เช้าวันเสาร์ที่คฤหาสน์วรโชติวุ่นวายกว่าวันไหนๆ กลิ่นน้ำยาขัดพื้นและสเปรย์ปรับอากาศราคาแพงอบอวลไปทั่วโถงทางเดิน คนรับใช้เดินกันขวักไขว่เพื่อจัดเตรียมน้ำชาและของว่างเกรดพรีเมียมที่สั่งตรงจากโรงแรมห้าดาว ทุกคนในบ้านดูตื่นตัวราวกับกำลังจะต้อนรับการมาเยือนของพระเจ้า
และสำหรับพ่อกับแม่เลี้ยงของฉัน... อัครินทร์ วัชรเมธากุล ก็คงไม่ต่างจากพระเจ้าจริงๆ
“มินตรา! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเดินเพ่นพ่านแถวโถงกลาง!”
เสียงแหลมสูงของคุณดุจฤดีแม่เลี้ยงที่รักของฉันดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรกิน เธอสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวที่ดูพยายามจะดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว แต่แววตาที่มองมาที่ฉันกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเหมือนเห็นหนอนแมลง
“มินแค่จะไปหาอะไรทานในครัวค่ะคุณน้า” ฉันตอบด้วยเสียงเรียบๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยให้ดูเหมือนเด็กที่ขี้ขลาดและยอมคน
“ไม่ต้อง! วันนี้คุณอาคินจะมาคุยเรื่องกำหนดการแต่งงานกับยัยพิมพ์ ถ้าเขาเห็นว่าบ้านนี้มีลูกสาวท่าทางมอซอเหมือนเด็กรับใช้แบบเธอโผล่ออกมา มันจะเสียเรื่องไปหมด” เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วจิกสายตาใส่
“ขึ้นไปอยู่บนห้องของเธอซะ ถ้าฉันไม่สั่งให้ลงมา ก็ห้ามเสนอหน้าลงมาเด็ดขาด เข้าใจไหม!”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่! ถ้าเธอทำให้งานหมั้นของพี่สาวเธอมีปัญหา ฉันจะให้คุณพ่อของเธอยึดค่าขนมทั้งหมด แล้วจะส่งเธอไปอยู่หอพักเก่าๆ ข้างนอกนั่นซะ!” ฉันเม้มริมฝีปาก แสร้งทำเป็นตัวสั่นเล็กน้อยเหมือนหวาดกลัวคำขู่นั้นเหลือเกิน
“เข้าใจแล้วค่ะ... มินจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้”
ฉันหมุนตัวเดินกลับขึ้นบันไดไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงบ่นพึมพำของแม่เลี้ยงที่ไล่หลังมาเรื่องที่ฉันเป็นตัวซวยของบ้าน แต่ทันทีที่พ้นสายตาของเธอ มุมปากของฉันก็ยกยิ้มขึ้น
ขอบคุณนะคะคุณน้า... ที่ช่วยตอกย้ำให้ฉันมั่นใจว่าควรจะทำอะไรต่อ
ฉันไม่ได้กลับเข้าไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของตัวเองหรอก แต่ฉันเลือกที่จะเดินไปยังระเบียงชั้นลอยที่เชื่อมต่อกับโถงทางเดินชั้นสอง ตรงจุดนี้มีกระถางต้นไม้ขนาดยักษ์และผ้าม่านหลุยส์ผืนหนาที่สามารถบังตัวฉันได้อย่างมิดชิด แต่มันเป็นจุดที่มองลงไปเห็นห้องรับแขกวีไอพีได้อย่างชัดเจนที่สุด
ไม่นานนัก เสียงรถยนต์เครื่องยนต์สมรรถนะสูงก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน ฉันแอบมองผ่านช่องว่างของผ้าม่าน เห็นรถโรลส์รอยซ์สีดำขลับเลื่อนมาจอดเทียบบันไดหน้าคฤหาสน์
ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มก้าวลงมาจากรถ รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่และสง่างามกว่าวันนั้นที่หอศิลป์เสียอีก วันนี้เขาไม่ได้มาในลุคผ่อนคลาย แต่เขาคืออัครินทร์ผู้กุมอำนาจวัชรเมธากุลอย่างเต็มตัว ใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบตึงและเย็นชานั้นทำให้คนรับใช้ที่ออกไปต้อนรับถึงกับก้มหัวจนตัวลีบ
พ่อของฉัน... คุณวิรัตน์ เดินออกไปต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มประจบประแจงแบบที่ฉันไม่เคยเห็นเขาทำกับใครมาก่อน
“เชิญครับคุณอาคิน ยินดีอย่างยิ่งที่ให้เกียรติมาเยือนบ้านเราในวันนี้”
“ครับ คุณวิรัตน์” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจตอบกลับสั้นๆ ทรงพลังจนฉันที่แอบดูอยู่ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
พวกเขาเดินเข้ามาในห้องรับแขก พิมพ์มาดาในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ดูพยายามเซ็กซี่และหรูหราจนเกินพอดี นั่งรออยู่บนโซฟาพร้อมรอยยิ้มที่ปรุงแต่งมาอย่างดีที่สุด เธอรีบลุกขึ้นต้อนรับเขาด้วยท่าทางอ่อนช้อย
“สวัสดีค่ะคุณอาคิน พิมพ์เตรียมชาดาร์จีลิงที่คุณชอบไว้ให้ด้วยนะคะ” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงหวานหยด พลางขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างตั้งใจ
“ขอบคุณครับคุณพิมพ์”
อัครินทร์นั่งลงบนโซฟาเดี่ยว ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบราวกับภูเขาน้ำแข็ง เขาไม่แสดงท่าทีรำคาญแต่ก็ไม่ได้ดูยินดียินร้ายกับการเอาอกเอาใจของพี่สาวฉัน ฉันนั่งชันเข่าอยู่หลังผ้าม่าน ฟังบทสนทนาที่น่าคลื่นไส้เหล่านั้น
“เรื่องงานหมั้น... ทางผู้ใหญ่เห็นว่าปลายปีนี้เป็นฤกษ์ที่ดีที่สุดนะครับคุณอาคิน” พ่อของฉันเริ่มเปิดประเด็น
“เราอยากให้งานออกมาสมเกียรติของทั้งสองตระกูลที่สุด ส่วนเรื่องสินสอดหรือข้อตกลงเรื่องที่ดินทางตอนเหนือ...”
“เรื่องธุรกิจ ผมให้เลขาส่งรายละเอียดให้คุณวิรัตน์ดูแล้ว” อัครินทร์ตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วันนี้ผมมาเพื่อยืนยันสัญญาที่คนรุ่นปู่ทำไว้ ผมจะรับผิดชอบตามสัญญาทุกประการ... ในฐานะที่พิมพ์มาดาคือลูกสาวของตระกูลวรโชติ”
ฉันสะดุดกับประโยคนั้นเล็กน้อย... ในฐานะลูกสาวของตระกูลวรโชติ เขาไม่ได้พูดว่าในฐานะคนที่เขารักเลยสักนิด
“แหม คุณอาคินก็น่ารักแบบนี้เสมอ พิมพ์โชคดีจริงๆ คะที่จะได้ดูแลคุณ” พิมพ์มาดาเอื้อมมือไปหมายจะแตะที่แขนของเขา แต่อัครินทร์กลับขยับตัวหยิบแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบในจังหวะที่พอดีจนมือของพี่สาวฉันค้างเติ่งอยู่ในอากาศ
ฉันเกือบจะหลุดขำออกมา พิมพ์มาดาหน้าเสียไปวูบหนึ่งก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
การสนทนาดำเนินไปอย่างเป็นทางการและแห้งแล้ง พ่อกับแม่เลี้ยงของฉันพยายามจะคุยเรื่องงานแต่งอลังการ ส่วนอัครินทร์ก็ตอบเพียงคำสั้นๆ เหมือนหน้าที่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
“จริงด้วยค่ะ พิมพ์ลืมไปเลยว่ามีของว่างตัวใหม่ที่คุณอาคินน่าจะชอบ พิมพ์ไปดูในครัวให้นะคะ” พิมพ์มาดาหาเรื่องทำคะแนน
