เข้าสู่ระบบ“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม
“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ
“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”
“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ
“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”
“นอนก็ได้ค่ะ”
“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย
“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ
“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอยากจะนอนด้วยล่ะ เผลอๆพาทำอะไรไม่ดีพลอยให้คนทั้งบ้านจับได้ ครั้งก่อนในห้องทำงานก็เกือบหาข้ออ้างเอาตัวรอดแทบไม่ได้แล้ว
“อ้าวมากันแล้วเหรอ” สุวรรณรัตน์ว่าจะเตรียมอะไรให้เสร็จก่อนค่อยออกมาหาพัชสิกา เด็กสาวใบหน้าสดสวยเมื่อเห็นสุวรรณรัตน์อีกครั้งก็รีบยกมือไหว้อย่างนอบน้อมในทันที
“เข้าไปทานข้าวกันปะ ป้าเตรียมอาหารไว้หลายอย่างเลย” ทั้งสามเดินเลี่ยงเข้าไปในครัวโดยไม่สนใจคิมหันต์ จนคิมหันต์ต้องทักท้วงกับผู้เป็นแม่
“แม่ครับ”
“อะไร” สุวรรณรัตน์หันกลับมามองลูกชาย
“ผมล่ะครับ” เขาย่นคิ้วมองเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ทำไมแม่เมินเขาได้ขนาดนี้
“ก็เห็นเหมือนจะไม่ทานด้วยไม่ใช่เหรอ” คิมหันต์เลิ่กลั่กก่อนจะเปลี่ยนใจ
“ผมเริ่มหิวแล้ว ซ่อนกลิ่นเตรียมข้าวให้ผมหนึ่งจานด้วยครับ” เขาออกคำสั่งแล้วเดินมานั่งข้างๆพัชสิกาโดยที่ไม่มีใครจัดแจง
เมื่อทุกคนนั่งลงที่เก้าอี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาสุวรรณรัตน์ก็เอ่ยปากถามหญิงสาวในทันที “ทำงานกับตาคิมเป็นไงบ้างลูก เจ้าคิมกลั่นแกล้งอะไรหรือเปล่า”
จากที่เคยคุยกันวันนั้นเธอไม่ค่อยจะเชื่อลูกชายเท่าไหร่ว่าพัชสิกาจะแย่ได้ปานนั้น พอกลับมาเจอกันอีกครั้งพัชสิกาก็ไม่ได้มีนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมเลยนี่น่า ลูกชายเธอน่ะหาเรื่องพัชสิกาเองแน่ๆ
“สนุกแค่กับงานค่ะ กับคนไม่ค่อยเท่าไหร่” คิมหันต์เม้มปากหันมามองด้วยความขุ่นเคือง แต่แทนที่เธอจะถูกตำหนิเพราะบังอาจมาว่าลูกชายเจ้าของบ้าน แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้พ่อกับแม่แทน
“เธอก็ใช่ว่าจะดีเท่าไหร่หรอก หัวรั้น ไม่เชื่อฟังเจ้านาย”
“แน่ใจเหรอคะว่าไม่เชื่อฟัง งานที่สั่งแต่ละทีไม่ดูสังขารลูกน้องเลย เคยไตร่ตรองคำสั่งแต่ละครั้งบ้างไหมคะ แต่ใดๆคือผลงานฉันออกมาดีทุกรอบ รบกวนวัดกันที่ผลงานดีกว่าค่ะ” เธอจิกตามองเขาก่อนจะหลุบลงมองจานข้าวต่อ เวลาทำงานด้วยกันเขาชอบสั่งประหนึ่งว่าแกล้งเธอ เธอแค่ไม่อยากพูดหักหน้าเขาไปมากกว่านี้เฉยๆ
คิมหันต์ได้แต่เก็บอาการไว้ในใจ กลับไปจะจัดให้หนักเลย
“แล้วนี่คุณทิพป้าหนูสบายดีไหม” สุวรรณรัตน์ถามต่อเพราะไม่ได้เจอทิพวรรณนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ พัชสิกาได้แต่นิ่งครุ่นคิด เพราะเรื่องมะเร็งที่ผู้เป็นป้าเจอไม่อยากให้ใครรู้มากเท่าไหร่ ในระหว่างที่ทิพวรรณรักษาทำคีโมอยู่ เธอขอจัดการและฝ่าฟันไปด้วยตัวเองน่าจะโอเคกว่า
“สบายดีค่ะ แต่อาจจะมีเจ็บป่วยตามวัย”
“งั้นก็ให้ป้าพักผ่อนเยอะๆ เพราะตอนไปหาหนูที่บ้านครั้งล่าสุดเขาก็ดูซูบลงไปเยอะเลย” กฤษแนะนำจนคิมหันต์นึกสงสัย แต่สุดท้ายก็เลือกปล่อยผ่านเพราะไม่อยากรู้เรื่องครอบครัวเธอไปมากกว่าตัวเธอเองอยู่แล้ว
“รีบๆทานจะได้รีบกลับไปพักผ่อน” กฤษพูดต่อจนพัชสิกาต้องรีบทานรีบเสร็จ เธอไม่อยากอยู่ที่นี่นาน
******************************************
เมี่อทานข้าวด้วยกันเสร็จถึงเวลาที่พัชสิกาจะต้องกลับไปพักผ่อนที่คอนโด เพราะวันพรุ่งนี้ยังเป็นวันทำงานของเธอ หญิงสาวหย่อนตัวนั่งลงที่เบาะฝั่งคนนั่ง ส่วนฝั่งคนขับแน่นอนว่าเป็นคิมหันต์อยู่แล้ว
ชายหนุ่มไม่รีบสตาร์ทรถทันทีแต่กลับหันมาล็อกท้ายทอยของเธอแล้วยื่นหน้าเข้าไปจูบเพื่อลงโทษที่บังอาจมาต่อว่าเขาในวันนี้ โชคดีที่เขามาจอดทางหลังบ้านทำให้มีแสงไฟส่องมายังรถของเขาเพียงน้อยนิด
“อื้อ อื้อ” พัชสิกาส่งเสียงร้องในลำคอเพราะมันรวดเร็วขนาดไม่ทันตั้งตัวเลย
ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยริมฝีปากออกง่ายๆ เมื่อมันได้จูบไปแล้วก็ต้องกักเก็บความหวานให้นานๆหน่อย มือใหญ่อีกข้างเลื่อนเข้าไปใต้เนื้อผ้าขึ้นมาขย่ำคลึงทรวงอกตูมเหมาะมือราวเป็นของเล่นชิ้นโปรด เขาบีบนวดมันอยู่อย่างนั้นจนพัชสิกาต้องยอมและค่อยๆเอี้ยวตัวมาทางเขาจากนั้นก็กอดรัดคอของเขาดื่มด่ำกับรสสวาทไปด้วยกัน
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา







