INICIAR SESIÓN“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดบาป อา...หากข้าต้องตาย ฮะฮะฮะ เช่นนั้นข้าก็ขอสาปแช่ง บิดามารดาสาวเลวที่เป็นผู้โยนข้าลงสู่ขุมนรกด้วยมือของตนเอง ข้าขอสาปแช่งให้พวกเขาต้องทรมานทุกข์ใจไม่อาจครองคู่กันจนแก่ได้ หากไม่ตายจากกัน ก็ขอให้ทุกข์ทรมานในชีวิตคู่ อึก ส่วนเจ้าน้องสาวที่เป็นมารในชีวิตข้า ข้าขอสาปแช่งทั้งเจ้าและครอบครัวของเจ้า ลูกที่เกิดมาจักต้องทรพีจนเจ้าไม่มีวันไหนข่มตาหลับอย่างสบายใจ สามีมีภรรยาเต็มจวน เจ้าชอบร้องไห้มิใช่ เช่นนั้นข้าก็ขอให้ชีวิตทั้งชีวิตของเจ้ามีแต่น้ำตา ตื่นมาก็ร้องไห้ นอนกลับก็ร้องไห้ ข้าขอสาปแช่งพวกเจ้าด้วยชีวิตของข้า...” เสียงสาปแช่งของคุณหนูใหญ่กงเหม่ยหนานแม้จะไม่ได้ดังกึกก้องฟ้า แต่ก็ทำให้คนทั่วทั้งลานประหารรู้สึกขนลุกขนชันกันเป็นแถบ ๆ ยิ่งท้องฟ้าที่เดิมสว่างจ้าราวกับยินดีที่วันนี้จะมีคนตายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม แม้จะไม่มืดมาก แต่หลังจากกงเหม่ยหนานเอ่ยสาปแช่งด้วยชีวิตของตนเองจบ สายฟ้าก็ฟาดลงมือที่ต้นไม้หน้าลานประหารในทันที เหม่ยหนิง แม้เจ้าจะเป็นลูกรักของท่านพ่อและท่านแม่ แต่ข้าเป็นลูกรักของสวรรค์!
Ver más“หนานหนาน น้องน่าสงสารมากนะลูก เสียสละให้น้องไปเถิด”
“หนานหนาน ลูกมีของพวกนี้มากมายอยู่แล้ว แบ่งให้น้องบ้างจะเป็นอันใดไป”
“หนิงเออร์เองก็เสียใจ ใยเจ้าจะต้องคาดคั้นเอาความจากนางอีก!”
“เจ้ายังไม่ทันได้เข้าพิธีแต่งงาน เช่นนั้นก็เสียสละให้หนิงเออร์เสียเถิด”
“หนิงเออร์”
“หนิงเออร์”
“หนิงเออร์”
แล้วข้าต้องเสียสละไปจนถึงเมื่อใดหรือท่านพ่อ ท่านแม่...
ร่างบอบบางที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงกลางห้องค่อย ๆ หลั่งน้ำตาออกมา ทั้งที่นางกำลังหลับลึกอยู่ในห้วงของความฝัน ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของห้องนอนหรูหรานี้ฝันถึงเรื่องอันใด เหตุใดจึงได้หลั่งน้ำตาออกมาจนเปียกหมอนเช่นนี้
กงเหม่ยหนานยืนมองภาพของน้องสาวขึ้นเกี้ยวแต่งงานออกจากจวน ข้างกันมีเจ้าบ่าวขี่ม้าตัวใหญ่ในชุดแต่งงานสีแดงสดงดงาม ขบวนสินสอดนั้นยาวจนไม่อาจมองเห็นท้ายขบวนได้ ช่างเป็นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก
เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ทำไมนางถึงได้รู้สึกเศร้าเพียงนี้ น้องสาวของนางนั่งเกี้ยวเจ้าสาวหรูหราเพียงนี้ออกจากจวน นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ แต่ว่า...เหตุใดเจ้าบ่าวจึงได้ดูคุ้นตาเช่นนี้
แล้วเหตุใดข้าจึงไม่รู้ว่าเจ้าบ่าวของน้องสาวเป็นผู้ใดกันเล่า
ความสงสัยมากมายประเดประดังเข้ามาในหัวของเหม่ยหนานจนนางปวดหัวอย่างรุนแรง สองมือเรียวบางยกขึ้นมากุมหัวด้วยความเจ็บปวด ปากพยายามเรียกร้องให้สาวใช้ข้างกายมาช่วยพยุงตน
แต่ไม่ว่าจะร้องเรียกเสียงดังเท่าใดก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือนางเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะสาวใช้ข้างกายที่นางสนิทสนมที่สุด หรือจะเป็นท่านพ่อท่านแม่ที่ยืนอยู่ด้านหน้านางไม่ไกล เหตุใดจึงไม่มีใครได้ยินสิ่งที่นางพูด นางปวดหัวจนจะตายอยู่แล้ว เหตุใดทุกคนจึงได้ไม่หันกลับมามองนางเลยแม้แต่บ่าวไพร่
ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป ไม่มีใครรู้ว่าเหม่ยหนานกำลังเจอกับเรื่องอันใดอยู่ แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจ ภาพทุกอย่างที่นางเห็นนั้นไม่ปะติดปะต่อกันเลยสักนิด ราวกับว่าอยากจะให้นางเห็นอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่อาจให้เห็นได้ทั้งหมด
เฮือกกกกก
ในที่สุดหญิงสาวก็สามารถพาตัวเองออกจากความฝันได้อย่างที่ต้องการ ในฝันนั้นไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอันใดกันแน่ แต่ที่รู้ ๆ คือนางอึดอัด ทั้งยังคับข้องใจเป็นอย่างมาก กว่านางจะบังคับตัวเองให้ตื่นขึ้นจากความฝันได้ก็เกือบจะขาดใจตาย
หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักจนได้ยินเสียงดังออกมานอกอก เหม่ยหนานได้แต่ใช้มือทาบไปกับอกและค่อย ๆ ปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอย่างช้า ๆ ก่อนที่ความปวดหัวที่ไม่ทราบที่มาที่ไปจะพุ่งเข้ามาโจมตีนางจนสลบลงไปอีกครั้ง
สาวใช้หน้าห้องได้ยินแต่เสียงร้องโหยหวนของเจ้านายก็แง้มประตูเข้ามาดู แต่ไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรจึงได้ปิดประตูไปดังเดิม ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกนางไม่อยากรบกวนคุณหนูใหญ่ให้ตื่นกลางดึก ช่วงนี้คุณหนูของพวกนางนั้นชอบนอนละเมอกลางดึก วันนี้คงจะเหมือนทุกวันกระมัง
กว่าที่เหม่ยหนานจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เข้าเที่ยงของอีกวันแล้ว นับว่าเป็นครั้งแรกที่นางตื่นสายเพียงนี้ ด้วยความเป็นห่วง พวกบ่าวไพร่จึงได้รีบวิ่งไปแจ้งแก่ฮูหยินว่าคุณหนูใหญ่นอนหลับไม่ยอมตื่น ตัวก็ร้อนดั่งไฟ ฮูหยินจึงได้ให้พวกนางไปตามหมอมาดูอาการของคุณหนู
โชคยังดีที่คุณหนูของพวกนางตื่นขึ้นมาพอดีกับที่หมอมาถึงเรือนพอดี ท่านหมอตรวจอาการเล็กน้อยก่อนจะให้เทียบยาแล้วจากไปทันที สาวใช้อย่างพวกนี้ก็รีบกุลีกุจอไปหาสมุนไพรมาต้มให้เจ้านายกินกันวุ่นวายไปทั่วทั้งเรือน
ภายในห้องนอนโอ่อ่าของคุณหนูใหญ่ตระกูลกง กงเหม่ยหนานนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา สีหน้าและแววตาเรียบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต นางมองไปยังรอบห้องด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะค่อย ๆ หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างเย้ยหยันเพียงผู้เดียว
“เหม่ยหนิง แม้เจ้าจะเป็นลูกรักของท่านพ่อท่านแม่ แต่ข้ากลับเป็นลูกรักของสวรรค์!”
ตระกูลกงมีบุตรสาวสองคน นั่นก็คือคุณหนูใหญ่กงเหม่ยหนาน และคุณหนูรองกงเหม่ยหนิง นายท่านกงและฮูหยินนั้นรักใคร่บุตรสาวทั้งสองมาก แม้จะไม่ใช่บุตรชายอย่างบ้านอื่น แต่คุณหนูทั้งสองก็เป็นที่รักใคร่ของสองสามีภรรยาจนคนในเมืองรับรู้กันถ้วนหน้า
นายท่านกงและฮูหยินรักและเอ็นดูคุณหนูรอง บุตรสาวที่มีนิสัยร่าเริงและขี้อ้อนมากเป็นพิเศษ ตอนคลอดนางคลอดก่อนกำหนด พอเกิดมาก็เลยร่างกายอ่อนแอ สองสามีภรรยาจำเป็นต้องดูแลลูกสาวคนนี้เป็นพิเศษ นานเข้าก็เริ่มเอนเอียงไปรักบุตรสาวคนเล็กมากกว่า
ส่วนบุตรสาวคนโต หาใช่ว่าจะถูกละเลยอย่างที่หลายคนคิด นายท่านและฮูหยินมักจะมอบของมีค่าและสิ่งดี ๆ ให้นางอยู่เสมอ เรื่องนี้ร้านค้าในเมืองต่างก็ยืนยันได้
…แต่แท้จริงแล้วใครจะรู้ว่าเรื่องภายในนั้นเป็นอย่างไร เหม่ยหนานค่อย ๆ ประคองร่างกายที่หนักอึ้งขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะเรียกสาวใช้ข้างกายมาปรนนิบัติตนเองเหมือนทุกวัน
“คุณหนูเจ้าคะ อาการเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านหมอสั่งให้กินยาตามอาหาร บ่าวจะได้ไปต้มยามาถูกเจ้าค่ะ”เหม่ยหนานหันไปมองสาวใช้ที่เอ่ยถามตนเองด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่อ่อนเพลียเล็กน้อยก็เท่านั้น ต้มยาบำรุงให้ข้าสักถ้วยก็พอแล้ว”เหม่ยหนานบอกออกไปตามตรง นางเพียงปวดเมื่อยและยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อยก็เท่านั้น
ในระหว่างที่นางลงไปแช่น้ำในอ่าง หญิงสาวไล่สาวใช้ข้างกายออกไปจากห้องอาบน้ำ นางนั่งคิดถึงสิ่งที่ตนเองได้ผ่านมาก่อนจะน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำตาที่ไหลออกมาหาใช่ความเศร้าเสียใจไม่ แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความแค้น
ทั้งชีวิตนางมั่นใจว่าตนเองไม่เคยทำผิดต่อน้องสาวหรือท่านพ่อท่านแม่มาก่อน แต่เพราะเป็นเด็กที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงเช่นนั้นหรือ นางจึงได้ถูกขอร้องให้เสียสละครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนั้นหรือ
ในห้วงความฝัน เรื่องราวเลวร้ายเริ่มหนักขึ้นเมื่อวสันตฤดูย่างกรายเข้าในปีที่นางอายุได้สิบแปดปีบริบูรณ์ อากาศในเมืองอบอุ่นขึ้น ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป
ตระกูลกงจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดอายุครบสิบแปดปีให้นางอย่างทุกปี แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังถือว่ามีเกียรติของคุณหนูใหญ่ตระกูลกงอยู่บ้าง นางต้อนรับและพูดคุยกับแขกที่มาร่วมงานในฐานะเจ้าภาพได้อย่างคล่องแคล่ว
งานเลี้ยงฉลองเต็มไปด้วยแขกตระกูลต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมงาน คนนอกมากมายย่างเท้าเข้ามาในจวน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใด ก่อนวันเกิดของนาง น้องสาวเพียงคนเดียวอย่างกงเหม่ยหนิงกลับอยากจะออกไปซื้อของขวัญให้พี่สาวถึงต่างเมืองนักหนา นางไม่รู้ว่าน้องสาวต้องการไปซื้อสิ่งใด
รู้เพียงว่าท่านพ่อท่านแม่ยอมพยักหน้าให้นางไป โดยมีคู่หมั้นของนางออกเดินทางไปด้วยกัน ทั้งสองคนสนิทสนมกันตามประสาคนพบหน้ากันบ่อยครั้ง แม้นางจะไม่ค่อยชอบใจ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ก็คนเขายืนยันนักหนาว่าไม่มีอะไรเกินเลย หากอยากจะดื้อดึงกล่าวหาทั้งสองก็คงจะกลายเป็นนางที่ตกเป็นข้อครหาว่าเป็นสตรีที่ไม่รู้จักแยกแยะ
ไม่รู้ว่าทั้งคู่ไปถึงไหนกันแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาให้เห็นหน้าเลยแม้แต่คนเดียว ท่านพ่อท่านแม่ก็ได้แต่ปลอบใจว่าอาจจะมีปัญหาระหว่างเดินทาง พวกเขาก็ส่งคนไปดูแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะกำลังเดินทางมาก็ได้
“เป็นวันพรุ่งนี้งั้นสินะ”หากนางจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดของนาง ที่จวนจัดงานยิ่งใหญ่เพื่อเลี้ยงฉลอง แต่กลับไร้เงาน้องสาวและคู่หมั้นในงาน
ในความทรงจำ หากพรุ่งนี้เป็นวันเลี้ยงฉลองวันเกิดของนาง แสดงว่าเมื่อวานเหม่ยหนิงและคู่หมั้นของนางอย่าง จางจงจื้อได้ออกเดินทางกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาจะกลับมา พวกเขาจะกลับมาทันร่วมงานเลี้ยงฉลองของนางอย่างแน่นอน แถมยังมาพร้อมกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่นางไม่อาจปฏิเสธได้และไม่มีทางลืมลงอย่างแน่นอน
“อาการเป็นอย่างไรบ้าง พรุ่งนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองของเจ้า หากล้มป่วยไปคงจะแย่เอา”กงฮูหยินเอ่ยออกมาคล้ายว่าจะเป็นห่วง หากไม่ใช่ว่าเหม่ยหนานรู้ถึงจิตใจของผู้เป็นมารดาอยู่ก่อนแล้ว นางคงจะหลงเชื่อว่ามารดานั้นเป็นห่วงตนเองที่ล้มป่วยกะทันหันเช่นนี้
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก เมื่อครู่ดื่มยาที่บ่าวเอามาให้ก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ”เหม่ยหนานที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถูกมารดาเรียกตัวมาพบถึงที่เรือนใหญ่ ทั้งที่รู้ว่านางไม่ค่อยสบาย แต่กลับเรียกนางมาพบ ช่างน่าขันนัก
“เช่นนั้นก็พักผ่อนให้มาก ไม่รู้หนิงเออร์เป็นอย่างไรบ้าง ออกไปตั้งแต่เมื่อวาน เห้อ นางช่างดื้อซนนัก เอาล่ะ เจ้ากลับไปพักเสียเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามาดูงาน”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าขอตัวลา”
