LOGINเมื่อธุรกิจของทางบ้านเกิดปัญหา วรันธรลูกสาวคนเดียวของนายเรวัตนักธุรกิจใหญ่ ถูกส่งตัวให้มาอยู่กับโชนตะวันหนุ่มใหญ่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ หญิงสาวต้องอยู่ตามลำพังกับเขาทุกวันจนกลายเป็นความผูกพัน ต้องเผชิญอุปสรรคและแก้ไขปัญหาร่วมกันจนก่อเกิดเป็นความละมุน กลายเป็นความรักอย่างไม่รู้ตัว แต่รักของเขาทั้งสองกลับไม่ได้ราบรื่นนัก เมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในใจ
View Moreโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ปี สะดุ้งตื่นขึ้นมาราวตี 4 กว่าๆ เนื่องจากเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ ที่วางอยู่ทางด้านข้างโคมไฟหัวเตียงนอนดังขึ้น เขายื่นมือไปคว้าโทรศัพท์มากดรับสายโดยที่ไม่ได้มองรายชื่อของผู้โทรเข้า กระแทกเสียงตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด เพราะถูกรบกวนให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาปกติ
“ใคร มีธุระอะไร” ปลายสายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ ตอบกลับมาเสียงเรียบอย่างไม่ถือสาว่า
“นายนี่มันพูดจาห้วนกรรโชกอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะนายโชน นี่ถ้าเป็นเด็กรุ่นๆ เหมือนสมัยก่อน ฉันจะเตะก้นนายสั่งสอนกันสักสองสามป๊าบ ตั้งแต่เด็กรุ่นจนเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ อย่างนี้สิถึงหาเมียไม่ได้สักที” เสียงทุ้มหนักทรงอำนาจทางต้นสายกล่าวออกมายืดยาว แต่ในน้ำเสียงแฝงความขบขันอย่างอารมณ์ดี แต่หนุ่มใหญ่ที่อยู่ทางปลายสาย กลับสะดุ้งเบิกตาโพลงในความมืดอย่างแปลกใจ อุทานออกไปเสียงตื่นเต้นว่า
“ขอโทษครับ พี่วัต ผมไม่คิดว่าจะเป็นพี่โทรมาครับ” เขาหยุดเว้นระยะเล็กน้อย แต่เมื่อทางต้นสายยังไม่กล่าววาจาอะไรออกมาอีก เขาจึงส่งเสียงถามออกไป
“พี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้โทรมาเวลานี้”
เขาได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงดังแผ่วเล็ดรอดออกมา จากนั้นจึงเป็นน้ำเสียงที่เคร่งเครียดที่ค่อยๆ กล่าวออกมาช้าๆ แต่ยังฟังออกได้ว่ามีความกลัดกลุ้มกังวลอยู่ไม่น้อย
“นายโชน ฉันมีเรื่องสำคัญจะขอรบกวนนายสักอย่าง” หนุ่มใหญ่โชนหัวคิ้วขมวดย่นเข้าหากันอย่างแปลกใจ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่ นายเรวัตนักธุรกิจใหญ่วัย 46 ปี จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา
เรวัตเป็นนักธุรกิจใหญ่มีกิจการที่เกี่ยวกับการขนส่งในหลากหลายประเภท อีกทั้งยังเปิดบริษัทรับเหมางานในโครงการใหญ่โต แม้จะกว้างขวางรู้จักผู้คนมากมาย แต่ในวงการก็มีการเขม่นขัดแข้งขัดขากันเป็นประจำ
ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องพบปะผู้คนมาหน้าหลายตา จึงทำให้กว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย และหลากหลายชนชั้น ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจด้วยกันเอง หรือแม้แต่ในวงการผิดกฎหมาย ซึ่งหากจะนับไปแล้ว เรวัตก็จัดว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งที่มีอำนาจและกว้างขวางอยู่ไม่น้อยทีเดียว
