INICIAR SESIÓNห้าปีผ่านไป
ณ จังหวัดหนึ่งในทางตอนใต้ของประเทศไทย "เอ้า รับ" ตุบ ตุบ ตุบ เสียงกระทบระหว่างผลทุเรียนลูกใหญ่ซึ่งถูกโยนลงมาจากที่สูงกระแทกเข้ากับกระสอบสีน้ำตาลที่รอรับจนเกิดเป็นเสียงที่ดังสนั่นลั่นสวนทุเรียนที่อยู่ห่างไกลจากบ้านผู้คน เสียงที่ดังสนั่นนั้นเป็นที่คุ้นชินของคนที่ทำงานในด้านนี้นั่นก็คือการรับตัดซื้อขายผลทุเรียนตามสวนของชาวบ้านที่ติดต่อเข้ามา และราตรีเธอก็คือหนึ่งในแม่ค้าที่เที่ยวตระเวนหารับซื้อทุเรียนจากสวยของชาวบ้านเพื่อนำไปขายต่อให้กับล้งที่รับซื้อขาย ตุบ "รับให้มันดี ๆ หน่อยสิวะ" "โถ่พี่ราตรี นี่ผมก็รับดี ๆ แล้วนะ"เสียงของบ่าวตอบกลับราตรีเป็นภาษาท้องถิ่น ทำให้ร่างสวยที่ยืนอยู่บนต้นทุเรียนสูงใหญ่ต้องชะโงกหน้าออกมา ในมือของเธอถือมีดเล่มเล็กคมกริบที่ไว้ใช้สำหรับตัดทุเรียนโดยเฉพาะ "เถียงดีนักนะมึง สงสัยคงไม่อยากได้โบนัสของเดือนนี้สินะ" "โถ่พี่ราตรี ผมพูดเล่น โยนลงมาเลยพี่เดี๋ยวครั้งนี้ผมจะรับให้มันดี ๆ "บ่าว ชายหนุ่มในวัยยี่สิบปีตั้งท่ามือทั้งสองข้างจับกระสอบสีน้ำตาลแน่น เงยหน้ามองลูกทุเรียนที่อยู่ในมือของราตรีที่กำลังจะถูกโยนลงมา "เอ้ารับ" "ครับ" ตุบ หลังของบ่าวเกร็งจนแทบจะหัก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากบ่นออกมา เพราะการทำงานรับเหมาตัดทุเรียนตามสวนแม้จะเหนื่อยสักหน่อยแต่ก็ได้เงินดี ยิ่งทำในทีมงานของราตรีแล้วด้วย มีทั้งเงินเดือนและโบนัสให้ทำให้เขาได้มีเงินไปเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว "โดนสวนของยายสำอางเข้าไป เหนื่อยเป็นบ้า"ราตรีที่ยืนอยู่ท้ายรถกระบะอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา มือที่ถือขวดน้ำอยู่แทบจะไม่มีแรงเปิดฝาจนบ่าวต้องดึงขวดน้ำมาเปิดฝาให้ "ขอบใจ" "ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวพี่ราตรีพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวได้ให้ไอ้ไม้มาช่วยรับอยู่ด้านล่าง ผมจะขึ้นไปตัดบนต้นเอง" "ได้ไง ยังอีกไม่กี่ต้นก็จะเสร็จแล้ว ช่วย ๆ กันจะได้เสร็จไว ๆ " "วันนี้พี่ก็ขึ้นไปตัดมาหลายต้นแล้วนะ พักบ้างเถอะเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งเอา เก็บแรงไว้ตัดสวนของลุงชมวันมะรืนบ้างเถอะ ของรายนั้นงานหยาบกว่าของยายสำอางอีกนะ"บ่าวพูดออกมาทำให้ราตรีได้คิดตาม สวยทุเรียนของยายสำอางปลูกสร้างในพื้นที่ราบซึ่งง่ายต่อการเดินเท้าและทำงาน รถกระบะที่มีรั้วเหล็กสามารถที่จะขับเข้ามาจอดในสวนได้ ต่างจากของลุงชมที่ปลูกสร้างสวนทุเรียนใกล้กับเนินเขาซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นไป และใช้รถมอเตอร์ไซค์ในการแบกขนทุเรียนมาใส่รถที่มีรั้วซึ่งต้องจอดรออยู่เนินเขา "เอาเถอะ ถึงยังไงก็ต้องช่วย ๆ กัน จะได้เสร็จทันก่อนมืด เรื่องตัดทุเรียนสวนของลุงชมมันไม่ใช่ปัญหาหรอกแกให้ลูกชายมาบอกตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าสวนทุเรียนรอบนี้จ้างคนมาตัดหญ้าเรียบร้อยแล้ว