LOGINณัฐภัทรยืนเป็นคนโง่อยู่ได้ชั่วครู่ ก็เข้าไปในบ้านแล้วหาโทรศัพท์ที่ทิ้งไว้ส่ง ๆ สุดท้ายก็เจอมันวางอยู่ตรงโซฟารับแขก เขาต่อสายหาคุณแม่เป็นคนแรก เพราะตอนนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเหมือนกัน
“คุณแม่ครับ...โจรขึ้นบ้าน ตอนนี้พลอยอยู่โรงพยาบาล”
คุณณัฐสุดาตกใจแทบเป็นลมไปอีกคน แต่ก็ยังประคองสติได้ จึงขับรถตามลูกชายไปดูอาการลูกสะใภ้ที่โรงพยาบาล
หน้าห้องฉุกเฉิน
เด็กหญิงพิพิณลูกสาวคนสวยที่เขานึกเป็นห่วง จึงเอารถเข็นมาให้ลูก แล้วลูกสาวจึงหลับในรถเข็นเพราะร้องไห้จนเพลียไปแล้ว ใครกล่อมก็เอาไม่อยู่คิดจะหาคุณแม่อย่างเดียว
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงพยาบาลก็เข็นร่างของพิมพ์พลอยออกมาจากห้องฉุกเฉิน ใบหน้าซีดเซียวของลูกสะใภ้ทำให้ณัฐสุดาสงสาร อยากจะทุบเจ้าลูกชายสักร้อยครั้งให้สาสมกับที่มันสะเพร่าอย่างนี้
ดีที่พิมพ์พลอยไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่อย่างนั้นคงตอบคุณพิภพไม่ได้ว่าดูแลลูกสะใภ้กันยังไง
พิภพเมื่อไม่มีอะไรแล้ว เขาจึงขอตัวกลับบ้าน คิดว่าจะมาเยี่ยมตอนยายพลอยฟื้นอีกทีตอนกลางวัน
“อยู่กันตั้งหลายคน คิดว่าดูแลหลานกับเหลนผมได้ใช่ไหม” เสียงที่ชราวัยบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างมากเอ่ยออกมา
ทั้งยังมองด้วยสายตาเอาเรื่องเจ้าหลานเขยตัวดีที่ปล่อยให้หลานสาวตัวเองกับเหลนต้องตกอยู่ในอันตราย แต่ทว่ามันก็เข้ามาขอโทษแล้วจึงจะลองให้โอกาสสักครั้ง หากมีครั้งหน้าที่พิพิณต้องตกอยู่ในอันตรายอีกล่ะก็ บ้านพรพิพัฒน์คงได้เห็นดีกัน
“ผมจะดูแลเธอเองครับคุณตา”
เขาพูดอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะอย่างไรก็เป็นเมียของเขา ไม่ใช่คนอื่นไกลรับปากไปก่อน แต่จะดูแลอย่างไรมันก็สิทธิ์ของเขา
“ลูกผู้ชายควรรักษาคำพูด”
เขาอยากโต้กลับนักว่า ก็ส่งหลานสาวมาให้เขารับผิดชอบเองนี่นา ช่วยไม่ได้ แต่ทว่าเมื่อเห็นสายตามารดาแล้วก็ต้องเงียบปากลง
“แม่จะกลับไปเอาเสื้อผ้าของหลานกับของใช้ของพลอยที่บ้าน แกเฝ้าอย่าไปไหนนะ ไม่งั้นเจอดีแน่” เสียงขู่ของณัฐสุดาทำให้เขาหัวเสีย นี่เขาโตแล้วนะ อายุก็ปาเข้าไป 28 แล้วด้วย
“ค้าบแม่”
เมื่อมารดากลับไปแล้ว ณัฐภัทรมองร่างที่อยู่บนเตียงแล้วก็ถอนหายใจ ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรอาจจะเป็นห่วงนิด ๆ มั้งถึงทำให้เจ็บแปลบที่อก เขาสลัดความฟุ้งซ่านออกไป แล้วก็นอนหลับที่โซฟาในห้องพักผู้ป่วยข้างลูกสาวที่หลับไปแล้ว
ตอนเช้าพิมพ์พลอยตื่นขึ้นมา เธอมองซ้ายขวาแล้วก็พบว่าตัวเองอยู่โรงพยาบาล เมื่อเห็นว่าลูกและสามีไร้ความรับผิดชอบนอนอยู่ในห้องก็รู้สึกโล่งใจ เธอจำได้ว่าตำรวจมาพอดี เมื่อจับคนร้ายได้เธอก็เป็นลมไปเลย
คงเพราะไม่ค่อยได้กินอะไรช่วงนี้เลยเป็นลมได้ง่าย เธอขยับลุกขึ้นมองด้านข้าง แล้วพยาบาลก็เข้ามาพอดี เมื่อจะอ้าปากพูด เธอก็ส่งสัญญาณให้เบาเสียง เพราะลูกสาวหลับอยู่
พยาบาลเพียงแต่มาถอดสายน้ำเกลือ เอาออกแล้วก็แจ้งเธอเบา ๆ ว่าวันนี้ก็กลับบ้านได้แล้วคุณหมออนุญาต
เธอพยักหน้ารับ แล้วก็ลงจากเตียง แขนที่มีผ้าพันแผลพันไว้รอบรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ คงเป็นอาการอักเสบ แต่เธอก็กัดฟันอดทนแล้วลงเดินเข้าห้องน้ำ
เมื่อเสียงกดชักโครกดังปลุกให้ณัฐภัทรตื่นขึ้น เขาก็มองไปยังร่างบนเตียงไม่พบ จึงรู้ว่าน่าจะเป็นเมียอวดดีของเขาที่เดินเข้าห้องน้ำเองโดยไม่เรียก
หึ...อวดเก่งดีนี่!
เมื่อเธอออกมา ก็พบว่าเขาตื่นแล้วแต่เธอก็เงียบไม่ได้พูดอะไร มันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจริง ๆ จุกแน่นไปในอก เธอตกอยู่ในอันตราย แต่เขาไม่อยู่บ้าน จากสภาพคงไปเที่ยวอย่างที่เคย
“ทำไมไม่โทรหาฉัน” ณัฐภัทรทนความเงียบและกดดันนี้ไม่ไหวจึงเปิดปากพูดออกมาก่อน
“คุณไม่ได้เอาโทรศัพท์ไป” เธอตอบเสียงแข็งไม่ต้องสาธยายก็รู้ว่าโกรธเพียงใด
“แล้วทำไมต้องโทรหาคุณตา”
“ก็ผัวชั่ว ๆ แบบคุณมันไม่อยู่ไง” คราวนี้สายตากร้าวหันไปมองเขากดเสียงรอดไรฟันให้เบาที่สุด มีคำด่าในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่พูดออกมาไม่ได้เพราะลูกสาวหลับอยู่
“ตำรวจก็มีทำไมไม่โทร”
“ก็โทรแล้วไง ไม่โทรตำรวจจะมาทันเหรอ ถามโง่ ๆ” เขาด่าเธอโง่ แต่ทุกคำถามที่ถามมานั้นฉลาดนักเหรอ เขาแค่ต้องการโยนความผิดให้คนอื่น คาดว่าคุณตาก็คงต่อว่าเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“กับผัวพูดให้มันดี ๆ หน่อย”
“ถ้าผัวมันดีนะ แต่นี่เมียจะตายอยู่แล้วยังไม่ดูดำดูดี มัวแต่ไปกินน้ำพริกถ้วยเก่า...หึ...ต้องให้สรรเสริญคุณว่าอะไรดีล่ะ” เธอไม่รู้จะหาคำใดเปรียบจริง ๆ
“ก็ยังไม่ตายสักหน่อย” เขาพูดยักไหล่ไม่ใส่ใจความรู้สึกคนเป็นเมีย เพราะไม่ชอบอยู่แล้ว ตอนนี้มีแรงมาเถียงฉอด ๆ ก็คงไม่เป็นอะไรมาก อยากจะเอาความห่วงใยเมื่อคืนกลับมาจริง ๆ
เสียงแรง !
“ต้องรอให้ฉันตายก่อนไหมล่ะ”
“อย่างนั้นก็ดี”
ท่าทางกวนสนเท้านี้ของเขา เธออยากเดินไปกระชากหน้ามาตบสักสองฉาดเหลือเกิน สันดานหมา!
การเถียงที่เสียงค่อยที่สุดจบลงเมื่อคุณแม่ของเขาเปิดเข้ามาในห้อง นั่นทำให้บรรยากาศตึงเครียดจางลง ณัฐสุดาเป็นแม่สามีที่ดี แต่ทว่าโดนลูกชายชั่วอย่างเขากันออกห่างจากเธอ จึงไม่รู้ความระยำของเขามากนัก เธอก็ไม่อยากให้แม่อย่างเขาต้องเสียใจที่เลี้ยงลูกชายให้เติบโตมาได้โคตรเลว สิ่งที่เจอในบ้านเล่าให้คนนอกฟังมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ถึงความอึดอัดและกดดันนั้นได้ดีเท่าคนอยู่อีกเล่า
“ตื่นแล้วเหรอหนูพลอย เป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ หมอให้กลับบ้านได้เลยค่ะ” พิมพ์พลอยบอกเพื่อให้แม่ของเขาสบายใจ และเตรียมตัวกลับ พิพิณก็นอนโซฟาแข็ง ๆ เธอสงสารลูกสาว
“ขวัญเอ้ยขวัญมานะลูก” ณัฐสุดาลูบผมลูกสะใภ้เบา ๆ เรียกขวัญกลับมา นับว่าเป็นเรื่องที่โชคร้ายมาก เพราะว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย หมู่บ้านนี้ระบบรักษาความปลอดภัยดี แต่คนจ้องกับคนระวังคนระคนต่างกัน เพื่อความไม่ประมาทก็ไม่ควรจะอยู่กันสองคนแม่ลูก
“ไปอยู่บ้านแม่ก่อนไหมลูก ให้เสร็จเรื่องค่อยกลับบ้าน”
“อย่าลำบากดีกว่าค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวพี่ภัทรไปทำงานลำบากไม่มีคนเตรียมอาหารให้”
“ให้มันหากินเองบ้าง ถ้าไม่รู้จักหากินเองก็ให้มันอดไป” ณัฐสุดาอยากเอาไม้ฟาดหัวลูกชายจริง ๆ ไม่รู้สมองมันทำจากอะไร พอแต่งงานถึงได้โง่ขนาดนี้
ชายหนุ่มเดินไปชำระค่ารักษาพยาบาลแล้วก็เดินมาสมทบกับคุณแม่แล้วก็คนที่ดูแล้วไม่น่าป่วยที่ด้านหน้า และกลับบ้านไป
ขณะนั่งในรถเธอนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เพราะเบื่อไม่อยากเสวนากับผัวตัวเอง แต่เมื่อมาถึงบ้านกลับพบต้องตามายืนอยู่หน้าบ้านชะโงกไปมา
ปี๊ด ปี๊ด!!!
ณัฐภัทรบีบแตรลั่นหมายให้ต้องตาหลบไปอย่าขวางทางเพราะเขาอยากเข้าบ้านไปนอนเต็มที่แล้ว
ต้องตาที่มัวแต่มองในบ้านจึงไม่เห็นว่ารถด้านหลังกลับมาแล้ว จึงกระโดดหลบ พร้อมกับคำสาปแช่งคนขับรถที่ไม่รู้จักมีมารยาทเอาเสียเลย
“นี่บีบแตรอย่างนั้นได้ไงเล่า” คนที่เงียบมานานเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ก็เพื่อนเธอเกะกะ” เมื่อไม่มีอะไรขวางทางเขาก็กดรีโมทย์เปิดประตูเข้าบ้านโดยไม่ชะลอรถให้เธอได้พูดคุยกับเพื่อนด้วยซ้ำ
เด็กหญิงพิพิณที่หลับมาตลอดทางก็ลืมตาขึ้นเมื่อรถจอดสนิท เด็กน้อยรอผู้เป็นพ่อมาเปิดประตูให้ แล้วก็ลงวิ่งไปหาแม่ทันที
“แม่ขา...หายเจ็บยังคะ” เด็กน้อยถามผู้เป็นมารดาด้วยความเป็นห่วง
“หายแล้วจ้ะลูก หนูเข้าไปในบ้านก่อนนะคะ”
“ม่ายเอา จะไปพร้อมแม่ขา”เด็กน้อยอยากเดินไปพร้อมแม่ แต่เธอห่วงเพื่อนที่มาหาเธอถึงบ้านไม่รู้ด้วยเรื่องอะไร
“รีบเข้าบ้านสิ...ยืนทำซากอะไรอยู่!” เธอเดินเข้าไปชิดเขาแล้วยกขากระแทบเท้าเข้าไปแรง พร้อมกับยกเข่าแทงไปที่ต้นขา
ปึก! ตึก!