แต่ครั้งนี้นักธุรกิจใหญ่ที่เขานับถือเป็นเสมือนพี่ชายคนนี้ เกิดปัญหาหนักหนาอะไร จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากเขา แถมยังโทรศัพท์มาตอนดึกเสียด้วย
“โชน นายก็รู้ใช่ไหม ว่าธุรกิจที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ แม้จะถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ ฉันยอมรับว่าธุรกิจของฉันนั้นเป็นธุรกิจสีเทา ไม่ได้ขาวสะอาดนัก และฉันก็รู้ว่าด้วยเหตุผลนี้ นายจึงไม่ต้องการที่จะมาร่วมงานกับฉัน แม้ว่าฉันจะเอ่ยปากขอร้องนายกี่ครั้งก็ตาม”
โชนเพียงตอบ “ครับ” กลับไปประโยคเดียว เพราะยังไม่เข้าใจต่อเรื่องที่เรวัตต้องการความช่วยเหลือจากตน จึงรับฟังต่อไปอย่างเงียบงัน
“และนายก็คงจะรู้ว่า ธุรกิจของฉันแม้จะรู้จักคนอยู่มากมาย แต่ก็เป็นการรู้จักและคบหากันเพื่อธุรกิจเปลือกนอก แต่ใจจริงแล้ว เราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่า ใครเป็นมิตรแท้หรือเป็นศัตรูกันแน่” เรวัตกล่าวต่อไป แต่โชนเริ่มขมวดคิ้วอย่างตึงเครียด หรือเรวัตจะใช้ลูกไม้เดิมๆ เพื่อชักชวนให้เขาไปร่วมงานด้วย เหมือนหลายๆ ครั้งที่หาวิธีมาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมสารพัด เพื่อให้เขาตอบรับ แต่เขาก็ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง จนระยะหลังเรวัตคงอ่อนใจไปเอง จึงไม่กล่าวชักชวนเขาอีก
“พี่จะชวนให้ผมไปทำงานด้วยอีกหรือครับ” เขาเอ่ยถามออกไปตรงๆ ตามนิสัยที่ตรงไปตรงมา แต่เรวัตกลับปฏิเสธทันควัน พร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง กล่าวออกมา
“นี่เป็นครั้งแรกนะโชน ที่ฉันเห็นด้วยและมีความรู้สึกขอบคุณนายจริงๆ ที่นายปฏิเสธที่จะเข้ามาร่วมงานกับฉันในทุกครั้ง”
โชนยิ่งขมวดคิ้วย่นงุงงงสงสัยหนักขึ้นเมื่อได้ยินคำกล่าวของเรวัต ตอนนี้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ ต่อพฤติกรรมของเรวัต ว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“หนูรัน ลูกสาวของฉัน นายคงยังจำได้ใช่ไหม” เรวัตกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และนั่นยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยหนักขึ้นไปอีก ว่าทำไมอยู่ดีๆ เรวัตจึงเอ่ยถึงวรันธร ลูกสาวของตนเองขึ้นมา แต่ก็ได้แต่รับฟังประโยคต่อไปของผู้ที่สูงวัยกว่าที่กำลังกล่าวต่อไปว่า
“ตอนนี้หนูรันอายุ 21 ปีแล้ว นายคงยังจำได้ เมื่อตอนที่หนูรันอายุได้เพียง 5 ขวบ ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มจับงานด้านธุรกิจและมีคู่แข่งอยู่มากมาย ตอนนั้นหนูรันถูกลักพาตัวไป และนายเป็นคนที่ช่วยเหลือหนูรันกลับมาได้อย่างปลอดภัย”
