LOGINเขาไหนเลยจะตั้งใจให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่เลย...เขาเองก็เสียใจที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้
เว่ยซวงอวี่มีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ในยามที่นางช่วยพยุงมารดาเดินออกมาขึ้นรถม้า หญิงสาวมองสำรวจทุกอย่างรอบตัวอย่างสนใจใคร่รู้
ดวงตาเป็นประกายสดใสร่าเริงกว่าทุกวัน ทำให้ทุกคนที่มองต่างก็รู้สึกประหลาดใจ นี่ไหนเลยจะเป็นท่าทีของคุณหนูรองตระกูลเว่ยที่สุขุมเยือกเย็นคนเดิมอีก
ท่าทีเช่นนั้นทำให้เว่ยฮูหยินยิ่งรู้สึกรักใคร่เอ็นดูในตัวบุตรสาวมากขึ้น นางในยามนี้คล้ายกับได้บุตรสาวตัวน้อยที่ยังไม่ได้เข้ารับการศึกษาที่เค่อหลี่กลับมา
คราแรกแม้จะเห็นด้วยและยินดี เนื่องจากหายากที่อาจารย์ทั้งสามแห่งเค่อหลี่ยอมรับในตัวอิสตรี บุตรสาวสองคนของนางนับว่าแหกกฎที่บัณฑิตซึ่งมีชื่อเสียงได้ตั้งเอาไว้
แม้ยังคงต้องปิดบังตัวเองด้วยการปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังต้องเรียนแยกกับนักเรียนส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์แห่งเค่อหลี่เองก็ยอมรับและยกย่องบุตรสาวของนางเป็นอย่างมาก กระทั่งไม่นานมานี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
สามีของนางเดินทางไปต่างเมือง มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาจากเมืองหลวง บุตรสาวของนางเขียนจดหมายตอบกลับไปด้วยนึกสนุก ซึ่งนั่นทำให้ความสามารถของหญิงสาวตระกูลเว่ยเปล่งประกายออกมา
นับจากวันนั้นบุตรสาวทั้งสองคนของนางกลับมีท่าทีมึนตึงต่อกัน เมื่อเอ่ยถามทั้งสองต่างก็ตอบเหมือนกันว่าไม่มีอะไร
นางเชื่อเช่นนั้น...แต่ลึก ๆ แล้วนางกลับรู้สึกได้ ระหว่างเว่ยเอินหลินและเว่ยซวงอวี่ มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว
“ท่านแม่” รอยยิ้มสดใสของเว่ยซวงอวี่ ทำให้เว่ยฮูหยินมีความสุข นางตบลงไปบนหลังมือของบุตรสาวเบา ๆ พยักหน้าเมื่อมองเห็นแววตาอ้อนวอน เพราะตอนนี้เว่ยซวงอวี่กำลังมองขนมบัวหิมะด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ของข้างนอกอย่ากินเยอะ ร่างกายของเจ้าเพิ่งหายดี ชิมแค่พอรู้รสชาติก็พอ”
“ลูกทราบแล้ว” เว่ยซวงอวี่ยิ้มก่อนเดินตรงไปหน้าร้านขนม
“เอ๊ะ นั่นมิใช่คุณหนูรองตระกูลเว่ยหรอกหรือ”
เสียงซุบซิบหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เว่ยซวงอวี่ไม่ได้หันไปมองเพราะมันแต่จ่ายเงินค่าขนมบัวหิมะ แต่ถึงอย่างนั้นบทสนทนาทุกอย่างนางก็ได้ยินอย่างชัดเจน
“ใช่นางนั่นละ”
“ได้ยินมาว่านางทะเลาะกับพี่สาวเพราะอยากแต่งเข้าตำหนักองค์ชายเก้าเสียเอง”