ง่าย" "ดีแล้วล่ะ ถ้าเป็นเหมือนรอบที่แล้ว ผมกับคนอื่น ๆ ตายแน่ ไม่รู้ว่าสวนทุเรียนหรือป่า ต้นหญ้าสูงจนแทบจะหาลูกทุเรียนไม่เห็น" "หึ มึงก็พูดจนเกินไป"ราตรีส่ายหน้าให้กับคำพูดของลูกน้องในทีมตัดทุเรียน ก่อนเธอจะหันมองไปยังลูกน้องอีกหลายคนที่กำลังลำเลียงทุเรียนหลายร้อยลูกขึ้นรถกระบะที่มีรั้วสูงซึ่งจอดเรียงอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ "ไปทำงานกันต่อเถอะ ถ้าวันนี้เสร็จไวเดี๋ยวฉันเลี้ยงเบียร์" "มันต้องอย่างนี้สิครับเจ้ เฮ้ย พวกเราถ้าวันนี้เสร็จไวพี่ราตรีจัดเบียร์ชุดใหญ่เลี้ยงพวกเราเว้ย" "เย่ ขอบคุณครับเจ้"เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของลูกน้องในทีมงานดังสนั่นลั่นสวยทุเรียน แม้ทีมงานของเธอจะไม่ได้มีลูกน้องหลายราย แต่ทุกคนก็ขยันทำงานกันอย่างเต็มใจอยู่เคียงข้างทำงานกับเธอมาตลอดสามปีเต็มหลังจากที่เธอย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว หลังจากวันนั้นเธอได้ตัดความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม แม้จะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนแต่เพราะเธออยากเห็นเขาได้มีอนาคตที่ดีกว่านี้ราตรีจึงจำต้องหอบกระเป๋าย้ายออกมาทั้งน้ำตา และการที่เธอคบหากับภูผามาตลอดหลายปีทำให้ราตรีรู้ดีว่าเขาไม่มีทางที่จะปล่อยเธอไปง่าย ๆ ถ้าหากเธอเดินทางหลับไปที่บ้านในตอนนี้ไม่นานเขาก็คงต้องตามหาตัวของเธอเจอ และมันก็จริงอย่างที่เธอคิดเอาไว้ไม่มีผิด "ตรี นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมภูผาถึงได้มาตามหาลูกที่บ้าน" "ผาไปที่บ้านของเราเหรอคะ"ราตรีรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อยที่ภูผาเดินทางไปตามหาเธอถึงที่บ้านในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งระยะทางจากกรุงเทพเดินทางสู่จังหวัดทางภาคใต้มีระยะทางเกือบเจ็ดร้อยกิโลแต่เขากลับเดินทางไปถึงที่บ้านของเธออย่างเร็วไว "ก็ใช่น่ะสิ ภูผาไม่ได้มาแค่คนเดียวนะ เขาพาลูกน้องมาเต็มไปหมดเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นตรีแล้วตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน" "เขากลับไปแล้วหรือยังคะ"ฝ่ามือเรียวสวยปาดเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลอาบใบหน้า ดวงตาทั้งสองข้างบวมแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนักหน่วงมาตลอดหลายชั่วโมง "พึ่งจะกลับไปเมื่อครู่ ก่อนจะไปบอกกับพ่อว่าจะมาหาอีก ราตรีนี่ลูกหนีไปอยู่ที่ไหนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" "หนูยังไม่พร้อมที่จะเล่าอะไรตอนนี้ แม่อย่าพึ่งถามเลยนะคะ รู้แค่ว่าหนูกับเขาเลิกกันแล้วก็พอ" "จริงเหรอตรี แล้วตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน" "หนูอยู่ในที่ปลอดภัย แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ หนูสัญญาว่าถ้าหากหัวใจของหนูดีขึ้นเมื่อไหร่หนูจะรีบกลับไปหาแม่นะคะ" "โถ่ ตรี" "หนูอยู่ในที่ปลอดภัย ขอเวลาสักหน่อยนะคะ ให้หนูแน่ใจว่าภูผาจะไม่ตามไปหาหนูที่บ้านอีกแล้วหนูจะรีบกลับไป" "ก็ได้ แต่หนูอย่าขาดการติดต่อไปนะ ต้องโทรหาแม่ทุกวันเข้าใจไหม" "เข้าใจค่ะ หนูรักแม่กับพ่อนะคะ ฝากบอกพ่อด้วยว่าหนูจะกลับไปหา" "จ้ะ แม่กับพ่อก็รักหนู" ติ๊ด น้ำตาไหลออกมาเป็นสายหลังจากที่เธอวางสายจากมารดาไป หัวใจดวงน้อยเหมือนถูกบดแหลกละเอียดจากมือที่มองไม่เห็น เสียงสะอื้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้องพักที่เธอหนีมาเช่าอยู่เพื่อพักรักษาใจ ก่อนที่จะมีใครบางคนเปิดประตูเข้ามา "ตรี"หญิงสาวเงยหน้าหันไปมองผู้มาใหม่ นั่นก็คือมินตราและอันดาที่เปิดประตูเดินเข้ามาหาเพื่อนที่กำลังนั่งทุกข์ใจอยู่ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ เพียงลำพัง "ไหวหรือเปล่า"ทั้งสองวางข้าวของที่ซื้อติดมือมาก่อนจะคุกเข่านั่งลงตรงหน้า พลางมองเพื่อนที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาด้วยความเศร้าไม่ต่างกัน "ไม่ไหว ฮึก เจ็บจะตายอยู่แล้ว"อันดาหันมองไปทางอื่นน้ำตารื้นออกมา ในขณะที่มินตราดึงร่างของราตรีเข้ามากอดปลอบ "ไม่เป็นอะไรนะ พวกฉันสองคนอยู่ตรงนี้เราสองคนจะอยู่ข้างเธอเอง" "ฮึก"เพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่งพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้ออกมา เธอทั้งสองรู้ดีว่าราตรีและภูผารักกันมากแค่ไหนกว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงตอนสวมแหวนหมั้นให้กันได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะฐานะที่ต่างกันทำให้ทั้งสองไม่สามารถที่จะรักกันตลอดไปได้ความสัมพันธ์ถึงได้จบลงอย่างที่เห็น "เมื่อวานตอนบ่ายหมอนั่นมาถามหาเธอกับฉันทั้งสองคนที่ห้อง"อันดาที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมา ราตรีหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยสายตาที่วูบไหว "แต่ไม่ต้องกลัว พวกฉันบอกไปแล้วว่าไม่รู้เธอหนีไปอยู่ที่ไหน" "ขอบใจนะ ขอบใจพวกเธอทั้งสองคนมาก" "ไม่เป็นไร ไม่ต้องเสียใจไปนะ ผู้ชายในโลกนี้มีไม่รู้กี่ร้อยล้านคนมันต้องมีสักคนแหละที่ไม่มองเราที่ฐานะภายนอก"ราตรีพยักหน้าทั้งน้ำตา แต่ไม่รู้ว่าเธอจะลืมรักในครั้งนี้ได้หรือไม่ เธอหลบซ่อนย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นไม่ให้เขาเจอตัวถึงสองปีเต็ม คิดว่าเขาคงเลิกราไม่ตามหาตัวเธอแล้ว ราตรีก็พาตัวเองย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านช่วยพ่อแม่ทำงานจนชีวิตของเธอและครอบครัวเริ่มดีขึ้น ภายในโกดังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกับตัวบ้าน หลังจากที่เหล่าคนงานพากันจัดการขนทุเรียนลงมาจากรถที่มีรั้วเสร็จเพื่อจะนำจัดเรียงขึ้นรถใหญ่อีกคันในวันพรุ่งนี้เพื่อนำไปส่งให้กับล้งใหญ่ ราตรีก็ทำตามสัญญาจัดเครื่องดื่มชุดใหญ่มาให้ พนักงานต่างพากันแยกย้ายไปตั้งวงดื่มเหล้ากันอย่างสนุกสนาน ส่วนตัวเธอนั้นแม้จะเหนื่อยจากการทำงานมามากแค่ไหน ก็ยังพาตัวเองเดินมานั่งยังท้ายกระบะในมือถือเบียร์ขวดใหญ่ นัยน์ตาคู่สวยเงยมองท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่มีแสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างจ้าลงมา สายลมที่พัดเอื่อยเฉื่อยมากระทบเข้ากับใบหน้า ก่อนที่เธอจะยกขวดเบียร์ขึ้นดื่ม 'จะเป็นยังไงบ้างนะ คนที่อยู่ทางนั้น'ภูผากับราตรีถึงกับต้องหันมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนทั้งสองจะหันมองไปยังร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนอีกครั้ง คำพูดเมื่อครู่ของบิดาชายหนุ่มทำให้ทั้งสองต้องขมวดคิ้วเข้าหา"ไม่ต้องมามองหน้าพ่อแบบนั้น นั่งกันก่อนสิ พ่อก็มีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับลูกทั้งสองคนเหมือนกัน"เดิมทีภูผาคิดว่าจะพาราตรีมาบอกเรื่องที่ทั้งสองจดทะเบียนสมรสให้พ่อกับแม่ของเขาได้รับรู้แล้วก็กลับไป ชายหนุ่มหันไปมองหน้าของราตรีอย่างชั่งใจ แต่เมื่อเห็นเธอพยักหน้าให้เขาก็จำยอมพาเธอไปนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ที่ว่างฝั่งตรงข้ามกับบิดามารดา"พ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับเราสองคนอย่างนั้นเหรอ"ศิลาหันไปมองหน้าผู้เป็นภรรยาพลางถอนหายใจออกมา คนเป็นพ่อเองก็รู้สึกอัดอั้นกับความรู้สึกที่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจมาตลอดเวลาหลายปีไม่ต่างกัน"พ่ออยากขอโทษแกกับหนูราตรีเกี่ยวกับเรื่องที่พ่อทำไว้เมื่อหลายปีก่อน"คุณศิลาเงยหน้ามองราตรีด้วยแววตาที่แสดงถึงความรู้สึกผิด"พ่อขอโทษนะหนูราตรีที่ตอนนั้นพ่อไปพูดกดดันหนูทำให้หนูต้องจำใจทิ้งลูกชายของพ่อไป""...""ตอนนั้นพ่อคิดน้อย คิดว่าการที่แกเป็นลูกของพ่อก็ควรจะต้องได้รับในสิ่งที่ดี ๆ อนาคตที่ดี มีคู่ชีวิตที่ดี"ศิ
ดวงตากลมโตของราตรีก้มมองใบทะเบียนสมรสที่เธอถืออยู่ในมือทั้งของตัวเธอและของสามีหมาด ๆ ที่กำลังนั่งอยู่ประจำตำแหน่งคนขับ ริมฝีปากของภูผายิ้มกว้าง ความรู้สึกดีใจส่งผ่านแววตา ราตรีซ้อนทับใบทะเบียนก่อนจะวางลงบนหน้าขา เธอหันหน้าไปมองชายหนุ่มซึ่งกำลังนั่งขับรถอย่างอารมณ์ดี"ไม่เมื่อยปากบ้างหรือไงคะ ยิ้มมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ราตรีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวสามีหมาด ๆ ของเธอ เพราะตั้งแต่ที่ทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่เมื่อวานนั้น ภูผาก็เอาแต่ยิ้มไม่หุบ ไม่ใช่แค่เพียงเท่านั้นเขายังขอเบอร์โทรติดต่อพ่อแม่ของเธอไปอีก ทีแรกเธอคิดว่าจะรอให้บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ของเขาก่อน แต่ภูผาก็ไม่ยอม หลังจากที่เขาได้เบอร์โทรพ่อแม่ของเธอไปเขาก็ไม่รอช้ารีบต่อสายหาพ่อแม่ของเธอทันทีเพื่อบอกเรื่องที่น่ายินดีนี้ให้ท่านทั้งสองได้รับรู้ทีแรกเธอก็คิดว่าพ่อกับแม่ของเธอจะดุเรื่องที่ทำอะไรโดยไม่ปรึกษา แต่ทว่าเมื่อท่านทั้งสองรู้ว่าเธอกับภูผาจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันแล้ว สิ่งที่พ่อของราตรีเอ่ยขึ้นมาประโยคแรกนั่นก็คือ'เรื่องสินสอด ผาไม่ต้องเป็นห่วงนะ พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ลูกเขยของพ่อต้องน้อยหน้าแน่ จะจัดงานแต่งวันไหนเดี๋ยวพ่อก
