้ายร่างกายครั้งนี้... มินจะเก็บเอาไว้เพื่อใช้งานในอนาคต
“มินตรา! นังตัวแสบ! ออกมานี่เดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนของพิมพ์มาดาดังมาพร้อมกับการกระแทกประตูห้อง ฉันยิ้มกว้างในความมืด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นไห้ที่น่าเวทนาที่สุดในวินาทีที่ประตูถูกเปิดออก
ฉันนั่งอยู่บนเตียงไม้หลังเล็กในห้องนอนที่เงียบเชียบ ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังแสดงผลการเคลื่อนไหวผ่านแหล่งข่าวส่วนตัวของฉันในฐานะลูกสาวที่ถูกลืมของบ้านวรโชติ ฉันเรียนรู้ที่จะมีหูตาอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะในที่ที่ศัตรูของฉันก้าวย่างไป พี่พิมพ์มาดาแต่งตัวจัดเต็มตั้งแต่เช้า ฉันเห็นเธอสวมชุดสูทสีแดงสดที่ตัดเย็บมาเพื่อประกาศศักดาว่าที่นายหญิงวัชรเมธากุล เธอฉีดน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเข้มข้นจนฟุ้งไปทั้งบ้าน ก่อนจะสั่งให้คนขับรถบึ่งไปที่บริษัทของอาคิน“ไปทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของล่ะสิ...” ฉันพึมพำกับตัวเองพลางยกยิ้มที่มุมปากคนอย่างพี่พิมพ์... ยิ่งพยายามแสดงตัวเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้อัครินทร์รำคาญใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉันรู้ดีว่าผู้ชายอย่างเขา เกลียดที่สุดคือความวุ่นวายและการล้ำเส้นบรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดจนแทบจะไม่มีใครกล้าหายใจแรง แอร์ที่เปิดไว้ 22 องศาเซลเซียสดูจะหนาวเหน็บขึ้นไปอีกเมื่อเผชิญกับรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอัครินทร์ วัชรเมธากุลนั่งนิ่ง สายตาคมกริบจดจ้องไปที่เอกสารแผนการลงทุนเมกะโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านที่วางอยู่ตรงหน้า เบื้องหน้าของเขาค
แสงแดดจัดจ้าสะท้อนกับกระจกอาคารสูงระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจ กลิ่นอายของความเร่งรีบอบอวลไปทุกที่ ผู้คนในชุดสูทเนี้ยบกริบเดินสวนกันไปมาเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้แต่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้ กลับมีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งนิ่งๆ อยู่ในคาเฟ่กึ่งเรือนกระจกสุดหรูที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคาร ‘วัชรเมธากุล ทาวเวอร์’ฉันเอง... มินตรา วันนี้ฉันสวมชุดเดรสสั้นสีฟ้าอ่อน ลายดอกเดซี่เล็กๆ ดูสะอาดตาและสมวัยนักศึกษา บนโต๊ะไม้ตัวเล็กมีสมุดสเก็ตช์ภาพวางอยู่คู่กับโกโก้เย็นที่ละลายจนหยดน้ำเกาะพราวรอบแก้ว สายตาของฉันจดจ้องไปยังประตูทางเข้าหลักของตึกฝั่งตรงข้ามอย่างไม่วางตาเข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสองโมงสิบห้านาที... ตามข้อมูลที่ฉันบังเอิญได้ยินเลขาส่วนตัวของเขาคุยโทรศัพท์เมื่อวันก่อน อัครินทร์จะมีช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณสิบห้านาทีในวันนี้ที่จะลงมาซื้อกาแฟด้วยตัวเองที่คาเฟ่ที่ฉันกำลังนั่งอยู่นี่แหละ เพราะเป็นร้านโปรดที่เขาบอกว่ารสชาติเมล็ดกาแฟคั่วเข้มสะใจที่สุดเขารักความสมบูรณ์แบบ รักความสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุด... เขารักความเป็นระเบียบแต่โชคร้ายหน่อยนะคุณอาคิน เพราะวันนี้มินจะมาทำให้ระเบียบในชีวิตของคุณ
