LOGINเมื่อธุรกิจของทางบ้านเกิดปัญหา วรันธรลูกสาวคนเดียวของนายเรวัตนักธุรกิจใหญ่ ถูกส่งตัวให้มาอยู่กับโชนตะวันหนุ่มใหญ่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ หญิงสาวต้องอยู่ตามลำพังกับเขาทุกวันจนกลายเป็นความผูกพัน ต้องเผชิญอุปสรรคและแก้ไขปัญหาร่วมกันจนก่อเกิดเป็นความละมุน กลายเป็นความรักอย่างไม่รู้ตัว แต่รักของเขาทั้งสองกลับไม่ได้ราบรื่นนัก เมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในใจ
View Moreโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ปี สะดุ้งตื่นขึ้นมาราวตี 4 กว่าๆ เนื่องจากเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ ที่วางอยู่ทางด้านข้างโคมไฟหัวเตียงนอนดังขึ้น เขายื่นมือไปคว้าโทรศัพท์มากดรับสายโดยที่ไม่ได้มองรายชื่อของผู้โทรเข้า กระแทกเสียงตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด เพราะถูกรบกวนให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาปกติ
“ใคร มีธุระอะไร” ปลายสายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ ตอบกลับมาเสียงเรียบอย่างไม่ถือสาว่า
“นายนี่มันพูดจาห้วนกรรโชกอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะนายโชน นี่ถ้าเป็นเด็กรุ่นๆ เหมือนสมัยก่อน ฉันจะเตะก้นนายสั่งสอนกันสักสองสามป๊าบ ตั้งแต่เด็กรุ่นจนเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ อย่างนี้สิถึงหาเมียไม่ได้สักที” เสียงทุ้มหนักทรงอำนาจทางต้นสายกล่าวออกมายืดยาว แต่ในน้ำเสียงแฝงความขบขันอย่างอารมณ์ดี แต่หนุ่มใหญ่ที่อยู่ทางปลายสาย กลับสะดุ้งเบิกตาโพลงในความมืดอย่างแปลกใจ อุทานออกไปเสียงตื่นเต้นว่า
“ขอโทษครับ พี่วัต ผมไม่คิดว่าจะเป็นพี่โทรมาครับ” เขาหยุดเว้นระยะเล็กน้อย แต่เมื่อทางต้นสายยังไม่กล่าววาจาอะไรออกมาอีก เขาจึงส่งเสียงถามออกไป
“พี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้โทรมาเวลานี้”
เขาได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงดังแผ่วเล็ดรอดออกมา จากนั้นจึงเป็นน้ำเสียงที่เคร่งเครียดที่ค่อยๆ กล่าวออกมาช้าๆ แต่ยังฟังออกได้ว่ามีความกลัดกลุ้มกังวลอยู่ไม่น้อย
“นายโชน ฉันมีเรื่องสำคัญจะขอรบกวนนายสักอย่าง” หนุ่มใหญ่โชนหัวคิ้วขมวดย่นเข้าหากันอย่างแปลกใจ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่ นายเรวัตนักธุรกิจใหญ่วัย 46 ปี จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา
เรวัตเป็นนักธุรกิจใหญ่มีกิจการที่เกี่ยวกับการขนส่งในหลากหลายประเภท อีกทั้งยังเปิดบริษัทรับเหมางานในโครงการใหญ่โต แม้จะกว้างขวางรู้จักผู้คนมากมาย แต่ในวงการก็มีการเขม่นขัดแข้งขัดขากันเป็นประจำ
ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องพบปะผู้คนมาหน้าหลายตา จึงทำให้กว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย และหลากหลายชนชั้น ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจด้วยกันเอง หรือแม้แต่ในวงการผิดกฎหมาย ซึ่งหากจะนับไปแล้ว เรวัตก็จัดว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งที่มีอำนาจและกว้างขวางอยู่ไม่น้อยทีเดียว
