LOGINเมื่อธุรกิจของทางบ้านเกิดปัญหา วรันธรลูกสาวคนเดียวของนายเรวัตนักธุรกิจใหญ่ ถูกส่งตัวให้มาอยู่กับโชนตะวันหนุ่มใหญ่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ หญิงสาวต้องอยู่ตามลำพังกับเขาทุกวันจนกลายเป็นความผูกพัน ต้องเผชิญอุปสรรคและแก้ไขปัญหาร่วมกันจนก่อเกิดเป็นความละมุน กลายเป็นความรักอย่างไม่รู้ตัว แต่รักของเขาทั้งสองกลับไม่ได้ราบรื่นนัก เมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในใจ
View Moreโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ปี สะดุ้งตื่นขึ้นมาราวตี 4 กว่าๆ เนื่องจากเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือ ที่วางอยู่ทางด้านข้างโคมไฟหัวเตียงนอนดังขึ้น เขายื่นมือไปคว้าโทรศัพท์มากดรับสายโดยที่ไม่ได้มองรายชื่อของผู้โทรเข้า กระแทกเสียงตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด เพราะถูกรบกวนให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาปกติ
“ใคร มีธุระอะไร” ปลายสายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ ตอบกลับมาเสียงเรียบอย่างไม่ถือสาว่า
“นายนี่มันพูดจาห้วนกรรโชกอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะนายโชน นี่ถ้าเป็นเด็กรุ่นๆ เหมือนสมัยก่อน ฉันจะเตะก้นนายสั่งสอนกันสักสองสามป๊าบ ตั้งแต่เด็กรุ่นจนเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ อย่างนี้สิถึงหาเมียไม่ได้สักที” เสียงทุ้มหนักทรงอำนาจทางต้นสายกล่าวออกมายืดยาว แต่ในน้ำเสียงแฝงความขบขันอย่างอารมณ์ดี แต่หนุ่มใหญ่ที่อยู่ทางปลายสาย กลับสะดุ้งเบิกตาโพลงในความมืดอย่างแปลกใจ อุทานออกไปเสียงตื่นเต้นว่า
“ขอโทษครับ พี่วัต ผมไม่คิดว่าจะเป็นพี่โทรมาครับ” เขาหยุดเว้นระยะเล็กน้อย แต่เมื่อทางต้นสายยังไม่กล่าววาจาอะไรออกมาอีก เขาจึงส่งเสียงถามออกไป
“พี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้โทรมาเวลานี้”
เขาได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงดังแผ่วเล็ดรอดออกมา จากนั้นจึงเป็นน้ำเสียงที่เคร่งเครียดที่ค่อยๆ กล่าวออกมาช้าๆ แต่ยังฟังออกได้ว่ามีความกลัดกลุ้มกังวลอยู่ไม่น้อย
“นายโชน ฉันมีเรื่องสำคัญจะขอรบกวนนายสักอย่าง” หนุ่มใหญ่โชนหัวคิ้วขมวดย่นเข้าหากันอย่างแปลกใจ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่ นายเรวัตนักธุรกิจใหญ่วัย 46 ปี จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขา
เรวัตเป็นนักธุรกิจใหญ่มีกิจการที่เกี่ยวกับการขนส่งในหลากหลายประเภท อีกทั้งยังเปิดบริษัทรับเหมางานในโครงการใหญ่โต แม้จะกว้างขวางรู้จักผู้คนมากมาย แต่ในวงการก็มีการเขม่นขัดแข้งขัดขากันเป็นประจำ
ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องพบปะผู้คนมาหน้าหลายตา จึงทำให้กว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย และหลากหลายชนชั้น ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจด้วยกันเอง หรือแม้แต่ในวงการผิดกฎหมาย ซึ่งหากจะนับไปแล้ว เรวัตก็จัดว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งที่มีอำนาจและกว้างขวางอยู่ไม่น้อยทีเดียว
