LOGIN“ไปล่าสัตว์มาเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินมาว่าฝ่าบาทแจกจ่ายสัตว์เหล่านั้นให้กับชาวบ้านจนหมด”
บุรุษที่หวนคืนแคว้นหานพร้อมเรื่องที่ปั้นแต่งยิ้มรับถ้อยคำที่หวังเย่าฉี อ๋องที่เติบโตมาด้วยกัน แต่กลับฉลาดหลักแหลม มีความรู้รอบด้าน และด้านที่ถนัดที่สุดคงหนีไม่พ้นความสามารถในการรักษา และปรุงยาที่เป็นเลิศจนหมอหลวงยังต้องยอม แม้แต่หวงตี้เองหลายต่อหลายครั้งก็จำต้องพึ่งยาของอ๋องผู้นี้ในการรักษาบาดแผลต่าง ๆ
“เอามาก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร กินอะไรพิสดารอีกเจ้าก็เอ็ดเราเสียยกใหญ่แล้วจะให้ทำอย่างไรได้”
“กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วงเท่านั้น หากฝ่าบาทเป็นอะไรขึ้นมาแคว้นหานจะแย่เอาได้”
“จะแย่ได้อย่างไร ซีเฉิงก็ยังอยู่”
เมื่อนามของไท่จื่อถูกเอื้อนเอ่ยหวังเย่าฉีก็ก้มหน้าไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เว้นเสียแต่เป็นเรื่องที่หวงตี้สงสัย หากตนรู้สิ่งใดก็ตอบไปให้กระจ่าง หวงตี้ต้องการทราบสิ่งใดก็ตอบให้ได้ความ แต่ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ แม้ว่าจะมีขุนนางคอยรายงานให้ได้ทราบอย่างชัดแจ้ง แต่กระนั้นก็ยังสอบถามตนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวกิจการของบ้านเมือง เป็นเพียงหมอผู้โง่เขลาคนหนึ่ง จนอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวลว่าคำตอบของตนนั้นจะมีประโยชน์สักเพียงใด...
“ขอบใจที่ช่วยดูซีเฉิงให้ตอนที่เราไม่อยู่”
“มิได้ ๆ ฝ่าบาทตรัสหนักเกินไปแล้ว ไท่จื่อได้รับการอภิบาลอย่างดีเพราะฝ่าบาททั้งสิ้น กระหม่อมมิได้ช่วยเหลือแม้แต่น้อย”
“ได้อย่างไร เราได้ยินซีเฉิงพูดว่าท่านอาเย่าฉีมาสอนตำราให้แทบจะทุกวัน จนอาจารย์พากันนอนตีพุงสบาย”
“ฝ่าบาท อย่าตรัสเช่นนี้เลย ท่านอาจารย์เหล่านั้นล้วนเป็นผู้มากความรู้ หากได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ กระหม่อมเสนอตัวเข้าไปเองด้วยความอยากรู้อยากลอง อยากสอนไท่จื่อทั้ง ๆ ที่อาจารย์พวกนั้นห้ามปรามแล้ว แต่กระหม่อมมิยอมฟัง”
หวังรั่วหวงตี้มองบุรุษที่ขี้วิตกกังวลเกินใครในใต้หล้า “ข้าเอ่ยเย้าแหย่เท่านั้น หาได้พูดออกไปจริง ๆ เจ้าน่ะอย่าวิตกเกินเหตุนักเลย”
