LOGINมือหนาเกร็งแกร่งเอื้อมไปหยิบไปป์ซึ่งวางไว้อยู่บนโต๊ะตรงหน้า ก่อนที่มืออีกข้างจะหยิบยาเส้นจากกล่องใบเล็กยัดใส่ลงไปในไปป์นั้นครึ่งหนึ่ง แล้วก็จุดไฟสูบลมผ่านไปป์เบาๆ ให้เกิดการเผาไหม้ทีละน้อย ไปป์คือสิ่งที่หม่อมราชวงศ์หนุ่มใช้เพื่อผ่อนคลายเมื่อคราอารมณ์หงุดหงิดหรือขุ่นเคืองใจอะไรสักอย่าง
ร่างสูงสง่าลุกจากโซฟาเดินตรงไปยังหน้าต่าง พลางพ่นควันออกฉุยๆ พร้อมกับทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณสวนดอกไม้
ขณะนั้นเอง รถโฟล์คสีไข่ไก่คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าตึกใหญ่ ตามมาด้วยร่างโปร่งระหงสมส่วนดุจนางพญาของวิรัญญาในชุดกระโปรงยาวมินิสเกิร์ตสีปีกแมงทับ หญิงสาวขยับแว่นกันแดดอันโตขึ้นเหนือศีรษะ สยายผมไปด้านหลัง ก่อนจะเชิดหน้าตั้งก้าวฉับๆ เข้ามาในตัววัง
พลวัชรรู้จักกับวิรัญญาตั้งแต่ไปร่ำเรียนอยู่ที่เมืองนอก ทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างมาก จนใครหลายๆ คนเชียร์ให้คบหาดูใจกัน แต่จนแล้วจนรอดกระทั่งเรียนจบ พลวัชรก็ยังคงขีดเส้นความสัมพันธ์กับเธอไว้เพียงแค่เพื่อนเท่านั้น หาได้รู้ไม่ว่าวิรัญญามีใจให้เขามาโดยตลอด และนับวันความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งกลับกลายเป็นหึงหวง ไม่ว่าอิสตรีคนไหนที่เข้าใกล้ชายหนุ่ม มีหวังโดนเธอตะเพิดแหกกระเจิงไปทุกราย
“สวัสดีค่ะหม่อมป้า...”
วิรัญญากล่าวทักทายหม่อมสร้อยฟ้าพร้อมกับย่อตัวไหว้อย่างประดิดประดอยให้ดูดี หลังเดินเฉิดฉายเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ของวังแสงจันทร์
“สวัสดีหนูวิ” หญิงสูงวัยยิ้มละไมให้ แล้วผายมือไปยังเบาะกำมะหยี่ตรงหน้า “เชิญนั่งจ้ะ”
วิรัญญายกมือขึ้นไหว้เป็นเชิงขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามานั่งด้วยท่าทางสำรวม
“ไปไงมาไงจ๊ะหนูวิ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยถามเสียงนุ่ม
“วิมาหาคุณชายวัชรน่ะค่ะ” เสียงหวานตอบ หากทว่าดวงตากลับแอบลุกวาวเมื่อเหลือบไปเห็นสร้อยทอง จี้เพชร ต่างหู รวมถึงแหวนวงน้อยวงใหญ่ของหม่อมสร้อยฟ้าที่กำลังจัดแจงทำความสะอาดอยู่
วิรัญญาจับจ้องมองด้วยความตระการตา ซึ่งพอจะคะเนออกว่าเพชรนิลจินดาตรงหน้ามีมูลค่ามหาศาลเพียงใด โดยหาได้รู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้น ตกอยู่ในเป้าสายตาอันเฉียบคมของหม่อมสร้อยฟ้าซึ่งลอบสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาวตลอดเวลา
“เดี๋ยวจะให้คนไปตามชายวัชรให้นะ” หม่อมสร้อยฟ้าพูดยิ้มๆ พลางวางสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่ให้วิรัญญาระแคะระคายว่านางรู้เท่าทัน
“ขอบคุณค่ะหม่อมป้า”
จากนั้นหญิงสูงศักดิ์ก็กวักมือเรียกสาวใช้ให้รีบไปตามหม่อมราชวงศ์พลวัชรออกมาหาวิรัญญา
“รอสักครู่นะจ๊ะ” นางหันมาบอกเมื่อสั่งการคนใช้เรียบร้อยแล้ว อีกครู่ต่อมาร่างสง่างามของพลวัชรก็เดินองอาจออกมาจากตัวตึกด้านซ้าย
“อ้าววิ...” ชายหนุ่มเอ่ยทักอย่างแปลกใจเล็กน้อย
“ยังจำวิได้อีกเหรอคะ” วิรัญญาเปิดฉากทำหน้ากระเง้ากระงอดใส่ทันที
พลวัชรมีสีหน้าอึกอักเพราะขัดเขินกับการแสดงออกเชิงชู้สาวต่อหน้าผู้เป็นมารดา โดยลืมเตือนหญิงสาวไปว่านี่คือเมืองไทย กิริยาที่กระทำอยู่นั้นออกจะล่อแหลมในสายตาของคนรอบข้างที่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนสนิท
“เชิญทางโน้นดีกว่าครับวิ”
ว่าแล้วหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็เดินนำสาวสังคมชั้นสูงไปยังห้องนั่งเล่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบก้าวฉับๆ ตามไปอย่างไม่รีรอ
เมื่ออยู่ในที่รโหฐานสองต่อสอง วิรัญญาก็ไม่รอช้าที่จะโผเข้าซบอกแกร่งกำยำซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามของพลวัชรพร้อมกับออเซาะฉอเลาะปนจริตนิดๆ
“คิดถึงคุณชายจังเลยค่ะ ไม่ไปหาวิบ้างเลยนะ”
“ผมยุ่งๆ อยู่น่ะครับวิ พอดีช่วงนี้ต้องดูแลไร่และกิจการต่างๆ ให้กับหม่อมแม่”
“แหม...บ่าวไพร่ที่วังออกจะเยอะแยะไม่เห็นคุณชายต้องไปทำเองให้เหนื่อยเลยนี่คะ”
พลวัชรระบายลมหายใจออกมาฟืดใหญ่ๆ ก่อนจะยกมือไปเชยคางมนของหญิงสาวให้เงยขึ้น “ไม่ได้หรอกครับวิ ของของเราถ้าไม่ดูแลด้วยตัวเองแล้ว อาจจะมีพวกไม่หวังดีมาแอบฉกชิงไปได้นะครับ”
จบประโยคนั้น ใบหน้าขะมุกขะมอมของดอกแก้วก็แวบเข้ามาในหัวของหม่อมราชวงศ์หนุ่มอีกครั้ง ซึ่งพลวัชรก็ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองเหมือนกันว่าทำไมช่วงนี้ยัยนั่นต้องมามีอิทธิพลกับเขานัก และนับวันความรู้สึกแบบนั้นก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยาก(ยาก)จะระงับเอาไว้
“ใครจะกล้าคะคุณชาย ถ้ามีจริงๆ คุณชายก็ให้ตำรวจจับพวกมันเข้าซังเตไปเลยสิคะ”
“ประมาทไม่ได้นะครับวิ สมัยนี้ไว้ใจใครได้ที่ไหน โดยเฉพาะพวกทำหน้าใสซื่อแต่ลับหลังกลับร้ายยิ่งกว่างูพิษ”
“แล้วคุณชายจะยุ่งอย่างนี้อีกนานไหมคะ วิมาทีไรคุณชายก็บอกไม่ว่างทุกที” วิรัญญาตีหน้ามุ่ยเป็นจวักตักแกง
“ก็คงอีกสักพักใหญ่แหละครับวิ”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เราไปหาเพลงฟังที่ไนต์คลับกันเถอะค่ะ คุณชายจะได้ผ่อนคลายไปในตัวด้วย” หญิงสาวช้อนตามอง ในขณะกระแซะกายเข้าหาอย่างออดอ้อน
“ได้สิครับ” พลวัชรพยักหน้าเป็นเชิงตกลง “เรื่องแค่นี้เอง”
“ถ้าเช่นนั้น วิจะรอที่บ้านนะคะอย่าลืมไปรับวิด้วยล่ะ” นิ้วเรียวสวยยกขึ้นไปแตะที่ปลายคางของชายหนุ่มพร้อมๆ กับที่ดวงตาคมเฉี่ยววาววับไปด้วยแรงเสน่หา
“ครับวิ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ
วิรัญญาจึงคลี่ยิ้มกว้างๆ จนหน้าบานเป็นกระด้ง ก่อนจะค่อยๆ เขย่งปลายเท้าขึ้นหอมแก้มอย่างให้รางวัลฟอดใหญ่ แล้วขอตัวกลับเพื่อรีบไปแต่งองค์ทรงเครื่องให้พร้อมที่จะไปเที่ยวราตรีกับหม่อมราชวงศ์หนุ่มในคืนนี้...
ดวงอาทิตย์ทอแสงสีทองยามสายของวันใหม่...
หม่อมสร้อยฟ้าขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันอย่างนึกแปลกใจว่า ทำไมวันนี้บุตรชายของตัวเองถึงได้ตื่นสายผิดปกติ นางจึงสั่งจ้อนซึ่งเป็นคนรับใช้ให้รีบขึ้นไปดูพลวัชร เด็กหนุ่มน้อมรับคำสั่งก่อนจะกระวีกระวาดขึ้นไปทันที แล้วอีกไม่กี่นาทีก็กลับลงมารายงานหม่อมสร้อยฟ้า
“คุณชายบอกให้กระผมเอายาขึ้นไปให้ขอรับ”
“ชายวัชรเป็นอะไรรึ?”
“เห็นว่าเมาค้างน่ะขอรับหม่อม”
ได้ยินเช่นนั้นหม่อมสร้อยฟ้าถึงกับระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วจึงซักถามต่อ
“เมื่อคืนคุณชายกลับมากี่โมงกี่ยาม”
“กลับมาตอนประมาณยามสองขอรับ”
“กลับมายามสอง!” หญิงสูงศักดิ์เลิกคิ้วสูง ก่อนจะส่ายหัวไปมาระอาหนักๆ “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะขึ้นไปดูเขาเอง”
ว่าแล้วหม่อมสร้อยฟ้าก็เดินไปหยิบเครื่องยา และเยื้องย่างขึ้นบันไดไปยังชั้นบนซึ่งเป็นห้องนอนของบุตรชาย
“ชายวัชรเป็นอย่างไรบ้างลูก”
พลวัชรค่อยๆ ปรือตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็นมารดา
“ครับหม่อมแม่...”
“แม่เอายามาให้จ้ะลูก”
หม่อมราชวงศ์หนุ่มรับยาจากหม่อมสร้อยฟ้า พลางค่อยๆ ส่งเข้าปากตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือไปรินน้ำในเหยือกใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่มตามทันที
“ขอบคุณครับหม่อมแม่”
“แล้วนี่จะตื่นไหวหรือเปล่าลูก”
“ไหวครับหม่อมแม่ ขอชายนอนพักสักประเดี๋ยว อาการเมาค้างก็คงจะหายดี”
“อืม” นางพยักหน้าน้อยๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย แม่ว่าวันนี้จะให้ชายพาไปตรวจความเรียบร้อยที่ตลาดเสียหน่อย”
“ตะ...ตลาด!!??” พลวัชรอุทานออกมาเหมือนขยาด อาการเมาค้างของเขาแทบหายเป็นปลิดทิ้ง
ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วมุ่น หรี่ตามองบุตรตัวเองด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะชายวัชร”
“หม่อมแม่ให้จ้อนไปเป็นเพื่อนไม่ได้หรือครับ”
“ฮื้อ...ชายวัชรนี่ จะให้บ่าวไพร่ไปแทนได้ยังไง แม่อยากให้ชายนั่นแหละไปด้วยตัวเอง ตลาดนั่นมันเป็นสมบัติของตระกูลเรา ชายต้องไปดูแลให้ถ้วนถี่ เผื่อจะได้มีหนทางปรับปรุงหรือพัฒนาให้มันดูเจริญยิ่งขึ้น”
“แต่ว่า...” ชายหนุ่มอึกอักพร้อมกับทำสีหน้ายุ่งยาก
“ไม่มีแต่นะลูก” นางพูดอย่างประกาศิตแกมบังคับ “งั้นเอาเป็นว่าบ่ายๆ แม่จะให้จ้อนมาปลุกอีกทีก็แล้วกัน”
หม่อมสร้อยฟ้าสรุปเสร็จสรรพ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องของพลวัชรไป ทิ้งให้ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาดังฟู่อยู่คนเดียวบนเตียงนอน มือหนายกขึ้นก่ายหน้าผาก เขาไม่อยากไปสถานที่แห่งนั้นเลย เพราะความทรงจำที่เคยอับอายขายหน้าครั้งเก่ามันยังคงชัดเจนอยู่ในสมองซีกขวาอย่างไม่เจือจาง!
“คุณชายถามตรงๆ แบบนี้ จะให้เรไรตอบว่าอย่างไรดีล่ะคะ” เรไรพูดเขินๆ“ผมมาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับพี่ชายวัชร ผมกับคุณเรไรมีเรื่องจะมาปรึกษาหม่อมป้า”“เรื่องอะไรเหรอชายรุจ” พลวัชรเอ่ยถาม แต่ดูจากสีหน้ายิ้มแย้มของหม่อมราชวงศ์หนุ่มผู้น้องก็พอจะเดาอะไรต่อมิอะไรออก“ผมกับคุณเรไรตกลงว่าจะแต่งงานกันน่ะครับ” พันธวุธเป็นฝ่ายบอก เพราะเรไรนั้นเอาแต่ยิ้มอายๆ บิดตัวไปมาจนม้วนอยู่คนเดียว“จริงหรือคะพี่เรไร!” ดอกแก้วอุทานขึ้น แล้วรีบขยับเข้าไปจับมือของพี่สาวเอาไว้มั่น“จริงจ้ะแก้ว” เรไรตอบยิ้มๆ“แก้วดีใจด้วยนะคะ”“พี่เองก็ดีใจกับแก้วด้วยที่กำลังจะมีหลานตัวน้อยให้พี่” เรไรคลี่ยิ้มสดใสก่อนจะหันไปทางพลวัชรและพันธวุธ “คุณชายทั้งสองคุยกันไปก่อนนะคะ เรไรขอตัวไปคุยกับแก้วตามประสาผู้หญิงสักครู่”“เชิญตามสบายเลยครับ” พลวัชรเอ่ยปากอนุญาต จากนั้นเรไรจึงจูงมือดอกแก้วไปทางสวนดอกไม้ของวังแสงจันทร์ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยต้นดอกแก้วที่พลวัชรสั่งให้ปลูกเพิ่มเติมจนพิศไปทางไหนก็เห็นแต่ใบสีเขียวขจีและดอกสีขาวนวลตายิ่งนัก“คุณชายคงจะรักแก้วมากนะถึงได้ปลูกต้นดอกแก้วไว้ทั่ววังแบบนี้” เรไรหันมาคุยกับน้องสาวตัวเองหลั
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยลิงทโมนจะสวยได้ถึงขนาดนี้”“แน่ะ” ดอกแก้วอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย “แก้วไม่ได้เป็นลิงทโมนสักหน่อย”“ตอนนั้นน่ะใช่เลยล่ะ ลิงทโมนแสนดื้อชัดๆ แต่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แถมยังสวยอีกต่างหาก และที่สำคัญเป็นเมียฉันด้วย”คำพูดดังกล่าวทำเอาคนเป็นเจ้าสาวช้อนตามองอย่างอายๆ“ผ่านไปไม่เท่าไหร่เองนะคะ”“มันเหมือนผ่านมานานมากเลย อาจจะเป็นเพราะเธออยู่ในหัวใจของฉันตั้งแต่ตอนนั้นเลยกระมัง ฉันจึงรู้สึกว่าเราเป็นของกันและกันมานานแล้ว”“คุณชายพูดแบบลิเกกับเขาก็เป็นด้วย” หญิงสาวเอ่ยปากล้อเลียนเจ้าบ่าวของตัวเอง“ใครว่าล่ะ ฉันพูดจริงต่างหาก” น้ำเสียงของพลวัชรเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ก่อนจะใช้สายตาตัวเองตอกตรึงคนร่างเล็กเอาไว้ “แก้วจ๊ะ...”“คะ...”“ฉันรักเธอนะ” หม่อมราชวงศ์หนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนพาฝัน “แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า”“แก้วก็รักคุณชายค่ะ”คราวนี้ดอกแก้วบอกอย่างไม่อาย เพราะไม่มีอุปสรรคหรือข้อห้ามใดๆ ที่เธอจะต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว“ถ้าอย่างนั้นเป็นของฉันนะแก้ว...”“คุณชายบ้า...พูดอะไรก็ไม่รู้...” ใบหน้าสวยหวานแดงแปร๊ดขึ้นทันที“บ้าตรงไหนกัน” พลวัชรยั่วเย้าด้วยรอ
