เข้าสู่ระบบ第 二 章
เสียงผู้คนจอแจเดินสวนขวักไขว่ไปมาในกลางเมืองเหลียนอู่มองดูคึกคักยิ่ง เขาเองก็เปิดโรงเตี้ยมที่นี่คนของเขาต่างหอบขนสมบัติมีค่ามารอเอาไว้แล้วในห้องลับ น่าแปลกที่ขุนนางปกครองเหลียนอู่เพิกเฉยต่อชาวบ้านหัวเมืองรอบนอกที่บัดนี้ภัยเกิดแล้งจนไม่สามารถปลูกพืชผักได้แลดูอดอยากยิ่ง หากแต่ในเมืองผู้คนกลับคึกคักสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่มีทุกข์ร้อนใดมาแผ้วพาน เขาถอนใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความแตกต่างของผู้คน
"นายท่านทุกอย่างเตรียมการไว้หมดแล้วขอรับ"
"ข้ารู้แล้ว วันนี้เราออกไปชมในตัวเมืองกันเถอะข้ารู้สึกแปลกประหลาด"
"เรื่องใดหรือขอรับ"ปู้เฉินถามด้วยน้ำเสียงสงสัยขึ้นมาทันที เพราะหากเจ้านายของเขาสงสัยอะไรนั่งแสดงว่ามันจะต้องมีกลิ่นไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ
"เจ้าไม่สังเกตหรือว่าเหตุใดคนในเมืองต่างไม่มีทุกข์ร้อน ต่างกับคนตามหัวเมืองอดอยากปากแห้งแร้นแค้นขนาดนั้น"
"นั่นสิขอรับ ข้าเองก็ไม่ทันคิดให้ถ้วนถี่ ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้คนของเราออกไปสืบสักสองสามคนดีหรือไม่"
"ไม่ต้อง รอให้พวกเราเอาเงินทองไปแจกชาวบ้านแล้วค่อยสอบถาม"
"เช่นนั้นพวกเราควรระวังตัวเอาไว้จะดีกว่าขอรับเรื่องนี้ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจ"
"อืม"ทั้งสองเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชายเจ้าสำราญนักท่องยุทธภพ ด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณชั้นยอดและทั้งคู่ต่างถือพัดเดินออกไปด้วยท่าทีราวกับคุณชายเจ้าสำราญ ระหว่างเดินสำรวจตลาดสองข้างทางที่ขายสินค้ามากมาย เขาจึงไปหยุดยืนที่ร้านขายเซาปิ่งไส้ถั่วแดงของโปรดของตน
"คุณชายจะเอากี่อันดีขอรับ"พ่อค้าที่เตรียมห่อเซาปิ่งเอ่ยถามขึ้น
"ขอซักสิบอัน"
"โอโห! คุณชายช่างใจดีเสียจริง นี่ท่านซื้อไปแจกจ่ายผู้ใดเยอะแยะ"
"ปู้เฉินจ่ายเงินให้เถ้าแก่ ข้าเพียงนำไปแจกจ่ายให้กับเหล่าคนในบ้านเท่านั้น จริงสิทำไมข้าเห็นประตูเมืองปิดล่ะ"จื่อหลงโบกพัดด้ามจิ้วไปมา ถามคล้ายมิใส่ใจ
"อ้อ เป็นเพราะวันนี้จะมีเหล่าขุนนางจากเมืองหลวงมาขอรับ"
"หืม ที่นี่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงตั้งมากเหตุใดจึงมีขุนนางจากราชสำนักมาได้เล่า หรือเกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้น"เขาเสแสร้งทำเป็นตกใจ
"ท่านไม่รู้อะไร ก็จอมโจรจวิ้นจื่อหลงน่ะสิ เมื่อวานเขาปล้นของที่จะส่งไปถวายแด่องค์รัชทายาท ดังนั้นทางการจึงต้องออกมาปราบปราม"พ่อค้าก้มลงเอียงใบหน้าเข้าใกล้พร้อมกับลดเสียงลงเล็กน้อย
