LOGIN“เสวียนเหยา...” เสียงทุ้มเรียกนางขณะนำของวิเศษทั้งสามสิ่งมาวางรวมกัน แสงบางอย่างสาดส่องมายังของวิเศษทั้งสาม ถึงอย่างนั้นการต่อสู้ก็ยังไม่หยุด มนุษย์เหล่านั้นไม่หันมามองด้วยซ้ำว่าเบื้องหลังกำลังเกิดอะไรขึ้น ราวกับพวกเขามองไม่เห็นของวิเศษทั้งสามและองค์เง็กเซียน!!
“หยกอันอวี่ เสวียนเหยา”
“องค์เง็กเซียน” นางพยายามลุกขึ้นแต่ก็เกินกำลัง ปราณแห่งเซียนของนางเพิ่งถูกทำลาย แม้ไม่ถึงชีวิตแต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลือตัวเอง
“ในเมื่อเลือกละทิ้งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ก็อย่าได้โทษผู้ใดที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เจ้าสมควรยินดีที่มีผู้ยินดีแบกรับแทนเจ้า นับจากนี้เจ้ากับเขาจะเป็นเพียงมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิด สามภพภูมิถูกตัดขาด มนุษย์ เซียน ทวยเทพ สมควรอยู่ในแต่ละภพภูมิไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
เสวียนเหยาหลับตาลงด้วยความสับสน นางบอกไม่ได้ว่าโล่งอก ยินดี หรือโศกเศร้า รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องในวันนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเกิด ด้วยนางเป็นเซียนซึ่งหลงวนอยู่บนโลกมนุษย์ ตลอดพันปีมานี้นางไม่แก่ชราจึงเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่ปักหลักที่ใด ด้วยกลัวว่าจะมีคนจดจำและสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้
สัมผัสแผ่วเบาประทับลงยังกึ่งกลางหน้าผาก นางลืมตาขึ้นด้วยความตกตะลึง สัมผัสนั้นอุ่นวาบไล่เรื่อยไปทั้งร่างกาย คล้ายบางอย่างกำลังเยียวยาทว่านางกลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เขา...ฉีเฟิงเยี่ยนเพิ่งจุมพิตหว่างคิ้วนาง?!
เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว ข้าจะพาท่านไปจากที่นี่” จากนั้นเขาก็ป้อนยาเม็ดหนึ่งให้นางกิน
เสวียนเหยาง่วงงุนจนไม่อาจครองสติ ความเจ็บปวดค่อยๆ พร่าเลือนไปพร้อมกับการรับรู้ ก่อนหมดสติไปนางคล้ายได้ยินเสียงรายงานขององครักษ์
“คุณชายคนของเรามาถึงแล้วขอรับ”
“ดี เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงเถิด”
“แต่แม่นางเสวียน?”
“ข้าจัดการเอง จะให้หมอที่ใดไม่รู้มารักษานางได้อย่างไร” เพราะอย่างนี้เมื่อได้สติขึ้นมาแผลที่ถูกฉีเฟิงเยี่ยนแทงก็ได้เขาเป็นผู้ลงมือรักษา
รถม้าส่ายไหวไปมากระเทือนแผลจนเสวียนเหยาอดไม่ได้ที่จะย่นคิ้ว นางไม่ได้เจ็บตัวเช่นนี้มานานเท่าไรแล้วนะ...ห้าร้อยปี? หรืออาจจะมากกว่านั้น?
“รู้สึกตัวแล้วกระมัง เช่นนั้นลุกขึ้นดื่มยาหน่อยเถิด”
นางลืมตาขึ้นมองบุรุษที่คอยปรนนิบัติตลอดการเดินทาง ทั้งที่ตัวเขาเป็นคนลงมือทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ทว่า...แม้เขาเป็นต้นเหตุให้นางเจ็บตัว เป็นต้นเหตุให้นางสูญเสียหยกอันอวี่ กระทั่งถึงตอนนี้นางตระหนักแล้วว่าอายุขัยของนางหดสั้นลง กระนั้นนางกลับไม่รู้สึกโกรธเคือง ตรงกันข้ามนางกลับรู้สึกเบาโหวงคล้ายภาระบนบ่าถูกปลดเปลื้อง
บัดนี้นางไม่ใช่ผู้ถือครองของวิเศษอีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าฐานะจะถูกเปิดโปง ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะมีผู้ที่ไม่เหมาะสมคิดแย่งชิงหยกอันอวี่ไป ไม่ใช่สตรีที่อายุขัยยืนยาวจนต้องหลบๆ ซ่อนๆ ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ
นางคล้าย...ไม่แยแสสักนิดว่าวันหน้าตัวนางจะเป็นอย่างไรต่อ
ฉีเฟิงเยี่ยนช่วยพยุงนางขึ้นพิงกับอก ค่อยๆ ป้อนยาให้นางทีละช้อนอย่างใจเย็น ช่วยเช็ดปากให้เมื่อยาเลอะ กระซิบบอกให้นางค่อยๆ กลืนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ไม่มีใครอยากตาย...เสวียนเหยาเองก็เช่นกัน นางดื่มยาเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร ไม่ขัดขืน ไม่พยายามดิ้นรน กระทั่งยาหมดชามและชายหนุ่มวางนางลงนอนราบดังเดิม
“หลับเถิด ใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ท่านจะได้พักผ่อนเพื่อให้ร่างกายเยียวยา รถม้ากระเทือนเพราะต้องรีบกลับให้ถึงเมืองหลวงก่อนวันมะรืน ทนอีกสักนิดเถิด” นางหลับตาลงไม่ถาม ไม่สงสัย รู้ดีว่าเขาเองก็ประหลาดใจที่นางเป็นเช่นนี้
ถามแล้วอย่างไร ไม่ถามแล้วอย่างไร...
