LOGINบทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่า
เช้าวันต่อมา กลิ่นอายความสดชื่นของยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้ใจของกันต์ชุ่มชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มจำใจสวมชุดนักเรียนที่แสนอึดอัด เดินหน้ามุ่ยคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบประจำที่โรงเรียน ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว “เป็นอะไรไปวะไอ้กันต์ หน้ามึงบูดอย่างกับแกงค้างคืน” นที เพื่อนสนิทคนแรกในกลุ่มทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนเดินกระแทกเท้านั่งลงบนม้าหินอ่อน “พ่อกูจะเนรเทศกูไปอยู่สุพรรณบุรีว่ะ...” กันต์ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง พลางถอนหายใจทิ้งคำโตจนไหล่ห่อ “ก็เพราะพวกเธอเล่นโดดเรียนกันเมื่อวานไงล่ะ สมน้ำหน้า!” จิ๊ด เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพ่วงตำแหน่งแฟนสาวของนทีจีบปากจีบคอเสริมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนซ้ำเติมแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ “มันไม่ใช่แค่เรื่องโดดเรียนอย่างเดียวหรอกจิ๊ด... มันสะสมมานานจนพ่อกูฟิวส์ขาดแล้วว่ะ” กันต์ตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อย แววตาขี้เล่นที่เคยมีหายวับไปราวกับคนละคน “แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ จะยอมไปอยู่บ้านนอกจริงดิ?” มอส เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าคนรักความสบายอย่างกันต์ไม่มีทางยอมไปลำบากแน่ๆ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตากลับมาฉายแววเจ้าเล่ห์อีกครั้งก่อนจะกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่ในวง “กูคิดไว้แล้ว... พ่อบอกจะขับรถไปส่งกูเองใช่ไหมล่ะ งั้นกูก็จะใช้จังหวะที่เขาแวะพักรถตามปั๊มน้ำมันนี่แหละ ชิ่งหนีไปกบดานที่อื่นก่อน” “เฮ้ย! เอาจริงดิกันต์” จิ๊ดอุทานออกมาอย่างตกใจพลางเอามือปิดปาก “ถ้าพ่อแกจับได้ แผนแตกขึ้นมาแกตายแน่ๆ นะ” “เออน่า... แผนนี้กูคิดมาดีแล้ว พวกมึงแค่เหยียบให้มิด อย่าไปบอกใครก็พอ” กันต์กำชับเสียงหนักแน่น พยายามกอบกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมา ทั้งที่ในใจยังแอบหวั่นกับสายตาคมดุของคนเป็นพ่ออยู่ไม่น้อย “เออๆ พวกกูไม่พูดหรอก แต่อย่าให้เดือดร้อนถึงขั้นโดนประกาศคนหายนะเว้ย... ป่ะ ไปเรียนกันเถอะ ก่อนที่สารวัตรนักเรียนจะโผล่มาหิ้วปีกมึงไปอีกรอบ” กันต์ลุกขึ้นยืนตามแรงจูงใจของเพื่อน ในหัวสมองยังคงคิดวุ่นวายเรื่องแผนการหลบหนี แต่ทว่า... ภาพเหตุการณ์ที่ชนกับเสี่ยร่างกำยำ เมื่อวันวานกลับแวบเข้ามาในหัว กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ที่ชวนให้หลงใหลนั่นยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก เวลาสองวันผ่านไปไวเหมือนติดปีก ท่ามกลางหยดน้ำตาที่ถูกบีบออกมาอย่างฝืนเค้นของกันต์ เด็กหนุ่มพยายามแสดงละครลิงขอความเห็นใจทุกวิถีทาง แต่ดูเหมือนกำแพงใจของคนเป็นพ่อจะแข็งแกร่งกว่าที่คิด