ราตรียิ้มออกมาเมื่อเรือของสิงหาซึ่งมีลูกน้องของชายหนุ่มเป็นคนขับเข้ามาจอดเทียบท่า เธอหันหน้าไปมองภูผาซึ่งกำลังสิ่งยิ้มมองมาที่เธอ เขารีบลุกขึ้นยืนเมื่อเรือจอดทรงตัวอยู่กับที่ ท่อนแขนแข็งแกร่งไม่ว่าจะผ่านการอุ้มร่างของเธอมากี่ทีราตรีก็รับประกันได้ว่าชายหนุ่มจะไม่มีทางปล่อยให้เธอตกลงไปชายหนุ่มอุ้มร่างของเธอเดินขึ้นบันได โดยมีบอดี้การ์ดของสิงหาเดินหิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินตามขึ้นมาก่อนจะมีเสียงเรียกชื่อของราตรีขึ้นมาพร้อมกับร่างสวยของใครบางคนที่เปิดประตูรถเดินลงมาหาเธอ"ราตรี""มิน"ภูผารีบวางร่างของราตรีก่อนเธอจะรีบเดินปรี่เข้าหาไปมินตราที่กำลังเดินส่งยิ้มมาด้วยความดีใจสายตาของสิงหาและภูผามองร่างของหญิงสาวยืนกอดกันด้วยความคิดถึง ทั้งสองยืนสบตากันโดยไม่พูดอะไร แค่เพียงได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองที่ได้ไปปรับความเข้าใจกันบนเกาะส่วนตัว เพียงเท่านี้สิงหาและมินตราก็รู้ได้ทันทีถึงความสัมพันธ์ที่ดีงามของทั้งคู่ที่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง"เป็นยังไงบ้าง เดินทางเหนื่อยไหม""ไม่ต้องมาพูดเลย เพราะใครกันล่ะ ตอนนั้นฉันตกใจแทบแย่""แฮ่ ก็คนมันอยากให้เธอได้ปรับความเข้าใจกันนี่ ขอโทษนะที่ทำอะไรแบ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาตลอดหนึ่งอาทิตย์เต็มที่ภูผาและราตรีได้ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะส่วนตัวของสิงหา นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเมื่อทั้งสองได้กลับมาเริ่มความสัมพันธ์รักครั้งใหม่อีกครั้งหลังจากที่ทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกัน แม้ตลอดเวลาห้าปีที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน แต่เวลาเหล่านั้นก็ไม่อาจที่จะลบเลือนความรักออกจากหัวใจของทั้งสองคนได้คลื่น ซ่าร่างสวยในชุดว่ายน้ำสีดำดูเซ็กซี่เดินเลียบชายหาด ฟังเสียงคลื่นซัดเข้าหาชายฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า สายลมเย็นหอบพัดผ่านเอากลิ่นอายของความเค็มจากน้ำทะเลพัดเข้าหาปะทะผิวกาย สายตาของราตรีจ้องมองดวงตะวันที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า แสงสีนวลทองที่อยู่ตรงหน้าตัดกับผิวน้ำทะเลสีครามมันช่างดูสวยงามทำให้เธอหลุดเผยรอยยิ้มออกมา ร่างสูงใหญ่ของภูผาที่พึ่งตื่นจากนอน ตอนนี้บนร่างกายของเขาสวมแค่เพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียวแผ่นอกเปลือยเดินตรงดิ่งมาหาหญิงสาวที่กำลังยืนจ้องมองวิวทะเลตรงหน้า พร้อมอ้าแขนทั้งสองข้างที่กอดรัดร่างสวยในชุดว่ายน้ำมาจากทางด้านหลัง คำถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นนั้นมันกลับทำให้หัวใจของราตรีกระเพื่อมไหวขึ้นมาพรึ่บ"ตื่นก่อนแล้วทำไมไม่ปลุกผาล่ะ""ตรีเห็นว่าผากำลังนอนหลับส