แต่ครั้งนี้นักธุรกิจใหญ่ที่เขานับถือเป็นเสมือนพี่ชายคนนี้ เกิดปัญหาหนักหนาอะไร จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากเขา แถมยังโทรศัพท์มาตอนดึกเสียด้วย
“โชน นายก็รู้ใช่ไหม ว่าธุรกิจที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ แม้จะถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ ฉันยอมรับว่าธุรกิจของฉันนั้นเป็นธุรกิจสีเทา ไม่ได้ขาวสะอาดนัก และฉันก็รู้ว่าด้วยเหตุผลนี้ นายจึงไม่ต้องการที่จะมาร่วมงานกับฉัน แม้ว่าฉันจะเอ่ยปากขอร้องนายกี่ครั้งก็ตาม”
โชนเพียงตอบ “ครับ” กลับไปประโยคเดียว เพราะยังไม่เข้าใจต่อเรื่องที่เรวัตต้องการความช่วยเหลือจากตน จึงรับฟังต่อไปอย่างเงียบงัน
“และนายก็คงจะรู้ว่า ธุรกิจของฉันแม้จะรู้จักคนอยู่มากมาย แต่ก็เป็นการรู้จักและคบหากันเพื่อธุรกิจเปลือกนอก แต่ใจจริงแล้ว เราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่า ใครเป็นมิตรแท้หรือเป็นศัตรูกันแน่” เรวัตกล่าวต่อไป แต่โชนเริ่มขมวดคิ้วอย่างตึงเครียด หรือเรวัตจะใช้ลูกไม้เดิมๆ เพื่อชักชวนให้เขาไปร่วมงานด้วย เหมือนหลายๆ ครั้งที่หาวิธีมาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมสารพัด เพื่อให้เขาตอบรับ แต่เขาก็ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง จนระยะหลังเรวัตคงอ่อนใจไปเอง จึงไม่กล่าวชักชวนเขาอีก
“พี่จะชวนให้ผมไปทำงานด้วยอีกหรือครับ” เขาเอ่ยถามออกไปตรงๆ ตามนิสัยที่ตรงไปตรงมา แต่เรวัตกลับปฏิเสธทันควัน พร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง กล่าวออกมา
“นี่เป็นครั้งแรกนะโชน ที่ฉันเห็นด้วยและมีความรู้สึกขอบคุณนายจริงๆ ที่นายปฏิเสธที่จะเข้ามาร่วมงานกับฉันในทุกครั้ง”
โชนยิ่งขมวดคิ้วย่นงุงงงสงสัยหนักขึ้นเมื่อได้ยินคำกล่าวของเรวัต ตอนนี้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ ต่อพฤติกรรมของเรวัต ว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“หนูรัน ลูกสาวของฉัน นายคงยังจำได้ใช่ไหม” เรวัตกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และนั่นยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยหนักขึ้นไปอีก ว่าทำไมอยู่ดีๆ เรวัตจึงเอ่ยถึงวรันธร ลูกสาวของตนเองขึ้นมา แต่ก็ได้แต่รับฟังประโยคต่อไปของผู้ที่สูงวัยกว่าที่กำลังกล่าวต่อไปว่า
“ตอนนี้หนูรันอายุ 21 ปีแล้ว นายคงยังจำได้ เมื่อตอนที่หนูรันอายุได้เพียง 5 ขวบ ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มจับงานด้านธุรกิจและมีคู่แข่งอยู่มากมาย ตอนนั้นหนูรันถูกลักพาตัวไป และนายเป็นคนที่ช่วยเหลือหนูรันกลับมาได้อย่างปลอดภัย”