“เดี๋ยวแม่ไปดูให้เองลูก พิมพ์อยู่คุยกับคุณอาคินเถอะจ้ะ” แม่เลี้ยงรีบเสนอหน้าแล้วเดินหายเข้าไปทางโซนครัว นั่นเป็นจังหวะที่ฉันรู้ว่าต้องเริ่มขยับ
อัครินทร์เป็นคนขี้ระวัง สัญชาตญาณของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้เขาเป็นคนช่างสังเกตและไวต่อความรู้สึกรอบข้าง ฉันรู้ดีว่าเขาไม่ได้แค่ฟังพ่อฉันพูด แต่เขากำลังมองสำรวจบ้านหลังนี้... บ้านที่เต็มไปด้วยคราบของความจอมปลอม
ฉันค่อยๆ คลานออกจากหลังผ้าม่าน แต่อยู่ในมุมมืดของโถงทางเดินชั้นสองที่แสงไฟส่องไม่ถึง ฉันทำทีเป็นเดินย่องๆ เหมือนคนแอบทำอะไรไม่ดี มือข้างหนึ่งถือสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มเล็กไว้แนบอก
ฉันรู้ว่าตำแหน่งที่เขานั่ง เขาสามารถมองเห็นเงาหรือความเคลื่อนไหวที่ราวบันไดชั้นบนได้หากเขาปรายตาขึ้นมา
ฉันเริ่มการแสดง...ฉันแกล้งยื่นหน้าออกไปมองที่โถงด้านล่างเพียงเสี้ยวหนึ่ง ให้แสงไฟสลัวๆ ตกกระทบที่ใบหน้าซีกหนึ่งของฉันพอให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างความขาวนวลของฉันกับความมืดมิดของมุมตึก
ฉันแกล้งทำเป็นสะดุดเท้าตัวเองเบาๆจนสมุดในมือเกือบหล่น เสียงกึกเล็กน้อยนั่นดังพอที่จะทำให้คนที่ประสาทสัมผัสไวอย่างอัครินทร์หันขวับขึ้นมามอง
และวินาทีนั้น... สายตาของเราก็สบกัน
อัครินทร์ชะงักไปทันที ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึกกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ สงสัย และ... กังขา
เขาจำฉันได้! ภาพเด็กสาวในชุดสีขาวที่หอศิลป์วันนั้นคงซ้อนทับขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว ฉันทำเป็นตกใจจนตาค้าง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะเหมือนกวางที่เห็นพรานป่า ฉันสูดหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม แสร้งทำเป็นลนลานจนตัวสั่น
“เอ๊ะ...” ฉันหลุดเสียงอุทานออกมาเบาๆ พอให้เขารู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้เขาเห็น
พริบตาต่อมา ฉันก็สะดุ้งสุดตัวแล้วรีบก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในเงามืดอย่างรวดเร็วเหมือนวิญญาณที่หายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่วิ่งหนีหายไปในความสลัวของโถงทางเดินชั้นบน
ฉันไม่ได้หนีไปไหนไกล แต่แอบอยู่หลังเสาหินอ่อนห่างออกไปไม่กี่เมตร หายใจหอบถี่เพื่อให้แน่ใจว่าถ้าเขาเดินตามขึ้นมาเขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของฉัน ด้านล่าง... ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
“คุณอาคิน... มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงของพิมพ์มาดาดังขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นชายหนุ่มจ้องมองขึ้นไปบนชั้นสองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“...ไม่มีอะไรครับ” อัครินทร์ตอบ แต่อ้ำอึ้งกว่าปกติ
“เมื่อครู่... บ้านคุณมีใครอยู่ข้างบนหรือเปล่า?”