เมื่อเสียงประกาศิตดังขึ้นที่หน้าบ้าน “ขึ้นรถ! อย่าให้ฉันต้องลากแกขึ้นไป” กันต์จำใจสะพายเป้ขึ้นบ่า ท่าทางหงอยเหงาดูน่าเวทนาที่แสดงออกไปนั้น ขัดกับในใจที่เต้นโครมครามด้วยแผนการหลบหนีที่วางไว้ รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากกรุงเทพฯ เข้าสู่เขตจังหวัดนครปฐมมุ่งหน้าสู่สุพรรณบุรี ถนนลาดยางทอดยาวขนาบด้วยทุ่งนาสีทองอร่าม แต่สายตาของคนดื้อรั้นกลับไม่ได้สนใจทิวทัศน์แม้แต่น้อย เขากวาดสายตาหาเป้าหมายเดียวในตอนนี้... นั่นคือป้ายปั๊มน้ำมัน “พ่อ... น้องกันต์ปวดท้อง จะเข้าห้องน้ำ รถเขย่าแรงจนไส้จะหลุดแล้วเนี่ย” กันต์เริ่มปฏิบัติการขั้นแรกด้วยการบิดตัวไปมา ใบหน้าเหยเกกุมท้องร้องครางประหนึ่งลำไส้กำลังประท้วง “เมื่อกี้ก็เพิ่งเข้า จะมาปวดอะไรตอนนี้หึ” แม้จะบ่นอุบแต่ด้วยความเป็นพ่อก็ยอมหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ที่เป็นจุดพักรถสำคัญ ทันทีที่รถหยุดสนิท กันต์ก็ไม่รอช้า พุ่งตัวลงจากรถราวกับนักวิ่งทีมชาติ “เดี๋ยวมานะพ่อ! จะระเบิดแล้ว!” เขาตะโกนทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งจู๊ดมุ่งหน้าไปยังโซนห้องน้ำที่คนพลุกพล่าน สายตาสอดส่องซ้ายขวาอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหนีทีไล่หรือรถคันไหนก็ได้ที่จะพอพาเขากลับไปสู่ความศิวิไลซ์ในกรุง ในจังหวะที่เขากำลังจะเลี้ยวหลบเข้าซอกมุมหนึ่งเพื่อหวังจะเร้นกายหนี... หมับ! “ว้ากกกกกกก!!!” กันต์ร้องลั่นปั๊มจนตัวโยน เมื่อจู่ๆ มือหนาและแข็งแรงปานคีมเหล็กตะปบลงบนไหล่ของเขาอย่างรุนแรง หัวใจเด็กหนุ่มแทบร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม “หยุดร้อง! ฉันเอง” น้ำเสียงทุ้มต่ำปนดุที่คุ้นเคยทำเอาคนขวัญอ่อนถึงกับถอนหายใจทิ้งคำโต “พ่อ!!! โหย... ตกใจหมดเลย หัวใจน้องกันต์จะวายตายอยู่แล้วเนี่ย” กันต์หันกลับไปโวยวายใส่คนเป็นพ่อที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ข้างหลังด้วยความหงุดหงิดที่แผนการถูกขัดจังหวะ “ตกใจทำไม... หรือว่าในหัวกำลังคิดจะหนี?” พ่อถามเสียงเข้ม แววตารู้ทันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหลุกหลิกของลูกชาย “โธ่ พ่อ... มองผมในแง่ดีบ้างเหอะ ผมลูกพ่อนะ” กันต์เถียงข้างๆ คูๆ พยายามทำหน้าซื่อตาใสสู้ “มองดีไม่ได้หรอก เพราะสถานการณ์มันฟ้องว่าแกตั้งใจจะชิ่ง!” “ชิ่งเชิ่งอะไรล่ะ... ผมจะเข้าห้องน้ำ!” กันต์รีบตัดบทพลางทำท่าจะเดินหนีไปอีกทาง “ห้องน้ำไปทางโน้น!” พ่อชี้นิ้วไปยังทิศทางที่ถูกต้องอย่างแม่นยำ “ทางที่แกกำลังจะไปน่ะมันหลังปั๊ม ขืนเดินไปตรงนั้นแกก็ได้ไปโผล่ในป่าละเมาะพอดี” “เอ้า... เหรอครับ ผมมองไม่เห็นน่ะสิ สงสัยหน้ามืดเพราะปวดท้องจัดจนตาพร่า” กันต์ตีเนียนทำท่ากุมท้องสับขาเดินไปยังห้องน้ำตามที่พ่อชี้อย่างเสียไม่ได้ คนเป็นพ่อได้แต่มองตามแผ่นหลังของลูกชายตัวแสบที่เดินหน้ามุ่ยไปทางห้องน้ำพลางส่ายหัวเบาๆ ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้มีหรือคนอย่างเขาจะดูไม่ออก เหลี่ยมเยอะนักนะเจ้าตัวดี... แต่เสียใจด้วยที่พ่อคนนี้ดันเหลี่ยมจัดกว่า