เรื่องที่คุณหนูกงเหม่ยหนานผู้นิ่งสงบสั่งตบปากบ่าวกระจายออกไปในเวลาไม่นาน ภาพลักษณ์ของกงเหม่ยหนานเป็นคนเงียบเก็บตัว ซ้ำยังว่านอนสอนง่าย แต่วันนี้พวกเขาได้เห็นเองกับตาว่าไม่ใช่ คุณหนูผู้นั้นที่สั่งลงโทษบ่าวไม่ใช่คุณหนูรองกงเหม่ยหนิงที่พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่เป็นคุณหนูที่พวกนางไม่คุ้นหน้าตระกูลกงมีบุตรสาวเพียงสองคน เช่นนั้นเมื่อไม่ใช่คนน้องก็ต้องเป็นคนพี่ ใครจะคิดว่านางจะจิตใจโหดร้ายเช่นนี้ แม้แต่บ่าวรับใช้ข้างกายของมารดาก็ยังสั่งลงโทษหนัก ตบปากจนคนสลบไปทั้งอย่างนั้น แถมไม่คิดจะเรียกหมอเลยด้วยซ้ำ“นางเริ่มขัดคำสั่งมารดาเป็นตั้งแต่เมื่อใด สงสัยช่วงที่ข้าไม่อยู่คงจะมีอะไรเกิดขึ้นไม่น้อยเลยจริง ๆ” ชายหนุ่มคนเดิมที่ไปแย่งซื้อทาสกับเหม่ยหนานนั่งกินบะหมี่ฟังข่าวซุบซิบเหมือนเช่นเคย เขาอดไม่ได้ที่จำเอ่ยกับสหายรู้ใจที่มาด้วยกันอย่างสงสัย“ก็นั่นน่ะสิ คุณหนูผู้นั้น หากว่าเป็นกงเหม่ยหนานที่พวกเรารู้จัก นางไม่มีวันทำอะไรเช่นนี้แน่ แต่ว่านะ พอนางสู้คนเช่นนี้ก็ดีมิใช่หรือ จะได้ไม่ถูกครอบครัวแปลก ๆ นั้นเอาเปรียบได้อีก นี่...แถมนางยังไม่ไว้หน้าตระกูลจางที่หักหน้านางเลยด้วยซ้ำ ได้ข่าวว่าวันก่อนนาง
เหม่ยหนานหันไปมองคนมาใหม่ เป็นบุรุษสองคนที่ที่นางเจอบนถนนเมื่อก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ เมื่อถูกจ้องตา เหม่ยหนานถึงกับเผลอก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวอย่างลืมตัว เมื่อรู้ตัวว่าทำท่าทางเสียมารยาทก็รีบกลบเกลื่อน แม้นางจะอยากได้ทาสผู้นี้ แต่หากต้องมีเรื่องกับคนเพื่อให้ได้ตัวไปนางว่าไม่คุ้ม หาคนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีเงิน“...” ชายหนุ่มได้แต่มองตามหลังคุณหนูใหญ่จากจวนใต้เท้ากงจูงแขนบ่าวรับใช้ออกไปด้วยท่าทางเร่งรีบ ราวกับว่ากลัวอันใดนักหนาเสียอย่างนั้น“ไม่คิดว่านางจะยอมง่าย ๆ เช่นนี้นะ ข่าวลือพวกนั้นเหลวไหลสินะ คนนิสัยเช่นนี้จะไปคิดร้ายต่อใครได้เล่า”“ข้าดูน่ากลัวหรือ เหตุใดนางจึงมองข้าด้วยสายตาเหมือนหวาดกลัวเช่นนั้น เจ้าดูให้ข้าหน่อย”คนที่เคยหล่อเหลา บัดนี้หนวดเครารุงรังจนเห็นแต่ดวงตาและสันจมูกเพียงเล็กน้อยอดสงสัยไม่ได้“นายท่านขอรับ หากมาซื้อข้าแล้วก็ช่วยรีบพาข้าออกไปได้หรือไม่ขอรับ” ยังไม่ทันที่อีกคนจะให้คำตอบ ทาสที่เพิ่งถูกหมายตาก็รีบเอ่ยแทรกเรียกให้เจ้านายของตนรีบพาตัวออกไปจากกรงขังบ้า ๆ นี่ได้แล้วเพราะมีเรื่องสำคัญกว่าตรงหน้า เรื่องของกงเหม่ยหนานจึงถูกปัดทิ้งไปเหมือนเมื่อครั้งหลายปีก่