มาถึงตอนนี้นางก็ได้แต่ปล่อยวาง หากเขาอยากสังหารนางก็คงไม่ช่วยปรนนิบัติอย่างยากลำบากเช่นนี้กระมัง
ฉีหย่งชางพาเด็กทั้งสองเข้าไปในจวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หัวใจของเขาบีบรัดเพียงได้รู้ข่าวว่าฉีเฟิงเยี่ยนได้สิ้นใจไปแล้ว ทว่าเขานึกไม่ถึงว่าแม้แต่เสวียนเหยาเองก็...หลายปีไม่ได้ข่าวพอได้ข่าวกำลังยินดีกลับต้องมาเศร้าใจ ทว่าฉีเฟิงเยี่ยนเคยบอกเขา ...อย่าเศร้าใจกับการจากไป เพราะการเศร้าใจคือยังมีเรื่องติดค้าง“ข้าจะไม่เศร้าใจ ข้าต้องไม่เศร้าใจ...” เขาพึมพำกับตัวเองทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าวจดหมายลาจากฉีเฟิงเยี่ยนฝากฝังเด็กสองคนเอาไว้ที่จวนตระกูลฉีชั่วระยะเวลาหนึ่ง เด็กฝาแฝดไม่เป็นที่ยอมรับของแคว้นต่างๆ ด้วยเชื่อกันว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายอัปมงคล หากคนหนึ่งอยู่คนหนึ่งต้องตายเสียหาไม่ก็จะไม่มีใครรอด เสวียนเหยาช่วยสองพี่น้องเอาไว้ อุปการะเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม นางกับฉีเฟิงเยี่ยนรักเด็กทั้งสองมากและมองว่าเด็กทั้งสองเป็นดังบุตรแท้ๆคนน้องเสวียนหนิง คนพี่เสวียนอวี้ หลังอาบน้ำก็กินข้าวด้วยท่าทางสุภาพแม้หิวโซ แม้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่กระบี่พันผ้าซีดๆ กลับยังคงผูกติดบนหลัง“นั่นอะไรหรือ”“กระบี่หงส์และกระบี่มังกรขอรับ แม่บุญธรรมกล่าวว่าไม่อาจวางเอาไว้ไกลตัว ยามมีอันตรายจะได้ปกป้องกันและกัน ในยุทธภพเต็มไปด้วยคนดี
ท่ามกลางไอร้อนของน้ำพุ สองกายเปลือยเปล่ากอดก่ายเร่าร้อน เสียงอวยพรของอดีตผู้ครอบครองของวิเศษทำให้ฉีเฟิงเยี่ยนรู้สึกเป็นสุข ไม่ว่าสิ่งใดที่เขาคาดหวัง วันนี้เขาสมปรารถนาแล้วเขาเองก็ไม่ขออะไรไปมากกว่าได้อยู่กับนาง...เสวียนเหยา สตรีที่แม้เขายังไม่พานพบตัวจริง ทว่าหัวใจของเขากลับพันผูกและเป็นของนางเสมอมารถม้าวิ่งออกมาจากหุบเขาสูงสวนทางกับชาวบ้านที่มาหาของป่า ชาวบ้านถามหญิงสาวและชายหนุ่มได้ความว่าหลงทางกำลังจะกลับลงเขา...ก็สมควรเพราะนี่คือเทียนซานหุบเขาที่เป็นทางตัน ไม่มีทางเข้า มีเพียงเส้นทางรกร้างเต็มไปด้วยเถาวัลย์รกทึบเสวียนเหยาบังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆ ลงเขา ข้างกายมีฉีเฟิงเยี่ยนนั่งซบศีรษะกับหัวไหล่ นางยกมือขึ้นลูบแก้มเขา ใบหน้าชายหนุ่มยังขาวซีดทว่าถึงตอนนี้อาการก็นับว่าดีขึ้นกว่าขามา“เรามีเวลาเพียงสิบปีเท่านั้น ไปที่ใดกันดี” นางถาม“สิบปีก็เพียงพอแล้ว ลงใต้เป็นอย่างไร ข้าอยากไปดูทะเล”“ได้ ลงใต้”“เหยาเอ๋อร์”“หืม”“เสียใจหรือไม่ที่แบ่งปันอายุขัยคืนกลับให้ข้า”“แล้วเจ้าเล่า เสียใจหรือไม่ที่เคยแลกอายุขัยให้ข้า”“จะเสียใจได้อย่างไร ตอนนี้ข้ามิใช่กำลังมีความสุขมากหรอกหรือ ข้าวางแผนมาดี
ฉีเฟิงเยี่ยนไม่รู้สึกตัวอีกเลยแม้ตอนที่ถูกพาตัวขึ้นรถม้า หลงเส้าเทียนกับชายาเป็นเพียงสองคนที่เสวียนเหยาให้ออกมาส่งหน้าตำหนักหนิงหวง“ข้าฝากองค์หญิงเยว่ฉีด้วย นางไม่ได้ทำอะไรผิด”“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล หากนางต้องการอยู่ที่ซย่าเทียน ข้าก็จะให้อยู่นานเท่าที่นางอยากอยู่ ข้ารับปากว่าจะไม่มีผู้ใดทำร้ายนางได้”หญิงสาวยิ้มให้หลี่หมิงเยวี่ย “เจ้าเป็นหนึ่งในสหายของข้าที่มีไม่มาก หยกของเจ้าข้าเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี แล้วพบกันใหม่”“แล้วพบกันใหม่”รถม้าออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าสาง ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เมื่อฟ้ามืดก็หยุดพักก่อไฟต้มยาหุงหาอาหาร ตลอดระยะการเดินทางฉีเฟิงเยี่ยนมักจะหลับใหลไม่ได้สติ อาการของเขาแม้ไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ทรุดตัวลงสิบสองวันต่อมาในที่สุดเสวียนเหยาก็พาชายหนุ่มมาจนถึงเนินเขาทางขึ้นเทียนซานหุบเขาสลับซับซ้อน เทือกเขาไร้ทางขึ้นตั้งเรียงรายสูงชันมองไม่เห็นปลายยอด เมฆคล้อยบดบังการมองเห็น สรรพสิ่งที่มองเห็นมีทั้งจริงและเท็จยากจะแยกแยะ ด้วยทวยเทพปิดประตูภพภูมิ ซ่อนทางเข้าหุบเขาที่ถือได้ว่าใกล้กับประตูแดนสวรรค์มากที่สุดเนินเขารกทึบร้างไร้การสัญจร ผู้คนมองว่าเทือกเขาแห่งนี้ไม่มีทางเ
เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาพร้อมประตูเปิด “ข้าพาหมอมา...” รัชทายาทชะงักเมื่อเห็นฉีเฟิงเยี่ยนกอดหญิงสาวบนเตียง ท่านหมอเองก็ไม่กล้าก้าวเข้ามา“ออกไป” เสวียนเหยากล่าวเสียงเรียบ “ไม่ต้องให้ใครเข้ามาทั้งสิ้น เขาไม่เป็นไรแล้ว”ทุกคนที่อยู่ด้านนอกงุนงงเมื่อได้ยิน“ไม่ได้ยินหรือ ออกไปให้หมด” เสวียนเหยาลงน้ำเสียงหนักๆ ในประโยคนั้น แม้รัชทายาทนางเองก็ไม่มีทางทีเกรงใจหลงเส้าเทียนแม้งุนงงแต่ก็โบกมือไล่ท่านหมอ ฉีเหยียนกับฉีหย่งชางพยายามชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง ทว่าหลงเส้าเทียนปิดประตูเสียก่อนภายในห้องมีเพียงความเงียบ ฉีเฟิงเยี่ยนปล่อยมือเงียบๆ เสวียนเหยาดันเขาให้นอนหงายลงบนหมอน นางก้มลงจูบหนักๆ ที่หว่างคิ้วชายหนุ่ม ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเขาจ้องมองนางนิ่ง มือใหญ่กุมมือนางแน่นขึ้นหญิงสาวยิ้ม “มิใช่ต้องสละตัวเองปล่อยข้าไปหรอกหรือ ตลอดมาเจ้าเป็นคนเช่นนั้น เป็นคนดีที่เสแสร้งเย็นชากับผู้อื่น ล้มป่วยเช่นนี้สมควรหาเรื่องทำให้ข้าโกรธ จากนั้นข้าก็จะจากไปเงียบๆ ปล่อยเจ้าเอาไว้ที่นี่เพียงลำพัง”เขาหัวเราะ “ข้าอยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง อยากรั้งท่านเอาไว้ข้างกายให้ถึงที่สุด แม้ข้าจะต้องตายก็จะตายอยู่เคียงข้างท่า
ฉีเฟิงเยี่ยนยื่นมือออกมาเมื่อนางเดินเข้าไปใกล้ “ข้ามารับ”“อืม” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา มือหนึ่งยกขึ้นลูบแก้มชายหนุ่ม “ผอมลงอีกแล้วหรือ ลักยิ้มของเจ้ายิ่งมาก็ยิ่งชัดเจน เหตุใดตัวอุ่นๆ ดื่มมากไปหรือ”เขากดปลายนิ้วชี้ลงหว่างคิ้วของหญิงสาว “มุ่นคิ้วอีกแล้ว ข้าไม่เป็นไร วันนี้อากาศหนาวไม่ค่อยเจริญอาหาร ข้าไม่ชอบอากาศหนาว ข้าว่าเราสมควรออกจากเมืองหลวงก่อนหิมะตก”หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วยหมุนตัวกุมมือเขาเดินไปยังประตูวังหลวง “นำรถม้าไปเพียงคันเดียว สัมภาระไม่ต้องหอบอะไรไปมาก เอาไปแค่เท่าที่จำเป็น การเดินทางไกลหากข้าวของพะรุงพะรังจะถ่วงเวลาเสียเปล่าๆ หากมิใช่เจ้าหน้าซีดถึงเพียงนี้ ข้ายังอยากขี่ม้าไปสะดวกกว่า”“กลางวันแดดร้อน นั่งรถม้าไปดีแล้ว” เขากล่าว“ได้ เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแค่เดินทางไปเรื่อยๆ” เพราะตอนนี้นางไม่ได้เดินทางเพียงลำพังแล้ว ความเห็นของเขาให้อย่างไรนางก็ต้องรับฟัง ยิ่งคิดถึงว่าทางเดินข้างหน้านางไม่ต้องเดินเพียงลำพัง หัวใจของเสวียนเหยาก็อบอุ่นอ่อนโยนฉีเฟิงเยี่ยนช่วยพยุงหญิงสาวลงจากรถม้า ชุดเก้าชั้นดูอึดอัดจนเขาช่วยไม่ได้ที่ต้องลงมาช่วยจับชายชุดของนาง ตอนหญิงสาวลงมายืนบนพื้นได้อย่
พิธีแต่งตั้งรัชทายาทในท้องพระโรงเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ แคว้นต่างๆ ส่งขุนนางมาร่วมแสดงความยินดี ทว่าเสียงซุบซิบเกี่ยวกับองค์หญิงเยว่ฉีแห่งต้าเหลียงก็ยังคงมีให้ได้ยินเสวียนเหยานั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามส่งยิ้มให้องค์หญิงเยว่ฉี ก่อนหน้านี้เคยเตือนแล้วว่าอย่าได้ใส่ใจกับสิ่งอื่น เพราะอย่างไรเสียท่าทีของฮ่องเต้และรัชทายาทพระองค์ใหม่ก็ชัดเจน นั่นก็คือทั้งสองพระองค์เชื่อว่าองค์หญิงเยว่ฉีไม่ได้มีเจตนาสังหารฉีเฟิงเยี่ยนความขัดแย้งของต้าเหลียงมีผู้ใดบ้างไม่รู้ เหล่าองค์หญิงองค์ชายต่างชิงดีชิงเด่นเพื่อให้มีความดีความชอบ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงลำเอียงรักเพียงโอรสและองค์หญิงที่เกิดจากฮองเฮา องค์หญิงเยว่ฉีเสด็จซย่าเทียน หากสร้างความวุ่นวายและก่อชนวนสงคราม นั่นย่อมทำให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงทรงกริ้ว ถึงเวลานั้นหากตัดขาดและปล่อยองค์หญิงถูกซย่าเทียนลงโทษ นั่นย่อมเป็นผลดีกับฝ่ายตรงข้ามหลี่หมิงเยวี่ยเดินกอดแขนเสวียนเหยาเงียบๆ ในอุทยานมีสตรีชั้นสูงเข้ามาพักผ่อนหลายคน หลังพิธีแต่งตั้งคืนนี้จะมีงานเลี้ยง หลี่หมิงเยวี่ยที่นับจากนี้จะใกล้ชิดผู้ใดก็ต้องระมัดระวังได้แต่หนักใจ“อีกเดี๋ยวท่านก็จะไม่อยู่แล้ว ข้าต้องเหงามากแน่