แต่ครั้งนี้นักธุรกิจใหญ่ที่เขานับถือเป็นเสมือนพี่ชายคนนี้ เกิดปัญหาหนักหนาอะไร จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากเขา แถมยังโทรศัพท์มาตอนดึกเสียด้วย
“โชน นายก็รู้ใช่ไหม ว่าธุรกิจที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ แม้จะถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ ฉันยอมรับว่าธุรกิจของฉันนั้นเป็นธุรกิจสีเทา ไม่ได้ขาวสะอาดนัก และฉันก็รู้ว่าด้วยเหตุผลนี้ นายจึงไม่ต้องการที่จะมาร่วมงานกับฉัน แม้ว่าฉันจะเอ่ยปากขอร้องนายกี่ครั้งก็ตาม”
โชนเพียงตอบ “ครับ” กลับไปประโยคเดียว เพราะยังไม่เข้าใจต่อเรื่องที่เรวัตต้องการความช่วยเหลือจากตน จึงรับฟังต่อไปอย่างเงียบงัน
“และนายก็คงจะรู้ว่า ธุรกิจของฉันแม้จะรู้จักคนอยู่มากมาย แต่ก็เป็นการรู้จักและคบหากันเพื่อธุรกิจเปลือกนอก แต่ใจจริงแล้ว เราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่า ใครเป็นมิตรแท้หรือเป็นศัตรูกันแน่” เรวัตกล่าวต่อไป แต่โชนเริ่มขมวดคิ้วอย่างตึงเครียด หรือเรวัตจะใช้ลูกไม้เดิมๆ เพื่อชักชวนให้เขาไปร่วมงานด้วย เหมือนหลายๆ ครั้งที่หาวิธีมาเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมสารพัด เพื่อให้เขาตอบรับ แต่เขาก็ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง จนระยะหลังเรวัตคงอ่อนใจไปเอง จึงไม่กล่าวชักชวนเขาอีก
“พี่จะชวนให้ผมไปทำงานด้วยอีกหรือครับ” เขาเอ่ยถามออกไปตรงๆ ตามนิสัยที่ตรงไปตรงมา แต่เรวัตกลับปฏิเสธทันควัน พร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง กล่าวออกมา
“นี่เป็นครั้งแรกนะโชน ที่ฉันเห็นด้วยและมีความรู้สึกขอบคุณนายจริงๆ ที่นายปฏิเสธที่จะเข้ามาร่วมงานกับฉันในทุกครั้ง”
โชนยิ่งขมวดคิ้วย่นงุงงงสงสัยหนักขึ้นเมื่อได้ยินคำกล่าวของเรวัต ตอนนี้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ ต่อพฤติกรรมของเรวัต ว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“หนูรัน ลูกสาวของฉัน นายคงยังจำได้ใช่ไหม” เรวัตกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และนั่นยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยหนักขึ้นไปอีก ว่าทำไมอยู่ดีๆ เรวัตจึงเอ่ยถึงวรันธร ลูกสาวของตนเองขึ้นมา แต่ก็ได้แต่รับฟังประโยคต่อไปของผู้ที่สูงวัยกว่าที่กำลังกล่าวต่อไปว่า
“ตอนนี้หนูรันอายุ 21 ปีแล้ว นายคงยังจำได้ เมื่อตอนที่หนูรันอายุได้เพียง 5 ขวบ ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มจับงานด้านธุรกิจและมีคู่แข่งอยู่มากมาย ตอนนั้นหนูรันถูกลักพาตัวไป และนายเป็นคนที่ช่วยเหลือหนูรันกลับมาได้อย่างปลอดภัย”
เหตุการณ์ในครั้งนั้น เขายังจำได้ดี ตอนนั้นเขายังมีอายุได้เพียง 18 ปี ส่วนเรวัตนั้น อายุได้ 30 ปีแล้ว เรวัตในสมัยนั้นกำลังจับงานธุรกิจด้านการประมูลรับเหมางานก่อสร้างโครงการใหญ่ และยังเป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินอีกด้วย จึงเพาะสร้างศัตรูเอาไว้มากมาย ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ส่วนเขาเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 18 ปี หลังจบจากมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงได้เข้ามาทำงานกับบริษัทของนายเรวัต ในฐานะคนงานก่อสร้างในไซต์งานของเรวัต เพื่อเก็บเงินส่งตนเองร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