สามวันผ่านไป... สามวันที่ฉันใช้ความเงียบเป็นอาวุธในสงครามประสาท การเว้นจังหวะให้ฝ่ายตรงข้ามได้คิดไปเองคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด ฉันรู้ดีว่าตอนนี้ในหัวของคุณอาคินคงเต็มไปด้วยภาพของเด็กสาวปริศนาที่หอศิลป์ และมินตราลูกสาวที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืดของบ้านวรโชติความสงสัยเหมือนเชื้อไฟ ยิ่งปล่อยไว้นานมันยิ่งลามปามจนยากจะดับ และวันนี้... คือวันที่เขาจะกลับมาเพื่อสาดน้ำมันลงบนกองไฟนั้นอีกครั้ง“มินตรา! ออกไปช่วยลุงสมพรพรวนดินที่สวนหลังบ้านไป๊!” เสียงแหวของคุณดุจฤดีดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่“วันนี้คุณอาคินจะมาสรุปฤกษ์หมั้นกับยัยพิมพ์ ฉันไม่อยากเห็นหน้าจืดๆ ของเธอมาเดินเกะกะในบ้านอีก เข้าใจไหม!” ฉันแสร้งทำท่าตกใจจนไหล่ห่อ“ค่ะ... ค่ะคุณน้า มินจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”ฉันรีบก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงออกไปทางประตูหลังบ้าน ทิ้งให้แม่เลี้ยงยืนมองด้วยสายตาดูแคลน เธอคงสะใจที่เห็นฉันต้องไปคลุกดินคลุกทรายเหมือนคนใช้ แต่เธอไม่รู้หรอกว่านั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดในเช้านี้สวนดอกไม้ของบ้านวรโชติเคยเป็นที่ที่แม่รักที่สุด แม่เคยบอกว่าดอกไม้พวกนี้มันซื่อสัตย์กว่าคน เพราะถ้าเราดูแลมันด้วยใจ มันจะเบ่งบานตอบแทนเราเสมอ แต่ห
เช้าวันเสาร์ที่คฤหาสน์วรโชติวุ่นวายกว่าวันไหนๆ กลิ่นน้ำยาขัดพื้นและสเปรย์ปรับอากาศราคาแพงอบอวลไปทั่วโถงทางเดิน คนรับใช้เดินกันขวักไขว่เพื่อจัดเตรียมน้ำชาและของว่างเกรดพรีเมียมที่สั่งตรงจากโรงแรมห้าดาว ทุกคนในบ้านดูตื่นตัวราวกับกำลังจะต้อนรับการมาเยือนของพระเจ้าและสำหรับพ่อกับแม่เลี้ยงของฉัน... อัครินทร์ วัชรเมธากุล ก็คงไม่ต่างจากพระเจ้าจริงๆ“มินตรา! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเดินเพ่นพ่านแถวโถงกลาง!”เสียงแหลมสูงของคุณดุจฤดีแม่เลี้ยงที่รักของฉันดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรกิน เธอสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวที่ดูพยายามจะดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่แววตาที่มองมาที่ฉันกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเหมือนเห็นหนอนแมลง“มินแค่จะไปหาอะไรทานในครัวค่ะคุณน้า” ฉันตอบด้วยเสียงเรียบๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยให้ดูเหมือนเด็กที่ขี้ขลาดและยอมคน“ไม่ต้อง! วันนี้คุณอาคินจะมาคุยเรื่องกำหนดการแต่งงานกับยัยพิมพ์ ถ้าเขาเห็นว่าบ้านนี้มีลูกสาวท่าทางมอซอเหมือนเด็กรับใช้แบบเธอโผล่ออกมา มันจะเสียเรื่องไปหมด” เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วจิกสายตาใส่“ขึ้นไปอยู่บนห้องของเธอซะ ถ้าฉันไม่สั่งให้ลงมา ก็ห้ามเสนอหน
ฉันยืนมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ของห้องนอนแคบๆ ที่ตั้งอยู่ปีกหลังสุดของคฤหาสน์ตระกูล ‘วรโชติ’เด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปีในกระจกส่งยิ้มบางๆ กลับมาหาฉัน ดวงตากลมโตสุกใสปราศจากเดียงสา ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดที่ได้รับสืบทอดมาจากผู้เป็นแม่ ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติโดยแทบไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางราคาแพงวันนี้ฉันเลือกสวมเดรสผ้าคอตตอนสีขาวบริสุทธิ์ ดีไซน์เรียบง่ายแต่ทิ้งตัวพลิ้วไหวไปตามสัดส่วน ช่วงคอเป็นสี่เหลี่ยมกว้างพอให้เห็นไหปลาร้าสวยงาม สวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีเบจตัวบางเพื่อเพิ่มความละมุนตา เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกปล่อยสยายดัดลอนคลายๆ ดูไม่ได้ตั้งใจจัดทรงนักใครเห็นก็คงคิดว่าฉันคือ ‘น้องมิน’ ลูกสาวคนเล็กผู้อ่อนหวาน อ่อนโลก และบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบหึ... ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ซ่อนใบมีดอาบยาพิษเอาไว้ข้างในน่ะสิฉันแค่นยิ้มให้ตัวเอง ก่อนจะหยิบน้ำหอมขวดโปรดขึ้นมา มันไม่ใช่กลิ่นหอมฉุนยั่วยวนแบบที่ ‘พี่พิมพ์’ ลูกสาวสุดที่รักของพ่อกับแม่เลี้ยงชอบใช้ แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และวนิลาจางๆ ให้ความรู้สึกเหมือนแป้งเด็กผสมกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ฉันฉีดมันลงบนจุดชีพจร ข้อมือ หล