“จริงหรือ”
“ข้ายังสงสัยอยู่ว่าที่นางตกลงจากรถม้าเพราะพยายามใช้เรื่องนี้ต่อรอง”
“ช่างน่าละอาย”
“คงไม่กระมัง พวกนางสองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว อีกอย่างบัณฑิตเว่ยสั่งสอนพวกนางด้วยตัวเอง ทั้งยังให้ร่ำเรียนเขียนอ่าน บุรุษมากมายในเมืองอี๋หยางเองก็ใช่ว่าจะเก่งกาจเท่าพวกนาง เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในตระกูลบัณฑิตอันทรงเกียรติได้”
“เจ้าจะไปรู้อะไร ข้าว่านะชื่อเสียงลาภยศใครบ้างไม่อยากได้ องค์ชายเก้าทรงชื่นชมคนมีความสามารถ ข้าเดาว่าคงมีพระประสงค์จะรับพวกนางทั้งสองคนเข้าตำหนัก เพราะอย่างนี้พวกนางเลยทะเลาะกันจนตกรถม้า”
“เอ๋ ไม่ถูกสิ มิใช่ว่าวันนั้นมีเพียงคุณหนูรอง สาวใช้ และก็คนขับรถม้าหรอกหรือ”
“เจ้ารู้แล้วอย่าพูดไปเล่า มีคนเห็นว่าคุณหนูใหญ่เองก็อยู่ด้วย แต่เพราะบัณฑิตเว่ยเกรงว่าโอกาสที่พวกนางคนใดคนหนึ่งจะกลายเป็นชายารององค์ชายเก้าจะหลุดลอย เขาวิ่งเต้นจนปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ได้ ความจริงข้าก็เข้าใจนะ โอกาสดี ๆ แบบนี้เป็นเจ้าจะกล้าปล่อยไปหรือ”
เว่ยซวงอวี่พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ นางส่งยิ้มให้มารดาก่อนจะแสร้งทำเป็นมองไปรอบ ๆ ทั้งนี้นางกวาดสายตาไปยังเจ้าของบทสนทนาเมื่อครู่
กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อและพ่อค้าแม่ค้าในตลาด พวกเขาสะดุ้งเมื่อหญิงสาวส่งยิ้มให้ จากนั้นก็รีบหลบตาแล้วแยกย้ายกันไปคนละทาง
“หรือนี่จะเป็นสิ่งที่ท่านพ่อพยายามปิดบัง” เว่ยซวงอวี่พึมพำ
นางไม่ได้ปักใจเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูน่าสงสัย นางไม่คิดจะเอ่ยถามบิดา หากแต่...
เมื่อสายตาของนางเลื่อนกลับไปยังมารดา รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้น นางจะถามมารดาเช่นไรดีจึงจะดูไม่น่าสงสัย หลายวันมานี้นางเองรับรู้และตระหนักดี มารดาของนางเป็นคนอ่อนโยนจิตใจดี
หลาย ๆ เรื่อง ดูเหมือนบิดาของนางปิดบังแม้แต่กับฮูหยินของตัวเอง ดูท่าแล้วเรื่องนี้บิดาและพี่สาวของนางคงมีเรื่องปิดบังมากมาย หรือหากไม่คิดมากจนเกินไป ดูเหมือนตัวนางก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำก็คงมีเรื่องบางอย่างปิดบังเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นจดหมายปริศนาที่นางได้รับเมื่อคืนเป็นต้น