เขายังจดจำได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง นายเรวัตได้เข้ามาตรวจงานที่ไซต์งานด้วยรถส่วนตัวของตนเอง วันนั้นเขาพาภรรยาและลูกสาวตัวน้อยในวัยเพียงห้าขวบมาด้วย
เรวัตที่กำลังคุยงานอยู่กับโฟร์แมนควบคุมงานก่อสร้าง ที่กำลังคร่ำเคร่งปรึกษางานกันอยู่กับแบบแปลนการก่อสร้างอย่างจดจ่อภายในออฟฟิค ส่วนศศิธรภรรยาของนายเรวัต ถูกผู้เป็นสามีใช้ให่ไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่อยู่ในรถยนต์ ลูกสาวตัวน้อยจึงยืนเล่นอยู่ตามลำพัง
แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันพลันอุบัติขึ้น ในขณะที่ทุกคนกำลังเพิกเฉยละเลยต่อเด็กหญิงอยู่นั้น พลันปรากฏรถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่ง พุ่งเข้ามาจอดอยู่ทางด้านข้างของเด็กหญิง เมื่อประตูเปิดออกจึงปรากฏชายฉกรรจ์พุ่งร่างออกมาคว้าร่างของเด็กน้อย หายเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว จากนั้นรถเก๋งสีดำสนิทก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ทางด้านหน้าใกล้กับทางออกของโครงการ กำลังเข็นรถเข็นปูนอยู่ และเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เมื่อเห็นรถเก๋งสีดำพุ่งเข้ามาใกล้ จึงออกแรงดันรถเข็นเหล็กที่กำลังเข็นอยู่ พุ่งออกไปขวางหน้ารถเก๋งเอาไว้อย่างกะทันหัน จนรถยนต์ที่เพิ่งจะออกตัวและพุ่งเข้ามาปะทะชนเข้ากับรถเข็นจนเสียหลัก พุ่งแฉลบลงข้างทางที่ปรากฏกองหินกองทรายกองใหญ่ จนรถหยุดชะงักเครื่องยนต์ดับสนิท อีกทั้งยังมีเศษเหล็กอีกไม่น้อยที่อยู่รอบๆ จนล้อรถที่เสียหลักพุ่งเข้าไปทับ จนทำให้ลมล้อรั่วในเวลาฉุกละหุกจึงไม่สามารถเคลื่อนรถออกมาได้
เมื่อเหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้น เสียงอึกทึกดังเซ็งแซ่จากเสียงร่ำร้องอย่าแตกตื่นของคนงานทั้งหมด จนนายเรวัตและคุณศศิธรผู้เป็นภรรยารีบผลุนผลันออกมาจากออฟฟิค เมื่อมีคนงานถลาเข้าไปแจ้งข่าว
นายเรวัตเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงร้องสั่งให้โฟร์แมนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนตัวของเขารีบวิ่งไปที่รถยนต์ส่วนตัว หยิบปืนพกสั้นออกมาแล้วรีบวิ่งมาที่เกิดเหตุที่รถเก๋งจอดสนิทอยู่อย่างร้อนรน
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังอยู่สามสี่ครั้ง แต่เครื่องยนต์กลับไม่สามารถใช้งานได้ ประตูรถจึงถูกเปิดออก ปรากฏชายฉกรรจ์สามคนโผล่ออกมายืนทางนอกรถ คนที่ออกมาทางเบาะนั่งทางด้านหลัง ยังกอดรัดร่างของเด็กหญิงเอาไว้อย่างแน่นหนา เตรียมพร้อมที่จะใช้ร่างของเด็กหญิงเพื่อใช้เป็นตัวประกัน ในมือของมันนั้น ยังมีมีดสั้นอยู่เล่มหนึ่งจ่อไปที่ร่างของเด็กหญิงอย่างน่าหวาดเสียว
แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ผ่านไปได้ เพราะในช่วงฉุกละหุก ชายฉกรรจ์ที่จับเด็กหญิงเป็นตัวประกัน เกิดสะดุดหกล้มตอนที่ก้าวเท้าถอยหลังอย่างลนลาน เขาที่อยู่ไม่ห่างจึงตัดสินใจในทันที วิ่งเข้าไปช่วยเด็กหญิงออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็แลกมาด้วยบาดแผลจากคมมีดในมือของมัน แทงเข้าใส่ที่อกขวาปักคาอยู่อย่างน่าหวาดเสียว