ริมฝีปากสั่นระริกของภูผาเปล่งเสียงแหบพร่าออกมา เปลือกตาทั้งสองข้างหลับพริ้มเมื่อริมฝีปากของราตรีอ้าออกกว้างครอบครองลำกายของเขาเข้าไปเกือบถึงครึ่งลำ มือเล็กของเธอขยับขึ้นลงเป็นจังหวะพร้อมกับริมฝีปาก ปลายลิ้นเล็กสัมผัสผิวหนังห่อหุ้มลำกายทำให้ชายหนุ่มถึงกับหายใจติดขัดแผล็บ แผล็บ แผล็บ"อืม"ราตรีเหลือบสายตาเงยมองพลางยกยิ้มตรงมุมปาก ปลายลิ้นของเธอวนเลียส่วนหัววนไปมาก่อนจะลากลงต่ำไปถึงลำโคน ริมฝีปากที่มีคราบน้ำลายติดอยู่ดูดเลยพวกไข่ทั้งสองข้างสลับกันไปมาจนมันกดเกร็งลำกายที่ขายใหญ่อยู่ในอุ้มมืออุ่นร้อนกระตุกหงึกเป็นจังหวะ"ไอติมแท่งนี้ อร่อยจัง"ลำกายที่เต็มไปด้วยคราบน้ำลายถูกส่งเข้าไปในโพรงปากของราตรีอีกครั้ง พลางขยับศีรษะขึ้นลงเป็นจังหวะดูดเลียจนโพรงแก้มทั้งสองข้างตอบเข้าหา จนชายหนุ่มต้องยื่นฝ่ามือมาจับศีรษะออกแรงใช้มือขยุมเส้นผมของราตรีที่กำลังดูเลียแก่นกายของชายหนุ่มอย่างเมามันอ๊อก อ๊อก อ๊อก"ฮ๊าส์ เมียจ๋า โอ้ว"ชายหนุ่มเปล่งเสียงครางออกมา ความเสียวซ่านที่ได้รับทำให้ภูผาเผลอขยับสะโพกกระแทกแก่นกายเข้าใส่ในโพรงปากของหญิงสาวอย่างลืมตัว ทำให้ส่วนหัวบานหยักกระแทกเข้าไปจนเกือบจะถึงลิ้นไก่ แต่ก
ลมหายใจหอบถี่ถูกปล่อยออกมาผ่านทางริมฝีปากของราตรี ทันทีเมื่อแก่นกายของชายหนุ่มกดแทรกเข้ามาในช่องทางรักของเธอนั้นจนสุดโคนความยาวใหญ่ มือเรียวทั้งสองข้างจับท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มเอาไว้ เธอพยายามผ่อนคลายร่างกายของตัวเองแม้ว่าตรงจุดเชื่อมต่อมันจะยังคับแน่นมากอยู่ก็ตาม"ตอดดีเป็นบ้า กว่าผาจะเข้าไปได้หมด"ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาสายตามองแก่นกายของตัวเองที่แทรกเข้าไปในช่องทางรักของหญิงสาวจนสุดความยาว เขาเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำให้หยุดไหล สายตาคมมองเรือนกายเย้ายวนของหญิงสาวที่มีหยดน้ำเกาะอยู่พลางกลืนน้ำลายหอบหายใจถี่ "ไหวไหม เจ็บหรือเปล่า""อือ ไหว ไม่เจ็บแต่มันแน่นไปหมด"ราตรีตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่ว สายตาซุกซนกวาดมองร่างกายสูงใหญ่ของอีกฝ่าย บริเวณหน้าท้องมีลอนงามหกลูกเรียงรายเป็นลอนสวย ร่างกายบึกบึนของคนที่ชอบออกกำลังกายทำให้ใบหน้าของราตรีแดงซ่านขึ้นมาภูผาไล่สายตามองตามสายตาของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มตรงมุมปากออกมา เขาปล่อยท่อนขาวางเท้าของเธอที่เกี่ยวไว้ลงยืนกับพื้น ราตรีที่รู้ดีรีบเอนแผ่นหลังส่วนด้านบนพิงกับกำแพง แอ่นท่อนล่างด้านหน้าเข้าหาชายหนุ่มที่เริ่มจะขยับเอวสอบกระแทกเข้าหาเป็นจังหวะ ฝ่า







