Masukตอนที่ 2: กฎเหล็กขององค์รัชทายาท
เสียงระฆังทองเหลืองบนยอดหอนาฬิกาประจำเขตเรือนพักคนรับใช้เคาะบอกเวลาตีห้าตรง เสียงกังวานหนักแน่นสะท้อนผ่านความมืดสลัวและสายลมหนาวที่พัดกรูลอดรอยต่อบานหน้าต่างไม้ ลูเซียนลืมตาตื่นขึ้นทันทีในความเงียบ ร่างกายของเขาปรับตัวรับความตื่นตัวได้เร็วกว่าคนทั่วไป ความง่วงงุนมลายหายไปตั้งแต่เสียงเหง่งหง่างแรกกระทบโสตประสาท เขายันกายลุกขึ้นจากฟูกนอน จัดการพับเก็บผ้าห่มเนื้อหยาบเข้ามุมเตียงอย่างประณีต ไร้รอยยับย่น น้ำเย็นจัดในอ่างกระเบื้องเคลือบช่วยชะล้างคราบเหงื่อไคลและปลุกสติให้แจ่มชัด ลูเซียนหยิบเครื่องแบบมหาดเล็กประจำการที่แขวนผึ่งลมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมาสวมใส่ทีละชิ้น เสื้อเชิ้ตคอตั้งสีขาวเนื้อละเอียดรีดขอบคมกริบ เขาจัดแนบปกเสื้อเข้ากับลำคอ กลัดกระดุมมุกเม็ดเล็กทีละเม็ดอย่างใจเย็น สวมทับด้วยเสื้อกั๊กผ้าสักหลาดสีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว กางเกงสแล็กสีเข้มช่วยส่งให้ท่วงท่าการก้าวเดินดูกระฉับกระเฉงและสง่างาม ปลายนิ้วเรียวตรวจเช็กความเรียบร้อยของกระดุมข้อมือทั้งสองข้างเป็นขั้นตอนสุดท้าย "ตื่นเช้าขนาดนี้เชียวหรือ ลูเซียน" เสียงงัวเงียของ โอลิเวอร์ เจมส์ เบลล์ เพื่อนร่วมห้องพักดังขึ้นมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มผมหยิกสีน้ำตาลขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่งพิงเสาไม้ "ข้าได้ยินพวกมหาดเล็กรุ่นพี่ซุบซิบกันเมื่อคืน เรื่องที่เจ้าชายทรงสั่งให้เจ้าไปรายงานตัวตั้งแต่ตีห้าครึ่ง... คนพวกนั้นเปิดโต๊ะพนันกันแล้วนะว่าเจ้าจะทนรับพระอารมณ์ได้ไม่พ้นสัปดาห์แรก" "คนพวกนั้นคงว่างจนไม่มีอะไรทำ" ลูเซียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะก้มลงสวมรองเท้าหนังขัดเงา "ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี" โอลิเวอร์เตือนด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาร่าเริงตามปกติแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล "เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด มหาดเล็กคนก่อนทำน้ำชาหยดใส่เอกสารการคลังเพียงหยดเดียว พระองค์ก็สั่งปลดย้ายไปอยู่คอกม้าทันทีโดยไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น" "ขอบคุณที่เตือน ข้าจะระวัง" ลูเซียนพยักหน้ารับความหวังดีของเพื่อน ก่อนจะเปิดประตูห้องพักแล้วก้าวออกสู่โถงทางเดินมืดสลัว ลมหนาวยามเช้าตรู่พัดกรูผ่านสะพานหินเชื่อมระหว่างเขตคนรับใช้กับปีกตะวันออกของพระราชวังวาเลนเทียร์ เมื่อเข็มสั้นชี้ที่เลขห้าและเข็มยาวชี้ที่เลขหก ลูเซียนก็ก้าวเท้ามายืนหยุดอยู่หน้าห้องโถงพักงานหน้าห้องทรงงานส่วนพระองค์พอดิบพอดี บรรยากาศในเวลานี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด ข้าราชบริพารฝ่ายในเดินสวนกันขวักไขว่ด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ทุกคนก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหน้าที่ของตนราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรม "มาตรงเวลาดีนี่" เฮนรี นิโคลัส เกรแฮม เลขานุการส่วนพระองค์ วางแฟ้มหนังแท้หนาเตอะสามเล่มลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาว ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีขยับแว่นสายตากรอบเงินบนสันจมูก พลางปรายตามองสำรวจความเรียบร้อยของลูเซียนอย่างละเอียดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "เช้านี้มีฎีกาด่วนจากสภาขุนนางยี่สิบสี่ฉบับ รายงานงบประมาณมณฑลโรเซนเบิร์ก และหมายกำหนดการตรวจแถวกองทหารม้าตอนสิบโมงตรง" เฮนรีเคาะปลายนิ้วลงบนแฟ้มเล่มบนสุด "เจ้ามีเวลาสามสิบนาทีในการคัดแยกเอกสารตามระดับความสำคัญ และเตรียมกาแฟดำถวายตอนหกโมงตรง" "องค์รัชทายาทเสวยกาแฟดำคั่วเข้ม ไม่ใส่น้ำตาล ไม่เติมนม อุณหภูมิต้องพอดี ไม่ร้อนจัดจนลวกและไม่เย็นจนเสียรสชาติ" มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์เปอร์ หัวหน้ามหาดเล็กเดินเข้ามากำชับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ถ้าอุณหภูมิหรือรสชาติผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว เจ้าชายจะสั่งเปลี่ยนแก้วทันที และนั่นหมายถึงความบกพร่องในหน้าที่ของเจ้า" เบนจามิน โคล ที่กำลังยืนเช็ดถาดเงินอยู่ข้างเสาหินอ่อนส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ "เตรียมตัวเก็บข้าวของกลับตลาดเก่าได้เลย ข้าว่าเจ้าชายไม่ทนมองหน้าเด็กใหม่เกินสามวันหรอก" ลูเซียนไม่เสียเวลาหันไปมองเสียงเหน็บแนม เขาก้าวเข้าไปรับแฟ้มเอกสารทั้งหมดมาไว้ในอ้อมแขน สองมือเริ่มเปิดตรวจตราและคัดแยกเอกสารตามสีของตราประทับครั่งอย่างแม่นยำ ฎีกาเร่งด่วนประทับตราสีแดงวางไว้ด้านบนสุด ตามด้วยรายงานงบประมาณ และเอกสารร่างกฎหมายทั่วไป ขณะที่ไล่สายตาผ่านรายงานงบประมาณการค้าของมณฑลโรเซนเบิร์ก ปลายนิ้วของลูเซียนพลันชะงักลง ดวงตาสีฟ้ากวาดมองตารางสรุปตัวเลขนำเข้าและส่งออกอย่างพินิจ เขาพบจุดคลาดเคลื่อนของยอดดุลภาษีในหน้าสี่ที่ไม่ตรงกับยอดรวมสุทธิในหน้าแรก เด็กหนุ่มหยิบแถบผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มมาคั่นหน้านั้นไว้อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะจัดเรียงแฟ้มเข้าชุดอย่างเป็นระเบียบ เวลาหกโมงตรง ลูเซียนยกถาดเงินบรรจุถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบสีขาวและแฟ้มเอกสารทั้งหมด เดินตรงไปยังประตูไม้โอ๊กบานใหญ่ เขาเคาะประตูสองครั้งตามจังหวะที่กำหนด แล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในอย่างนุ่มนวล ภายในห้องทรงงานกว้างขวาง อากาศเย็นสดชื่นผสมกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ลอยอวล แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกทรงโค้ง ทอดเงาลงบนโต๊ะทำงานไม้ตัวหนา อเล็กซานเดอร์ประทับอยู่หลังโต๊ะทำงานแล้ว พระองค์สวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมคอสองเม็ด ทับด้วยเสื้อกั๊กเนื้อดีที่ขับเน้นช่วงไหล่กว้างและแผงอกหนา ร่างสูงสง่านั่งนิ่ง ใบหน้าคมคายฉายแววเย็นชา นัยน์ตาสีฮาเซลคมกริบกวาดมองเอกสารในมือก่อนจะเงยขึ้นสบตากับผู้มาใหม่ ลูเซียนเดินเข้าไปหยุดยืนข้างโต๊ะในระยะสองก้าว ค้อมศีรษะลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม วางถาดเงินลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ไร้เสียงกระทบของโลหะ "กาแฟดำคั่วเข้มพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ลูเซียนรินกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นลงในถ้วยด้วยมือที่นิ่งสนิท ไอน้ำลอยขึ้นมาบางเบา อุณหภูมิของน้ำพอดีสำหรับการดื่มทันทีโดยไม่ต้องเป่า อเล็กซานเดอร์เอื้อมมือหยิบถ้วยขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเรียวเนียนของมหาดเล็กหนุ่มไม่วางตา เจ้าชายวางถ้วยกาแฟลงบนจานรองโดยไม่เอ่ยตำหนิแม้แต่คำเดียว "เอกสารงบประมาณการค้าของโรเซนเบิร์กอยู่ไหน" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม ลูเซียนเอื้อมหยิบแฟ้มหนังสีเขียวเข้มเล่มที่สองขึ้นมาเปิดออกตรงหน้าพระพักตร์ นิ้วเรียวชี้ไปยังตารางสรุปตัวเลขด้านล่างอย่างแม่นยำ "กระหม่อมตรวจดูเบื้องต้นแล้วพบว่า ตัวเลขยอดดุลการค้าของโรเซนเบิร์กในหน้าสี่ไม่ตรงกับรายงานภาษีของกระทรวงการคลัง กระหม่อมจึงคั่นหน้านั้นไว้ด้วยแถบผ้าสีน้ำเงินเพื่อให้พระองค์ทอดพระเนตรได้สะดวกพ่ะย่ะค่ะ" อเล็กซานเดอร์ชะงักสายตาลงมองแถบผ้าที่คั่นไว้ ก่อนจะเลื่อนสายตามองปลายนิ้วขาวสะอาดของลูเซียน เจ้าชายกวาดสายตาอ่านตัวเลขที่ลูเซียนระบุไว้เพียงครู่เดียว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ข้อผิดพลาดของตัวเลขนี้ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนจนแม้แต่เจ้าหน้าที่การคลังยังมองข้าม แต่มหาดเล็กหนุ่มคนนี้กลับสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่รับเอกสาร "เจ้าอ่านเอกสารการเงินของราชสำนักออกด้วยหรือ" อเล็กซานเดอร์ตรัสถาม นัยน์ตาสีฮาเซลหรี่ลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าใส "กระหม่อมเคยช่วยงานบัญชีที่สมาคมการค้าในตลาดเก่ามาก่อนพ่ะย่ะค่ะ พอจะมีความรู้เรื่องการตรวจสอบตัวเลขอยู่บ้าง" ลูเซียนตอบเรียบๆ สายตาสบตรง ไม่หลบเลี่ยง และไม่มีท่าทีโอ้อวดตนเอง ระยะห่างเพียงเอื้อมมือทำให้กลิ่นกายสะอาด ละมุนดั่งสบู่และไอแดดยามเช้าจากตัวลูเซียนลอยเข้ามากระทบประสาทสัมผัสขององค์รัชทายาท มันเป็นกลิ่นที่เรียบง่ายแต่กลับดึงดูดใจอย่างประหลาด ต่างจากกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของพวกขุนนางที่เจ้าชายรำคาญใจอยู่ทุกวัน อเล็กซานเดอร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นลูบคางพลางมองสำรวจเรือนร่างเพรียวบางตรงหน้า เสื้อกั๊กที่ตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นช่วงเอวและแผ่นหลังตรงของลูเซียนอย่างชัดเจนยามที่อีกฝ่ายโน้มตัวลงจัดเอกสาร "หยิบปากกาขนนกให้ข้า" ลูเซียนเอื้อมมือไปหยิบปากกาจากแท่นวาง ทว่าจังหวะที่ส่งมอบ ปลายนิ้วอุ่นร้อนของอเล็กซานเดอร์กลับจงใจแตะลงบนหลังมือของเขา สัมผัสหยาบกร้านจากการจับดาบไล้ผ่านผิวมือเนียนนุ่มอย่างเชื่องช้า ลูเซียนสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทว่าเขายังคงฝืนดึงมือกลับอย่างสำรวม อเล็กซานเดอร์กระตุกยิ้มมุมปากเพียงชั่วพริบตา "เจ้าทำงานได้ดีกว่าที่ข้าคิด ลูเซียน" ตลอดช่วงเช้า ลูเซียนติดตามรับใช้ข้างกายองค์รัชทายาทอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อถึงเวลาสิบโมงตรง ขบวนเสด็จเคลื่อนตัวไปยังลานฝึกทหารม้าประจำพระราชวัง อเล็กซานเดอร์เปลี่ยนเป็นชุดฝึกซ้อมสีเข้ม ทรงควบม้าและฝึกซ้อมเพลงดาบร่วมกับลอร์ดคาเลบ แอชฟอร์ด อย่างดุดัน เสียงคมดาบกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วลานกว้าง ม้าศึกสีดำทมิฬกระทืบกีบเท้าลงบนผืนทรายส่งฝุ่นคลุ้ง อเล็กซานเดอร์กวัดแกว่งดาบยาวด้วยพละกำลังมหาศาลและสายตาเฉียบคม รุกไล่หัวหน้าองครักษ์จนอีกฝ่ายต้องถอยร่นเพื่อตั้งรับ ลูเซียนยืนรอรับใช้อยู่ข้างสนามอย่างสงบ สองมือถือถาดบรรจุผ้าซับพระพักตร์และน้ำดื่มสะอาด แดดสายเริ่มแผ่ความร้อน แต่เด็กหนุ่มยังคงยืนหลังตรงนิ่งสนิท ไม่กะพริบตาต่อประกายคมดาบหรือเสียงร้องคำรามของม้าศึก เมื่อเจ้าชายหยุดพักการฝึก ดึงบังเหียนบังคับม้าให้ชะลอแล้วก้าวลงจากอานม้า ลูเซียนจึงก้าวเข้าไปส่งผ้าซับเหงื่อให้อย่างรู้จังหวะ อเล็กซานเดอร์รับผ้าไปซับใบหน้าคมคายที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราว ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลงมาใกล้จนลูเซียนรู้สึกได้ สายตาคมกริบขององค์รัชทายาทปรายมองเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย แววตานั้นแฝงความพึงพอใจที่ลูเซียนไม่แสดงความหวาดกลัวต่อประกายดาบหรือเสียงม้าศึกเหมือนคนรับใช้คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ "ยืนนิ่งได้ดีนี่ ไม่กลัวคมดาบหลุดมือมาโดนบ้างหรือ" อเล็กซานเดอร์เอ่ยถามเสียงเรียบ ขณะส่งผ้าผืนเดิมคืนลงบนถาด "หากทรงควบคุมดาบด้วยพระองค์เอง กระหม่อมก็ไม่มีสิ่งใดต้องกลัวพ่ะย่ะค่ะ" ลูเซียนตอบรับเสียงนิ่ง สบตากับดวงตาสีฮาเซลอย่างไม่สะทกสะท้าน อเล็กซานเดอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายประกายพึงใจชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะรับแก้วน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหมด กระทั่งเวลาบ่ายคล้อย