"จริงๆ แล้ว ข้าไม่ได้รังเกียจจอมโจรเขาหรอก เขาทำเพื่อชาวบ้านที่ทุกข์เข็ญมากมาย แต่ทว่า เฮ่ย! พูดแล้วก็ให้เจ็บใจ เขาดันไปปล้นของที่จะถวายฮ่องเต้จึงต้องลำบากเช่นนี้ รนหาที่ตายแล้ว รนหาที่ตายแล้วจริงๆ "เขาส่ายหน้าช้าๆ จื่อหลงพอได้ยินก็แกล้งใช้พัดปิดปากดวงตาคมเข้มเบิกโพลง
"ถ้าเช่นนั้นเมืองนี้ก็ไม่ปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่ ปู้เฉินเรารีบออกจากเมืองนี้กันเถอะ"เขาแกล้งทำน้ำเสียงตื่นตระหนก
"ขอรับคุณชาย"
"เดี๋ยวๆ พวกท่านอย่าใจร้อน ทางการที่ส่งมานั้นเป็นถึงท่านขุนพลฉั่วเหวิน เขาลือกันว่าผ่านการรบการศึกมานับไม่ถ้วนรวมถึงส่งท่านเสนาบดีกลาโหมมาเชียวนา"
"ถึงขั้นนั้นเชียวหรือแสดงว่าจอมโจรผู้นี้ต้องฝีมือเก่งกาจแน่ๆ "เขาแกล้งทำน้ำเสียงหวาดกลัว
"ให้เก่งยังไงก็สู้ท่านขุนพลไม่ได้หรอก ปลอดภัยแน่นอนเชื่อข้าเถอะ เอาไปๆ นี่ของพวกเจ้า"พ่อค้าส่งเซาปิ่งมา ปู้เฉินล้วงเอาเงินออกมาจ่ายแล้วกล่าวขอบคุณ
"เรื่องนี้นี่เองที่ท่านอาจารย์เอ่ยเตือน"
"เราหลบหนีดีไหมขอรับ ดูท่าทางราชสำนักคงไม่ปล่อยพวกเราเอาไว้แน่"ปู้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี
"เหลวไหล พวกคนอ่อนแอพวกนั้นมันจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร เจ้าอย่าได้ตระหนกขวัญเสีย พวกเรากลับกันก่อนเถอะแล้วเรียกคนมาประชุมด้วย"สองคนที่เดินคุยกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาต้องหยุดเดินเพราะขบวนยาวเหยียดตรงหน้า
"หลบไป หลบไป!! "เสียงทหารนำขบวนตะโกนบอกให้ชาวบ้านแยกออกเป็นสองฝั่ง รถม้าคันเล็กที่กำลังผ่านทางเดินช้าๆ ด้านหลังแถวทหารหกคนมีม้าตัวเขื่องอยู่ตรงกลาง คนที่นั่งอยู่ด้านบนมีร่างกายสูงใหญ่ใบหน้าดุดันและสวมเกราะระดับขุนพลปรากฏอยู่ ก่อนที่จะปิดขบวนด้วยทหารอีกหกนายแล้วถึงตามด้วยรถม้า ปิดท้ายขบวนด้วยทหารอีกยี่สิบนาย ธงที่ชูด้านหน้าและด้านหลังบ่งบอกถึงตำแหน่งของคนที่อยู่ในรถม้าชัดเจนว่ามีฐานะเช่นไร ด้านนอกของประตูเมืองยังมีทหารถึงสามพันนายตั้งกระโจมเล็กๆ ก่อกองไฟเอาไว้ล้อมรอบด้านหน้าทางเข้าเอาไว้สองฟากฝั่ง
"เสนาบดีกลาโหมงั้นหรือ"เขาเอ่ยเสียงเบาดวงตาดุจเหยี่ยวเกิดประกายวับวาบขึ้นมาทันที
"เหตุใดจึงมาไวจริงๆ "ปู้เฉินนิ่วหน้า
"นั่นสิ มาไวกว่าที่ข้าคาดการเอาไว้เสียอีก"
"การเดินทางจากเมืองหลวงมาที่นี่ต้องใช้เวลาถึงสามวันแต่นี่เพียงแค่วันครึ่งพวกเขาก็มาถึงกันแล้ว"ปู้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ
"อืมนั่นสิ แสดงว่าเสนาบดีผู้นี้เก่งกาจมิได้อ่อนแอดังเช่นบัณฑิตทั้งหลายแน่ๆ "เขาตบพัดด้ามจิ้วกับฝ่ามือดังฉาด ก่อนจะหดมือตนเองเข้าไปในแขนเสื้อกว้างและยาวจรดปลายนิ้ว ก่อนจะแอบหยิบลูกไข่มุกเม็ดเล็กๆ เอาไว้ในมือแล้วดีดมันออกไปอย่างรวดเร็วจนสายตาของผู้คนสามัญมองไม่ทันเข้าไปที่สะโพกม้าเทียมรถจนมันตื่นตระหนก ห้อตะบึงเหมือนไร้ทิศทาง เป็นเขาที่เร้นกายกระโจนหายไปตามหลังคาบ้านเรือนในยามที่คนกำลังโกลาหล ซ้ำร้ายยังถูกปู้เฉินป่วนจนไม่อาจคุมขบวนให้คงที่ได้ รถม้าเทียมสลัดคนบังคับจนตกลงไปนอนกลิ้งกับพื้นสลบไสล เหลือเพียงคนด้านในที่จับยึดตัวรถเอาไว้แน่น
"เกิดอะไรขึ้น!! "ฟ่านเสวียนมองไม่เห็นภายนอกว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เขารู้เพียงความสั่นสะเทือนและเสียงกรีดร้องโวยวายของผู้คนเท่านั้น ทันใดนั้นเองรถม้าที่ขยับโขยกเขยกไปมาจนเนื้อตัวสั่นคลอนก็หยุดลงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งที่ส่งเสียงห้ามม้ามิให้พยศ
"ฮ่าห์ ย่าห์ ย่าห์ หยุดๆ "เสียงกุบกับด้านนอกหยุดลง เขาจึงประคองตัวขึ้นแล้วแง้มผ้าบังประตูออก สายตาปะทะกับคนรูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าคมเข้มหล่อเหลา สวมเสื้อผ้าราคาแพงกำลังยึดสายจูงม้าเอาไว้แน่นจนมันขยับขาเพียงกุบกับเบาๆ เท่านั้น
"ปลอดภัยหรือไม่"น้ำเสียงที่ถามห้วนสั้นดวงตาคมดุจ้องมาที่ใบหน้าเรียวขาวเขม็งด้วยสายตาดุจเหยี่ยวจับจ้องเหยื่ออันโอชะ
"ปละ ปลอดภัย ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือ"ฟ่านเสวียนตะกุกตะกักตอบ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำเขาตกใจไม่น้อยเรียกได้ว่าเสียขวัญก็ว่าได้
"แล้วเจ้าทำไมไม่กระโดดลงมา หรือไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ชมโลกอันงดงามแห่งนี้แล้ว"คนถามยังลงเสียงหนักคล้ายเขาเป็นเด็กซุกซนหาเรื่องเจ็บตัวกระนั้น
"คือ..ข้าไม่กล้า"
"โง่เสียจริง เช่นนั้นก็ลงมาเถอะ"จื่อหลงเหลือบสายตามองคนที่กำลังประคองตัวเองก้มต่ำลอดประตูรถม้าลง คนผู้นี้มีกลิ่นดอกไม้ป่าหอมอ่อนบางโชยมาน้อยๆ จากถุงหอม ผมที่ถูกรัดเกล้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยแต่ก็ยังน่าดูชมมิขัดตาแต่อย่างใด ร่างโปร่ง ในชุดสีดำปักลายมังกรที่บ่งบอกเครื่องหมายของกรมกลาโหมทำให้เขารู้ว่าเป็นผู้ใด หากการข่าวของเขามิได้บอกเลยสักนิดว่าเป็นคนผู้นี้ เขากระแอมให้ลำคอโล่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ระวังขาเจ้าด้วย"เขานึกไม่ถึงเลยสักนิดว่าคนตรงหน้าจะปรากฏตัวให้เห็นโดยไม่ทันตั้งตัว สายตาสำรวจไปทั่วตัวของคนร่างโปร่งว่าบาดเจ็บตรงใดบ้างเมื่อเห็นว่าไม่มีบาดแผลเขาจึงลอบถอนหายใจโล่งอก
"ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือ"
"ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาช่วยเหลือคนโง่งมที่ไม่รักตัวกลัวตายปล่อยให้ม้าวิ่งเตลิดโดยไม่ช่วยเหลือตัวเองเช่นนี้"ฟ่านเสวียนถึงกับหน้าแดงเมื่อถูกตำหนิจากคนที่ไม่รู้จักเช่นนี้ ริมฝีปากหยักเป็นรูปกระจับเม้มเข้าหากัน