หวังเย่าฉีลอบถอนหายใจ ความวิตกกังวลของตนนั้นแก้มิหาย มิหนำซ้ำนานวันเข้ายิ่งทำให้เขากลายเป็นคนน่าขัน ในวัยเยาว์ก็มักถูกกลั่นแกล้งจากอ๋องทั้งหลายจนไร้สหายเล่นเช่นผู้อื่น ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านตำราจนสุดท้ายก็กลายเป็นคนที่คร่ำเคร่งในวิชา ไม่สนใจเรื่องของผู้อื่น
“กระหม่อมรบกวนเวลาพักผ่อนของฝ่าบาทมานานแล้ว เห็นทีคงต้องขอทูลลา”
หวงตี้ไม่เอ่ยสิ่งใด เฝ้ามองแผ่นหลังน้องชายต่างมารดาไปจนลับตาจึงลอบถอนหายใจและหันกลับไปจัดการราชกิจมากมายที่คั่งค้างมานานวันจนกองสูงดั่งภูเขา แต่ไม่ทันจะได้ฝนหมึกเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้น แล้วก็ตามมาด้วยเสียงจากขันทีที่ขานนามไท่จื่อ ไม่นานก็ปรากฏร่างของเด็กน้อยผู้หนึ่งที่ยิ้มแป้นเดินเข้ามา
ร่างของเด็กชายวัยเพียงเก้าปีโค้งคำนับบิดาบุญธรรมก่อนจะเดินอย่างไม่เร่งรีบไปนั่งแหมะอยู่ที่พื้นเอนศีรษะอิงตักแกร่งของผู้เป็นบิดา จนหวังรั่วหวงตี้ที่มองอากัปกิริยาที่ไม่ต่างจากแมวตัวน้อย ๆ อยู่นั้นต้องเผยยิ้ม
“อ้อนจะเอาอะไรอีก”
“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ แค่ลูกอยากจะถามว่าเสด็จพ่อไปข้างนอกสนุกหรือไม่ ครั้งนี้มีอะไรมาเล่าให้ลูกฟังบ้าง”
หัตถ์กร้านลูบศีรษะเล็กของบุตรชายบุญธรรมที่เปรียบดั่งความหวังและความฝันของตน ชีวิตของเด็กคนนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พี่ชายมอบเอาไว้ให้ และหน้าที่ของเขาคือการปกป้องชีวิตน้อย ๆ นี้อย่างสุดความสามารถ
“ท่านอาหญิงยังใจร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไล่ให้พ่อกลับมาที่นี่ตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า”
หวังรั่วหวงตี้กล่าวอย่างไม่ปิดบัง เพราะหวังซีเฉิงคืออีกหนึ่งคนที่รับรู้มาโดยตลอดว่าถ้าเขาไม่อยู่ในวังหลวงนั้นเขาจะไปอยู่ที่ใด เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่คนปากมาก กลับกันหวังซีเฉิงเป็นเด็กพูดน้อยเว้นเสียแต่คนใกล้ชิดไม่กี่คนที่ยอมพูดด้วยยาว ๆ แบบนี้ ฉะนั้นแล้วหวังรั่วหวงตี้จึงยินดีที่จะเล่าเรื่องราวของหงส์งามต่างแคว้นให้บุตรบุญธรรมได้รับทราบ
“ท่านอาหญิงอาจจะมีเหตุผลก็เป็นได้”
“ใจร้ายน่ะสิไม่ว่า”
หวังรั่วหวงตี้นิ่วหน้า ให้ตายเถิด แม้แต่ลูกตัวเองยังไม่เข้าข้าง หวังรั่วหวงตี้ช่างน่าสงสารเสียจริง
“หากใจร้ายทำไมเสด็จพ่อถึงอยากไปหาท่านอาหญิงตลอดด้วยเล่า”
นั่นน่ะสิ...