เหตุการณ์ในครั้งนั้น เขายังจำได้ดี ตอนนั้นเขายังมีอายุได้เพียง 18 ปี ส่วนเรวัตนั้น อายุได้ 30 ปีแล้ว เรวัตในสมัยนั้นกำลังจับงานธุรกิจด้านการประมูลรับเหมางานก่อสร้างโครงการใหญ่ และยังเป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินอีกด้วย จึงเพาะสร้างศัตรูเอาไว้มากมาย ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ส่วนเขาเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 18 ปี หลังจบจากมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงได้เข้ามาทำงานกับบริษัทของนายเรวัต ในฐานะคนงานก่อสร้างในไซต์งานของเรวัต เพื่อเก็บเงินส่งตนเองร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
เขายังจดจำได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง นายเรวัตได้เข้ามาตรวจงานที่ไซต์งานด้วยรถส่วนตัวของตนเอง วันนั้นเขาพาภรรยาและลูกสาวตัวน้อยในวัยเพียงห้าขวบมาด้วย
เรวัตที่กำลังคุยงานอยู่กับโฟร์แมนควบคุมงานก่อสร้าง ที่กำลังคร่ำเคร่งปรึกษางานกันอยู่กับแบบแปลนการก่อสร้างอย่างจดจ่อภายในออฟฟิค ส่วนศศิธรภรรยาของนายเรวัต ถูกผู้เป็นสามีใช้ให่ไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่อยู่ในรถยนต์ ลูกสาวตัวน้อยจึงยืนเล่นอยู่ตามลำพัง
แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันพลันอุบัติขึ้น ในขณะที่ทุกคนกำลังเพิกเฉยละเลยต่อเด็กหญิงอยู่นั้น พลันปรากฏรถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่ง พุ่งเข้ามาจอดอยู่ทางด้านข้างของเด็กหญิง เมื่อประตูเปิดออกจึงปรากฏชายฉกรรจ์พุ่งร่างออกมาคว้าร่างของเด็กน้อย หายเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว จากนั้นรถเก๋งสีดำสนิทก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ทางด้านหน้าใกล้กับทางออกของโครงการ กำลังเข็นรถเข็นปูนอยู่ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เมื่อเห็นรถเก๋งสีดำพุ่งเข้ามาใกล้ จึงออกแรงดันรถเข็นเหล็กที่กำลังเข็นอยู่ พุ่งออกไปขวางหน้ารถเก๋งเอาไว้อย่างกะทันหัน จนรถยนต์ที่เพิ่งจะออกตัวและพุ่งเข้ามาปะทะชนเข้ากับรถเข็นจนเสียหลัก พุ่งแฉลบลงข้างทางที่ปรากฏกองหินกองทรายกองใหญ่ จนรถหยุดชะงักเครื่องยนต์ดับสนิท อีกทั้งยังมีเศษเหล็กอีกไม่น้อยที่อยู่รอบๆ จนล้อรถที่เสียหลักพุ่งเข้าไปทับ จนทำให้ลมล้อรั่วในเวลาฉุกละหุกจึงไม่สามารถเคลื่อนรถออกมาได้
เมื่อเหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้น เสียงอึกทึกดังเซ็งแซ่จากเสียงร่ำร้องอย่าแตกตื่นของคนงานทั้งหมด จนนายเรวัตและคุณศศิธรผู้เป็นภรรยารีบผลุนผลันออกมาจากออฟฟิค เมื่อมีคนงานถลาเข้าไปแจ้งข่าว
นายเรวัตเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงร้องสั่งให้โฟร์แมนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนตัวของเขารีบวิ่งไปที่รถยนต์ส่วนตัว หยิบปืนพกสั้นออกมาแล้วรีบวิ่งมาที่เกิดเหตุที่รถเก๋งจอดสนิทอยู่อย่างร้อนรน