ฉางเหยียนยิ้มกว้างในยามที่นางรีบรินสุราให้เขา เมื่อเห็นว่าเขาวางจอกลง “พี่สะใภ้ บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องครอบครอง เพียงมองอยู่ห่างๆ ก็เพียงพอแล้ว เรื่องของข้ากับเขานั้นไม่มีทางเป็นไปได้”“ท่านจึงเอาแต่วิ่งหนีเขาหรือ”“ข้ากำลังวิ่งหนีตัวเองต่างหาก”นางเห็นด้วยกับคำพูดของเขา “ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจละทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหาท่าน”“ข้าบอกความรู้สึกของข้าไปแล้ว และข้าก็ให้เขาสัญญากับข้าว่าจะไม่ทำเช่นนั้น”“เขาคงเสียใจมากหากท่านจากไป”“ข้าไม่ได้จากไปอย่างถาวร สักวันข้าจะกลับมา เพียงแต่ตอนนี้ข้าต้องการเวลา เขาเกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ เกิดมาเพื่อแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ เพียงแค่ความสับสนชั่วครู่ที่เกิดขึ้น ไม่อาจสั่นคลอนสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว”“ไม่ยุติธรรมเลย ท่านเลือกที่จะบอกความรู้สึกของตัวเอง หลังจากที่เขาตัดสินใจว่าจะแบกภาระเหล่านี้เอาไว้”“ข้ารู้” ฉางเหยียนยอมรับออกมาตามตรง “ชีวิตข้าไม่ขออะไรมากมาย ขอเพียงเขาและศิษย์พี่ใหญ่ปลอดภัยและมีความสุข”“แล้วท่านเล่ามีความสุขหรือไม่”คำถามนั้นนางไม่ได้รับคำตอบ ฉางเหยียนเพียงมองนางด้วยรอยยิ้ม เขากำลังจะเอ่ยคำแต่หานหย่งหมิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับไหสุรา ท
“ฝ่าบาท” เว่ยซวงอวี่ก้าวเข้ามาคุกเข่า“เรารู้ เรารับปากเจ้าแล้วย่อมไม่คืนคำ” สุรเสียงยังคงเย็นเยียบน่ากลัว “จินเสอ”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”“ให้คนส่งเว่ยจื่อฉีกลับอี๋หยาง ตลอดทั้งชีวิตห้ามก้าวเข้ามาในเมืองหลวงอีกแม้แต่ก้าวเดียว ส่วนเว่ยเอินหลินส่งนางไปกักขังพร้อมกับคนอื่นๆ ในตำหนักองค์ชายเก้า ให้ทุกคนไปเฝ้าสุสานบรรพชนแคว้นหาน ชั่วชีวิตห้ามก้าวออกมา ใครฝ่าฝืนประหารไม่ละเว้น”“รับด้วยเกล้า”เว่ยจื่อฉีและเว่ยเอินหลินหมดสติไปในทันที ดังนั้นขันทีจึงช่วยกันลากออกไปจากบ้านตระกูลหยวน เว่ยซวงอวี่กำลังจะลุกและเดินตามไป กระนั้นนางกลับมาอาจทำได้ดังใจ“เว่ยซวงอวี่”“เพคะฝ่าบาท”“เจ้ายังมีหน้าที่ที่ยังไม่เสร็จสิ้น สิ่งใดที่ควรปล่อยวางก็ปล่อยวางเถิด การกระทำของพวกเขาเจ้าไม่อาจแบกรับไปโดยตลอด ความกตัญญูย่อมต้องมีขอบเขต”“หม่อมฉันรับพระบัญชา”“หากเจ้าตามไปยิ่งจะเกิดเรื่องยุ่ง มิใช่ปกป้องมารดาของเจ้าอยู่หรือ หากตามกลับไปนางต้องระแคะระคาย ผู้ใดก่อเรื่องก็ให้พวกเขาแก้ไขเอง”“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”“อาการของหยวนเฟิงหลิงเป็นอย่างไรบ้าง”“เขายังคงได้สติเพียงเล็กน้อยในระยะสั้นๆ แต่อาการโดยรวมดีขึ้นมากเพคะ”“เ