แต่พวกมันทั้งสามคนก็หนีไม่รอดเพราะถูกนายเรวัตใช้ปืนยิงใส่ร่างจนบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง จึงถูกควบคุมตัวไปทันที
และเขาที่ได้รับบาดเจ็บก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล ถูกรักษาตัวอยู่นานร่วมเดือนอาการจึงเริ่มทุเลา แต่ก็นับว่าได้ช่วยชีวิตของเด็กหญิงเอาไว้ได้
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น นายเรวัตที่ซาบซึ้งต่อความกล้าหาญของเขา จึงให้การดูแลเขาเป็นอย่างดี ส่งเสียให้เขาได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อเวลาผ่านไปนานยิ่งขึ้น กลับยิ่งผูกพันและชื่นชอบต่ออุปนิสัยของเขา จึงให้ความรักเสมือนเขาเป็นน้องชายคนหนึ่ง
แต่ด้วยระยะเวลาที่รู้จักกันมาหลายปี จึงได้รู้เห็นว่านายเรวัตนั้นแม้อุปนิสัยส่วนตัวจะจริงใจและให้ความรักต่อเขาเสมือนน้องชายคนหนึ่ง แต่ทางด้านธุรกิจกลับซ่อนเร้นสีเทาอย่างคลุมเครือ เขาจึงไม่ปรารถนาที่จะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องต่อธุรกิจของพี่ชายที่นับถือ เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงขอแยกตัวกลับมาต่างจังหวัดที่ภูมิลำเนาเดิม แม้จะถูกนายเรวัตทัดทานและร้องขอให้อยู่ช่วยเรื่องธุรกิจ ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนที่มหาศาลก็ตาม
ด้วยความที่เขาเป็นคนรักสงบและสันโดษ จึงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เริ่มใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ใช้ที่ดินเกือบร้อยไร่ที่เป็นมรดกของพ่อและแม่ ปรับปรุงให้เป็นไร่องุ่นที่ส่งขายในประเทศและต่างประเทศ จนสร้างรายได้มหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ปี
บ้านไร่โชนตะวัน จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ๆ ไม่ว่าใครๆ ในจังหวัดต่างก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี และพ่อเลี้ยงหนุ่มโชนตะวัน หนุ่มใหญ่วัย 34 ที่หล่อเหลาสมาร์ท ยังเป็นชายโสดที่ทรงเสน่ห์ และเป็นที่หมายปองต่อสาวงามอีกนับไม่ถ้วน
“ครับ ผมจำได้ แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว พี่จะพูดถึงไปทำไมหรือครับ” เขาย้อนตอบกลับไปเสียงขรึม แต่นายเรวัตรีบตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า
“ก็เพราะฉันและครอบครัว ยังจดจำและรำลึกถึงบุญคุณที่นายเคยช่วยเหลือหนูรันเอาไว้ยังไงล่ะ”
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงและตอบออกมาเสียงเคร่งขรึมและจริงจังว่า “พี่ก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง อะไรที่ผมช่วยได้ ผมก็ต้องช่วยอยู่แล้วครับ”
เสียงหัวเราะจากทางต้นสายหัวเราะหึๆ ออกมาอย่างถูกใจ ก่อนที่จะกล่าวเน้นย้ำออกมาว่า
“ก็เพราะอย่างนี้ยังไงล่ะ ฉันถึงเชื่อใจนาย และมาขอความช่วยเหลือจากนาย”
“พี่จะให้ผมช่วยอะไรเหรอครับ” โชนตะวันถามออกไป แต่ก็ลอบหวั่นวิตกอยู่บ้างต่อสิ่งที่นายเรวัตต้องการที่จะให้เขาช่วย ลองถ้าได้เอ่ยปากมาขนาดนี้แล้วน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างแน่นอน
“ฉันขอฝากหนูรันให้นายช่วยดูแลสักระยะหนึ่ง หวังว่านายคงจะไม่ขัดข้อง” โชนตะวันสะดุ้งพรวดผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างตระหนก หลุดปากถามออกไป