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังอยู่สามสี่ครั้ง แต่เครื่องยนต์กลับไม่สามารถใช้งานได้ ประตูรถจึงถูกเปิดออก ปรากฏชายฉกรรจ์สามคนโผล่ออกมายืนทางนอกรถ คนที่ออกมาทางเบาะนั่งทางด้านหลัง ยังกอดรัดร่างของเด็กหญิงเอาไว้อย่างแน่นหนา เตรียมพร้อมที่จะใช้ร่างของเด็กหญิงเพื่อใช้เป็นตัวประกัน ในมือของมันนั้น ยังมีมีดสั้นอยู่เล่มหนึ่งจ่อไปที่ร่างของเด็กหญิงอย่างน่าหวาดเสียว
แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ผ่านไปได้ เพราะในช่วงฉุกละหุก ชายฉกรรจ์ที่จับเด็กหญิงเป็นตัวประกัน เกิดสะดุดหกล้มตอนที่ก้าวเท้าถอยหลังอย่างลนลาน เขาที่อยู่ไม่ห่างจึงตัดสินใจในทันที วิ่งเข้าไปช่วยเด็กหญิงออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็แลกมาด้วยบาดแผลจากคมมีดในมือของมัน แทงเข้าใส่ที่อกขวาปักคาอยู่อย่างน่าหวาดเสียว
แต่พวกมันทั้งสามคนก็หนีไม่รอดเพราะถูกนายเรวัตใช้ปืนยิงใส่ร่างจนบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง จึงถูกควบคุมตัวไปทันที
และเขาที่ได้รับบาดเจ็บก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล ถูกรักษาตัวอยู่นานร่วมเดือนอาการจึงเริ่มทุเลา แต่ก็นับว่าได้ช่วยชีวิตของเด็กหญิงเอาไว้ได้
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น นายเรวัตที่ซาบซึ้งต่อความกล้าหาญของเขา จึงให้การดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่งเสียให้เขาได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเวลาผ่านไปนานยิ่งขึ้น กลับยิ่งผูกพันและชื่นชอบต่ออุปนิสัยของเขา จึงให้ความรักเสมือนเขาเป็นน้องชายคนหนึ่ง
แต่ด้วยระยะเวลาที่รู้จักกันมาหลายปี จึงได้รู้เห็นว่านายเรวัตนั้นแม้อุปนิสัยส่วนตัวจะจริงใจและให้ความรักต่อเขาเสมือนน้องชายคนหนึ่ง แต่ทางด้านธุรกิจกลับซ่อนเร้นสีเทาอย่างคลุมเครือ เขาจึงไม่ปรารถนาที่จะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องต่อธุรกิจของพี่ชายที่นับถือ เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงขอแยกตัวกลับมาต่างจังหวัดที่ภูมิลำเนาเดิม แม้จะถูกนายเรวัตทัดทานและร้องขอให้อยู่ช่วยเรื่องธุรกิจ ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนที่มหาศาลก็ตาม
ด้วยความที่เขาเป็นคนรักสงบและสันโดษ จึงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เริ่มใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ใช้ที่ดินเกือบร้อยไร่ที่เป็นมรดกของพ่อและแม่ ปรับปรุงให้เป็นไร่องุ่นที่ส่งขายในประเทศและต่างประเทศ จนสร้างรายได้มหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ปี
บ้านไร่โชนตะวัน จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ๆ ไม่ว่าใครๆ ในจังหวัดต่างก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี และพ่อเลี้ยงหนุ่มโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ที่หล่อเหลาสมาร์ท ยังเป็นชายโสดที่ทรงเสน่ห์ และเป็นที่หมายปองต่อสาวงามอีกนับไม่ถ้วน
“ครับ ผมจำได้ แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว พี่จะพูดถึงไปทำไมหรือครับ” เขาย้อนตอบกลับไปเสียงขรึม แต่นายเรวัตรีบตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