หวังรั่วหวงตี้ตอบไม่ได้ ช่างน่าขันทั้ง ๆ ที่บ่นไม่ขาดปากว่านางใจร้ายเสียยิ่งกว่าใครในใต้หล้า แต่กระนั้นเขาก็ยังดั้นด้นไปหานางให้จงได้ ไม่สนต่อความเหนื่อยยากใด ๆ ทั้งสิ้น
“ซีเฉิงอยากไปเจออาหญิงไหม”
เด็กน้อยช้อนตามองบิดาพลางพยักหน้ารัว ๆ “ท่านอาหญิงเคยเจอลูกไหม”
“เคย... ตอนเสด็จพ่อ เสด็จแม่แท้ ๆ ของเจ้าสิ้น พ่ออุ้มเจ้าไปหานาง”
“อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นตอนนานมาก ๆ แน่เลย เพราะลูกจำไม่ได้แล้ว”
“ใช่นานมาก ๆ ตอนนั้นเจ้ายังพูดไม่ได้ ร้องไห้เป็นอย่างเดียว ร้องไห้จนอาหญิงของเจ้าแทบจะร้องตามไปด้วยอีกคน”
“อ่าว”
หวังรั่วหวงตี้ไม่ตอบสิ่งใดให้กระจ่างไปมากกว่านี้ ปล่อยให้เด็กน้อยทำหน้าฉงนต่อไป ส่วนตนก็หันกลับไปจัดการงานมากมายต่อโดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวในวันนั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
วันที่หวังรั่วหวงตี้เป็นเพียงหวังเจินซาน และวันที่ทุกอย่างในแผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ การผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเกิดขึ้นเมื่ออดีตหวงตี้สิ้นพระชนม์ชีพ แต่แทนที่พี่ชายของเขาผู้เป็นไท่จื่อจะได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรมกลับมีผู้คิดต่าง และตั้งตนเป็นกบฏ นำกองทัพห้อมล้อมวังหลวงเอาไว้ทุกสารทิศ และมีเพียงเด็กน้อยที่มีเลือดเนื้อของอดีตไท่จื่อที่หวังเจินซานรักษาชีวิตเอาไว้ได้ วันนั้นเขาโอบอุ้มเด็กทารกข้ามไปยังแคว้นเยี่ยน และฝากฝังเอาไว้กับกัวอิ่งหรงในจวนท่านราชครูกัว เป็นเรื่องน่าขันระคนน่าสมเพชเวทนาอยู่ไม่น้อยที่ที่ปลอดภัยที่สุดในความคิดของหวังเจินซานคือจวนของขุนนางต่างแคว้น
แต่ถ้าให้ย้อนเวลากลับไป เขาก็จะทำเช่นเดิม เพราะหากไม่ได้การช่วยเหลือจากตระกูลกัวในวันวาน บัดนี้แผ่นดินแคว้นหานคงมีหวงตี้ที่มาจากตระกูลอื่น เขาคงไม่ได้นั่งบัลลังก์ และหวังซีเฉิงคงไม่มีชีวิตถึงตอนนี้
เขาเป็นหนี้ตระกูลกัว แต่จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว...เพราะตระกูลกัวก็พรากอะไรไปจากเขามากมายเช่นกัน ดังนั้นหวังเจินซานจึงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าสิ่งที่ตระกูลกัวมอบให้เมื่อหลายปีก่อนนั้นสาสมกับสิ่งที่อีกฝ่ายพรากอะไรต่อมิอะไรไปจากเขา แต่ก็หาใช่เรื่องแปลกใหม่ บนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ตราบใดที่มีประโยชน์ก็คบหากันได้อย่างฉันมิตรหมดประโยชน์เมื่อใดก็ค่อยมาว่ากันใหม่
แผ่นดินนี้มันก็โสมมแบบนี้แหละ...
“มากวนเสด็จพ่ออยู่ที่นี่เอง” สุรเสียงของสตรีนางหนึ่งทำให้เด็กน้อยที่ซบหน้าอยู่กับหน้าตักของบิดาต้องรีบลุกขึ้นมาถวายคำนับมารดาของแผ่นดิน...