และไม่มีทางปล่อยให้ลิงหลุดเข้าป่าไปได้ง่ายๆ หลังจากทำธุระและทำใจเสร็จ กันต์ก็เดินลากขากลับมาที่รถหรูที่สตาร์ทเครื่องรออยู่ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถที่เคยชอบ กลับดูน่าอึดอัดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่ามันกำลังจะพาเขาไปสู่ที่แห่งใหม่ “น้องกันต์... ทำหน้าดีๆ หน่อยลูก เดี๋ยวถึงบ้านคุณน้าแล้วเขาจะตกใจเอาว่าเราไปโกรธใครมา” เสียงนุ่มนวลของคุณแม่ดังขึ้นจากเบาะหน้า ท่านเอื้อมมือมาลูบหัวลูกชายเบาๆ อย่างปลอบประโลม หวังจะคลายปมคิ้วที่ผูกกันยุ่งของเด็กหนุ่ม “ก็น้องกันต์อยากกลับกรุงเทพฯ นี่นา... ไม่ได้อยากไปอยู่บ้านนอกเลยสักนิด” เขาเริ่มกลับมางอแงอีกครั้ง พลางซบหน้าลงกับขอบหน้าต่างรถ มองทุ่งนาที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า “ที่นั่นจะมีห้างไหม มีอินเทอร์เน็ตแรงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้” “มีสิลูก สุพรรณบุรีไม่ได้อยู่หลังเขาขนาดนั้นนะ” แม่พยายามพูดให้เขาสบายใจ “แกทำตัวให้มันดีๆ เหอะเจ้ากันต์ เลิกสร้างเรื่อง เลิกโดดเรียน ถ้าฉันเห็นว่าแกดัดนิสัยได้จริง... ฉันถึงจะกลับมารับแกกลับกรุงเทพฯ” พ่อหันมาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่นผ่านกระจกมองหลัง สายตาที่จริงจังนั้นทำให้กันต์รู้ว่าครั้งนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับการต่อรอง “รับปากแล้วนะพ่อ...” กันต์พึมพำเสียงแผ่ว พลางหลับตาลงอย่างข่มใจ เขาได้แต่พิงศีรษะลงกับกระจกรถเย็นเชียบ ความคิดในหัวยุ่งเหยิงไปหมด จากเด็กสยามที่ชีวิตมีแต่แสงสีและเกมคอมพิวเตอร์ ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่บ้านนอกที่เขาแทบจะไม่รู้จักใครเลย เวลาผ่านไปชั่วครู่ ล้อรถก็หมุนผ่านป้ายบอกทางเข้าสู่ ตำบลหนองหลวง สองข้างทางเปลี่ยนจากถนนใหญ่ที่แสนวุ่นวาย กลายเป็นถนนชุมชนที่คึกคักไปด้วยผู้คน เสียงแตรรถจักรยานยนต์และเสียงเพลงจากรถพุ่มพ่วงดังประสานกันเป็นจังหวะชีวิต บ่งบอกชัดเจนว่าที่นี่คือศูนย์กลางเศรษฐกิจอันมั่งคั่งของย่านนี้ กันต์ลืมตาขึ้นมองวิวด้านนอกด้วยแววตาซึมๆ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นความใหญ่โตของ ตลาดวรเศรษฐ์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางตำบล มันดูเป็นระบบและสะอาดสะอ้านกว่าที่คิดไว้มาก ลูกน้องหลายคนในชุดฟอร์มสีเข้มที่เดินตรวจตราอยู่รอบๆ ตลาด ยิ่งทำให้ที่นี่ดูขรึมขลังและมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก ‘เจ้าของที่นี่ต้องเป็นคนยังไงนะ ถึงคุมคนดุๆ พวกนี้ได้’ กันต์คิดในใจพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รถเลี้ยวผ่านตัวตลาดเข้าสู่ซอยย่อย ก่อนจะหยุดสนิทที่หน้า บ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่ รั้วไม้สักสีเข้มสลักลายวิจิตรบรรจงล้อมรอบบ้านไม้ที่ดูโอ่อ่าร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่ หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีทว่าดูแข็งแรงเดินยิ้มร่าออกมาต้อนรับถึงหน้าบันได “มาถึงกันเสียทีนะพี่ เดินทางเหนื่อยไหมล่ะนั่น” ยายทอง เอ่ยทักทายลูกสาวและลูกเขยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเอ็นดู ก่อนจะตวัดสายตามามองหลานชายตัวแสบที่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางหงอยเหงาราวกับลูกหมาตกน้ำ “เอ้าน้องกันต์! โตเป็นหนุ่มจนยายจำแทบไม่ได้แน่ะ มาๆ เข้าบ้านก่อนลูกยาย” “สวัสดีครับคุณยาย...” กันต์ยกมือไหว้พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด ร่างโปร่งเดินคอตกเข้าไปหาหญิงชรา “ผมต้องอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอครับยาย... หนองหลวงมันไกลจากสยามมากเลยนะยายจ๋า” “อยู่ที่นี่แหละดีแล้วลูก อากาศก็ดี ของกินก็อร่อย เดี๋ยวอยู่ที่นี่ไปนานๆ จะไม่อยากกลับกรุงเทพฯ ” ยายทองหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี พลางหันไปคุยกับพ่อของกันต์ที่กำลังยกลังกระเป๋าลงจากรถ “เอ่อ... เดี๋ยวอีกสักพักไอ้วันก็คงกลับมาจากแผงขายหมูแล้วล่ะ เห็นว่าวันนี้ของหมดไว” “ครับแม่ ฝากเจ้าวันมันดูลูกศิษย์คนใหม่ด้วยนะแม่ ท่าทางจะเข็ญกันเหนื่อยหน่อย” พ่อตอบติดตลกแต่แฝงแววเอาจริง “เอ่อ ๆไป... เข้าไปพักผ่อนล้างหน้าล้างตาบนเรือนก่อนไป เดี๋ยววันมันมาคงมีเรื่องให้ทำอีกเยอะ” ยายทองตบไหล่หลานชายเบาๆ กันต์เดินตามหลังผู้ใหญ่ขึ้นไปบนเรือนไม้ที่ขัดเงาจนวับ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและลมเย็นที่พัดผ่านชานเรือนทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อยบทที่ 3 อะไรครับเนี่ยตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน“ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล“ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน“เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า”“โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป“ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเข
บทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่าเช้าวันต่อมา กลิ่นอายความสดชื่นของยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้ใจของกันต์ชุ่มชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มจำใจสวมชุดนักเรียนที่แสนอึดอัด เดินหน้ามุ่ยคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบประจำที่โรงเรียน ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว“เป็นอะไรไปวะไอ้กันต์ หน้ามึงบูดอย่างกับแกงค้างคืน” นที เพื่อนสนิทคนแรกในกลุ่มทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนเดินกระแทกเท้านั่งลงบนม้าหินอ่อน“พ่อกูจะเนรเทศกูไปอยู่สุพรรณบุรีว่ะ...” กันต์ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง พลางถอนหายใจทิ้งคำโตจนไหล่ห่อ“ก็เพราะพวกเธอเล่นโดดเรียนกันเมื่อวานไงล่ะ สมน้ำหน้า!” จิ๊ด เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพ่วงตำแหน่งแฟนสาวของนทีจีบปากจีบคอเสริมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนซ้ำเติมแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ“มันไม่ใช่แค่เรื่องโดดเรียนอย่างเดียวหรอกจิ๊ด... มันสะสมมานานจนพ่อกูฟิวส์ขาดแล้วว่ะ” กันต์ตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อย