“ท่านพ่อข้าทำอะไรหรือ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ยังมีหน้ามาถาม! ทั้งหมดนั้นเจ้ายังคิดว่าข้าคือพ่อของเจ้า ยังคิดว่าเอินเอ๋อร์คือพี่สาวเจ้าอยู่หรือ!”“ท่านเสียงดังเช่นนี้มีประโยชน์อันใด หรือต้องการให้ผู้คนรับรู้ว่าท่านทำสิ่งใดลงไป”“ก็ให้มา ใครอยากได้ยินก็เข้ามาฟัง ข้าจะได้บอกว่าข้าไม่เคยมีบุตรสาวอกตัญญูเช่นเจ้า!”“หรือสิ่งที่ท่านและพี่ใหญ่ทำทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าการกระทำของท่านกับพี่ใหญ่นั้น เหมาะสมแล้วหรือ ท่านพ่อท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนไม่เคยเป็นความลับ หลอกลวงเบื้องสูงโทษประหารเก้าชั่วโคตร ตอนที่ท่านกระทำท่านเคยคิดถึงผลข้อนี้หรือไม่”“เจ้าหุบปาก! ข้าจะทำอะไรล้วนเป็นเรื่องของข้า ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าสามารถสอดมือ”“เรื่องของท่าน ฮ่าๆๆ” เว่ยซวงอวี่หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ไม่ใช่เรื่องของข้าที่สามารถสอดมือ” นางหัวเราะแต่น้ำตากลับหลั่งออกมา ความพยายามในการปกป้องของนาง ได้รับผลตอบแทนคือคำว่า ‘ลูกอกตัญญู’“ ‘เรื่องราวทั้งหมดนั้นข้ายังคิดว่าท่านคือท่านพ่อของข้าหรือไม่’ ท่านว่า ‘สิ่งที่ข้าทำข้ายังคิดว่าพี่ใหญ่คือพี่สาวข้าอยู่หรือไม่’ ท่าน
“หลบเร็ว”“มีคนร้าย!”“คุ้มครององค์ชาย!”เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น ผู้คนต่างก็วิ่งวุ่นวาย หานหย่งหมิงคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ “บัดซบเจ้าเก้า ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ตายดี!”การโจมตีครั้งนี้หมายเอาชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย เว่ยซวงอวี่มองกลุ่มมือสังหารที่กระหายการสังหารผู้อื่นนับห้าสิบคน ซึ่งกระจายกันบุกเข้ามาอย่างไม่ลดละ อีกทั้งจำนวนยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นางก็ได้แต่แตกตื่น หยวนเฟิงหลิงกอดจุมพิตนางคราหนึ่ง ก่อนผลักนางไปหาเสี่ยวหู “พานายหญิงของเจ้าไปหลบด้านหลัง”“ขอรับ”ยังจะมีด้านหลังให้หลบที่ไหนเล่า เพราะเมื่อประตูเปิดลูกดอกมากมายก็พุ่งเข้ามา เสี่ยวหูรีบปิดประตู ก่อนพาเว่ยซวงอวี่หลับไปยังมุมหนึ่งที่มีโต๊ะอันเล็กล้มอยู่ เขาผลักนางเข้าไป ก่อนจะหาเก้าอี้มาบังเอาไว้“ท่านอยู่ตรงนี้นะขอรับ”“แล้วเจ้าเล่า”“ข้าน้อยจะล่อพวกมันไปอีกทาง”“เจ้าระวังตัวด้วย”“ขอรับ” เสี่ยวหูวิ่งหลบหลีกออกทันทีเสียงการต่อสู้ถอยร่นมายังจุดที่นางอยู่ หยวนเฟิงหลิงมองเห็นนางจึงเดินเข้ามา แต่เขาถูกขวางเอาไว้ อีกด้านองครักษ์และฉางเหยียนเองก็กำลังปกป้องหานหย่งหมิงเอาไว้ตรงกลางเฒ่าวิปลาสโผเข้ามาพร้อมกับฝ่ามือรุนแรง เขาดันโ