เมื่อลงรถได้เธอได้ยินคำพูดกวน ๆ ของเขาไม่เลิกใจมันก็อดไม่ได้จริง ๆ หมดเวลาที่เป็นผู้หญิงที่ยอมทนให้เขารังแกฝ่ายเดียวแล้ว
“โอ๊ย...ทำบ้าอะไรเนี่ย”
“น้อยไป...” เธอจ้องหน้าเขาไม่หลบสายตาเช่นเดียวกับเขามองหน้าเมียอย่างเธอด้วยความแค้น แล้วก็อุ้มลูกเข้าบ้านทันที ไม่อยากทำอะไรคนเจ็บตอนนี้...
ฝากไว้ก่อนเถอะ!
พิมพ์พลอยไม่ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขาเสียทีเดียว ไปค้างบ้านโน้นบ้าง บ้านคุณตาบ้างสลับกันไป กลัวคุณตาเหงา แต่เสาร์อาทิตย์จะอยู่บ้านคุณตาเป็นหลัก เพราะตอนมีปัญหาก็มีคุณตาคอยช่วยเหลือ พอเขาเข้ามาดีด้วยเธอจะทิ้งคุณตาได้อย่างไร ทั้งที่คุณตาก็บอกว่าไม่ต้องห่วงก็ตาม ณัฐภัทรยังทำหน้าที่พ่อที่ดี และตามจีบเธออย่างต่อเนื่อง เขาขยันเซอร์ไพรส์เธอทุกวัน ของขวัญไม่ได้ขาด วันสำคัญของเธอล้วนเป็นวันสำคัญของเขาไปด้วย พิมพ์พลอยใช้เวลาพัฒนาคาเฟ่พิพิณให้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักเที่ยวสายคาเฟ่ และช่วงวันหยุดคนจะมากเป็นพิเศษ เธอใช้กำไรส่วนหนึ่งมาต่อเติมที่นั่งชิล ที่ถ่ายรูปเช็กอิน และเพิ่มมุมในสวนให้ดูน่าเข้ามาพักผ่อนมากขึ้น และเธอจ้างผู้จัดการร้านดูแลงานให้เธออีกที ณัฐภัทรใช้เวลาในตอนเช้าไปส่งลูกสาว เขาอุ้มลูกทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะตอนที่เดินไม่ได้กลัวเหลือเกินว่าสองมือนี้จะไม่ได้อุ้มชูเด็กหญิงตัวน้อยของเขาอีกแล้ว หลังจากพยายามทุกทางจนกลับมาเดินได้อีกครั้ง เขาก็อยากชดเชยเวลาที่หายไปของลูกสาวและภรรยาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แม่ขา...ไข่เจียวได้หรือยังคะ” เด็กหญิงพิพิณถือช้อนรอคอ
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงทำหน้าที่เป็นกามเทพให้พ่อกับแม่ และอ้อนขอให้แม่มาค้างที่บ้านของพ่อเป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีก็ว่าได้ “ทำไมอยากค้างบ้านพ่อล่ะคะ” คนเป็นแม่มาถึงพร้อมกับชุดนักเรียนก็ซักไซ้ลูกสาวทันที ไม่รู้คิดยังไงงอแงไม่กลับบ้านเสียอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ให้มาอยู่ตั้งหลายวันแล้วยังไม่จุใจอีกหรือไง “ก็บ้านพ่อขาอยู่ใกล้กว่า แล้วก็ไม่ต้องตื่นเช้าค้า...” เด็กน้อยตอบหน้าซื่อ แต่รู้ดีว่านี่น่าจะเป็นแผนของคนเป็นพ่อแน่ ๆ เธอก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วก็เอาเสื้อผ้าชุดนักเรียนของลูกสาวไปเก็บ แล้วก็เดินกลับมายังห้องเดิมของเธอเมื่อก่อน ห้องนี้มีความทรงจำหลายอย่าง มันมีความเจ็บปวดอยู่ในความทรงจำนั้นด้วย เธอมองไปแล้วก็รู้สึกว่าความทุกข์เมื่อผ่านมาแล้วก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย ตอนที่เผชิญกับความยากลำบากจะเป็นจะตายให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วมองย้อนกลับก็รู้สึกขำตัวเอง ขำให้ความหัวอ่อนให้ผู้ใหญ่ชักจูงทั้งไม่กล้าดื้อรั้นด้วยยังเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว มองความทุกข์เมื่อวันวานเป็นเรื่องธรรมดาที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เธอนั่งลงที่เตียงที่ดูเหมือนสะอาดอยู่เสมอ เพ