หลังจากการประชุมร่วมกับคณะเสนาบดีสิ้นสุดลง อเล็กซานเดอร์เดินกลับเข้ามาในห้องทรงงานพร้อมด้วยเฮนรีและมิสเตอร์ฮาร์เปอร์ที่ตามมารายงานความเรียบร้อยของพระราชฐาน เจ้าชายหยุดยืนอยู่กลางห้อง ทรงปลดเข็มกลัดประจำตำแหน่งออกแล้วส่งให้ลูเซียนรับไปเก็บ จากนั้นพระองค์ก็ทรงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบพวงกุญแจเงินโบราณสลักลวดลายกุหลาบและมงกุฎออกมา นั่นคือกุญแจเปิดประตูห้องบรรทมชั้นใน พื้นที่หวงห้ามสูงสุดที่มีเพียงผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดเท่านั้นจึงจะก้าวล่วงเข้าไปได้ "มิสเตอร์ฮาร์เปอร์" อเล็กซานเดอร์เอ่ยขึ้น สุรเสียงทุ้มกังวานก้องไปทั่วห้อง "พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" หัวหน้ามหาดเล็กค้อมตัวรับคำสั่ง "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ลูเซียนเป็นผู้ถือสิทธิ์ถือกุญแจห้องบรรทมชั้นใน และรับผิดชอบการดูแลพื้นที่ส่วนพระองค์ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว มหาดเล็กคนอื่นห้ามก้าวเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต" คำสั่งเฉียบขาดทำให้มิสเตอร์ฮาร์เปอร์และเฮนรีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม้แต่นายทหารองครักษ์ที่ยืนคุมหน้าประตูยังหันมาสบตากันด้วยความคาดไม่ถึง ธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์กำหนดไว้ชัดเจนว่า มหาดเล็กที่จะได้รับกุญแจห้องบรรทมต้องผ่านการรับใช้มาไม่ต่ำกว่าสองปี แต่นี่ลูเซียนเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงวันเดียว "ฝ่าบาท... กฎระเบียบของพระราชวังระบุว่า..." ฮาร์เปอร์พยายามจะทูลทัดทาน "คำสั่งของข้าถือเป็นที่สุด มิสเตอร์ฮาร์เปอร์... เจ้ามีข้อสงสัยอะไรอีกงั้นหรือ" อเล็กซานเดอร์ตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงอำนาจเด็ดขาด เจ้าชายหันกลับมาประจันหน้ากับลูเซียน ยื่นพวงกุญแจเงินให้ตรงหน้า ดวงตาสีฮาเซลจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าใสของเด็กหนุ่ม แววตานั้นเต็มไปด้วยประกายร้อนแรงและเจตนาบางอย่างที่ปิดไม่มิด ลูเซียนมองพวงกุญแจในมือแกร่ง เขารู้ดีว่าโลหะเย็นเฉียบชิ้นนี้ไม่ได้มอบเพียงอำนาจหน้าที่ แต่มันคือบัตรผ่านเข้าสู่พื้นที่อันตรายที่สุดในชีวิต เด็กหนุ่มยื่นสองมือออกไปรองรับพวงกุญแจเงินมาไว้ในอุ้งมือ ปลายนิ้วสัมผัสกับไออุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่บนเนื้อโลหะ "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ... ฝ่าบาท" ลูเซียนค้อมศีรษะลงต่ำ สัมผัสได้ถึงสายตานับสิบคู่ที่มองมาด้วยความริษยาและตื่นตะหนก รวมถึงสายตาคมกริบขององค์รัชทายาทที่ยังคงจับจ้องเขาไม่วางตา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าก้าวต่อไปในพระราชวังวาเลนเทียร์แห่งนี้ จะพาเขาดำดิ่งเข้าสู่โลกส่วนพระองค์ของเจ้าชายอย่างไม่อาจหันหลังกลับตอนที่ 30: เกียรติยศแห่งรักนิรันดร์เสียงระฆังทองเหลืองโบราณแห่งมหาวิหารหลวงเซนต์ออเรเลียดังกังวานกึกก้องไปทั่วนครหลวงเอเวอเรนซ์ เสียงก้องกังวานประสานกับเสียงระฆังจากหอคอยทุกแห่งทั่วพระราชวังวาเลนเทียร์ สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาความอบอุ่นเข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บ ดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ผลิบานสะพรั่งตลอดสองฝั่งถนนมงกุฎทองคำ ประชาชนชาววาเลนเซียนับแสนคนหลั่งไหลออกมารวมตัวกันเต็มท้องถนน โบกธงประจำราชวงศ์สีน้ำเงินสลับขาวเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในวันประวัติศาสตร์ภายในมหาวิหารหลวงเซนต์ออเรเลีย แสงแดดสีทองสาดส่องลอดกระจกสีทรงโค้งสูงสลับลวดลายทูตสวรรค์ ทอดลำแสงระยิบระยับลงมากระทบพรมกำมะหยี่สีขาวยาวเหยียดที่ปูลาดตั้งแต่ซุ้มประตูใหญ่จรดแท่นพิธีศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นหอมหวานของดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นดอกผสมผสานกลิ่นกำยานหอมอบอวลไปทั่วทั้งวิหาร เสียงออร์แกนท่อโบราณบรรเลงบทเพลงสรรเสริญอันไพเราะและกึกก้องข้าราชสำนัก คณะทูตานุทูตจากทั่วโลก และแขกผู้มีเกียรตินั่งประจำตำแหน่งเต็มสองฟากฝั่งด้านหน้าแท่นพิธี กษัตริย์วิลเลียม อาร์เธอร์ วาเลนเทียร์ และ พระราชินีอิซาเบลลา ประทับเคียงคู่กันด้วยความสง่างาม พร
ตอนที่ 29:คืนเฉลิมฉลองบนห้องบัลลังก์ความเงียบสงัดยามเที่ยงคืนแผ่ปกคลุมทั่วโถงทางเดินหินอ่อนสีขาว บานประตูไม้สักทองขนาดยักษ์ของห้องบัลลังก์ทองคำแง้มเปิดออกเพียงพอให้สองร่างแทรกตัวผ่านเข้ามา ลอร์ดคาเลบ แอชฟอร์ด และ เฮนรี นิโคลัส เกรแฮม ยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก คอยปิดผนึกทางเข้าออกทุกด้าน ตัดขาดโลกภายนอกไม่ให้มีผู้ใดก้าวก่ายพื้นที่หวงห้ามแสงจันทร์สีเงินนวลสาดส่องลอดแนวหน้าต่างกระจกทรงโค้งสูงตระหง่าน กระทบโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับที่ห้อยระย้าจากเพดานโดม แสงสว่างสลัวสะท้อนประกายทองคำเปลวบนเสาคอลัมน์หินอ่อน ก่อเกิดเงาทอดยาวพาดผ่านพรมกำมะหยี่สีแดงสดผืนยาว มุ่งตรงสู่แท่นบัลลังก์สิงโตทองคำเบื้องหน้าอเล็กซานเดอร์กุมมือซ้ายของลูเซียนไว้แน่น ปลายนิ้วสัมผัสแหวนเพชรทองคำขาวและแหวนตราอินทรีที่สวมประกบกันอยู่บนนิ้วนาง ทั้งสองคนสวมเพียงเสื้อคลุมผ้าไหมตัวยาวสีเข้มสำหรับการพักผ่อน เจ้าชายจูงเด็กหนุ่มก้าวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนห้าขั้น สู่แท่นประทับสูงสุดของราชอาณาจักรวาเลนเซียลูเซียนหยุดยืนหน้าบัลลังก์ทองคำ ดวงตาสีฟ้าใสทอดมองลวดลายสิงโตคำรามและพญาอินทรีสยายปีกด้วยความรู้สึกยำเกรง "อเล็กซ์... พาข้ามาที่นี่ท