“ก็เพราะฉันและครอบครัว ยังจดจำและรำลึกถึงบุญคุณที่นายเคยช่วยเหลือหนูรันเอาไว้ยังไงล่ะ”
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงและตอบออกมาเสียงเคร่งขรึมและจริงจังว่า “พี่ก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง อะไรที่ผมช่วยได้ ผมก็ต้องช่วยอยู่แล้วครับ”
เสียงหัวเราะจากทางต้นสายหัวเราะหึๆ ออกมาอย่างถูกใจ ก่อนที่จะกล่าวเน้นย้ำออกมาว่า
“ก็เพราะอย่างนี้ยังไงล่ะ ฉันถึงเชื่อใจนาย และมาขอความช่วยเหลือจากนาย”
“พี่จะให้ผมช่วยอะไรเหรอครับ” โชนตะวันถามออกไป แต่ก็ลอบหวั่นวิตกอยู่บ้างต่อสิ่งที่นายเรวัตต้องการที่จะให้เขาช่วย ลองถ้าได้เอ่ยปากมาขนาดนี้แล้วน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างแน่นอน
“ฉันขอฝากหนูรันให้นายช่วยดูแลสักระยะหนึ่ง หวังว่านายคงจะไม่ขัดข้อง” โชนตะวันสะดุ้งพรวดผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างตระหนก หลุดปากถามออกไป
“ห๊า...พี่ว่ายังไงนะครับ” ทางต้นสายหัวเราะหึๆ ในลำคออีกครั้ง แล้วจึงกล่าวออกมา
“นายได้ยินไม่ผิดหรอกนายโชน ฉันขอให้นายช่วยดูแลหนูรันให้ฉันสักระยะ ตอนนี้หนูรันก็อายุ 21 ปีแล้ว พอที่จะดูแลตัวเองได้บ้าง แต่ถ้าหากได้ไปอยู่ในความดูแลของคนที่ฉันไว้วางใจ ฉันจะสบายใจได้บ้าง”
“สวัสดีครับคุณ....”ลาภิศโพล่งออกมาเสียงทุ้มพยามยามที่จะกล่าวให้วรันธรประทับใจมากที่สุดในการพบกันครั้งแรกโดยไม่ได้สนใจต่อสายตาของโชนตะวันและลาภินผู้เป็นพี่สาวที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย“ผมลาภิศครับเป็นลูกชายของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่เป็นผู้กว้างขวางที่สุดในจังหวัดนี้ซึ่งไม่ว่าใครต่างก็ต้องรู้จักพ่อของผมกันเป็นอย่างดีเอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณ...คือ”เขากล่าวแนะนำตัวเองออกมาเมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังก้มหน้านิ่งคงสืบเนื่องมาจากอาการเขินอายที่เห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามนั่นแหละเพราะไม่ว่าหญิงสาวนางใดต่างก็สนอกสนใจต่อเขาเป็นพิเศษอยู่แล้วด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและมากด้วยบารมี ไม่ว่าใครต่างก็ยินยอมพร้อมใจที่จะใกล้ชิดกับเขาแทบทุกรายลาภินผู้เป็นพี่สาวถึงกลับเบือนหน้าหนีต่อท่าทางอวดโอ่และหลงตัวเองของน้องชายซึ่งมักจะเป็นเช่นนี้เสมอชอบอาศัยบารมีของพ่อเพื่อข่มขวัญผู้คนอีกทั้งยังคิดว่าตนเองทรงเสน่ห์เสียจนหญิงสาวทุกคนต้อง
อาหารกลางวันถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟวางอยู่บนโต๊ะอาหารอย่างพร้อมสรรพแต่ก่อนที่โชนตะวันและวรันธรจะทันได้ลงมือจัดการกับอาหารกลางวันร่างสูงระหงพร้อมรอยยิ้มงดงามเฉิดฉันของลาภิน ก็เดินตรงเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม“สวัสดีค่ะคุณโชน”หญิงสาวส่งเสียงทักทายออกมาอย่างคุ้นเคยโชนตะวันมองหล่อนเล็กน้อยอย่างแปลกใจที่เห็นเธอปรากฏตัวในเวลานี้แต่ก็เอ่ยทักกลับไปอย่างมีมารยาท“สวัสดีครับคุณลาภินนั่งก่อนครับเชิญทานอาหารกลางวันร่วมกันผมและหนูรันกำลังจะลงมือทานกันอยู่พอดีครับ”เมื่อเขาเอ่ยถึงวรันธรที่นั่งอยู่ทางด้านข้างลาภินจึงชำเลืองมองไปที่ใบหน้างามสดใสอย่างพินิจเพราะเมื่อครู่ที่หล่อนเดินเข้ามาในสายตาของหล่อนมีเพียงโชนตะวันเท่านั้นที่อยู่ในคลองจักษุจึงไม่ทันได้เห็นบุคคลอื่นที่นั่งร่วมโต๊ะ“หนูรันครับนี่คุณลาภินเป็นเพื่อนของอาเป็นลูกสาวของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่มีรีสอร์ทขนาดใหญ่ติดกับไร่โชนตะวันของเราครับ”&n
ลาภิศหัวเราะหึ ๆ อย่างถูกใจอยู่ในลำคออย่างลำพองสายตาคมเจิดจ้าของเขาตวัดมองผ่านใบหน้าของหล่อนอย่างดูแคลนจากนั้นจึงหยิบเอาธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าออกมาปึกหนึ่งชูขึ้นโบกไปมาช้า ๆ ผ่านใบหน้าของหล่อนไปมาอย่างหลอกล่อ“หากเธอยอมทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฉันเงินปึกนี้จะเป็นของเธอแพรวและหากเธอยิ่งทำงานให้ฉันอย่างแข็งขันฉันก็จะมีรางวัลตอบแทนให้เธออย่างงามและมากกว่านี้อีกหลายเท่าตกลงไหม”เขากล่าวออกมาอย่างผู้ที่เหนือกว่าเพราะเริ่มมองเห็นแล้วจากประกายตาของเด็กสาวที่เบิกโพลงเจิดจ้าเมื่อเห็นเงินก้อนโตอยู่ทางเบื้องหน้าและเธอก็มีโอกาสที่จะคว้ามันเอาไว้ได้นั่นยิ่งทำให้เขาเข้าใจในตัวเด็กสาวมากยิ่งขึ้นว่า หล่อนเป็นคนทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อยแพรวพยักหน้ารับอย่างลนลานสองตางามเย้ายวนเพ่งจับจ้องไปที่ธนบัตรในมือของลาภิศอย่างตื่นเต้นจากการมองเพียงผิวเผินคาดเดาว่าปึกธนบัตรหนาในมือของชายหนุ่มน่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทเลยทีเดียว“คุณลาภิศจะให้แพรวทำงานอะไรเหรอ
ทางด้านหน้าร้านบ้านไร่โชนตะวันรถยนต์คันงามหรูราคาแพงลิบลิ่วสีแดงสดพุ่งเข้ามาจอดสนิทอยู่ทางหน้าร้านหญิงสาวร่างสูงสวยสง่าผิวกายขาวนวลเนียนผุดผาดแต่ใบหน้างามสง่าทรงเสน่ห์ของหล่อนนั้นแฝงความเฉิดฉันเย้ายวนจนน่าหลงใหลก้าวลงมาจากประตูทางด้านหลังคนขับแว่นกันแดดบดบังสายตาของหล่อนเอาไว้เห็นเพียงคิ้วเรียวที่แต่งแต้มจัดเจนกระเป๋าหนังที่ถืออยู่ในมือและชุดแต่งกายที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรารวม ๆ กันแล้วราคาแพงอย่างน่าตระหนกประตูทางด้านหลังคนขับอีกฝั่งถูกเปิดออกจากนั้นชายร่างสูงโปร่งผิวขาวใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงความเย่อหยิ่งทะนงก็ก้าวออกมายืนอยู่ทางด้านข้าง พลางเหลียวมองไปรอบบริเวณร้านอาหารและขายสินค้าผลิตภัณฑ์บ้านไร่โชนตะวันอยู่แวบหนึ่ง แล้วจึงหันมากล่าวกลับหญิงสาวเสียงห้วนว่า“เดี๋ยวพี่ลาภินเข้าไปในร้านอาหารก่อนนะครับ ผมขอตัวสูบบุหรี่ทางด้านนอกก่อนสักมวนแล้วจะตามเข้าไป” หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆเพราะไม่ต้องการที่จะต่อปากต่อคำกับน้องชายเจ้าอารมณ์สักเท่าไหร่นักหล่อนเดินส