แล้วคืนนั้นเธอก็ทนรบเร้าจากลูกสาวไม่ได้ จึงต้องให้เขานอนกับลูก ส่วนเธอก็ไปนอนกับคุณแม่ของเขาในห้องของตัวเอง เมื่อจะเข้านอน คุณแม่ของเขาก็จับมือเธออยากนั่งคุยปรับทุกข์กันก่อน “แม่ขอโทษนะพลอย ที่ผ่านมาแม่ก็ละเลยหนู ให้หนูต้องทนกับลูกชายแย่ ๆ ของแม่” ณัฐสุดาหากตัวเองไม่ตามใจลูกชาย แล้วดูแลลูกสะใภ้อย่างดี คงไม่เกิดเรื่องราวมากมายอย่างนี้ คงไม่มีใครต้องทรมานกันและกัน “มันคงเป็นโชคร้ายของหนูค่ะ ที่เจอเขา” “หนูกลับไปไม่ได้แล้วใช่ไหมลูก” ไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของเธอเท่านั้นที่รอคอยพิมพ์พลอย แต่เป็นแม่สามีอย่างเธอด้วยที่รอคอยให้พิมพ์พลอยกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกัน “เรื่องของเราสองคนมันมาไกลมากแล้วค่ะ หนูไม่รู้ว่าจะกลับไปเพื่ออะไรเหมือนกัน นอกจากพิพิณ ลูกเป็นเหตุผลเดียวที่พลอยยังไม่ใจร้ายกับเขาไปมากกว่านี้ เพราะหากตัดรอนไปเลย คนที่เจ็บปวดไม่พ้นพิพิณ การเห็นลูกเศร้า พลอยเองก็ไม่สบายใจ รอยยิ้มของพิพิณคือสิ่งที่พลอยอยากเห็นที่สุด” เธอตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ จะกลับหรือไม่กลับนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอเพียงแค่เหตุผลเดียว แต่พิพิณก็คือเหตุผลทั้งหมดในการที่เธอฮึดสู้
พิมพ์พลอยกลับไป ณัฐภัทรก็คล้ายคนมีอาการซึมเศร้าทันที เขาไม่ทำอะไรเอาแต่เฝ้ารอที่หน้าประตู กระทั่งโทรหายังไม่กล้า ความรู้สึกที่เคยทำร้ายเธอเมื่อก่อนมันทำให้เขาเจ็บปวดใจ เหมือนตัวเองกำลังมีคนเอามีดมาทิ่มแทงหัวใจ เพียงแค่เธอไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจเขาแล้วเท่านั้น เขาเคยร้ายกับเธอสุดขั้ว แต่เธอยังพูดดีกับเขาได้นับว่าเมตตาคนเลว ๆ อย่างเขามากแล้ว เมื่อคราวนี้เขาเป็นฝ่ายรอบ้างกลับรู้สึกว่าเวลาแต่ละนาทีนั้นทำไมมันดูเชื่องช้านัก เขาไม่กินข้าว รู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย อยากไปหาพลอยกับลูก แต่ก็มองสภาพตัวเองก็ร้องไห้ออกมาทั้งทุบตีขาตัวเองที่มันยังไม่ยอมมีกำลังเดินได้เสียที “ทำไม...ทำไม...ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้...ฮื้อ ฮื้อ...!!!” เขาทั้งโวยวายและทุบตีตัวเอง ทำเอาณัฐสุดาที่คุยงานอยู่ในห้องทำงานในบ้านต้องรีบวางสายออกมาหาลูกชาย “ภัทร...อย่าลูก...อย่าทำร้ายตัวเอง” ลูกชายเธออาการทรุดหนักอารมณ์แปรปรวนเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้าตอนที่ต้องอยู่คนเดียว เธอเองก็ต้องดูแลลูกชายกับต้องทำงานที่บริษัทไปด้วยรู้สึกเหนื่อยเป็นอย่างมาก “ฮึก...แม่ครับ...ทำไม ทำไมผมต้องเป็
วันถัดมาเป็นพิมพ์พลอยที่มารับลูกสาวของเธอเอง เพราะว่าลูกสาวโทรมาอ้อนว่านอนไม่หลับไม่มีแม่คอยเล่านิทานให้ฟัง แต่แท้ที่จริงก็คือคุณพ่อนั้นเป็นคนบงการลูกสาวตัวเอง ทั้งอ้อนวอนอยู่ในที จนเด็กสาวที่อยากมีพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันจึงตกลงร่วมมือแต่โดยดี ณัฐภัทรนั่งอยู่ในรถเข็นด้วยชุดใหม่ที่คิดว่าตัวเองหล่อที่สุด และเฝ้ามองไปยังหน้าประตูบ้านเช่นเดิมอย่างใจจดใจจ่อ จนณัฐสุดาระอาใจกับลูกชายตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ขัดต่อความวาดหวังของเขา เพราะว่าคนเรามักจะอยู่ด้วยความหวัง ให้ลูกชายได้มีสิทธิ์หวังบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจ ช่วงใกล้เที่ยงหลังจากที่พิมพ์พลอยจัดการงานที่ร้านจนเสร็จแล้วและให้เด็กในร้านดูแล ทั้งฝากกับคุณป้าแม่บ้านช่วยดูอีกแรง จึงปลีกเวลามารับลูกสาวตัวน้อยได้ เธอแวะซื้อกระเพาะปลาเจ้าเด็ดมาฝากคุณแม่ของเขาด้วย ตอนนี้เธอขับรถเป็นแล้วหลังจากฝึกมายาวนาน และสอบใบขับขี่ผ่านจนได้ จึงยืมรถคันเก่าของคุณตามารับลูกสาว แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้านของเขา มันกลับเกเรเสียอย่างนั้น ทั้งที่คุณตาทักท้วงแล้ว แต่เป็นเธอเองที่ไม่อยากเอารถคันใหม่ที่ราคาแพงมาเสี่ยงกับมือใหม่อย่างเธอ
พิพิณกว่าจะกล้าเข้าหาคุณพ่อได้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เมื่อเห็นคุณย่าเอาโจ๊กถ้วยใหม่ให้คุณพ่อ เด็กน้อยก็รู้สึกอยากกินบ้าง “คุณย่าขา...น้องพิณกินได้ไหม” เด็กน้อยชี้ไปยังถ้วยโจ๊กของคุณพ่อ แล้วก็มองมันอย่างอยากกินตามประสาเด็ก “ได้ค่ะน้องพิณคนเก่งของย่า” คนเป็นย่าป้อนโจ๊กคำเล็ก ๆ ให้กับหลานสาวตัวน้อย เมื่อเห็นหลานกินได้เธอก็อมยิ้ม “อร่อยไหมครับลูก” ชายหนุ่มนั่งมองลูกสาวกินโจ๊กแล้วก็น้ำตาคลอ เขาอยากมองดูลูกเติบโต อยากเลี้ยงลูกด้วยสองมือของตัวเอง อยากอุ้ม อยากพาไปทำอะไรตั้งหลาย อย่าง แต่ตอนนี้มันเหมือนเป็นแค่ความฝันไปแล้ว เขาต้องนั่งรถเข็น แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องนั่งไปถึงเมื่อไหร่ มือข้างที่ไม่ต้องใส่สายน้ำเกลือยกขึ้นปาดน้ำตามที่ไหลลงมาตามร่องแก้มหยดแล้วหยดเล่า อย่างห้ามมันไม่อยู่ เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าเวลามันมีค่าขนาดนี้ เวลาที่เขาทำเรื่องไร้สาระมากมาย แต่กลับไม่เคยดูแลลูกกับเมียให้ดี มีเวลาหาความสุขใส่ตัวมากมาย แต่ไม่เคยมีเวลาทำให้ลูกและเมียมีความสุข เขารู้สึกว่าตัวเองโง่จริง ๆ มือที่อ่อนล้าโรยแรงยกขึ้นลูบที่หัวเล็ก ๆ ของลูก กระทั่งแรงจะเหนี่ยวรั้งล