ตอนที่ 6: หวนคืนสู่แคว้นหาน“ไปล่าสัตว์มาเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินมาว่าฝ่าบาทแจกจ่ายสัตว์เหล่านั้นให้กับชาวบ้านจนหมด”บุรุษที่หวนคืนแคว้นหานพร้อมเรื่องที่ปั้นแต่งยิ้มรับถ้อยคำที่หวังเย่าฉี อ๋องที่เติบโตมาด้วยกัน แต่กลับฉลาดหลักแหลม มีความรู้รอบด้าน และด้านที่ถนัดที่สุดคงหนีไม่พ้นความสามารถในการรักษา และปรุงยาที่เป็นเลิศจนหมอหลวงยังต้องยอม แม้แต่หวงตี้เองหลายต่อหลายครั้งก็จำต้องพึ่งยาของอ๋องผู้นี้ในการรักษาบาดแผลต่าง ๆ“เอามาก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร กินอะไรพิสดารอีกเจ้าก็เอ็ดเราเสียยกใหญ่แล้วจะให้ทำอย่างไรได้”“กระหม่อมเพียงแต่เป็นห่วงเท่านั้น หากฝ่าบาทเป็นอะไรขึ้นมาแคว้นหานจะแย่เอาได้”“จะแย่ได้อย่างไร ซีเฉิงก็ยังอยู่”เมื่อนามของไท่จื่อถูกเอื้อนเอ่ยหวังเย่าฉีก็ก้มหน้าไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เว้นเสียแต่เป็นเรื่องที่หวงตี้สงสัย หากตนรู้สิ่งใดก็ตอบไปให้กระจ่าง หวงตี้ต้องการทราบสิ่งใดก็ตอบให้ได้ความ แต่ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ แม้ว่าจะมีขุนนางคอยรายงานให้ได้ทราบอย่างชัดแจ้ง แต่กระนั้นก็ยังสอบถามตนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวกิจการของบ้านเมือง เป็นเพียงหมอ
ตอนที่ 5: หมดเวลาสนุกการเดินทางมาพร้อมกับสาสน์แสดงความยินดีของหวังรั่วหวงตี้ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งก่อนหน้านี้พระองค์ก็ทำเช่นนี้ กิจวัตรคือการมานั่งเฝ้าหงส์งามสะสางงานมากมายก่ายกอง ให้คำปรึกษาต่าง ๆ นานาตามประสานักปกครอง แต่ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กิจวัตรของพระองค์กลับเปลี่ยนไป เพราะพระองค์ได้ค้นพบว่าการนั่งมองเด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปัดมือปัดไม้กลางอากาศ ร้องอ้อแอ้ไม่ได้ศัพท์ ดื่มแต่น้ำนมของมารดา และง่วงนอนตลอดทั้งวันนั้นก็เพลินจิตเพลินใจดีเหมือนกัน“มีสักคนดีหรือไม่เพคะ”หวังรั่วหวงตี้มองมารดาของโอรสน้อยที่หาวหวอดอีกครั้งก่อนจะนิ่วหน้า ใจร้ายใจดำจริง ๆ สตรีนางนี้ “ไม่มี ต่อให้มหาเสนาบดีถือดาบมาบังคับข้าก็ไม่มีหรอก”“ทำเช่นนี้ก็ได้หรือ เป็นหวงตี้จะไร้ทายาทสืบบัลลังก์คงเป็นที่ครหา”“ข้ามีซีเฉิง เขาเป็นบุตรบุญธรรมของข้า บิดาของเขาก็เป็นอดีตไท่จื่อผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของข้า เขามีอำนาจในบัลลังก์อย่างชอบธรรม ในเมื่อข้ามีเขาแล้วไยต้องมากลัดกลุ้มเรื่องมีลูกด้วยเล่า อีกอย่างข้าไม่มีน่ะดีแล้ว ซีเฉิงจะได้ไม่ลำบากในวันหน้า เขาควรได้ครอบครองทุกอย่างที่เขาเป็นเจ้าของ ข้าแค่มาดูแลชั่วคราวเท่านั้น
