เข้าสู่ระบบในเมื่อเรียกชื่อใดก็เหมือนกัน แล้วเหตุใดจึงเรียกทังหยวนต่อไม่ได้เล่า? อวิ๋นเหยาเหยาค่อนแคะในใจ ทว่าก็มิได้ขัดขวางที่เฉินอู๋หมิงจะตั้งชื่อใหม่ อย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาแท้ๆ ควรจะตามใจเขาบ้าง เพียงหวังว่าชื่อใหม่ที่เขาตั้งให้ลูกในชาตินี้จะไม่ประหลาดจนเกินไปนักเมื่อเห็นนางไม่คัดค้าน เฉินอู๋หมิงจึงใช้ความคิดอย่างจริงจังอยู่นาน ในห้องหนังสือมีกระดาษที่เขียนเสียทิ้งไว้เป็นกองพะเนิน ยามที่อวิ๋นเหยาเหยาเริ่มจะหมดความอดทน ในที่สุดเฉินอู๋หมิงก็มอบชื่อใหม่มาให้ "ผิงผิง ที่มาจากคำว่าผิงอัน "มุมปากอวิ๋นเหยาเหยากระตุกเล็กน้อย นางรู้สึกพูดไม่ออกกับชื่อนี้ ทว่าความหมายนั้นดียิ่งนัก จึงพอจะอนุโลมให้ใช้ได้ดังนั้น ซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหว 'เฉินอวิ๋นเฉิง' ที่ชาติก่อนชื่อเล่นว่าทังหยวน ในชาตินี้จึงมีชื่อเล่นว่า 'ผิงผิง' แทนนับว่าเป็นที่ยินดีของทุกฝ่ายซื่อจื่อแห่งจวนหมิงอิงโหวที่ยังมีชื่อจริงว่าเฉินอวิ๋นเฉิง ยามนี้ 'ผิงผิง' น้อยที่มีอายุเพียงห้าขวบกำลังแอบอยู่ในพุ่มไม้ในสวน พลางเท้าคางใช้ความคิดพิจารณาชีวิตอย่างจริงจังเมื่อวันก่อน เขาได้ค้นพบความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้านมานานหลายปี ความลับนี้มีเพียงเข
เพียงเพื่อสิ่งนี้ นางก็มิได้เกลียดชังเขามากมายถึงเพียงนั้น หากมิใช่ว่าเขาเป็นคนวางแผนให้นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับความแค้นเต็มอก"เราไม่รั้งอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไป" เฉินอู๋หมิงเอ่ยสิ่งใดไม่ออก หัวใจของเขาถูกความสงสารครอบงำจนหมดสิ้น ปรารถนาเพียงจะพานางไปจากสถานที่ที่เคยสร้างความเจ็บปวดแห่งนี้ให้เร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาปล่อยให้เฉินอู๋หมิงจูงมือเดินไป เมื่อเทียบกับลานเรือนที่ทรุดโทรมและอ้างว้าง ถนนภายนอกกลับเต็มไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ในอากาศยังมีกลิ่นอายของดอกท้อและปุยหลิวที่ลอยมาจากที่ใดสักแห่งทั้งสองเดินข้ามสะพานโค้งไปด้วยกัน ท่ามกลางเสียงร้องขายของที่ครึกครื้นริมทาง อวิ๋นเหยาเหยาพลันหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน"เป็นอะไรไปหรือ?" เฉินอู๋หมิงก้มลงมองนางด้วยความไม่เข้าใจภายใต้แสงแดดอันเจิดจ้า อวิ๋นเหยาเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อหลบแสงอาทิตย์ นางมองไปยังใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลายิ่งนักซึ่งอยู่ย้อนแสงนั้น แล้วยิ้มออกมาบางๆ "ข้าคิดถึงเฉิงเอ๋อร์กับเสี่ยวซินเจ้าค่ะ"ยามถูกเอ่ยถึงบุตรชายและบุตรสาวอย่างกะทันหัน เฉินอู๋หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ข้าเองก็คิดถึงพวกเ
สำหรับการเดินทางลงใต้สู่เจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาเตรียมตัวเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วยามที่กลีบท้อในสวนร่วงโรยเต็มพื้นดิน พวกเขาก็ได้ล่องเรือตามกระแสน้ำมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วแม้การเดินทางครั้งนี้ เฉินอู๋หมิง จะมาเพื่อปฏิบัติงานราชการ ทว่าในยามปกติเขาก็มิได้ยุ่งวุ่นวายนัด เขามีเวลาว่างมากมายเพื่ออยู่เป็นเพื่อนอวิ๋นเหยาเหยาทั้งสองนั่งตกปลาอยู่บนเรือ ชมทัศนียภาพอันงดงามของสองฝั่งน้ำ ทั้งยังแวะซื้อของพื้นเมืองมากมายตามท่าเรือที่แวะจอด พักผ่อนหย่อนใจไปตลอดทางนับว่าสำราญใจยิ่งนักนี่ช่างเป็นการเดินทางที่แตกต่างจากสองครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง มิมีความขัดแย้งหรือการทะเลาะเบาะแว้ง มิมีการบาดเจ็บหรือการหลั่งเลือด มีเพียงความอบอุ่นและสงบสุข จนเกือบจะทำให้คนสำคัญผิดว่าเป็นเพียงฝันหวานอันงดงามทว่าหากเป็นความฝัน เมืองเจียงโจวที่อยู่เบื้องหน้าคงไม่ปรากฏชัดเจนถึงเพียงนี้เมื่อถึงท่าเรือเจียงโจว อวิ๋นเหยาเหยาติดตามเฉินอู๋หมิงไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง นางไม่ปรารถนาจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวิ๋นอีก จึงมิได้ให้คนไปส่งข่าวว่านางกลับมา ในใจของนาง มีเพียงครอบครัวของท่านป้าเท่านั้นที
เมื่อมองดูท่าทางที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังของเฉินอู๋หมิง อวิ๋นเหยาเหยาก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา ในใจพลันเกิดความรู้สึกยินดีอย่างประหลาด... เป็นอย่างไรเล่า ข้ายังจัดการท่านไม่ได้อีกหรือ?ทางที่ดีเฉินอู๋หมิงอย่าให้ข้าจับจุดอ่อนได้อีก มิเช่นนั้นข้าไม่ถือสาที่จะสะบัดหนังสือหย่าใส่หน้าท่านจริงๆคล้ายจะสัมผัสได้ถึงลางร้าย เฉินอู๋หมิงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อเห็นสีหน้าของนางเริ่มดีขึ้น เขาที่แบกรับความผิดไว้เต็มอกก็รีบเข้าไปปรนนิบัติพัดวีเอาอกเอาใจเป็นการไถ่โทษ หวังว่าจะสามารถข้ามผ่านเรื่องราวในหน้านี้ไปได้โดยเร็วที่สุดอวิ๋นเหยาเหยาจึงโอนอ่อนผ่อนตามเขาไป ทั้งคู่กลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายตามปกติเหมือนเช่นที่ผ่านมายามที่ดอกท้อป่าที่ย้ายมาปลูกในสวนผลิบาน เฉินอู๋หมิงได้รับมอบหมายงานราชการให้เดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปยังเจียงโจวเมื่อได้ยินข่าวนี้นางจึงวางชุดตัวในที่เย็บค้างไว้ครึ่งหนึ่งลง "เจียงโจวหรือเจ้าคะ?""ใช่ เจียงโจว" เฉินอู๋หมิงกล่าว "ข้าทราบว่าที่นั่นคือบ้านเกิดของเจ้า งานในครั้งนี้ไม่รีบร้อน ข้าจึงอยากถามเจ้าว่าอยากจะเดินทางไปพร้อมกันหรือไม่ สองครั้งก่อนที่เรา
ท่าทางของเขาเช่นนี้ ทำให้อวิ๋นเหยาเหยานึกถึงความฝันในอดีต ในตอนนั้นนางยืนอยู่ในห้องหนังสือ มองดูเขาที่แอบซ่อนตัวร้องไห้เงียบๆ เหมือนเด็กน้อย ช่างน่าเวทนาและน่าสงสารจนทำให้นางยอมปล่อยวางปมในใจ ไม่คิดจะถือสาหาความกับความเจ็บปวดในอดีตทั้งปวงอีกในตอนนั้นนางเลือกที่จะมองข้ามทุกอย่าง ความเป็นความตายกั้นขวางหยินหยาง ต่อให้ทุกข์ทรมานเพียงใดก็กลายเป็นเพียงอดีตที่สลายไปดุจควันไฟหากไม่ใช่เพราะเขาไปหานักพรตชั่วมาทำพิธีบีบให้นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมความแค้น นางกับเฉินอู๋หมิงที่พบกันใหม่ย่อมไม่มีเรื่องราวและอุปสรรคมากมายที่เกิดจากความโกรธแค้นของนางเช่นนี้ อุปสรรคเหล่านี้ได้หล่อหลอมวาสนาใหม่ให้แก่พวกเขา ทว่าในขณะเดียวกันความโกรธแค้นและอุปสรรคเหล่านั้นก็ได้เผาผลาญแรงกายแรงใจและอารมณ์ของนางไปมากมหาศาลหลังจากฝันเห็นทุกอย่างแล้วตื่นขึ้นมา นางก็ได้ให้อภัยเขาเป็นครั้งที่สอง แม้มิได้หมายความว่าทั้งคู่จะกลับมารักกันหวานชื่นในทันที ทว่าการที่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกันอย่างสงบสุขไร้ความบาดหมาง ก็นับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้วยามนี้ เขากลับแบกรับความผิดเรื่องการตายของนางไว้ที่ตนเอง นี่คือการทำให้ความเพียรพยาย