เหตุการณ์ในครั้งนั้น เขายังจำได้ดี ตอนนั้นเขายังมีอายุได้เพียง 18 ปี ส่วนเรวัตนั้น อายุได้ 30 ปีแล้ว เรวัตในสมัยนั้นกำลังจับงานธุรกิจด้านการประมูลรับเหมางานก่อสร้างโครงการใหญ่ และยังเป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินอีกด้วย จึงเพาะสร้างศัตรูเอาไว้มากมาย ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ส่วนเขาเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 18 ปี หลังจบจากมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงได้เข้ามาทำงานกับบริษัทของนายเรวัต ในฐานะคนงานก่อสร้างในไซต์งานของเรวัต เพื่อเก็บเงินส่งตนเองร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
เขายังจดจำได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง นายเรวัตได้เข้ามาตรวจงานที่ไซต์งานด้วยรถส่วนตัวของตนเอง วันนั้นเขาพาภรรยาและลูกสาวตัวน้อยในวัยเพียงห้าขวบมาด้วย
เรวัตที่กำลังคุยงานอยู่กับโฟร์แมนควบคุมงานก่อสร้าง ที่กำลังคร่ำเคร่งปรึกษางานกันอยู่กับแบบแปลนการก่อสร้างอย่างจดจ่อภายในออฟฟิค ส่วนศศิธรภรรยาของนายเรวัต ถูกผู้เป็นสามีใช้ให่ไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่อยู่ในรถยนต์ ลูกสาวตัวน้อยจึงยืนเล่นอยู่ตามลำพัง
แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันพลันอุบัติขึ้น ในขณะที่ทุกคนกำลังเพิกเฉยละเลยต่อเด็กหญิงอยู่นั้น พลันปรากฏรถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่ง พุ่งเข้ามาจอดอยู่ทางด้านข้างของเด็กหญิง เมื่อประตูเปิดออกจึงปรากฏชายฉกรรจ์พุ่งร่างออกมาคว้าร่างของเด็กน้อย หายเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว จากนั้นรถเก๋งสีดำสนิทก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ทางด้านหน้าใกล้กับทางออกของโครงการ กำลังเข็นรถเข็นปูนอยู่ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เมื่อเห็นรถเก๋งสีดำพุ่งเข้ามาใกล้ จึงออกแรงดันรถเข็นเหล็กที่กำลังเข็นอยู่ พุ่งออกไปขวางหน้ารถเก๋งเอาไว้อย่างกะทันหัน จนรถยนต์ที่เพิ่งจะออกตัวและพุ่งเข้ามาปะทะชนเข้ากับรถเข็นจนเสียหลัก พุ่งแฉลบลงข้างทางที่ปรากฏกองหินกองทรายกองใหญ่ จนรถหยุดชะงักเครื่องยนต์ดับสนิท อีกทั้งยังมีเศษเหล็กอีกไม่น้อยที่อยู่รอบๆ จนล้อรถที่เสียหลักพุ่งเข้าไปทับ จนทำให้ลมล้อรั่วในเวลาฉุกละหุกจึงไม่สามารถเคลื่อนรถออกมาได้
เมื่อเหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้น เสียงอึกทึกดังเซ็งแซ่จากเสียงร่ำร้องอย่าแตกตื่นของคนงานทั้งหมด จนนายเรวัตและคุณศศิธรผู้เป็นภรรยารีบผลุนผลันออกมาจากออฟฟิค เมื่อมีคนงานถลาเข้าไปแจ้งข่าว
นายเรวัตเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงร้องสั่งให้โฟร์แมนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนตัวของเขารีบวิ่งไปที่รถยนต์ส่วนตัว หยิบปืนพกสั้นออกมาแล้วรีบวิ่งมาที่เกิดเหตุที่รถเก๋งจอดสนิทอยู่อย่างร้อนรน
