Masukเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า
โชนตะวันที่กำลังเคลียร์งานอยู่อย่างขะมักเขม้นตามกิจวัตรประจำวัน ตอนนี้เขากำลังสาละวนอยู่กับการหาเอกสารที่เกี่ยวกับแบบแปลนการก่อสร้างโรงผลิตไวน์ เมื่อค้นหาดูจนทั่วโต๊ะทำงานแล้วไม่พบ จึงขบคิดได้ว่าเขาวางทิ้งเอาไว้ที่โต๊ะรับแขก เมื่อตอนก่อนที่จะไปทานอาหารเย็น เมื่อเสร็จสรรพจากอาหารเย็นก็รีบขึ้นมาบนห้องนอนทันที เพื่อเคลียร์งานที่คั่งค้าง จนลืมหยิบติดมือขึ้นมาด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงรีบผลุนผลันเปิดประตูห้องเดินลงไปที่ชั้นล่าง ไฟที่ชั้นล่างปิดมืดมิดแต่ด้วยความคุ้นเคยกับบ้านของตนเองเขาจึงไม่จำเป็นต้องเปิดไฟเพื่อให้แสงสว่าง
เมื่อเดินไปถึงโต๊ะรับแขก จึงก้มตัวลงไปหยิบเอาเอกสารขึ้นมาถือไว้ในมือเตรียมตัวที่จะเดินกลับขึ้นไปชั้นบน
เพล้ง...
“ว้าย...”
เสียงแก้วร่วงตกกระทบพื้นแตกกระจาย พร้อมๆ กับเสียงร้องอุทานออกมาอย่างตกใจที่ดังขึ้นมาในความมืด
โชนตะวันหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียง แม้จะอยู่ในความมืดสลัว แต่เขายังจดจำร่างบอบบางอรชรได้เป็นดีจึงส่งเสียงร้องเตือนออกไป
“หนูรัน หยุดก่อน อย่าเพิ่งขยับ”
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มของโชนตะวัน หญิงสาวจึงหยุดชะงักและเริ่มคลายใจลง เมื่อเริ่มตั้งสติได้จึงหลุดปากออกมาเสียงสั่น
“คุณอาเองเหรอคะ รันตกใจหมดเลยค่ะ”
“หนูรันอย่าเพิ่งเดินมานะครับ ระวังจะเหยียบเศษแก้ว เดี๋ยวในอาเปิดไฟก่อน” เขารีบบอกออกไปเพื่อความปลอดภัยของหล่อน จากนั้นจึงเดินไปเปิดไฟจนสว่างไสวไปทั่วห้องรับแขก แล้วจึงเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่ยืนนิ่ง แต่ยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย เพราะตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่
“หนูรันลงมาทำไมเหรอครับ นี่มันดึกแล้วนะ” เขาถามออกไป พร้อมเบี่ยงร่างเดินเลี่ยงจากร่างของหล่อนเพื่อผ่านเข้าไปยังห้องครัว เพื่อหาไม้กวาดและที่ตักขยะมาจัดการกับเศษแก้วแตก
“รันนอนไม่หลับค่ะคุณอา รู้สึกกระหายน้ำจึงเดินลงมาหาน้ำดื่มค่ะ” หล่อนตอบออกมาเสียงแผ่ว เมื่อโชนตะวันเดินกลับมาพร้อมไม้กวาดและที่ตักขยะ
“คงจะแปลกที่น่ะครับเลยทำให้นอนไม่หลับ แต่คราวหน้าคราวหลังถ้าจะลงมาข้างล่างอีก ก็เปิดไฟให้สว่างนะครับ ไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายขึ้นได้” เขาตอบกลับไปพร้อมๆ กับจัดการเก็บกวาดเศษแก้วจนเรียบร้อยแล้ว
“รันนอนไม่หลับค่ะ พอลงมาดื่มน้ำก็เลยถือแก้วน้ำ คิดว่าจะมานั่งดื่มที่โซฟาและนั่งคิดอะไรสักครู่ จึงจะกลับขึ้นไปนอนค่ะ แต่พอเดินออกมาเห็นเงาเคลื่อนไหวเลยตกใจจนแก้วน้ำหลุดมือ” หล่อนกล่าวออกมา โชนตะวันยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น กล่าวออกมาว่า
“ถ้าอย่างนั้นหนูรันไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะครับ เดี๋ยวอาเอาน้ำไปให้ดื่ม หากยังไม่ง่วงก็นั่งคุยกับอาสักครู่ก็ได้ เรายังไม่ได้คุยกันจริงจังเลย”
“ได้ค่ะคุณอา” วรันธรตอบรับอย่างว่าง่าย แล้วจึงเดินไปทรุดนั่งลงบนโซฟาตัวยาวนุ่มนิ่ม ชั่วครู่โชนตะวันจึงถือแก้วน้ำมายื่นส่งให้ หล่อนยกแก้วขึ้นจิบน้ำดื่มไปเล็กน้อย แล้วจึงวางลงบนโต๊ะที่อยู่ทางเบื้องหน้า
“คุณอาลงมาทำไมหรือคะ” หล่อนถามออกมาเสียงใส จ้องมองใบหน้าที่คมเข้มของเขาด้วยนัยน์ตากระจ่างสดใส
“พอดีอากำลังเคลียร์งานที่ค้างอยู่ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าลืมเอกสารเอาไว้ที่โต๊ะรับแขกนี่ เลยลงมาเอา ไม่คิดเหมือนกันว่า หนูรันก็จะลงมาเหมือนกัน แต่อย่าลืมนะครับ หากคราวหลังลงมาอีกต้องเปิดไฟให้สว่างเอาไว้ก่อน” เขาตอบกลับไปเสียงเรียบ แต่ก็ยังย้ำเตือนหล่อนถึงเรื่องความปลอดภัยอีกครั้ง
“รันก็ตั้งใจว่าจะเปิดเหมือนกันค่ะ แต่รันไม่รู้ว่าสวิทซ์เปิดปิดอยู่ตรงไหน ก็เลยตรงไปที่ตู้เย็นหาน้ำดื่มเลยดีกว่า” หล่อนตอบออกมาเสียงใส เขายิ้มรับที่มุมปาก จนหญิงสาวที่จับจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่ตลอดเวลา กลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ยังรู้สึกอีกว่ารอยยิ้มน้อยๆ ของเขากลับทรงเสน่ห์ น่าดูยิ่งนัก
“เอ่อ...มีอะไรติดอยู่ที่หน้าของอาหรือเปล่าครับ” โชนตะวันย้อนถามกลับไป เมื่อรู้สึกได้ว่าถูกหล่อนจับจ้องมองจนผิดสังเกต วรันธรยิ้มเก้ออย่างกระดาก รีบส่ายหน้ากล่าวปฏิเสธออกมาเสียงรัว
“ปะ..เปล่าค่ะ เอ่อ...คือ รัน กำลังมองว่าคุณอาตอนนี้ กับคุณอาที่รันเห็นเมื่อครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน คุณอาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย”
โชนตะวันจ้องมองใบหน้างดงามของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ อย่างมีเสน่ห์ที่มุมปาก ตอบกลับมาว่า
“หลายปีแล้วนะครับ จากที่เราสองคนได้พบกันเมื่อครั้งงานศพของพี่ศิ จากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” แต่เมื่อคำพูดได้กล่าวออกไป จึงพบเห็นประกายตาเศร้าสลดวูบหนึ่งของหญิงสาวที่สะท้อนออกมา เขาจึงรีบกล่าวออกมาเพราะกริ่งเกรงว่าคำพูดของตนจะทำให้หญิงสาวสะเทือนใจ
“เอ่อ...อาขอโทษครับ ที่พลั้งปากพูดเรื่องที่น่าสะเทือนใจออกไป”
วรันธรฝืนยิ้มน้อยๆ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่งดงามเฉิดฉัน เมื่อหญิงสาวยิ้มออกมา ประกายตาของเธอคล้ายกับมีรอยยิ้มที่สดใส สะกดให้โชนตะวันต้องเพ่งมองอย่างเคลิบเคลิ้มวาบหวามใจ
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณอา คุณแม่จากรันไปตั้ง 7 ปีแล้ว รันทำใจได้แล้วล่ะค่ะ” หล่อนกล่าวจบ จึงเบิกตากลมกว้างเล็กน้อย จ้องมองไปที่ใบหน้าของโชนตะวันที่กำลังเหม่อมองมาที่ใบหน้าของหล่อนอย่างเคลิบเคลิ้ม จนต้องย้อนถามกลับไป ด้วยคำถามเดียวกันกับที่เขาถามเธอออกมาเมื่อครู่
“เอ่อ...คุณอาคะ มีอะไรติดอยู่ที่หน้าของรันหรือเปล่าคะ”
โชนตะวันสะดุ้งเล็กน้อยอย่างเสียกิริยาเพราะความกระดาก ปฏิเสธออกมาไม่เต็มเสียงนัก
“ปะ...เปล่าครับ พอดีอากำลังฟังที่หนูรันพูดอยู่น่ะครับ”
“จริงเหรอคะ” หญิงสาวโน้มร่างยื่นใบหน้างามสดใสเข้ามาใกล้ใบหน้าคมเข้มของโชนตะวันอย่างซุกซนเพราะเริ่มคุ้นเคยและไว้วางใจ ถามออกมาเสียงใสล้อเลียน
โชนตะวันที่หันหน้าหนีแววตาใสของหล่อนเมื่อครู่ เมื่อได้ยินเสียงของหญิงสาวเอ่ยถาม จึงหันขวับกลับมาโดยเร็วเพื่อกล่าวยืนยัน แต่เมื่อใบหน้าของเขาหันกลับมา ริมฝีปากหนาของเขาก็กระทบเข้ากับแก้มขาวเนียนนุ่มของหล่อนที่เผลอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนคนทั้งสองต้องสะดุ้งออกมาอย่างตกใจ ผละออกห่างจากกันทันควัน
“อุ๊ย...” วรันธรอุทานออกมาพร้อมยกฝ่ามือลูบไปที่ข้างแก้มที่ถูกริมฝีปากอุ่นของเขาประทับไปเมื่อครู่อย่างตกใจและเอียงอาย
โชนตะวันก็มีท่าทีไม่ต่างกันนัก เขาใจหายวาบ จนต้องรีบกล่าวออกมารัวเร็ว
“ขอโทษครับหนูรัน อาไม่ทันระวังตัว อาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณอา เป็นรันไม่ดีเองที่เล่นคะนองเกินไป รันเองต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษคุณอาค่ะ” เธอค่อยๆ ลดมือลงจากข้างแก้ม ที่คล้ายยังรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากริมฝีปากของเขาที่ประทับมาเมื่อครู่อย่างแผ่วเบา แต่ก็ตอบกลับมาเสียงแผ่วก้มหน้านิ่งอย่างเอียงอาย
“เอ่อ...รันขอตัวขึ้นไปนอนก่อนดีกว่าค่ะ เริ่มรู้สึกจะง่วงนิดๆ แล้วค่ะ” วรันธรกล่าวออกมาเสียงสั่นเพราะหัวใจที่เต้นระส่ำอย่างประหลาด ผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็ว แต่โชนตะวันพลันส่งเสียงออกมาเสียก่อนว่า
“หากพรุ่งนี้หนูรันอยากจะเข้าไปชมไร่องุ่นก็ได้นะครับ หลังอาหารเช้าอาจะเข้าไปทำงานในไร่ เราจะได้ไปพร้อมกันเลย”
“ค่ะ” วรันธรก้มหน้าตอบรับออกมาเสียงเบา ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมามองจ้องประสานสายตากับชายหนุ่ม เพราะรู้สึกได้ว่าใบหน้าของเธอร้อนแผ่วอย่างประหลาดพิกล จากนั้นจึงกล่าวขอตัวกลับขึ้นห้องนอนไปด้วยหัวใจที่เต้นระทึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อหญิงสาวกลับเข้าห้องไปแล้ว โชนตะวันที่มองตามร่างขาวเนียนอรชรของหล่อนในทุกฝีก้าว พลันลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เผลอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากของตนอย่างเลื่อนลอย ริมฝีปากหนาของเขายังรู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มอ่อนโยนของแก้มสาว ที่หอมกรุ่มอย่างน่าหลงใหล แต่เมื่อได้สติก็ต้องสบภตำหนิตัวเองออกมาอย่างแผ่วเบา
“พอได้แล้วนายโชน คิดอะไรเพ้อเจ้อฟุ้งซ่าน หนูรัน...เป็นหลานสาวของนายนะโว้ย” จากนั้นจึงคว้าเอกสารเดินกลับเข้าห้องไปอย่างสับสนต่อความรู้สึกของตนเอง
นายเรวัตยิ้มอย่างรู้ทันต่อความคิดของโชนตะวันที่เขาเห็นเป็นน้องชายและไว้วางใจเสมอมา แม้กระทั่งวรันธรยังเข้าใจต่อประโยคของเขา เธอรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าคุณอาที่หล่อนรักมีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องของเขาและเธอให้บิดาเธอได้รู้เพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้องตามครรลองธรรมเนียม จึงส่งสายตาให้กำลังใจต่อเขา ซึ่งเขาก็ยิ้มรับอย่างเข้าใจเช่นกัน“คุณพ่อคะ ตอนนี้รันได้เป็นผู้จัดการโรงผลิตไวน์ด้วยนะคะ อีกไม่นานไวน์ล็อตแรกก็จะออกสู่ตลาดเพื่อวางจำหน่ายแล้ว ตอนนี้รันยุ่งมากเรื่องการตลาด แต่ก็เชื่อว่าต้องทำได้แน่ เพราะคุณอาวางระบบเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีค่ะ”หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอวด นายเรวัตยิ้มน้อย ๆ พลางมองบุตรสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือนอย่างพิจารณา แล้วจึงกล่าวออกมาอย่างชื่นชมว่า“ผ่านเรื่องร้ายมาไม่น้อย ลูกดูแกร่งขึ้นและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ พ่อภูมิใจในตัวหนูมากนะ” ผู้เป็นบิดาดึงร่างบางของหญิงสาวเข้ามากอดอีกครั้งอย่างรักใคร่เอ็นดู ผ่า
พ่อเลี้ยงณรงค์เหลียวหน้ามามองลุงชุ่มด้วยสองตาที่แข็งดุ แต่เมื่อมองสำรวจโดยรอบ เห็นลพที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน และสภาพที่แตกหักยุ่งเหยิง อีกทั้งตอนนี้อยู่ต่อหน้ารองชยุตและปลัดเนตรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการ จึงไม่กล้าที่จะผลีผลาม จำต้องข่มกลั้นความแค้นเอาไว้อย่างเยือกเย็นรองชยุตใช้วิทยุแจ้งเหตุไปที่สถานีตำรวจ ให้นำกำลังมายังที่เกิดเหตุ เพื่อนำร่างของลาภิศและแพรวส่งพิสูจน์ ส่วนคนที่เหลือทั้งหมดถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ พ่อเลี้ยงณรงค์เป็นผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดและกำลังจะลงเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงถล่มทลายในเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อมีข่าวฉาวเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จึงไม่อาจปกปิดเรื่องให้เงียบเอาไว้ได้ตามที่โชนตะวันต้องการ ยิ่งถูกนักข่าวขุดคุ้ยถึงพฤติกรรมในอดีตของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่มีเบื้องหลังดำเนินธุรกิจสีเทา ส่วนลาภิศลูกชายก็ก่อเรื่องอื้อฉ
“ตา...แพรวจะเข้าไปช่วยคุณรัน แพรวต้องการที่จะแก้แค้นไอ้ลาภิศด้วย ตารอแพรวอยู่ตรงนี้นะตา” หล่อนร้องบอกออกมาเพียงเท่านั้น ก็ผละจากไปสุดที่ลุงชุ่มจะยับยั้งทักท้วงได้ทัน“โธ่...วู่วามเหลือเกินนังเด็กคนนี้ แส่เข้ามาหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว” ลุงชุ่มบ่น แต่ก็รีบตามหลานสาวเข้าไปภายใน โดยหันมากำชับนายกาจกับนายสืบว่า “เอ็งสองคนเฝ้าพวกมันเอาไว้ให้ดีนะโว้ย อย่าเผลอเด็ดขาด เดี๋ยวข้ากลับมา”แต่เมื่อลุงชุ่มวิ่งเข้ามาภายในรีสอร์ทหลังใหญ่ ภาพที่เห็นทางเบื้องหน้าทำให้ร่างกายสั่นเทาสองเท้าชะงักงันไปทันควัน เมื่อเห็นแพรวใช้มีดในมือแทงไปทางด้านหลังของลาภิศสุดแรง“แพรว...อย่า” โชนตะวันกับลพที่เห็นเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นเลวร้าย จึงร้องตวาดห้ามเด็กสาว แต่ก็ไม่อาจที่จะยับยั้งหล่อนเอาไว้ได้ แรงโทสะที่ถูกทรยศหักหลัง บันดาลให้เวลานี้เต็มไปด้วยแรงโกรธแค้น เด็กสาวกระชากมีดออกจากร่างของลาภิศ ก่อนจะกระหน่ำจ้วงแทงไปที่
“โอ้ย...” เสียงของลาภิศแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บเสียด เมื่อลพปรี่เข้ามาทางด้านข้างพร้อมเท้าหนักที่ถีบใส่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว จนร่างสูงของลาภิศกระเด็นกลิ้งไปชนกับโต๊ะเก็บของที่วางอยู่ทางข้างหัวเตียง“ไอ้ห่าลพ มึงก็อยากมีเรื่องกับกูอีกคนใช่ไหมวะ ดีล่ะ...มึงเข้ามาเลย แค้นเก่าแค้นใหม่จะได้สะสางกันให้มันจบกันเลยในวันนี้ มึงเข้ามาสิวะ” ลาภิศที่โกรธแค้นจนหน้ามืด เขาร้องท้าทายออกมาอย่างคลุ้งคลั่ง และไม่รอให้ลพขยับเข้ามาก่อน กลับเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย เหวี่ยงหมัดขวาไปที่ใบหน้าของลพสุดแรงแต่มีหรือที่ชายหนุ่มเจ้าสำอางอย่างลาภิศจะสู้กับคนที่แข็งแกร่งทรหดอย่างลพได้ เขาเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมัดขวาก็กระทุ้งหนักไปที่ท้องของลาภิศเต็มแรงจนตัวงอเป็นกุ้ง และเมื่อลพกระแทกหมัดเข้าใส่ใบหน้าขาวอีกครั้ง ร่างของลาภิศถึงกับผงะถอยหลังล้มกระแทกตู้เก็บของที่อยู่ข้างหัวเตียงจนล้มคว่ำ ลิ้นชักไหลเปิดข้าวของภายในกระจัดกระจายออกมาเกลื่อน“คุณโชนพาคุณรันออ
ยังไม่ทันที่โชนตะวันกับลุงชุ่มไปพากันไปตามเป้าหมาย ประตูรีสอร์ทที่อยู่ทางด้านข้างห่างจากตำแหน่งที่โชนตะวันอยู่อยู่เพียงสองวาพลันเปิดออก พร้อมกับร่างหนาของลพที่โผล่ออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด“อ้าว...ไอ้ลพ อยู่ที่นี่หรือวะ เป็นยังไงได้เรื่องอะไรบ้างไหม?” ลุงชุ่มรีบถาม เพราะแกก็นึกเป็นห่วงแพรวหลานสาวของตนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ลพมองหน้าลุงชุ่มเล็กน้อย แล้วจึงเหลียวมองโชนตะวันพร้อมกล่าวรายงานออกมาว่า“เมื่อครู่ผมผ่านรีสอร์ทหลังนี้มาทางด้านหลังครับ พอดีได้ยินเสียงร้องของแพรว จึงแอบเข้ามาทางประตูหลัง ช่วยแพรวเอาไว้ได้ ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ”ลุงชุ่มระบายลมหายใจแรงอย่างโล่งอก โชนตะวันเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ลพจึงกล่าวต่อไปอีกว่า“แพรวบอกว่าคุณรันถูกลาภิศพาตัวไปไว้ในรีสอร์ทหลังถัดไปนี่แหละครับคุณโชน รีบไปกันเถอะครับ”“ดี...ไปกันเลย อ้อ...ลุงชุ่ม นายลพมาแล้ว เดี๋ยวให้นายลพไปกับผมสองคนก็พอ
ทางด้านของลุงชุ่มที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวพุ่มไม้ด้วยความกระสับกระส่าย จนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดังอย่างแผ่วเบามาทางด้านหลัง เมื่อเหลียวหน้ากลับไปจึงเห็นโชนตะวันที่ถือปืนพกสั้นอยู่ในมือ กำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดและกังวลชัดเจนทางด้านหลังของโชนตะวัน มีนายกาจกับนายสืบสองคนงานชายฉกรรจ์ในไร่ที่ติดตามมาด้วย นายกาจกระชับปืนลูกซองยาวเรมิงตัน 870 แบบปั๊มแอ็กชั่น ส่วนนายสืบถือปืนพกสั้นแบบ 11มม. เหมือนกับโชนตะวัน“สถานการณ์เป็นยังไงบ้างลุงชุ่ม พบเห็นหนูรันหรือยัง แล้วลพหายไปไหนล่ะ?” เจ้าของไร่โชนตะวันที่ขยับปรี่เข้ามาแอบอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้กับลุงชุ่มเอ่ยถามออกมาเสียงเครียดขรึม ส่วนนายกาจกับนายสืบแยกย้ายกันไปแอบอยู่ทางด้านข้างเพื่อรอคอยคำสั่งอย่างเงียบงัน“ยังไม่พบเลยครับคุณโชน แม้แต่นายลาภิศก็ยังไม่เห็น ตั้งแต่มาก็เห็นเพียงคนของมันห้าคนที่กระจายกันเฝ้าอยู่ที่หน้ารีสอร์ทนั่นแหละครับ ส่วนลพมันแอบเข้าไปทางด้านหลังรีสอร์ท
หล่อนทวนคำตาลุกวาวแต่โชนตะวันรีบกล่าวอธิบายออกมาฉับพลันเพราะเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด“อย่าเข้าใจผิดครับหนูรันอารักหนูรันจริงๆนะครับและอาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของหนูรันทุกประการเพียงแต่ว่าอารักและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนท
แพรวหน้าซีดเผือดไปทันทีหล่อนตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วทุกครั้งก่อนที่จะพาร่างข้ามไปยังรีสอร์ทแต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงมีหูประตูมีช่องความลับไม่มีอยู่ในโลกเรื่องที่กระทำสักวันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาความลับหากไม่ต้องการให้ถูกเปิดเผยมีอยู่เพียงหนทางเดียวคืออย่
“เฮ้ย...ลาภิศแกทำอะไรของแกหยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ลูกเลว”เสียงแหบห้าวดังขึ้นทางด้านหลังจากนั้นร่างของลาภิศจึงถูกกระชากออกมาจนพ้นร่างของหญิงสาวอย่างแรงเสียงผลั๊วะดังขึ้นอย่างถนัดถนี่เมื่อกำปั้นหนักๆต่อยโครมไปที่ใบหน้าของลาภิศจนร่างของเข
ทางด้านหน้าห้องร่างของกาจที่ยืนคุมเชิงระมัดระวังอยู่แม้ว่าลูกน้องทั้งสองคนของลาภิศที่คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องจะถูกลพและกาจจัดการจนสลบไสลไปแล้วแต่เพื่อความไม่ประมาทโชนตะวันจึงสั่งให้กาจคอยเฝ้าเอาไว้โดยมีเขาและลพสองคนเท่านั้นที่บุกเข้าไปในห้องในขณะที่กำลังจะเดินผ