แววตาขี้เล่นที่เคยมีหายวับไปราวกับคนละคน“แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ จะยอมไปอยู่บ้านนอกจริงดิ?” มอส เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าคนรักความสบายอย่างกันต์ไม่มีทางยอมไปลำบากแน่ๆเด็กหนุ่มเ
บทที่ 1 หาแต่เรื่องบ่ายคล้อยท่ามกลางแสงแดดแผดเผาภายนอก แต่ภายในห้างสรรพสินค้าสุดหรูย่านสีลมกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณ กระนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้เข้ากับ ‘กันต์’ และกลุ่มเพื่อนในชุดนักเรียนขาสั้นเลยแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นนั่งก้มหน้าก้มตา นิ้วเรียวยาวรัวกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์จากเกมดังประสานกับเสียงสบถหัวเราะของเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือนจนหลงลืมไปว่าเวลานี้... พวกเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียนแอร์แคบๆ ที่โรงเรียนมากกว่า“เฮ้ยๆ ซ้ายมา! รุมมันมึง รุมมัน!” กันต์ตะโกนสั่งการด้วยความคึกคะนอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ทะมึนทึนอยู่ด้านหลัง“ทำไมไม่ไปเรียนกัน?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนทั้งสามสะดุ้งสุดตัวจนมือถือเกือบหลุดมือ เมื่อหันไปสบตากับสายตาคาดโทษภายใต้กรอบแว่นของสารวัตรนักเรียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงานทันที“ฉิบหายแล้วพวกมึง... พ่อมา! วิ่งดิ!”กันต์ตะโกนลั่นห้างก่อนจะดีดตัวขึ้นราวกับติดสปริง ฝีเท้าไวกว่าความคิด เขาพุ่งตัวทะยานหนีโดยไม่คิดจ
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ” มาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้กระผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความป่วน ชวนให้ใจสั่น ในบรรยากาศตลาดสดเมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้กันครับ ภาษาในเรื่อง ในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ภาษาที่ เรียบง่าย เป็นกันเอง และสมจริง ครับ มีการสอดแทรกคำหยาบคายบ้างตามวิถีวัยรุ่นและพ่อค้าแม่ค้าเพื่อให้ได้อรรถรส รวมถึงมี Dirty Talk ในฉากรักที่ร้อนแรงตามสไตล์คนคลั่งรัก เพื่อให้ทุกคนอินไปกับความสัมพันธ์ของเสี่ยกรและน้องกันต์แบบถึงพริกถึงขิงครับ! สถานที่ในเรื่อง สำหรับสถานที่หลักในนิยายเรื่องนี้คือ "อำเภอหนองหลวง จังหวัดสุพรรณบุรี" ครับ โดยเฉพาะที่ ตลาดวรเศรษฐ์ ซึ่งมีกลิ่นอายของตลาดสดบ้านทุ่งที่วุ่นวายแต่ก็อบอุ่น แต่บอกไว้ก่อนนะจ๊ะว่า เหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริง 100% อ่านเอาความฟินความนัวกันนะจ๊ะ! นายเอก: เสี่ยกร (ภากร) อายุ 45 ปี นิสัยของนายเอก : คนหนุ่มรุ่นใหญ่ใจนิ่งครับ! เป็นเจ้าของตลาดผู้ทรงอิทธิพลที่ดุ ขรึม และพูดน้อย เดินตลาดทีคนหลบเป็น







