LOGINบทที่ 1 หาแต่เรื่อง
บ่ายคล้อยท่ามกลางแสงแดดแผดเผาภายนอก แต่ภายในห้างสรรพสินค้าสุดหรูย่านสีลมกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณ กระนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้เข้ากับ ‘กันต์’ และกลุ่มเพื่อนในชุดนักเรียนขาสั้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นนั่งก้มหน้าก้มตา นิ้วเรียวยาวรัวกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์จากเกมดังประสานกับเสียงสบถหัวเราะของเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือนจนหลงลืมไปว่าเวลานี้... พวกเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียนแอร์แคบๆ ที่โรงเรียนมากกว่า “เฮ้ยๆ ซ้ายมา! รุมมันมึง รุมมัน!” กันต์ตะโกนสั่งการด้วยความคึกคะนอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ทะมึนทึนอยู่ด้านหลัง “ทำไมไม่ไปเรียนกัน?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนทั้งสามสะดุ้งสุดตัวจนมือถือเกือบหลุดมือ เมื่อหันไปสบตากับสายตาคาดโทษภายใต้กรอบแว่นของสารวัตรนักเรียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงานทันที “ฉิบหายแล้วพวกมึง... พ่อมา! วิ่งดิ!”กันต์ตะโกนลั่นห้างก่อนจะดีดตัวขึ้นราวกับติดสปริง ฝีเท้าไวกว่าความคิด เขาพุ่งตัวทะยานหนีโดยไม่คิดจะเก็บข้าวของ สองเท้าสับไม่ยั้งหนีเสียงเรียกที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นักเรียน!” “ใครหยุดก็โง่สิครับอาจารย์! ฝันไปเถอะ!” กันต์ตะโกนสวนกลับพลางหัวเราะร่าอย่างคนไม่กลัวตาย เขาเบี่ยงตัวหลบผู้คนที่เดินจับจ่ายใช้สอย ก่อนจะตัดสินใจหักเลี้ยวเข้ามุมทางแยกเพื่อสลัดหนี โดยที่สายตายังคงเหลือบมองไปข้างหลังเพื่อเช็กระยะห่าง ทว่า... เพราะมัวแต่มองย้อนกลับไป ทำให้เขาไม่ทันเห็นว่าทางข้างหน้าไม่ได้ว่างเปล่า ปึก!!! “โอ๊ย!” แรงปะทะหนักหน่วงราวกับวิ่งชนกำแพงที่มีชีวิต ร่างสูงโปร่งของกันต์เสียหลักล้มก้นกระแทกพื้นจนมึนเบลอ แต่คู่กรณีกลับล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่าเช่นกัน ท่ามกลางความตกใจของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มอีกสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ “เสี่ย! เสี่ยเป็นอะไรไหมครับ!” หนึ่งในนั้นปรี่เข้าไปพยุงชายเจ้าของร่างกำยำที่ดูสุขุมนุ่มลึก “กูไม่เป็นไร...” น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันทำเอากันต์ถึงกับขนลุกซู่ ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม มือหนาปัดฝุ่นออกจากเสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่ยับยู่ยี่ กันต์ที่เริ่มได้สติรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น “ผมขอโทษครับ! ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เจ็บตรงไหนไหมครับลุง... เอ๊ย พี่!”เด็กหนุ่มพยายามจะยื่นมือไปช่วยตรวจดูตามนิสัยขี้เล่นและขี้อ้อน แต่กลับถูกมือหนาของลูกน้องอีกฝ่ายคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน สายตาที่มองมาดุจพยัคฆ์นั้นทำให้กันต์ต้องรีบชักมือกลับ “ทีหน้าทีหลัง... ก็มองทางดีๆ อย่าเอาแต่เล่น” ชายร่างใหญ่ตรงหน้าเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าคมเข้มที่ดูอ่อนกว่าวัยจริงแต่แฝงด้วยความขรึมขลังจ้องมองเด็กตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาไม่ชอบเด็ก ไม่ชอบความวุ่นวาย และยิ่งไม่ชอบการถูกเนื้อต้องตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต “ครับ ๆ ผมขอโทษจริง ๆ ครับพี่” กันต์รีบยกมือไหว้ปลก ๆ แสร้งทำหน้าตารู้สึกผิดเต็มประดา แต่สายตาเจ้ากรรมกลับแอบสำรวจคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ชายตรงหน้าเพียงพยักหน้ายอมรับคำขอโทษเบา ๆ อย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มลูกน้อง ทิ้งให้กันต์ยืนเคว้งอยู่กลางโถงห้าง เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนสุดสายตา พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ... กลิ่นสะอาดๆ ของน้ำหอมเกรดพรีเมียมผสมกับกลิ่นกายชายหนุ่มที่ยังติดอยู่ที่ปลายจมูกทำเอาใจสั่นอย่างประหลาด ‘คนอะไรวะ... หน้าอกก็นิ่ม ตัวก็หอมชะมัด ดุอย่างกับเสือแต่ทำไมเท่ฉิบหายเลย’ กันต์ยกมือขึ้นเกาหัวตัวเอง แววตาขี้เล่นประกายวิบวับขึ้นมาอย่างมีเลศนัย หลังจากรอดพ้นจากเงื้อมมือของสารวัตรนักเรียนมาได้อย่างหวุดหวิด กันต์ก็พาตัวเองขึ้นรถเมล์ประจำทางกลับสู่หมู่บ้านหรูย่านชานเมือง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้านอันกว้างขวาง บรรยากาศที่แสนจะมาคุกลับทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับชะงักฝีเท้า “มาแล้วเหรอเจ้าตัวดี...” เสียงทุ้มเข้มของผู้เป็นพ่อดังขึ้นจากห้องนั่งเล่น ราวกับมารอเช็กชื่อลูกชายที่หายหัวไปทั้งวัน “แม่ค้าบ... น้องกันต์กลับมาแล้วนะคะ” กันต์ไม่สนใจเสียงจากคนเป็นพ่อ เขาเลือกที่จะพุ่งตัวเข้าไปหาผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทีออดอ้อนหวังเอาตัวรอด “ไม่ต้องมาทำปากดีเลยเราน่ะ ไปก่อเรื่องอะไรมา ยอมรับมาซะดีๆ” คุณแม่แม้จะใจดีแต่คราวนี้กลับทำเสียงดุใส่ลูกชายตัวแสบ “น้องกันต์ไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ คุณแม่ต้องเชื่อใจน้องกันต์สิ” เด็กหนุ่มทำตาปริบๆ ตีหน้าซื่อใส่ “จะไม่ได้ทำได้ยังไง! ในเมื่ออาจารย์โทรมารายงานถึงบ้านว่าแกโดดเรียนไปเที่ยวห้าง!” คราวนี้คนเป็นพ่อระเบิดอารมณ์ออกมาจนกันต์สะดุ้ง “คุณแม่...” กันต์รีบมุดเข้าไปกอดเอวคนเป็นแม่ไว้แน่น ซุกหน้าลงกับไหล่บางอย่างที่ชอบทำเป็นประจำเวลาอยากอ้อนเอาใจ “เมื่อไหร่จะเลิกสร้างปัญหาเสียที เดี๋ยวชกต่อย เดี๋ยวโดนเรียน คิดว่าจะเรียนจบไหมหึ ม.6 เนี่ย หรืออยากจะไปเริ่มเรียนใหม่ปีหน้า!” พ่อยอดชายยังคงร่ายยาวด้วยความเอือมระอา “จบสิครับ พ่อก็... แค่ไปคลายเครียดเอง” กันต์ช้อนตามองพ่อพลางตอบอุบอิบ “ฉันทนกับพฤติกรรมแกไม่ไหวแล้วกันต์!” พ่อยื่นคำขาดพลางจ้องหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่นับวันจะยิ่งปราบไม่อยู่ “แม่ครับ... น้องกันต์ขอโทษนะคะ แม่ช่วยพูดกับพ่อหน่อยสิ” เขาพยายามใช้ไม้ตายสุดท้ายคือกอดแม่ให้แน่นขึ้น หวังให้เป็นเกราะกำบังชั้นดี “ไม่ต้องไปอ้อนแม่แกเลย ครั้งนี้ฉันเอาจริง! ฉันจะส่งแกกลับไปอยู่สุพรรณบุรีกับน้าแกสักพัก!” “ไม่เอา! ผมจะอยู่กรุงเทพฯ กับแม่ ผมไม่อยากไปอยู่ที่โน่น!” กันต์โพล่งออกมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อจังหวัดที่ห่างไกลความศิวิไลซ์ในสายตาเขา “แกต้องไป!” “พี่... ใจเย็นๆ กับลูกก่อนสิคะ” แม่รีบพูดแทรกหวังให้บรรยากาศที่ร้อนระอุเบาบางลง “คุณไม่ต้องไปให้ท้ายมันเลย! ดูสิ สร้างแต่เรื่อง เกรดก็ร่วงกราวรูด เข้าห้องปกครองเป็นว่าเล่น ถ้าไม่ส่งไปดัดนิสัยที่โน่น ก็ไม่ต้องเป็นผู้เป็นคนกันพอดี!” “ผมไม่ไป! ยังไงผมก็ไม่อยากไปอยู่!” กันต์ยังคงเถียงสุดใจ ขืนต้องไปอยู่บ้านนอกเขาก็ขาดใจตายพอดี “แกจะอยากไปหรือไม่ไปก็เรื่องของแก แต่อีกสองวันพอปิดเทอมปุ๊บ ฉันจะขับรถไปส่งแกด้วยตัวเอง!” พ่อพูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีออกจากบ้านไปอย่างหัวเสีย ทิ้งให้สองแม่ลูกนั่งอยู่ลำพัง “แม่ครับ... น้องกันต์ไม่อยากไปเลยจริงๆ นะ” เด็กหนุ่มช้อนตาขึ้นอย่างน่าสงสาร แววตาที่เคยขี้เล่นสั่นคลอนด้วยความกังวล “น้องกันต์อย่าดื้อเลยลูก... ไปตามที่คุณพ่อบอกเถอะนะ ตอนนี้ถ้าเราขัดใจคุณพ่อมากไปกว่านี้ เดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่ต่างประเทศจะแย่กว่านี้นะลูก” แม่ลูบหัวลูกชายเบาๆ อย่างปลอบประโลม “ต่างประเทศยังดีกว่าเลยครับ... ผมไม่อยากกลับสุพรรณฯ” “ทำไมล่ะ หืม?” “ก็ผมไม่อยากไปช่วยน้าวันขายหมูในตลาดนี่นา... มันร้อน กลิ่นก็เหม็น มีแต่พวกอาแปะอากง” กันต์บ่นอุบพลางทำหน้ายู่ เมื่อนึกถึงภาพตัวเองต้องยืนเหงื่อไหลไคลย้อยในตลาดสด “เอาน่า... อดทนหน่อยนะลูก ถ้าหนูเรียนจบ เกรดออกมาดี และไม่ดื้อกับคุณน้า แม่สัญญาว่าจะคุยกับคุณพ่อให้พากลับบ้านเร็วๆ ดีไหมคะ?” “ครับ...”กันต์รับคำเสียงแผ่ว รับรู้ได้ว่าครั้งนี้เขาคงหนีไม่พ้นจริงๆ เด็กหนุ่มเดินคอตกหน้าหงอยขึ้นห้องนอนไปอย่างหมดสภาพ ทรุดตัวลงนอนบนเตียงกว้างพลางนึกถึงหน้า ชายวัยกลางคนที่ชนกันในห้างวันนี้... ‘ถ้าต้องไปเจอแต่คนแก่ๆ ที่ตลาดสุพรรณฯ... ขอให้เจอคนแก่เท่ๆ แบบลุงคนนั้นสักคนก็คงดี’บทที่ 3 อะไรครับเนี่ยตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน“ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล“ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน“เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า”“โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป“ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเข
บทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่าเช้าวันต่อมา กลิ่นอายความสดชื่นของยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้ใจของกันต์ชุ่มชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มจำใจสวมชุดนักเรียนที่แสนอึดอัด เดินหน้ามุ่ยคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบประจำที่โรงเรียน ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว“เป็นอะไรไปวะไอ้กันต์ หน้ามึงบูดอย่างกับแกงค้างคืน” นที เพื่อนสนิทคนแรกในกลุ่มทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนเดินกระแทกเท้านั่งลงบนม้าหินอ่อน“พ่อกูจะเนรเทศกูไปอยู่สุพรรณบุรีว่ะ...” กันต์ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง พลางถอนหายใจทิ้งคำโตจนไหล่ห่อ“ก็เพราะพวกเธอเล่นโดดเรียนกันเมื่อวานไงล่ะ สมน้ำหน้า!” จิ๊ด เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพ่วงตำแหน่งแฟนสาวของนทีจีบปากจีบคอเสริมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนซ้ำเติมแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ“มันไม่ใช่แค่เรื่องโดดเรียนอย่างเดียวหรอกจิ๊ด... มันสะสมมานานจนพ่อกูฟิวส์ขาดแล้วว่ะ” กันต์ตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อย แววตาขี้เล่นที่เคยมีหายวับไปราวกับคนละคน“แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ จะยอมไปอยู่บ้านนอกจริงดิ?” มอส เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าคนรักความสบายอย่างกันต์ไม่มีทางยอมไปลำบากแน่ๆเด็กหนุ่มเ
บทที่ 1 หาแต่เรื่องบ่ายคล้อยท่ามกลางแสงแดดแผดเผาภายนอก แต่ภายในห้างสรรพสินค้าสุดหรูย่านสีลมกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณ กระนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้เข้ากับ ‘กันต์’ และกลุ่มเพื่อนในชุดนักเรียนขาสั้นเลยแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นนั่งก้มหน้าก้มตา นิ้วเรียวยาวรัวกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์จากเกมดังประสานกับเสียงสบถหัวเราะของเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือนจนหลงลืมไปว่าเวลานี้... พวกเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียนแอร์แคบๆ ที่โรงเรียนมากกว่า“เฮ้ยๆ ซ้ายมา! รุมมันมึง รุมมัน!” กันต์ตะโกนสั่งการด้วยความคึกคะนอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ทะมึนทึนอยู่ด้านหลัง“ทำไมไม่ไปเรียนกัน?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนทั้งสามสะดุ้งสุดตัวจนมือถือเกือบหลุดมือ เมื่อหันไปสบตากับสายตาคาดโทษภายใต้กรอบแว่นของสารวัตรนักเรียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงานทันที“ฉิบหายแล้วพวกมึง... พ่อมา! วิ่งดิ!”กันต์ตะโกนลั่นห้างก่อนจะดีดตัวขึ้นราวกับติดสปริง ฝีเท้าไวกว่าความคิด เขาพุ่งตัวทะยานหนีโดยไม่คิดจ
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ” มาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้กระผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความป่วน ชวนให้ใจสั่น ในบรรยากาศตลาดสดเมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้กันครับ ภาษาในเรื่อง ในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ภาษาที่ เรียบง่าย เป็นกันเอง และสมจริง ครับ มีการสอดแทรกคำหยาบคายบ้างตามวิถีวัยรุ่นและพ่อค้าแม่ค้าเพื่อให้ได้อรรถรส รวมถึงมี Dirty Talk ในฉากรักที่ร้อนแรงตามสไตล์คนคลั่งรัก เพื่อให้ทุกคนอินไปกับความสัมพันธ์ของเสี่ยกรและน้องกันต์แบบถึงพริกถึงขิงครับ! สถานที่ในเรื่อง สำหรับสถานที่หลักในนิยายเรื่องนี้คือ "อำเภอหนองหลวง จังหวัดสุพรรณบุรี" ครับ โดยเฉพาะที่ ตลาดวรเศรษฐ์ ซึ่งมีกลิ่นอายของตลาดสดบ้านทุ่งที่วุ่นวายแต่ก็อบอุ่น แต่บอกไว้ก่อนนะจ๊ะว่า เหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริง 100% อ่านเอาความฟินความนัวกันนะจ๊ะ! นายเอก: เสี่ยกร (ภากร) อายุ 45 ปี นิสัยของนายเอก : คนหนุ่มรุ่นใหญ่ใจนิ่งครับ! เป็นเจ้าของตลาดผู้ทรงอิทธิพลที่ดุ ขรึม และพูดน้อย เดินตลาดทีคนหลบเป็น