“ป้าเต็มใจและยินดีที่จะรับหนูแก้วเป็นลูกสะใภ้จ้ะ” หม่อมสร้อยฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง“เพราะฉะนั้นห้ามหนีไปไหน ยังไงวันนี้เธอก็ต้องแต่งงานกับฉัน”พลวัชรพูดเป็นเชิงข่มขู่ แต่น้ำเสียงและแววตาที่มองมายังเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวลลึกซึ้ง จนพวงแก้มของดอกแก้วแดงซ่านราวกับลูกตะขบที่สุกงอมเต็มที่“คนเจ้าเล่ห์...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “...คุณชายหลอกแก้ว”“ถ้าไม่ทำแบบนี้มีหรือคนแสนดื้ออย่างเธอจะยอมง่ายๆ” มือใหญ่หนาเอื้อมมาจับมือเรียวบางของดอกแก้วเข้าไปกระชับไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง “แต่งงานกับฉันนะดอกแก้ว ฉันรักเธอนะ”ดอกแก้วมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดในฐานะเจ้าสาว และที่สำคัญเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ‘เขารักเธอ’ หญิงสาวบอกตัวเองว่า ตอนนี้คงจะไม่สามารถปฏิเสธหรือหนีพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอคงจะตอบอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก...“แต่งก็แต่งสิคะ แก้วไม่ได้ห้ามคุณชายเสียหน่อย”เสียงเฮดังขึ้นเมื่อดอกแก้วพูดประโยคดังกล่าวจบ จากนั้นพิธีการในตอนเช้าก็เริ่มขึ้นอย่างชื่นมื่นจนกระทั่งจบลงด้วยพิธีเรียกขวัญและผูกข้อม
อีกสองวันต่อมาพลวัชรก็ได้รับอนุญาตจากหมอให้กลับไปพักฟื้นต่อที่วังได้ คนงานและบ่าวไพร่ในวังแสงจันทร์ทั้งหลายต่างยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เห็นคุณชายของพวกเขามีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนจึงช่วยกันตระเตรียมงานมงคลซึ่งจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยความขยันขันแข็ง และในขณะเดียวกันกำหนดวันลาพักร้อนของพันธวุธก็ใกล้จะหมดลง เขาจึงไปที่คุ้มเดือนดาราเพื่อลาดอกแก้วและเรไรก่อนจะเดินทางกลับพระนคร“ผมมาลากลับน่ะครับแก้ว...คุณเรไร...”“แล้วจะมาอีกเมื่อไหร่คะคุณชายรุจ” ดอกแก้วเอ่ยถามพันธวุธจึงได้แต่ทำหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กน้อยขาดความรัก“คงจะมาตอนงานแต่งพี่ชายวัชรกับคุณเรไรน่ะครับ กลับไปคราวนี้คงคิดถึงที่นี่น่าดู”“เอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณชายรุจ...” สองสาวเอ่ยลาหม่อมราชวงศ์หนุ่ม“แน่นอนครับ ผมต้องกลับมาที่นี่อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นผมขอตัวลากลับพระนครเลยนะครับ”หลังจากเอ่ยลาสองสาวแสนสวยแห่งคุ้มเดือนดาราเสร็จ พันธวุธก็เดินไปที่รถเก๋งคันหรูของตัวเองโดยมีเรไรเดินไปส่ง ทั้งสองยืนคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนที่พันธวุธจะขึ้นรถและขับออกจากคุ้มเดือนดารามุ่งหน้าสู่พระนคร“คุณชายรุจกลับไปแล้วหรือคะพี่เรไร” ดอกแก้วเอ่ยถามหลังจากที่เห็น