"ข้าขอบคุณที่เจ้ามีน้ำใจ แต่ไม่น่าจะตำหนิข้าเช่นนี้เพราะเราไม่รู้จักกันเสียหน่อย อีกอย่างต่อให้เจ้าไม่ช่วยคนของข้าก็เข้ามาช่วยได้อยู่แล้ว ลำบากเจ้าสอดมือแล้ว โอ๊ย!!! "สิ้นคำเขาถึงกับร้องด้วยความเจ็บเพราะคนตัวโตกว่าบีบข้อมือเขาจนแน่นโดยไม่ทันตั้งตัว
"เจ้าตั้งใจจะทำอะไร"
"ลงโทษคนที่ไม่รู้จักคุณคน ข้านั้นถือว่าได้ช่วยชีวิตให้เจ้า ดังนั้นเจ้าจึงต้องเป็นหนี้ชีวิตข้าแล้ว"
"แค่ม้าพยศข้าจะตายได้อย่างไร อ๊ะ! "ฟ่านเสวียนต้องตกใจเพราะมองเห็นสภาพรถม้าที่พุ่งออกประตูเมืองมายังหน้าผา ล้อข้างหนึ่งเอียงตกลงไปด้านล่างยังโชคดีที่แหนบคานขัดกับก้อนหินเอาไว้จึงไม่ร่วงหล่นลงไปยังหุบเขา
"เป็นอย่างไร คราวนี้รู้หรือยัง"จื่อหลงเยาะเย้ยถากถาง ทว่าภายในใจอดใจหายไม่ได้โชคดีที่เขาติดตามมาช่วยเอาไว้ได้ทันท่วงที
"ข้า..ข้า"
"ช่างเถอะ มาสิเราจะกลับเข้าไปในเมืองด้วยกัน"เขาปลดม้าออกจากรถเทียมแล้วกระโดดขึ้นขี่ ส่งมือให้กับคนตัวบางที่ยืนลังเลอยู่
"ไม่เป็นไรเจ้าไปเถอะขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ หากข้ากลับเข้าตัวเมืองแล้วข้าจะพักที่โรงเตี้ยม เจ้าสามารถไปเอารางวัลได้"
"อวดดีแบบนี้ คิดจะเดินเข้าไปในตัวเมืองหรือไร รู้หรือไม่ว่าเจ้าออกมาไกลแค่ไหนถ้าคิดจะเดินกลับคงใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเชียว"
"ข้าคิดว่าขบวนของข้าคงส่งคนออกมาตามหาดังนั้นข้าจึงคิดจะรั้งรอพวกเขาที่นี่"จื่อหลงไม่ฟังเสียงคว้าเอวบางออกแรงดึงขึ้นมาควบม้าด้านหน้าทันที
"เจ้าทำอะไร"ฟ่านเสวียนตกใจเกาะคอม้าเอาไว้แน่น นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้สามารถยกคนเช่นเขาขึ้นม้าด้วยมือเดียวได้ เขามิใช่แม่นางน้อยที่อ้อนแอ้นบอบบางเสียหน่อยใบหน้าเรียวขึ้นซับสีทันทีมิใช่เอียงอายแต่เป็นเรื่องน่าละอายต่างหากเล่า เขาดูราวกับคนกำลังเป็นโรคเจ็บป่วยและอ่อนแอ จนถึงขั้นให้บุรุษเช่นเดียวกันโอบอุ้มขึ้นบนหลังม้าได้ง่ายดาย จื่อหลงยิ้มน้อยๆ อยู่ด้านหลังลอบสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนด้านหน้า เมื่อเห็นใบหูแดงขึ้นทันตารวมถึงแก้มที่ซับสีจึงอดหยอกเย้าไม่ได้
"เจ้าเจ็บป่วยที่ใด เหตุใดจึงหน้าแดง หรือว่า...เป็นเพราะอากาศร้อน"เขาแสร้งพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ฟ่านเสวียนรีบตอบคำ
"ใช่ๆ อากาศร้อน ข้าทนอากาศเช่นนี้ไม่ค่อยไหว"
"อ้อ! เป็นเช่นนั้น"เขาหัวเราะในลำคอแล้วใช้ขากระตุ้นสีข้างของม้าให้ค่อยย่างเหยาะไปช้าๆ