ตอนที่ 4: ผู้เป็นดั่งรักแรกในวัยดรุณี“เหตุใดจึงช้านัก กระหม่อมมารอตั้งนานสองนาน จนเจ้าก้อนแป้งนี้ร้องจะกินนมอีกคราเสียแล้ว”หมิงจูหวงโฮ่วประดับยิ้มอีกครั้งบนใบหน้า ร่างบางย่อกายถวายคำนับบุรุษที่คอยท่าอยู่ในห้องของพระนาง ในอ้อมแขนแกร่งประคองบุตรชายของนางไว้คล้ายจะกล่อมให้หลับใหลบุรุษองอาจผู้เป็นดั่งรักแรกในวัยดรุณี แต่ทว่าด้วยหน้าที่ทำให้ต่างคนต่างต้องหันหน้ากลับสู่ความจริงในวันวานที่พระนางเป็นเพียงกัวอิ่งหรง และบุรุษตรงเบื้องหน้าเป็นเพียงหวังเจินซาน ความงดงามในวัยเยาว์ยังคงตราตรึงมิอาจลืมเลือน หากแต่ใครได้ล่วงรู้เข้าคงได้ครหาว่าพระนางก็มิต่างอะไรจากหวงตี้ แต่ทว่าเรื่องทั้งหมดมิได้ใกล้เคียงกันเลยเพราะต่างฝ่ายต่างทราบดีว่ามีหน้าที่ต้องแบกรับ การหันหลังให้กันในวันวานคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด หลังจากพบกันเมื่อตอนอายุสิบห้าปี ก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลยกัวอิ่งหรงเข้าวังเป็นหมิงจูหวงโฮ่ว ส่วนหวังเจินซานต้องขึ้นครองบัลลังก์เป็นหวังรั่วหวงตี้ต่อจากบิดา เรื่องทุกอย่างคล้ายจะหยุดชะงักลงที่ตรงนั้น แต่ทว่ารักแรกเมื่อครั้งวัยเยาว์หวนกลับมาพร้อมกับสารฉบับหนึ่งที่ระบุใจความสำคัญแต่เพียงว่าสวามีของพระน
ตอนที่ 3: หงส์งามที่กุมอำนาจที่แท้จริง“บัดนี้ก็ล่วงเลยมานานแล้วกระหม่อมเห็นควรว่าราชสำนักควรแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่เสียที”การหารือในท้องพระโรงนั้นเป็นกิจของหวงตี้ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ล้วนเป็นภาระหน้าที่ แต่ทว่าหวงตี้ที่ไม่อาจลุกไปไหนมาไหนได้นั้นไม่อาจทำราชกิจใดได้ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่แทนคือหวงโฮ่ว...สตรีงามประดับรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้ารับฟังข้อเสนอต่าง ๆ อย่างไม่รีบร้อน แม้ในใจยิ้มย่องกับเรื่องที่ได้ยินก็ตามที“เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่ขุนนางทั้งหลายเห็นพ้อง เราไม่อาจกระทำได้โดยพลการ พวกท่านเห็นผู้ใดสมควรก็ขอให้เสนอมา”พระนางตอบอย่างถ่อมตน แม้มีอำนาจจับผู้ใดขึ้นเป็นก็ย่อมได้ แต่ทว่าพระนางกลับเลือกถามความเห็นพ้องของขุนนางทั้งหลาย เรื่องวุ่นวายก่อนหน้านี้อีกสาเหตุหนึ่งก็เกิดจากสุนัขรับใช้ของจางโตวหวงตี้ ที่เชื่องแสนเชื่องนำทัพไปช่วยกบฏแคว้นหานจนเกือบจะเกิดข้อพิพาทกับแคว้นหาน สงครามใหญ่อาจบังเกิดหากวันนั้นไม่ได้ชุนอ๋องห้ามทัพเอาไว้ได้การช่วยเหลือกบฏต่างแคว้นไม่ต่างอะไรจากการชักศึกเข้าบ้าน แต่ทว่าจางโตวหวงตี้กลับทำเพราะความโง่เขลา และความจนตรอก ขุนนางทั้งหลายรับรู้แต่แสร้งว่าไม่รู้ โยนควา