“อ๋อ คงจะเป็นคนรับใช้น่ะค่ะ วันนี้คนเยอะวุ่นวาย พิมพ์ต้องขอโทษด้วยนะคะที่อบรมคนไม่ดี” พิมพ์มาดารีบออกตัวขอดักหน้า
“อย่าไปสนใจเลยค่ะ รับชาเพิ่มไหมคะ?”
อัครินทร์ไม่ได้ตอบรับเรื่องน้ำชา แต่ฉันรู้ดีว่าในใจของเขากำลังเกิดพายุ
คนรับใช้อย่างนั้นเหรอ? เขาคงกำลังถามตัวเองในใจว่า คนรับใช้บ้านไหนจะดูเหมือนนางฟ้าในชุดสีขาวที่เขาเคยเจอในหอศิลป์ และคนรับใช้คนไหนจะมีดวงตาที่ดูหวาดกลัวแต่ใสซื่อขนาดนั้น
“ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่” เสียงของอัครินทร์ดังขึ้น พร้อมเสียงลุกจากโซฟา
ใจฉันเต้นแรงกว่าเดิม... มาสิคะ เดินขึ้นมาสิ
ฉันแกล้งเดินวนไปที่ห้องน้ำแขกชั้นบนซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่ฉันแอบอยู่ ฉันจงใจทิ้งร่องรอยเอาไว้เล็กน้อย นั่นคือยางรัดผมเส้นเล็กๆ ที่มีจี้รูปดอกมะลิจิ๋วติดอยู่ มันตกอยู่หน้าห้องน้ำพอดี
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวขึ้นบันไดมาอย่างมั่นคง อัครินทร์ไม่ได้เดินไปที่ห้องน้ำชั้นล่าง แต่เขาเลือกที่จะเดินขึ้นมาข้างบนตามสัญชาตญาณของการค้นหาความจริง
ฉันแอบอยู่ในซอกหลืบใกล้ๆ ห้องเก็บของ เห็นเขาก้าวพ้นบันไดขึ้นมา แสงไฟจากหน้าต่างสาดส่องให้เห็นใบหน้าคมคามที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เขาหยุดยืนตรงจุดที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อครู่ สายตาของเขามองซ้ายมองขวาอย่างละเอียด
เขาเห็นยางรัดผมของฉันแล้ว อัครินทร์ก้มลงเก็บมันขึ้นมาถือไว้ในฝ่ามือใหญ่ เขาลูบไล้จี้รูปดอกมะลิจิ๋วนั้นเบาๆ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ฉันป้ายไว้บนยางรัดผมเริ่มทำหน้าที่ของมัน... กลิ่นดอกไม้และวนิลา กลิ่นเดียวกับที่เขาได้รับที่หอศิลป์ เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานนับนาที ราวกับกำลังปะติดปะต่อเรื่องราว
“มินตรา! มินตราอยู่ไหน!”
เสียงของแม่เลี้ยงดังขึ้นจากชั้นล่าง ทำให้อัครินทร์สะดุ้งเล็กน้อย เขารีบเก็บยางรัดผมใส่ลงในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับสีหน้าให้เย็นชาเหมือนเดิม
“มินอยู่นี่ค่ะคุณน้า” ฉันแกล้งตะโกนตอบมาจากอีกด้านของทางเดิน เดินออกมาจากห้องสิบห้าเมตรข้างหลังเขา ทำทีเป็นว่าเพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนของตัวเอง อัครินทร์หันมาสบตาฉันอีกครั้ง คราวนี้เป็นการประจันหน้ากันตรงๆ ในระยะสิบเมตร
ฉันทำเป็นชะงัก แววตาแสดงความประหลาดใจและหวาดหวั่น มือที่ถือสมุดสเก็ตช์ภาพสั่นเทาเล็กน้อย
“เอ่อ... ขอโทษค่ะ มินไม่ทราบว่าคุณ...” ฉันอึกอัก ทำท่าจะก้มหัวให้เขาแล้วรีบเดินเลี่ยงไปอีกทาง
“เดี๋ยว”
เสียงทุ้มลึกของเขาหยุดฝีเท้าฉันไว้ อัครินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นสองสามก้าว รังสีของเขาช่างกดดันจนฉันต้องแกล้งก้มหน้าลงจนคางชิดอก
“คุณ... คือใคร?” เขาถามสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง
“มิน... มินตราค่ะ เป็น... เป็นลูกสาวของคุณพ่อวิรัตน์” ฉันตอบเสียงแผ่วเบา เหมือนเด็กสาวที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
“ลูกสาว?” อัครินทร์ทวนคำ แววตาของเขาวาววับ
“ทำไมผมไม่เคยรู้ว่าบ้านวรโชติมีลูกสาวอีกคน?”