เหม่ยหนานหันไปมองคนมาใหม่ เป็นบุรุษสองคนที่ที่นางเจอบนถนนเมื่อก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ เมื่อถูกจ้องตา เหม่ยหนานถึงกับเผลอก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวอย่างลืมตัว เมื่อรู้ตัวว่าทำท่าทางเสียมารยาทก็รีบกลบเกลื่อน แม้นางจะอยากได้ทาสผู้นี้ แต่หากต้องมีเรื่องกับคนเพื่อให้ได้ตัวไปนางว่าไม่คุ้ม หาคนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีเงิน“ขออภัยเจ้าค่ะ หากท่านทั้งสองซื้อเขาไปแล้ว ข้าจะหาคนใหม่” ไม่รู้เพราะอะไร ในตอนที่เผลอสบตากับบุรุษสองคนนี้ นางก็รู้สึกหวาดกลัวจนมือสั่น คุณหนูผู้สูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางจึงก้มหัวขอโทษคนอย่างไม่ถือตัว ทำเอาสองหนุ่มที่ยังไม่ทันได้ว่าอะไรต่อถึงกับทำอะไรต่อไม่ถูก ไม่คิดว่าคุณหนูท่านนี้จะยอมให้ง่าย ๆ เพราะหากเป็นคุณหนูบ้านอื่น คงจะไม่ยอมให้ของที่ตนหมายตาไปกับผู้อื่นง่าย ๆ เช่นนี้แน่“...” ชายหนุ่มได้แต่มองตามหลังคุณหนูใหญ่จากจวนใต้เท้ากงจูงแขนบ่าวรับใช้ออกไปด้วยท่าทางเร่งรีบ ราวกับว่ากลัวอันใดนักหนาเสียอย่างนั้น“ไม่คิดว่านางจะยอมง่าย ๆ เช่นนี้นะ ข่าวลือพวกนั้นเหลวไหลสินะ คนนิสัยเช่นนี้จะไปคิดร้ายต่อใครได้เล่า”“ข้าดูน่ากลัวหรือ เหตุใดนางจึงมองข้าด้วยสายตาเหมือนหวาดกลัวเช่นนั้น เ
ขบวนนายบ่าวออกจากจวนตรงไปภัตตาคารหลงจิ่วอย่างเอิกเกริก ไม่รู้วันนี้เจ้านายคนใดของจวนใต้เท้ากงออกจากบ้าน บ่าวรับใช้ตามขบวนเป็นสิบคน ช่างใหญ่โตเสียจริงทันทีที่เข้ามาถึงหน้าร้าน เหม่ยหนานเอ่ยจองโต๊ะให้บ่าวในมุมที่เงียบสงบของร้านทันที ไม่ใช่ว่านางอายคนที่พาบ่าวมากินอาหารนอกบ้านเช่นนี้ แต่เพราะไม่อยากให้ไปรบกวนแขกคนอื่น อย่าลืมว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่บ่าวรับใช้จะเข้ามากินข้าวได้ง่าย ๆ แม้ว่าตอนนี้ลูกค้าในร้านจะแทบไม่มีแล้วก็ตาม แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหรือการสร้างความไม่พอใจให้แก่ใครสักคน หากเลี่ยงได้นางก็อยากจะเลี่ยงไปก่อน เอาไว้นางพร้อมค่อยมาหาเรื่องใหม่ก็ยังไม่สายยามบ่ายแก่ ๆ คุณหนูใหญ่จากจวนตระกูลกงพาบ่าวในเรือนออกมากินข้าวที่ภัตตาคารหลงจิ่ว พอเหมาะกับที่มีข่าวลือว่าพ่อครัวแม่ครัวในจวนใต้เท้ากงถูกลงโทษอย่างหนักข้อหาทำอาหารจานที่คุณหนูใหญ่ผู้นี้แพ้ขึ้นสำรับ แถมยังเป็นการทำอย่างตั้งใจอีกต่างหาก ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน แต่เรื่องนี้ก็มีคนยืนยันว่าจริงแท้แน่นอนประสบเหมาะกับที่คุณหนูใหญ่พาบ่าวนับสิบคนออกมากินอาหารในยามบ่ายแก่ ๆ เช่นนี้ ทั้งที่นี่หาใช่เวลาอาหารไม่ แบบนี้จะไม่ใช่ว่าข่าวลือเป็นเรื่อ