ยามนี้เมื่อทราบว่าเป็นของดูต่างหน้าของมารดาเขา เมื่อพิจารณาถึงความกตัญญูที่เฉินอู๋หมิงมีต่อมารดา ท่าทางในตอนนั้นหากนำมาใคร่ครวญดูใหม่ความหมายก็ย่อมเปลี่ยนไป นางคิดว่า บางทียามที่เขาตัดสินใจมอบหยกชิ้นนี้ให้นางเป็นคนแรกนั้น ทุกอย่างก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาหมดแล้วหากในตอนนั้นเขายินยอมบอกนางว่านี่คือของดูต่างหน้าของมารดา พวกเขาคงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนั้นมาตลอดชาติภพเดิมทว่าโลกนี้ไม่มีคำว่าหาก ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงข้อสมมติฐาน ในตอนนั้นเขาขว้างมาอย่างไม่ใส่ใจ นางเองก็โกรธเคืองอย่างสมเหตุสมผล ตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางของทั้งคู่ก็ผิดเพี้ยนไปแล้ว ดังนั้นหลังจากนั้นจึงต้องใช้เลือดและน้ำตามากมายมาแก้ไขความผิดพลาดนั้น"เป็นอะไรไป? อยู่ดีๆ ก็ซึ้งใจขึ้นมาหรือ?" เฉินอู๋หมิงเอ่ยกระเซ้า "เมื่อก่อนข้าส่งของดีๆ ให้เจ้าตั้งมากมายยิ่งกว่านี้เสียอีก เจ้าถูกหลอกง่ายถึงเพียงนี้ทำให้ข้ารู้สึกกดดันนักนะ"อวิ๋นเหยาเหยาหาได้ใส่ใจคำเย้าหยันเหล่านั้นของเขา นางลูบคลำหยกครู่หนึ่งแล้วเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะลงมือถักพู่ที่งดงามด้วยตนเองเพื่อมาคู่กับหยก ทว่าปากกลับเอ่ยว่า "ใช่เจ้าค่ะ ข้าเป็นคนหลอกง่ายถึงเพ
ในวันที่สิบหก งานเลี้ยงที่จวนหมิงอิงโหวจัดเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อมก็ได้ต้อนรับแขกเหรื่อมากมายจากทั่วทั้งเมืองหลวงจวนโหวคลาคล่ำไปด้วยแขกชั้นสูง บ่าวไพร่ในจวนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ปฏิบัติงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งโถงหน้าและเรือนหลังยิ่งมายิ่งครึกครื้นตามจำนวนแขกที่ทยอยมาถึงเฉินอู๋หมิง รับร
แม้ในตอนนี้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังคือบุรุษผู้นั้น นางก็ไม่มีแก่ใจจะหันไปมองหรือเอ่ยคำใด ทำเพียงเดินตามความต้องการของตนเอง ชื่นชมโคมไฟที่สวยงามเรียงรายตลอดสองข้างทางสายตาของ เฉินอู๋หมิง ไม่เคยละไปจากนางเลย สายลมในต้นฤดูร้อนพัดผ่านอย่างอบอุ่นและสบายผิว มันพัดพาเส้นผมยาวของนางไปทางด้านหลัง จนสัมผัสเข้าก
เรือนของบ้านสี่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว บ่าวไพร่ในบ้านยุ่งอยู่กับการจัดข้าวของ อวิ๋นเหยาเหยาพักอยู่กับพี่หญิง นางมองดูห้องนอนในชาติก่อนค่อยๆ เผยภาพความคุ้นเคยออกมาทีละนิด"เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านน้าให้คนเตรียมไว้อย่างประณีต เจ้าชอบไหม?" หลินซื่อมองหลานสาวด้วยความเอ็นดูอวิ๋นเหยาเหยายิ้มพลางพยักหน
เมื่อกลุ่มของถังหยวนเลือกเครื่องประดับเสร็จและกลับมา ก็พบว่าบรรยากาศในห้องรับรองดูไม่ค่อยปกติเท่าใดนักแม้ภาพที่เห็นคือคนหนึ่งนั่งจิบชา อีกคนหลับตาพักผ่อนดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง แต่ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลม ถังหยวนก็รู้ทันทีว่าต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอนทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาซัก