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังอยู่สามสี่ครั้ง แต่เครื่องยนต์กลับไม่สามารถใช้งานได้ ประตูรถจึงถูกเปิดออก ปรากฏชายฉกรรจ์สามคนโผล่ออกมายืนทางนอกรถ คนที่ออกมาทางเบาะนั่งทางด้านหลัง ยังกอดรัดร่างของเด็กหญิงเอาไว้อย่างแน่นหนา เตรียมพร้อมที่จะใช้ร่างของเด็กหญิงเพื่อใช้เป็นตัวประกัน ในมือของมันนั้น ยังมีมีดสั้นอยู่เล่มหนึ่งจ่อไปที่ร่างของเด็กหญิงอย่างน่าหวาดเสียว
แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ผ่านไปได้ เพราะในช่วงฉุกละหุก ชายฉกรรจ์ที่จับเด็กหญิงเป็นตัวประกัน เกิดสะดุดหกล้มตอนที่ก้าวเท้าถอยหลังอย่างลนลาน เขาที่อยู่ไม่ห่างจึงตัดสินใจในทันที วิ่งเข้าไปช่วยเด็กหญิงออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็แลกมาด้วยบาดแผลจากคมมีดในมือของมัน แทงเข้าใส่ที่อกขวาปักคาอยู่อย่างน่าหวาดเสียว
แต่พวกมันทั้งสามคนก็หนีไม่รอดเพราะถูกนายเรวัตใช้ปืนยิงใส่ร่างจนบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง จึงถูกควบคุมตัวไปทันที
และเขาที่ได้รับบาดเจ็บก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล ถูกรักษาตัวอยู่นานร่วมเดือนอาการจึงเริ่มทุเลา แต่ก็นับว่าได้ช่วยชีวิตของเด็กหญิงเอาไว้ได้
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น นายเรวัตที่ซาบซึ้งต่อความกล้าหาญของเขา จึงให้การดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่งเสียให้เขาได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเวลาผ่านไปนานยิ่งขึ้น กลับยิ่งผูกพันและชื่นชอบต่ออุปนิสัยของเขา จึงให้ความรักเสมือนเขาเป็นน้องชายคนหนึ่ง
แต่ด้วยระยะเวลาที่รู้จักกันมาหลายปี จึงได้รู้เห็นว่านายเรวัตนั้นแม้อุปนิสัยส่วนตัวจะจริงใจและให้ความรักต่อเขาเสมือนน้องชายคนหนึ่ง แต่ทางด้านธุรกิจกลับซ่อนเร้นสีเทาอย่างคลุมเครือ เขาจึงไม่ปรารถนาที่จะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องต่อธุรกิจของพี่ชายที่นับถือ เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงขอแยกตัวกลับมาต่างจังหวัดที่ภูมิลำเนาเดิม แม้จะถูกนายเรวัตทัดทานและร้องขอให้อยู่ช่วยเรื่องธุรกิจ ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนที่มหาศาลก็ตาม
ด้วยความที่เขาเป็นคนรักสงบและสันโดษ จึงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เริ่มใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ใช้ที่ดินเกือบร้อยไร่ที่เป็นมรดกของพ่อและแม่ ปรับปรุงให้เป็นไร่องุ่นที่ส่งขายในประเทศและต่างประเทศ จนสร้างรายได้มหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ปี
บ้านไร่โชนตะวัน จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ๆ ไม่ว่าใครๆ ในจังหวัดต่างก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี และพ่อเลี้ยงหนุ่มโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ที่หล่อเหลาสมาร์ท ยังเป็นชายโสดที่ทรงเสน่ห์ และเป็นที่หมายปองต่อสาวงามอีกนับไม่ถ้วน
“ครับ ผมจำได้ แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว พี่จะพูดถึงไปทำไมหรือครับ” เขาย้อนตอบกลับไปเสียงขรึม แต่นายเรวัตรีบตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
“ก็เพราะฉันและครอบครัว ยังจดจำและรำลึกถึงบุญคุณที่นายเคยช่วยเหลือหนูรันเอาไว้ยังไงล่ะ”
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงและตอบออกมาเสียงเคร่งขรึมและจริงจังว่า “พี่ก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง อะไรที่ผมช่วยได้ ผมก็ต้องช่วยอยู่แล้วครับ”
เสียงหัวเราะจากทางต้นสายหัวเราะหึๆ ออกมาอย่างถูกใจ ก่อนที่จะกล่าวเน้นย้ำออกมาว่า
“ก็เพราะอย่างนี้ยังไงล่ะ ฉันถึงเชื่อใจนาย และมาขอความช่วยเหลือจากนาย”
“พี่จะให้ผมช่วยอะไรเหรอครับ” โชนตะวันถามออกไป แต่ก็ลอบหวั่นวิตกอยู่บ้างต่อสิ่งที่นายเรวัตต้องการที่จะให้เขาช่วย ลองถ้าได้เอ่ยปากมาขนาดนี้แล้วน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างแน่นอน
“ฉันขอฝากหนูรันให้นายช่วยดูแลสักระยะหนึ่ง หวังว่านายคงจะไม่ขัดข้อง” โชนตะวันสะดุ้งพรวดผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างตระหนก หลุดปากถามออกไป
“ห๊า...พี่ว่ายังไงนะครับ” ทางต้นสายหัวเราะหึๆ ในลำคออีกครั้ง แล้วจึงกล่าวออกมา
“นายได้ยินไม่ผิดหรอกนายโชน ฉันขอให้นายช่วยดูแลหนูรันให้ฉันสักระยะ ตอนนี้หนูรันก็อายุ 21 ปีแล้ว พอที่จะดูแลตัวเองได้บ้าง แต่ถ้าหากได้ไปอยู่ในความดูแลของคนที่ฉันไว้วางใจ ฉันจะสบายใจได้บ้าง”
หล่อนทวนคำตาลุกวาวแต่โชนตะวันรีบกล่าวอธิบายออกมาฉับพลันเพราะเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด“อย่าเข้าใจผิดครับหนูรันอารักหนูรันจริงๆนะครับและอาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของหนูรันทุกประการเพียงแต่ว่าอารักและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนที่อารักให้นานที่สุดแต่อาสัญญาอีกครั้งนะครับว่าอาจะขอแค่ได้นอนกอดหนูรันทั้งคืนเพียงเท่านั้นอาจะไม่ขอล่วงเกินมากไปกว่านี้แน่นอนครับ”วรันธรจ้องมองใบหน้าคมของเขาอย่างชั่งใจโชนตะวันออดอ้อนออกมาอีกว่า“นะครับนะ อาจะไม่ล่วงเกินหนูรันจริงๆอาสัญญา”“ก็ได้ค่ะแต่อาต้องทำตามคำที่พูดเอาไว้นะคะ”หล่อนตัดสินใจตอบกลับมา เพราะในจิตใจลึกๆแล้วก็โหยหาต้องการที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาเช่นกัน“ครับอาสัญญาด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญเลยครับ”พูดพลางยกมือขึ้นทำท่าทางประกอบอย่างทะเล้นจนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา“ถ้าอย่างนั้นเรานอนกันเลยนะครับอาเริ่มง่วงแล้ว&
มือหนาของโชนตะวันลูบไล้ไปบนเรือนร่างงามอย่างโหยหาจากนั้นจึงมาหยุดเค้นคลึงแผ่วเบาไปที่เนินถันอวบอัดแฝงแรงดีดเต่งตึงที่อยู่ภายใต้บราเซียราคาแพงร่างที่ต่อต้านขัดขืนของหญิงสาวค่อยๆเริ่มอ่อนระทวยเพราะเผชิญการรุกเร้าอย่างต่อเนื่องนุ่มนวลของชายหนุ่มจากอาการแข็งขืนเมื่อครู่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นเผยอริมฝีปากรับลิ้นหนาของชายหนุ่มเข้ามาในปากนุ่มอีกครั้งลิ้นหนาของโชนตะวันที่สอดเข้ามารุกล้ำเชิญชวนกระตุ้นให้หล่อนต้องสอดลิ้นนุ่มตวัดพัวพันรับรสเสน่หาที่ถูกกระตุ้นเร่งเร้าจากลิ้นหนาที่เชี่ยวชาญ“คะ...คุณอาคะพอก่อนเถอะค่ะรัน...ใจจะขาดแล้วค่ะ”หญิงสาวส่งเสียงละล่ำละลักออกมาพร้อมหอบหายใจถี่รัวเร็วเมื่อเขาละริมฝีปากออกจากปากนุ่มของหล่อนโชนตะวันผุดลุกขึ้นจากโซฟาพลางประคองร่างงามระหงของวรันธรให้ลุกขึ้นยืน ร่างของหล่อนโผขึ้นตามติดคล้ายไร้เรี่ยวแรงชายหนุ่มจึงช้อนร่างงามขาวนวลเนียนของหล่อนเอาไว้ในอ้อมแขนอุ้มร่างของหล่อนเอาไว้จากนั้นจึงพาเดินขึ้นบันไดตรงไปที่ชั้นบน“ว้าย...คุณอาปล่อยรันเถอะค่ะเดี๋ยว
หลังอาหารเย็นวรันธรที่ยังนอนพักผ่อนอยู่บนห้องส่วนตัวจึงไม่ได้ลงมาร่วมรับประทานอาหารตามปกติโชนตะวันจึงบอกให้ป้าเนียมจัดข้าวต้มเอาไว้หนึ่งชุด เมื่อหญิงสาวตื่นขึ้นมาจะได้ลงมารับประทานได้ทันทีสองทุ่มกว่าแล้วในขณะที่โชนตะวันยังนั่งสะสางงานที่คั่งค้างอยู่บนโซฟารับแขกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงมาจากชั้นบนจึงหันไปมองก็เห็นร่างของวรันธรที่กำลังเดินลงมาอย่างแผ่วเบา“ตื่นแล้วเหรอครับหนูรันหิวไหมครับ”โชนตะวันกล่าวทักทายออกไปพลางใช้สายตาสำรวจมองร่างของหญิงสาวอย่างห่วงใย“ค่ะคุณอาแต่ก็ยังรู้สึกมึนๆและอ่อนเพลียอยู่บ้างค่ะ” หญิงสาวตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปากแต่ใบหน้าของหล่อนยังดูซีดเซียวโชนตะวันผุดลุกขึ้นเดินปรี่เข้าไปหาร่างของหล่อนแล้วจึงประคองให้มานั่งพักที่โซฟาก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า“หนูรันนั่งพักตรงนี้ก่อนนะครับอาให้ป้าเนียมเตรียมข้าวต้มเครื่องเอาไว้ให้แล้วเผื่อว่าตื่นขึ้นมาจะรู้สึกหิวเดี๋ยวอาจะไปตัก
แพรวหน้าซีดเผือดไปทันทีหล่อนตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วทุกครั้งก่อนที่จะพาร่างข้ามไปยังรีสอร์ทแต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงมีหูประตูมีช่องความลับไม่มีอยู่ในโลกเรื่องที่กระทำสักวันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาความลับหากไม่ต้องการให้ถูกเปิดเผยมีอยู่เพียงหนทางเดียวคืออย่ากระทำเท่านั้น“จริงหรือแพรวที่ลพบอกเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าลูก” ป้าเนียมย้ำถามออกมาแต่ยังกอดร่างที่ตะลึงแข็งค้างของแพรวเอาไว้ในอ้อมกอดอย่างเวทนาแพรวเม้มปากแน่นสนิทไม่กล่าวอะไรออกมาอีก มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่ค่อยๆไหลรินออกมาลพที่ยังเห็นแพรวนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามเขาผุดลุกขึ้นมาใช้มือทุบโต๊ะเสียงดังกระแทกเสียงเค้นถามออกมาอย่างคลั่งแค้นขุ่นเคือง“บอกพี่มาสิแพรวแพรวมีอะไรกับมันแล้วใช่ไหมแพรวมีอะไรกับไอ้ลาภิศใช่ไหมแพรวก็รู้ใช่ไหมว่าพี่รักแพรวพี่พร้อมจะดูแลแพรวทุกอย่างแพรวเป็นเมียของพี่แล้วทำไมยังทำกับพี่แบบนี้แพรวทำแบบนี้ทำไม”ลพระบายออกมาอย่างแค้นเคืองแต่สิ่งที่เขากล่าวออกมา&nb