ตอนที่ 2: หงส์งามทะยานขึ้นฟ้า มังกรกล้ากลับร่วงหล่นแผ่นดินอันสงบสุข และร่มเย็นมาช้านานกลับมีเรื่องให้เป็นที่โจษจันเมื่อ 'จางโตวหวงตี้' จักรพรรดิผู้ครองแคว้นเยี่ยนไม่ประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศัตรูกับพี่น้องของตนจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต ทำให้ราชสำนักลุกเป็นไฟ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ให้การช่วยเหลือกบฏในต่างแคว้น นำมาซึ่งความโกรธกริ้วของ 'หวังรั่วหวงตี้' จักรพรรดิต่างแคว้น เรื่องทุกอย่างกำลังดำดิ่งสู่ความเลวร้าย ชาวบ้านกล่าวขานถึงความชั่วร้ายของพระองค์ และภาวนาให้หมดยุคสมัยของจักรพรรดิพระองค์นี้เสียที กระนั้น ในความสิ้นหวังก็ปรากฏแสงสว่างเมื่อหมิงจูหวงโฮ่วให้กำเนิดโอรสน้อย ความหวังของชาวแคว้นจึงบังเกิดขึ้นอีกครั้งมีข่าวจากวังหลวงว่าจางโตวหวงตี้ชังโอรสพระองค์นี้มาก ไม่เคยแม้แต่จะไปเยี่ยมเยียน เนื่องด้วยการมีชีวิตของเด็กน้อยผู้นี้นั้นนำความโชคร้ายมาสู่พระองค์ เพราะหลังจากการประสูติของพระโอรสน้อยไม่ถึงหนึ่งเดือน จางโตวหวงตี้ก็ประชวรอย่างหนัก สลบไสลไม่ได้สติไปเกือบสามเดือน แม้ฝืนขึ้นมาก็ไม่อาจเดินเหินได้ปกติ ต้องใช้ขันทีสองคนคอยพยุง ช่างเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความน
ปีที่หนึ่งด้วยโองการแห่งสวรรค์ เมื่อถึงวันอันเป็นมงคล ทั้งเมืองหลวงก็เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง ท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เฝ้ามองเกี้ยวเจ้าสาวที่ออกจากจวนตระกูลกัวไปเข้าสู่วังหลวง...โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าสตรีงามในเกี้ยวเจ้าสาวใบหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกเพียงใด‘กัวอิ่งหรง’ กำลังก้าวเข้าสู่วังหลวงเพื่อประกอบพิธีสมรสกับโอรสสวรรค์ แม้ว่าในพิธีมงคลนั้นพระองค์จะเมินเฉยต่อนางตั้งแต่ต้นจนจบพิธีก็ตาม กระทั่งเมื่อถึงพิธีเข้าห้องหอ โอรสสวรรค์ก็ยังคงไม่แม้แต่จะแยแสนางนี่น่ะหรือตำแหน่งหงส์งามเคียงข้างมังกรกล้า...เหตุใดจึงดูไร้ตัวตนได้ถึงเพียงนี้กัน“ฝ่าบาท...”กัวอิ่งหรงมองวรกายที่เคยนั่งเคียงกันบนเตียงกว้าง ทว่าบัดนี้กลับลุกขึ้นและตั้งท่าจะออกจากห้องบรรทมอย่างผิดธรรมเนียม แม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวพระองค์ก็ไม่แม้แต่จะสัมผัสมันเสียด้วยซ้ำ“อะไร”“...” กัวอิ่งหรงเม้มปาก ก้มหน้าเมื่อได้ยินสุรเสียงแข็งกระด้างจากจางโตวหวงตี้“คนอย่างเจ้า...อย่าหวังอะไรที่มันเกินเอื้อมนัก จงเจียมตนอยู่ในที่ของเจ้า และข้าจะไม่เข้าไปยุ่ง ต่างคนต่างอยู่ไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แค่พิธีวันนี้ข้าก็กล้ำกลืนฝืนทนจะแย่แล้ว อ