งานเลี้ยงชมบุปผาที่ตำหนักองค์ชายเจ็ด จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ทั้งนี้ความตั้งใจเดิมคือให้ฮูหยิน และบรรดาสตรีในวังหลวง ได้ร่วมสังสรรค์และพบปะกันแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเข้าร่วมก็ยังคงแปรความหมายได้อีกทาง เพราะในสถานการณ์ที่องค์ชายเจ็ด และองค์ชายเก้ากำลังแข่งขันกันเช่นนี้ แน่นอนว่าขุนนางที่เลือกข้างองค์ชายเก้า ไหนเลยจะกล้าให้ฮูหยินของตนเข้ามาปรากฏตัว“นั่นมิใช่ชายารององค์ชายเก้าหรอกหรือ”เสียงซุบซิบกันดังขึ้น เว่ยซวงอวี่หันไปมอง จากนั้นก็รีบเข้าไปหาผู้เป็นพี่สาวความจริงแล้วการมาร่วมงานเลี้ยงย่อมไม่แปลก เพียงแต่ในเวลาเช่นนี้เว่ยเอินหลินกลับมาปรากฏตัว โดยไร้ซึ่งเงาของพระชายาองค์ชายเก้า เช่นนี้หากไม่เรียกว่าโง่งม ก็ต้องสงสัยว่านางเสียสติ“พี่ใหญ่” เว่ยซวงอวี่กระซิบเรียกอีกฝ่าย“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้าสักครู่ ไม่นานก็จะกลับแล้ว”เว่ยเอินหลินส่งสัญญาณให้นางกำนัลของตน จากนั้นก็เดินตามเว่ยซวงอวี่ไป“ท่านมาที่นี่คิดจะทำอะไร ไม่รู้หรือว่า…” นางกำลังจะเอ่ยคำ เว่ยเอินหลินกลับรวมมือนางไปกุมไว้“อวี่เอ๋อร์ เจ้าถึงกับต้องทำเช่นนี้เลยหรือ”“ท่านพูดเรื่องอะไร”“อวี่เอ๋อร์ข้ารู้ว่าเจ้าพยายามขัดขวางข้า เพรา
“หา!” หญิงสาวอ้าปากค้าง พร้อมกับทำหน้าราวกับกำลังจะร้องไห้ “โธ่ ศิษย์พี่รองของข้า”หยวนเฟิงหลิงหัวเราะ “ไปเตรียมตัวเถิด ข้าจะไปส่งเจ้าที่ประตูวังหลวง ถึงที่นั่นแล้วจะมีคนของตำหนักองค์ชายเจ็ดมารับ”ระหว่างเดินทางไปยังประตูวังหลวง เว่ยซวงอวี่ใคร่ครวญเงียบๆ วันนี้องค์ชายเจ็ดเข้าร่วมประชุมขุนนาง แน่นอนว่าเป็นการแสดงจุดยืนอย่างแท้จริงหลังจากนี้จะมีขุนนางมากมายเลือกฝ่าย อิทธิพลเบื้องหลังฮองเฮาและพระสนมนั้นแข็งแกร่งก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นยังต้องมีเหล่าขุนนางอีกบางส่วนที่ยังไม่แสดงเจตนาที่จะอยู่ข้างใครอย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้เรื่องจะยิ่งอันตรายกว่าที่เคยหยวนเฟิงหลิงเชยคางนางขึ้น “อวี่เอ๋อร์อย่ากังวล”“ไม่หรอก” นางยิ้ม “ข้าจะเดินหน้าให้ถึงที่สุด”“เพื่ออะไร” หยวนเฟิงหลิง “เจ้าจะไม่ยอมบอกข้าจริงๆ หรือว่าเจ้าเลือกข้างองค์ชายเจ็ดเพราะเหตุใด”หญิงสาวยิ้มให้หยวนเฟิงหลิง “วันหนึ่งข้าจะบอกท่าน”“เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ามั่นใจกว่าเมื่อก่อน ข้าชักสงสัยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้านั้น เกี่ยวข้องกับการเข้าวังหลวงของเจ้า…”“เฟิงหลิง ข้าขอร้องท่านอย่าคาดเดาเลย”อา…เขาเดาถูกจริงๆ ด้วยแม้แต่ฉางเหยียนและหานหย