“มินไม่ค่อยได้ออกงานค่ะ มินชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงแวบเดียว แววตาหม่นเศร้าที่ฉันฝึกซ้อมหน้ากระจกมาเป็นร้อยครั้งถูกส่งไปถึงเขา
“คุณน้า... หมายถึงคุณแม่น่ะค่ะ ท่านบอกว่ามินไม่จำเป็นต้องลงไปวุ่นวายเรื่องงานหมั้นของพี่พิมพ์ มินก็เลย...” ฉันเงียบไป แสร้งทำเป็นน้ำตาคลอเล็กน้อยก่อนจะรีบเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว
“มินต้องขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณน้าจะโกรธถ้าเห็นมินคุยกับคุณ”
“เดี๋ยวมินตรา...”
เขาเรียกชื่อฉันเป็นครั้งแรก ชื่อของฉันที่หลุดออกมาจากปากของเขามันดูนุ่มนวลอย่างประหลาด แต่ฉันไม่ยอมหยุดเดิน ฉันรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในโซนห้องนอนของตัวเองแล้วปิดประตูลงเบาๆ
ฉันยืนพิงหลังประตู หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นที่ได้เจอเขา แต่เป็นความสะใจที่แผนการขั้นแรกสำเร็จลุล่วงเกินคาด
ฉันจินตนาการได้เลยว่าตอนนี้อัครินทร์ยังยืนอยู่ตรงนั้น ในกระเป๋าเสื้อสูทของเขามียางรัดผมของฉัน และในหัวของเขามีภาพของลูกสาวที่ถูกซ่อนที่ดูน่าสงสาร สวยงาม และเต็มไปด้วยความลับ
เขาเป็นคนฉลาด อัครินทร์จะเริ่มสงสัยในตัวคนตระกูลวรโชติ เขาจะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงที่เขาเห็นที่หอศิลป์ถึงถูกปฏิบัติเหมือนไม่มีตัวตนในบ้านหลังนี้ และที่สำคัญที่สุด... เขาจะเริ่มเฝ้ามองฉัน
เสียงฝีเท้าของเขาเดินจากไปแล้ว ฉันเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน เห็นเขากลับลงไปข้างล่าง คุยกับพ่อและพิมพ์มาดาต่ออีกเพียงไม่กี่คำก่อนจะขอตัวกลับ อัครินทร์ไม่ได้ยิ้มให้ใครเลยแม้แต่พิมพ์มาดาที่พยายามจะเดินไปส่งถึงที่รถ
ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป ฉันเห็นเขาเงยหน้าขึ้นมามองที่หน้าต่างห้องนอนของฉันเพียงเสี้ยววินาที
ฉันแกล้งแหวกม่านออกเล็กน้อยให้เขาเห็นเพียงเงาร่างของฉันที่ยืนอยู่หลังกระจก แล้วรีบปิดม่านกลับคืนทันที
กลับไปคิดถึงมินให้พอนะคะ คุณอาคิน ฉันรำพึงในใจ พลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเก่าๆ
เพราะครั้งหน้าที่เราเจอกัน... มินจะทำให้คุณจดจำยิ่งกว่านี้อีก