"เจ้าชื่อเสียงเรียงใด พอจะบอกผู้มีบุญคุณของเจ้าได้หรือไม่"จื่อหลงเอ่ยเสียงเรียบทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนนั้นมีชื่อว่าอย่างไร
"ข้าแซ่ลู่ ลู่ฟ่านเสวียน"
"อืม ความหมายดีสมกับตัวเจ้าจริงๆ "
"แล้วเจ้าล่ะ"
"ข้าหรือข้าแซ่เหวิน ชื่อจื่อหลง"
"เหวินจื่อหลงงั้นหรือ สมกับตัวเจ้าเช่นกัน"ฟ่านเสวียนบอกสองคนนั่งบนหลังม้าที่เดินช้าๆ สองข้างทางยังเป็นป่าละเมาะเล็กๆ พอให้เห็นสัตว์ขนาดเล็กวิ่งข้ามไปมาจากอีกฝั่งไปถึงอีกฝั่ง
"แล้วข้าถามได้หรือไม่ว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่"จื่อหลงชวนคุย
"ข้ามาเรื่องราชการสำคัญ เรื่องนี้คงไม่สามารถตอบเจ้าได้"
"อ้อ ไม่เป็นไรข้ามิได้อยากรู้จริงๆ ว่าเจ้ามาทำอะไร เพียงแต่ข้าสงสัยเล็กน้อยเท่านั้น ดูจากเครื่องแบบของเจ้าแล้วเจ้าทำงานกับฝ่ายกลาโหมหรือ"
"ใช่ ข้าเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ เท่านั้น"
"อ้อ"จื่อหลงพยักหน้า
"เอาล่ะข้างหน้าจะเข้าประตูเมืองแล้ว เจ้าขี่ม้าเองได้หรือไม่"
"ข้าไม่เคยขี่ แต่คิดว่าถ้ามันไม่พยศข้าคงควบคุมมันได้"จื่อหลงถอนหายใจกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเปลี่ยนมาจับจูงสายจูงแทน
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งเจ้าที่โรงเตี้ยม"จื่อหลงค่อยจูงม้าจนไปหยุดที่โรงเตี้ยมของตน พบว่าเหล่าขบวนกำลังเตรียมออกตามหาฟ่านเสวียนอยู่
"นี่ถ้าไม่เจอข้า เจ้าคงกลายเป็นศพก่อนที่พวกเจ้าจะตามเจอแล้วแน่ๆ "
"พวกเขาคงคิดว่าข้าไม่เป็นอันตรายจึงไม่ได้ออกมาตามหา แต่พอรอแล้วข้ายังไม่ปรากฏตัวจึงรีบออกตามหา"
"เฮ๊อะ! แล้วแต่เจ้าเถอะหากเจ้าคิดจะเชื่อเช่นนั้น
#มาแล้วจ้ามาต่อตอนสองให้แล้ว
"นั่นลูกข้านะ ข้าจะให้เขากลับจวนเมื่อใดก็ได้ อึ๊ก!!!"เสนาลู่ส่งเสียงข่มขู่"แต่นั้นเป็นฟูเหรินข้า ตายก็ฝังที่สกุลข้า อึ๊ก!!"องค์รัชทายาทได้ยินก็ส่ายหน้าไปมา ด้วยข่าวลือที่ลือกันทั้งวังหลวงว่า พ่อขาลูกเขยนี้หาได้ถูกตากันไม่ เจอกันครั้งใดย่อมมีสงครามน้ำลายขนาดย่อยให้เป็นข่าวเสมอ"หมายความว่า เจ้าจะไม่ให้ลูกฟ่านกลับ เอิ๊ก! กลับจวนข้าหรือ""กลับสิ เขากลับ แต่ขอข้าเข้าหอก่อน ไว้ข้าอารมณ์ดีเมื่อไหร่ข้าจะไปส่ง""เจ้าคนต่ำทราม เจ้าจะแยกพ่อแยกลูกกันรึ อ๊อก เอิ้กกก"เสนาลูกทำท่าจะอาเจียนแต่กลืนลงลำคอเอาไว้แทน"เฮ่ย! นั่นเป็นภรรยาข้านะ ท่านจะแยกยวนยางรึ ไม่อายหรือไร อ๊อกกก"ปู้เฉินเห็นว่าศึกน้ำลายนี่คงอีกยาวไกล เขาจึงแจ้งแก่ทุกคนว่าให้ดื่มกินได้เต็มที่ ส่วนเจ้าบ่าวคงเมาหนักมากแล้วและถึงเวลาเข้าหอได้แล้ว ครั้งแรกทุกคนไม่ยินยอม ทว่าอวี้หนี่ออกมาบอกให้ทุกคนรู้ว่าท่าทางจื่อหลงเมาจนไม่สามารถดื่มกินได้อีกแล้วจึงจะพากลับเข้าหอ"ไม่ได้!""เข้าหอไม่ได้นะ"เสนาลู่ดึงแขนเสื้อของจื่หลงเอาไว้ เขาประคองตัวแทบไม่อยู่จึงดูเหมือนกอดเอวของจื่อหลงเอาไว้ ฝ่ายจื่อหลงเองก็ยืนไม่อยู่เซไปด้านหลังล้มลงโดยมีเสนาลู่ทับอยู่ด้
"เจ้าค่ะ อีกอย่างข้างนอกมีกงกงจากในวัง นำของขวัญมามอบให้เจ้าค่ะ"อวี้หนี่ทำท่านึกขึ้นได้"หือ จากองค์ใด"เสนาลู่ขมวดคิ้ว"จากลู่กุ้ยเฟยเจ้าค่ะ""อ้อพระสนมนั่นเอง ไปๆ เจ้าออกไปรับ""ขอรับ"ฟ่านเสวียนตอบคำแล้วเดินนำหน้าอวี้หนี่ออกไปด้านนอก"รบกวนกงกงแล้ว เหตุท่านจึงมิบอกบ่าวรับใช้เล่า ท่านต้องมายืนรอให้เสียเวลา"ฟ่านเสวียนรีบเข้าไปประคองแขนกงกงคนสนิทของลู่กุ้ยเฟย"ไม่เป็น พะย่ะค่ะ เหล่านู๋มาพร้อมกับขบวนเกี้ยวรับเจ้าสาว เห็นเช่นนั้นบ่าวจึงรีบเดินมาก่อน นี่เป็นของจากพระสนมพะย่ะค่ะ กงกงยื่นหีบขนาดใหญ่แทบจะอุ้มไว้ในมือไม่ไหวยื่นให้ฟ่านเสวียน"พระสนมยังกล่าว่า เนื่องจากพระนางออกจากวังมามิได้จึงได้แต่ฝากคำอวยพรมาให้ ขอให้พิธีสมรสราบรื่น มีแต่ความสุขพะย่ะค่ะ""ขอบใจท่านกงกงมากที่นำความมาบอก เด็กๆ"ฟ่านเสวียนมิได้เอ่ยปากว่าต้องการสิ่งใดทว่า บ่าวรับใช้รู้งานนำถุงที่มีน้ำหนักไม่น้อยปักดิ้นเงินงดงามส่งให้ถึงมือกงกง"นี่เป็นค่าเหนื่อยเล้กน้อย ขอท่านกงกงรับไว้ด้วยเถอะ""เกรงใจแล้ว เกรงใจแล้ว กระหม่อมมิบังอาจ""รับไปเถอะ ถือเสียว่าเป็นค่าเสียเวลาของท่าน"กงกงผู้เฒ่ายิ้มจนปากกว้าง"ขอบพระทัยพระชายา ขอบพระทั
จื่อหลงเดินกระวนกระวาย คอยชะเง้อดูแดดด้านนอกเพื่อคำนวณเวลา ปากคอยถามปู้เฉินที่แต่งชุดดูดีกว่าทุกๆวัน เอวคาดด้วยสายรัดเอวสีแดง สื่อให้เห็นว่าเป็นคนของฝั่งเจ้าบ่าว ตัวของจื่อหลงเองแต่งชุดสีแดงมีลวดลายมังกรสีทองปักอยู่ เดินวนไปมา"ม้าล่ะ"ปู้เฉินเหลือกตามองเพดาน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล"ยามเหม่าแล้วขอรับ""อีกหนึ่งชั่วจะยามซื่อ ตรวจดูทุกอย่างอย่าให้ผิดพลาด"จื่อหลงย้ำอีกครั้ง ปู้เฉินอุบอิบอยู่ในลำคอเบาๆ 'ครั้งที่ร้อยแล้วขอรับ'"เจ้าว่าอะไรนะ"จื่อหลงหันหน้ามาจากบานหร้าต่างเขม้นมองหน้าอิดโรยของปู้เฉิน"ปละ เปล่าขอรับ ข้าบอกว่าทุกอย่างล้วนแต่ไม่มีผิดพลาดแน่นอนขอรับ"ปู้เฉินหางคิ้วกระตุกเพ่งมองใบหน้าคล้ายดอกทานตะวันของจื่อหลงด้วยความรู้สึกอยากจะถอนหายใจแรงๆเข้าใส่ ทว่าคนอย่างเขามิอาจจะทำเช่นนั้นได้ ดูหรือตั้งแต่วันกำหนดงานพิธี ต่อให้มีคนจากในวังมาช่วยงาน และมีคนของสำนักอีก แต่ดูเหมือนเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ด้วยคำสั่งที่ว่า "ทุกอย่างต้องได้ ทุกอย่างต้องมี ทุกอย่างต้องไม่ผิดพลาด" ดังนั้น ทั้งเขาและพ่อบ้านของจวนสกุลลู่จึงมิอาจละเลยให้บ่าวรับใช้ทำกันเอง นั่นคือที่มาของใบหน้าอิดโรยเช่นนี้ จื่อหลง
"หนิ..นี่ท่าน ไหนบอกมาลูกข้าเอาเปรียบเจ้าเช่นไร"พอกันทีกับอ๋องผู้นี้ ไม่มีความเกรงใจอีกแล้ว นั่นลูกชายเขา แถมตอนนี้ยังต้องตกเป็นเจ้าสาว! เจ้าสาวเชียวนะแค่คิดลมก็จับอีกแล้ว เขารีบลุกขึ้นจากเตียงมากระชากแขนฟ่านเสวียนให้ซ่อนอยู่ด้านหลังตัวเอง"มานี่ เจ้าออกไปก่อน เด็กๆ เด็กๆ อยู่ไหน มาพาตัวคุณชายใหญ่ไปห้องของข้าเดี๋ยวนี้"สิ้นเสียงและเวลาผ่านไปจนเขารู้สึก"เด็กๆหายหัวไปไหนกันหมด"เสนาลู่หนวดกระดิกซ้ำ เมื่อเขาหันมามองร่างสูงใหญ่ก็ต้องตาขุ่นเขียว เพราะเจ้าเขยตัวแสบนั่นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แถมยืนแคะเล็บราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือตน"บอกมา คนของข้าหายไปไหนหมด""หวกเขางานคงยุ่งขอรับ""งานยุ่งบิดาเจ้าสิ"เพียงเขาสบถออกมาก็สะดุ้งเอง เพราะบิดาของเจ้าลูกเขยนี่อยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน"ข้าพูดผิด งานยุ่งหาเจ้าสิ"เสนาลู่กลับคำทันที"บอกมาคนไปไหนหมด""คนที่อยู่ระแวกนี้ล้วนแต่เหนื่อยอยากพัก ข้าเลยให้เขาหลับพักผ่อนเต็มที่ ส่วนคนที่ตกแต่งจวนด้านนอก ข้าก็ให้ปู้เฉินนำทหารมาช่วยแล้ว ท่านพ่อตาอย่าได้เกรงใจๆ"คราวนี้เขารู้สึกควันร้อนๆกรุ่นอยู่เหนือศีรษะตัวเอง หางตากระตุกไม่หยุด"ข้า...ข้า..ข้าจะพูดอย่างไร
"เอาวางไว้ตรงนั้น นั่นๆ หยุดๆ เจ้าระวังมือหน่อย ของพระราชทานเชียวนะ นี่ๆ ข้าบอกเจ้าไว้ว่าเช่นไร บอกให้เตรียมเอาไว้ตรงนั้นอย่างไรเล่า"เสียงเอะอะดังไปทั่วจวนอัครเสนาลู่ พ่อบ้านแห่งจวนได้แต่หมุนตัวไปมาราวกับลูกข่าง แน่นอน ยามนี้ฟ่านเสวียนนั่งอยู่ในเรือนของตัวเอง ก้มหน้านิ่ง คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามคือท่านอัครเสนาผู้เป็นบิดา"แทนที่จะกลับมาให้ไว เจ้ามัวทำอะไรอยู่ หรือลืมบิดาคนนี้ไปแล้ว"เสนาลู่มองบุตรชายคนเดียวของตนด้วยสายตายากจะบรรยาย วันนี้ในจวนต่างวุ่นวายเพื่อตระเตรียมพิธีพระราชทานสมรสให้จวิ้นอ๋อง แน่นอน อันที่จริงถ้าเป็นชาวบ้านสามัญเช่นพวกเขาและต้องแต่งงานกับบุรุษ ทางจวนของเขาต่างหากที่ต้องส่งเกี้ยวไปรับตัวเจ้าสาว แต่ในเมื่อมีราชโองการ เขาจึงต้องให้บุตรชายตนเองกลายเป็นถูกส่งเกี้ยวมารับตัวเจ้าสาวแทน แค่คิดหนวดสีขาวปนเทาก็เริ่มกระตุกอีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาต้องพ่ายแพ้เล่ห์เหลี่ยมให้แก่จวิ้นอ๋องผู้นั้น แค่คิดอาการปวดตึงต้นคอก็เริ่มขึ้นอีกแล้ว เขายกมือขึ้นนวดต้นคอตัวเองเบาๆ มองกลุ่มมวยผมที่อยู่ในกวานหยกสีขาว ใบหน้าขาวนวลก้มต่ำจนมองไม่เห็น เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลงๆ"ข้า..ข้า"ฟ่านเส
"พะ..พวกเรา ออก เอ่อ..ออกไปกันก่อนเถอะ"อวี้หนี่รีบบอก ปู้เฉินถึงกับเม้มปากกลั้นหัวเราะหยักหน้าเร็วๆ พลางนึกในใจว่านายท่านของเขาช่างใจร้อนเสียจริง"ไปเถอะ พวกเขาไม่เขินอายพวกเรากลับอายแทน"ปู้เฉินหัวเราะเบาๆค่อยประคองคนรักจากไปให้ไกลจากเสียงหยาบโลนนั่น"จะ..จื่อหลง ข้าได้ยินเสียงคน อื้ออ"ฟ่านเสวียนได้ยินเสียงพูดภายนอกทำให้อารมณ์กระสันต์สะดุด จื่อหลงจับเรียวคางบังคับให้หันมาสบตาเขาแล้วประกบริมฝีปากเข้าหาแน่นใช้ลิ้นร้อนล่อลวงให้อีกฝ่ายหลงลืมเสียงภายนอก เขากระแทกบั้นเอวย้ำๆให้อีกฟ่านเสวียนเคล้มไปกับท่วงทำนองรัก ฟ่านเสวียนเองก็ยอมถูกให้อีกฝ่ายชักนำแต่โดยดี"จื่อหลง ฮ๊าา อืออ "ราวกับปีนขึ้นสู่ยอดเขาแล้วดิ่งตัวลงมาจากหน้าผา หัวใจของฟ่านเสีวยนเต้นรัวแรง ความรู้สึกผ่าวร้อนภายในช่องทางบวกกับความคับแน่นหล่อหลอมให้เขากำลังจะละลาย ยิ่งจื่อหลงกระแทกปลายสุดของตนเองเข้ากับจุดเสียวยิ่งทำให้เขากระเด้งตัวสอดรับแรงบดอัด"อ่าาาห์ รัดข้าอีก ข้างในของเจ้าร้อนตอดรัดจนข้ายากจะทานไหว"จื่อหลงกระซิบแหบพร่า ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีมืดมิดราวกับท้องทะเลยามค่ำคืน ริมฝีปากร้อนชื้นบดขยี้ริมฝีปากบวมฉ่ำราวกับดูดกลืนพลังวิญญาณข
จื่อหลงได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห ไม่ว่าเมื่อใดเรื่องราวก็ไม่พ้นให้เขาได้เป็นผู้สะสาง เมื่อคิดเช่นนั้นเขาก็อดทอดถอนใจแผ่วเบาออกมาไม่ได้ เขารักศิษย์น้องทั้งคู่ราวกับพี่น้องที่คลานตามกันมายิ่งเมื่ออาจารย์ของเขาตอกย้ำเรื่องบุญคุณนั่นยิ่งทำให้เขาต้องคอยดูแลเขาทั้งคู่มากยิ่งขึ้น ปู้เฉินที่เดิ
จื่อหลงไม่ยอมให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้เขาจงใจขบเม้มริมฝีปากอวบอิ่มดูดดุนลิ้นเล็กไปมา ต่างจากฟ่านเสวียนที่ยังเหม่อลอยคล้ายมิได้สติปล่อยให้อีกฝ่ายรุกเร้าส่งปลายลิ้นเข้าไปควานดูดดื่มน้ำหวานภายในโพรงปากได้อย่างถนัดถนี่"อืออ"เสียงครางอยู่ในลำคอของฟ่านเสวียนยิ่งทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น เขาเลื่อนมือลงไปใน
"อืม..ข้ารู้ ให้ข้าถอดกางเกงของเจ้าเถอะถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าจะสะอาดไปทั้งตัวได้อย่างไร"ฟ่านเสวียนเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าปฏิกิริยากลางกายของตัวเองที่ร้อยวันพันปีเขามิเคยเปิดเผยต้องมาเปิดเผยกับอีกฝ่ายที่ถือได้ว่าไม่คุ้นเคยมากเท่าใด มือบางรีบตะครุบมือหนาที่กำลังจะดึงเชือกผูกเ
"หุบปากของเจ้าไป! "อวี้หนี่ตวาดเสียงดัง เซิ่งหว่านกัดกรามแน่นสายตาเจ็บช้ำ"ศิษย์น้องเล็กเจ้านี่ช่างมีตาหามีแววไม่ ศิษย์น้องรองรักเจ้าแค่ไหนเหตุใดถึงไม่ยอมรับรู้ ทุกๆ เรื่องที่เจ้าก่อก็มีเขาเป็นผู้แก้ไขทั้งนั้น""รักงั้นหรือ เขามิใช่ท่านจื่อหลง ต่อให้ท่านโง่งมแค่ไหนสิ่งที่ข้าทำลงไปมีหรือท่านจะไม่รับ