“ห๊า...พี่ว่ายังไงนะครับ” ทางต้นสายหัวเราะหึๆ ในลำคออีกครั้ง แล้วจึงกล่าวออกมา
“นายได้ยินไม่ผิดหรอกนายโชน ฉันขอให้นายช่วยดูแลหนูรันให้ฉันสักระยะ ตอนนี้หนูรันก็อายุ 21 ปีแล้ว พอที่จะดูแลตัวเองได้บ้าง แต่ถ้าหากได้ไปอยู่ในความดูแลของคนที่ฉันไว้วางใจ ฉันจะสบายใจได้บ้าง”
นายเรวัตยิ้มอย่างรู้ทันต่อความคิดของโชนตะวันที่เขาเห็นเป็นน้องชายและไว้วางใจเสมอมา แม้กระทั่งวรันธรยังเข้าใจต่อประโยคของเขา เธอรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าคุณอาที่หล่อนรักมีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องของเขาและเธอให้บิดาเธอได้รู้เพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้องตามครรลองธรรมเนียม จึงส่งสายตาให้กำลังใจต่อเขา ซึ่งเขาก็ยิ้มรับอย่างเข้าใจเช่นกัน“คุณพ่อคะ ตอนนี้รันได้เป็นผู้จัดการโรงผลิตไวน์ด้วยนะคะ อีกไม่นานไวน์ล็อตแรกก็จะออกสู่ตลาดเพื่อวางจำหน่ายแล้ว ตอนนี้รันยุ่งมากเรื่องการตลาด แต่ก็เชื่อว่าต้องทำได้แน่ เพราะคุณอาวางระบบเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีค่ะ”หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอวด นายเรวัตยิ้มน้อย ๆ พลางมองบุตรสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือนอย่างพิจารณา แล้วจึงกล่าวออกมาอย่างชื่นชมว่า“ผ่านเรื่องร้ายมาไม่น้อย ลูกดูแกร่งขึ้นและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ พ่อภูมิใจในตัวหนูมากนะ” ผู้เป็นบิดาดึงร่างบางของหญิงสาวเข้ามากอดอีกครั้งอย่างรักใคร่เอ็นดู ผ่า
พ่อเลี้ยงณรงค์เหลียวหน้ามามองลุงชุ่มด้วยสองตาที่แข็งดุ แต่เมื่อมองสำรวจโดยรอบ เห็นลพที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน และสภาพที่แตกหักยุ่งเหยิง อีกทั้งตอนนี้อยู่ต่อหน้ารองชยุตและปลัดเนตรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการ จึงไม่กล้าที่จะผลีผลาม จำต้องข่มกลั้นความแค้นเอาไว้อย่างเยือกเย็นรองชยุตใช้วิทยุแจ้งเหตุไปที่สถานีตำรวจ ให้นำกำลังมายังที่เกิดเหตุ เพื่อนำร่างของลาภิศและแพรวส่งพิสูจน์ ส่วนคนที่เหลือทั้งหมดถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ พ่อเลี้ยงณรงค์เป็นผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดและกำลังจะลงเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงถล่มทลายในเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อมีข่าวฉาวเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จึงไม่อาจปกปิดเรื่องให้เงียบเอาไว้ได้ตามที่โชนตะวันต้องการ ยิ่งถูกนักข่าวขุดคุ้ยถึงพฤติกรรมในอดีตของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่มีเบื้องหลังดำเนินธุรกิจสีเทา ส่วนลาภิศลูกชายก็ก่อเรื่องอื้อฉ