ตอนที่ 28: บัญญัติกฎมณเฑียรบาลใหม่แสงตะวันสีทองอร่ามสาดส่องกระทบยอดโดมกระจกของห้องบัลลังก์ทองคำ ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนลวดลายทองคำเปลวบนเสาคอลัมน์หินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ข้าราชสำนักชั้นผู้ใหญ่ นายทหารระดับแม่ทัพ และคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งราชอาณาจักรวาเลนเซีย ยืนเข้าแถวเรียงรายเต็มสองฟากฝั่งพรมแดง ทุกลมหายใจสงบนิ่งเปี่ยมด้วยความเคารพยำเกรงบนแท่นบัลลังก์สิงโตทองคำ กษัตริย์วิลเลียม อาร์เธอร์ วาเลนเทียร์ ประทับนั่งตระหง่านในฉลองพระองค์ชุดมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระหัตถ์ขวาจับปากกาขนนกทองคำแท้จดจ้องม้วนเอกสารหนังสัตว์โบราณเบื้องหน้าเฮนรี นิโคลัส เกรแฮม ก้าวขึ้นมายืนหน้าแท่นบัลลังก์ ชายหนุ่มสวมแว่นกรอบเงิน คลี่ม้วนประกาศราชกิจจานุเบกษาออกอ่านด้วยน้ำเสียงกังวาน หนักแน่น และชัดเจนทุกถ้อยคำ"ตามมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ของสภาบริหารราชการแผ่นดิน และพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ ขอประกาศบังคับใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลแห่งราชอาณาจักรวาเลนเซีย ว่าด้วยการเลือกคู่ชีวิตและผู้เคียงข้างองค์รัชทายาท ยกเลิกข้อจำกัดด้านชาติกำเนิดและสายเลือดขุนนาง อนุญาตให้องค์รัชทายาทสามารถเลือกคู่ครอ
ตอนที่ 27: ก้าวข้ามคำครหาแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านแนวหน้าต่างกระจกทรงโค้งของห้องโถงฝึกอบรมปีกตะวันออก ละอองไออุ่นไล่ความหนาวเย็นออกจากแผ่นหินอ่อนสีขาว ลูเซียนยืนเหยียดแผ่นหลังตรงอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ สวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีขาวเข้ารูปกับกางเกงสแล็กสีดำสนิท บนศีรษะวางซ้อนด้วยหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์สองเล่มหนา เด็กหนุ่มก้าวเท้าเดินช้าๆ ไปตามแนวเส้นตรงบนพื้นหินอ่อน ส้นรองเท้าหนังขัดเงาจรดลงบนพื้นอย่างมั่นคง ไร้เสียงสะดุดนับตั้งแต่วันแถลงข่าวสะเทือนราชสำนัก ลูเซียนเริ่มต้นเข้ารับการฝึกอบรมระเบียบพิธีการราชสำนักอย่างเข้มงวดมิสซิสมาร์กาเร็ต เบนเน็ตต์ แม่บ้านใหญ่ และอาจารย์พิเศษฝ่ายราชพิธียืนคุมเชิงอยู่ข้างห้อง สตรีสูงวัยพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ลูเซียนเรียนรู้ทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว ความเฉลียวฉลาดที่สั่งสมมาจากการทำบัญชีในตลาดเก่า ผสานกับความสุภาพอ่อนน้อมตามธรรมชาติ ทำให้เด็กหนุ่มซึมซับธรรมเนียมชั้นสูงได้อย่างไร้ที่ติทว่าสิ่งที่ทำให้ลูเซียนเหนื่อยล้า ไม่ใช่บทเรียนอันหนักหน่วง หากแต่เป็นสายตาวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางที่ยังคงลอบจับจ้องทุกย่างก้าวเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง บานประต
ตอนที่ 26: แถลงการณ์สะเทือนราชสำนักแสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพนับร้อยตัวสว่างวาบสะท้อนประกายระยิบระยับไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงคริสตัล โถงอาคารหินอ่อนสีขาวสูงตระหง่านเนืองแน่นไปด้วยคณะทูตานุทูต ผู้แทนรัฐบาลจากนานาประเทศ และสื่อมวลชนระดับโลกหลายร้อยชีวิต ไมโครโฟนจากสำนักข่าวชั้นนำติดตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้าโพเดียมไม้สักทองสลักตราประจำราชวงศ์วาเลนเซีย ธงทิวผืนใหญ่ของราชอาณาจักรวาเลนเซียและราชอาณาจักรมงต์แคลร์แขวนทอดตัวคู่กันอย่างสง่างามบนผนังหินอ่อนกองทหารเกียรติยศในเครื่องแบบเต็มยศยืนอารักขาตลอดแนวทางเดิน ลอร์ดคาเลบ แอชฟอร์ด และ เฮนรี นิโคลัส เกรแฮม ยืนคุมเชิงอยู่ข้างเวทีด้วยสีหน้านิ่งสงบและมั่นคงด้านบนแท่นเกียรติยศ กษัตริย์วิลเลียม อาร์เธอร์ วาเลนเทียร์ และ พระราชินีอิซาเบลลา ประทับนั่งเคียงข้างกัน พระราชินีทรงแย้มพระสรวลบางเบาเปี่ยมด้วยความเมตตา กษัตริย์วิลเลียมทอดพระเนตรมองความพร้อมเพรียงของห้องโถงด้วยสายพระเนตรลุ่มลึก เจ้าชายรอง เซบาสเตียน ยืนกอดอกอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง มุมปากประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดั่งคนที่รู้บทสรุปของเกมครั้งนี้เป็นอย่างดีเวลาเก้าโมงตรง โฆษกสำนักพระราชวังส่งสัญญาณ
ตอนที่ 25: คืนก่อนพายุสงบเสียงลูกกุญแจทองเหลืองโบราณหมุนปลดกลอนหน้าห้องพักปีกตะวันออกดังกึกก้อง บานประตูไม้โอ๊กหนาเปิดอ้าออกอย่างรวดเร็ว นายทหารกองราชองครักษ์หลวงสี่นายที่ยืนเฝ้าเวรยามต่างพากันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง น้อมศีรษะลงแนบพื้นหินอ่อนถวายความเคารพต่อผู้มาเยือนอย่างพร้อมเพรียงร่างสูงใหญ่หนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรขององค์รัชทายาทก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาด้านในอเล็กซานเดอร์ยังคงสวมเครื่องแบบจอมทัพสีดำสนิทขลิบทองคำ แผงอกกว้างประดับเหรียญตราเกียรติยศและสายสะพายสีแดงเพลิง กลิ่นอายความดุดันจากสมรภูมิการเมืองในห้องประชุมสภายังคงแผ่ซ่านรอบกาย ทันทีที่สายตาสีฮาเซลคมกริบสบเข้ากับร่างเพรียวบางที่ยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงนอน แววตาแข็งกร้าวคู่นั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและโล่งใจอย่างที่สุดลูเซียนยืนมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าด้วยดวงตาสีฟ้าใสที่เบิกกว้าง เด็กหนุ่มกำชายเสื้อกั๊กแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื้นตันอเล็กซานเดอร์สาวเท้าเข้าประชิดตัวในสามก้าว สองแขนแกร่งรวบเอวคอดดึงร่างของลูเซียนเข้าสู่อ้อมกอดแนบแน่น ฝ่ามือหนากดศีรษะของเด็กหนุ่มให้ซบลงกับแผงอกกว้าง สูดดมกลิ่นกายหอมสะอาดเข้าปอดลึก ร่างกายสูงใ