เช้าวันรุ่งขึ้นเรไรชวนดอกแก้วมาเยี่ยมคุณชายพลวัชรแต่เช้า โดยที่เรไรขับรถมาเอง เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนเป็นพี่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำและบอกให้ดอกแก้วล่วงหน้าไปก่อน หญิงสาวจึงมายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าห้องที่พลวัชรพักฟื้นอยู่เพียงลำพัง ครั้นจะผลักประตูเข้าไปก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจยืนรอเรไรอยู่ที่หน้าห้อง ขณะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน คนที่เปิดออกมาคือจ้อน เมื่อจ้อนเจอหญิงสาวจึงเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะยังดูสะลึมสะลือเพราะเพิ่งจะตื่นนอนใหม่ๆ อยู่บ้างก็ตาม“อ้าว...คุณแก้วมาเยี่ยมคุณชายหรือครับ”“พี่จ้อนบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแก้วเฉยๆ” ดอกแก้วมองค้อนๆ ทำให้จ้อนฉีกยิ้มแฉ่งและยกมือขึ้นเกาหัวแบบเขินๆ“ให้พี่เรียกแบบนี้เถอะนะครับ สบายใจกว่ากันตั้งเยอะ ว่าแต่จะเข้าไปเยี่ยมคุณชายเลยไหมครับ”“แก้วว่าจะรอพี่เรไรก่อนน่ะจ้ะ”“เข้าเลยครับคุณแก้ว คุณชายยังไม่ตื่นหรอก ไปนั่งรอข้างในดีกว่า พี่จะได้ฝากคุณแก้วให้ดูคุณชายแทนครู่หนึ่ง พอดีพี่จะไปเข้าห้องน้ำนะครับ รู้สึกปวดท้อง” จ้อนพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ขณะเอามือกุมไว้ที่ท้องและก้นของตัวเอง“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ พี่จ้อนไปห้องน้ำเถอะ แก้
“อย่าทำอะไรฉันนะไอ้บ้า!”“อย่านะ!”ทั้งดอกแก้วและหม่อมสร้อยฟ้าต่างก็ร้องระงม แต่ไอ้เชิดกลับไม่ฟัง มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก้มัดเชือกต่อไป ในขณะที่วิรัญญาและมะขามต่างยืนกอดอกมองด้วยความพอใจทันทีที่ดอกแก้วเป็นอิสระ ไอ้เชิดก็ขยับเข้าไปจะช้อนอุ้มเอาร่างอรชร หากทว่าดอกแก้วอาศัยความว่องไวและวิชาป้องกันตัวที่มีอยู่บ้าง แย่งเอาปืนที่เหน็บอยู่ในขอบกางเกงของไอ้เชิดมาไว้ในมือได้ เธอเล็งปลายกระบอกปืนไปที่โจรชั่ว ดวงตาจ้องมองเขม็ง“ถ้าแกเข้ามาฉันยิงแกแน่” ดอกแก้วขู่เสียงแข็ง“ไม่เอาน่าคนสวย” ไอ้เชิดยังยิ้มกว้างและไม่มีทีท่าว่าจะกลัวดอกแก้วแต่อย่างใด มันทำท่าจะย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวจึงยิงปืนขึ้นด้านบนหนึ่งนัดปัง!เสียงปืนและท่าทางที่เอาจริงของดอกแก้วทำให้ไอ้เชิดและลูกน้องของมันรีบถอยร่นไป“ปล่อยหม่อมท่านเดี๋ยวนี้” ดอกแก้วหันไปทางวิรัญญา แต่สาวสวยโสภายังคงยิ้มเยือนก่อนจะล้วงเอาปืนออกจากกระเป๋าถือแล้วจ่อไปที่ขมับของหม่อมสร้อยฟ้า“เธอนั่นแหละที่ต้องวางปืน ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าหม่อมสร้อยฟ้าเดี๋ยวนี้”คำขู่ของวิรัญญาทำให้ดอกแก้วมีท่าทีละล้าละลังขึ้นมาทันที“ฉันบอกให้วางปืนลง!” วิรัญญาตะคอกลั่น พลางเหน