“ตา...แพรวจะเข้าไปช่วยคุณรัน แพรวต้องการที่จะแก้แค้นไอ้ลาภิศด้วย ตารอแพรวอยู่ตรงนี้นะตา” หล่อนร้องบอกออกมาเพียงเท่านั้น ก็ผละจากไปสุดที่ลุงชุ่มจะยับยั้งทักท้วงได้ทัน“โธ่...วู่วามเหลือเกินนังเด็กคนนี้ แส่เข้ามาหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว” ลุงชุ่มบ่น แต่ก็รีบตามหลานสาวเข้าไปภายใน โดยหันมากำชับนายกาจกับนายสืบว่า “เอ็งสองคนเฝ้าพวกมันเอาไว้ให้ดีนะโว้ย อย่าเผลอเด็ดขาด เดี๋ยวข้ากลับมา”แต่เมื่อลุงชุ่มวิ่งเข้ามาภายในรีสอร์ทหลังใหญ่ ภาพที่เห็นทางเบื้องหน้าทำให้ร่างกายสั่นเทาสองเท้าชะงักงันไปทันควัน เมื่อเห็นแพรวใช้มีดในมือแทงไปทางด้านหลังของลาภิศสุดแรง“แพรว...อย่า” โชนตะวันกับลพที่เห็นเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นเลวร้าย จึงร้องตวาดห้ามเด็กสาว แต่ก็ไม่อาจที่จะยับยั้งหล่อนเอาไว้ได้ แรงโทสะที่ถูกทรยศหักหลัง บันดาลให้เวลานี้เต็มไปด้วยแรงโกรธแค้น เด็กสาวกระชากมีดออกจากร่างของลาภิศ ก่อนจะกระหน่ำจ้วงแทงไปที่
“โอ้ย...” เสียงของลาภิศแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บเสียด เมื่อลพปรี่เข้ามาทางด้านข้างพร้อมเท้าหนักที่ถีบใส่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว จนร่างสูงของลาภิศกระเด็นกลิ้งไปชนกับโต๊ะเก็บของที่วางอยู่ทางข้างหัวเตียง“ไอ้ห่าลพ มึงก็อยากมีเรื่องกับกูอีกคนใช่ไหมวะ ดีล่ะ...มึงเข้ามาเลย แค้นเก่าแค้นใหม่จะได้สะสางกันให้มันจบกันเลยในวันนี้ มึงเข้ามาสิวะ” ลาภิศที่โกรธแค้นจนหน้ามืด เขาร้องท้าทายออกมาอย่างคลุ้งคลั่ง และไม่รอให้ลพขยับเข้ามาก่อน กลับเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย เหวี่ยงหมัดขวาไปที่ใบหน้าของลพสุดแรงแต่มีหรือที่ชายหนุ่มเจ้าสำอางอย่างลาภิศจะสู้กับคนที่แข็งแกร่งทรหดอย่างลพได้ เขาเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมัดขวาก็กระทุ้งหนักไปที่ท้องของลาภิศเต็มแรงจนตัวงอเป็นกุ้ง และเมื่อลพกระแทกหมัดเข้าใส่ใบหน้าขาวอีกครั้ง ร่างของลาภิศถึงกับผงะถอยหลังล้มกระแทกตู้เก็บของที่อยู่ข้างหัวเตียงจนล้มคว่ำ ลิ้นชักไหลเปิดข้าวของภายในกระจัดกระจายออกมาเกลื่อน“คุณโชนพาคุณรันออ
หล่อนทวนคำตาลุกวาวแต่โชนตะวันรีบกล่าวอธิบายออกมาฉับพลันเพราะเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด“อย่าเข้าใจผิดครับหนูรันอารักหนูรันจริงๆนะครับและอาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของหนูรันทุกประการเพียงแต่ว่าอารักและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนท
แพรวหน้าซีดเผือดไปทันทีหล่อนตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วทุกครั้งก่อนที่จะพาร่างข้ามไปยังรีสอร์ทแต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงมีหูประตูมีช่องความลับไม่มีอยู่ในโลกเรื่องที่กระทำสักวันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาความลับหากไม่ต้องการให้ถูกเปิดเผยมีอยู่เพียงหนทางเดียวคืออย่
“แพรวบอกความจริงออกมาสิหากแพรวสำนึกผิดทุกคนก็พร้อมที่จะให้อภัยแพรวนะ”ลพที่เห็นเหตุการณ์เริ่มจะลุกลามบานปลายจึงเอ่ยแทรกออกมาเสียก่อนเพราะหวั่นเกรงว่าแพรวจะถูกลุงชุ่มผู้เป็นตาทำร้ายทุบตียังไงแพรวก็เป็นผู้หญิงที่เขารักหากเห็นว่าหล่อนถูกทำร้ายต่อห
“เฮ้ย...ลาภิศแกทำอะไรของแกหยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ลูกเลว”เสียงแหบห้าวดังขึ้นทางด้านหลังจากนั้นร่างของลาภิศจึงถูกกระชากออกมาจนพ้นร่างของหญิงสาวอย่างแรงเสียงผลั๊วะดังขึ้นอย่างถนัดถนี่เมื่อกำปั้นหนักๆต่อยโครมไปที่ใบหน้าของลาภิศจนร่างของเข