เข้าสู่ระบบบทที่ 3 อะไรครับเนี่ย
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน “ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล “ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน “เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า” “โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป “ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเขา” พ่อกำชับเสียงเรียบพลางเดินมาตบไหล่ลูกชายเบาๆ “ขับรถดีๆ ล่ะพี่ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง” วันรับคำแข็งขัน “ขอบใจมาก ๆ นะวัน”เสียงของแม่พูดขึ้น “เจ้ากันต์มันหลานผม ผมไม่ปล่อยให้มันไปซนที่ไหนแน่ อีกอย่าง... ที่นี่มันถิ่นผม” “ขอบใจมากนะวัน พี่ฝากด้วย” พ่อของกันต์เอ่ยขอบคุณน้องเขยด้วยความโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง “ครับพี่ เดินทางปลอดภัย ไว้ถึงแล้วโทรบอกด้วยนะ” “รู้แล้วจ้ะ ไปนะน้องกันต์... แม่ไปก่อนนะลูก” กันต์ได้แต่ยืนมองรถยนต์คันหรูของครอบครัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้านไม้ทรงไทยไปจนลับสายตา ความรู้สึกเคว้งคว้างจู่โจมเขาอย่างจัง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มบรรเลงเพลงยามค่ำคืนในชนบทที่เขาแสนจะเกลียด วันเดินเข้ามาตบไหล่หลานชายเบาๆ แรงตบนั้นหนักแน่นจนกันต์หัวโยก บ่งบอกถึงเรี่ยวแรงของคนที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับเขียงหมูมาทั้งชีวิต “มาถึงแล้วก็เริ่มงานเลยละกัน อย่ามัวแต่นั่งทำหน้าเศร้าหงอยอยู่เลย” น้าวันพยักพะเยิดหน้าไปทางกระบะรถ “ไปยกถังพวกนั้นมาเก็บตรงบันไดโน่น พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่ตีสามไปตลาด จะได้ไม่เสียเวลาหา” “โหน้า... เกินไปปะเนี่ย เพิ่งจะมาถึงก้นยังไม่ทันอุ่นเลยนะ น้าจะไม่ให้น้องกันต์พักผ่อนหย่อนใจบ้างเลยเหรอไง” กันต์โอดครวญพลางชักสีหน้าปั้นปึ่ง มือเรียวสวยที่เคยจับแต่จอยเกมจำต้องเอื้อมไปคว้าหูถังพลาสติกใบเขื่องอย่างเสียไม่ได้ “เออ! ยังหนุ่มยังแน่น ทำงานแค่นี้ทำมาเป็นบ่นกระปอดกระแปด” น้าวันกอดอกมองหลานชายด้วยสายตาหมั่นไส้ในความสำอาง “ทำตัวเหยาะแหยะแบบนี้ อนาคตจะไปหาเมียที่ไหนมาให้เลี้ยงไหว หรือจะเลี้ยงเมียรอดไหมหึ” กันต์ชะงักฝีเท้า หันไปยิ้มยิงฟันให้ผู้เป็นน้าด้วยสายตาทะเล้นอันเป็นเอกลักษณ์ “แหม่น้า... อนาคตมันอีกไกล แต่ถ้ามีเมียแล้วมันลำบาก ก็ให้เมียเลี้ยงน้องกันต์ไงครับ สบายจะตายไป” “บร๊ะ! ไอ้นี่มันเถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ” น้าวันถึงกับส่ายหัวด้วยความขำระคนหมั่นไส้ “เหลี่ยมเยอะนักนะมึง ไป! รีบทำรีบไปอาบน้ำ อย่าให้ข้าต้องขึ้นเสียง สั่งอะไรก็ทำๆ ไปเถอะหน่า” “ครับผมมมม นายท่านสั่งมา บ่าวก็ต้องทำตามสิครับ สั่งเก่งที่หนึ่งเลยคนบ้านนี้” กันต์ลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแบกของด้วยท่าทางทุลักทุเล แต่ก็ยังไม่วายแอบบ่นงึมงำตามหลัง แสงไฟนีออนใต้ถุนบ้านเริ่มติดสว่างขึ้น ขับเน้นให้เห็นเงาของเด็กหนุ่มที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนที่เขาเรียกว่า "บ้านนอก" กันต์มองภาพบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกประหลาดใจกึ่งตื่นเต้น เขาไม่ได้รู้เลยว่าชีวิตหลังจากวินาทีนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เวลาผ่านไปจนดึกสงัด ทั่วทั้งคุ้มบ้านเงียบงันจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไร กันต์ที่เพิ่งจัดของเสร็จทิ้งตัวลงนอนบนฟูกหนา ความเพลียจากการเดินทางทำให้เขาเคลิ้มหลับไปได้ไม่นานนัก… ปัง! ปัง! ปัง! เสียงกำปั้นหนักๆ กระแทกลงบนบานประตูไม้เก่าของเรือนไทยดังสนั่นหวั่นไหวเสียจนขื่อคานแทบสะเทือน แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผ่านไปยังร่างที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นจนสะดุ้งสุดตัว ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์รำไรสาดผ่านร่องไม้ กันต์ใจเต้นรัวพลางขยี้ตาด้วยความงุนงง “ไอ้กันต์! ตื่น! ไปขายหมูโว้ย!” เสียงตะโกนก้องของน้าวันดังทะลุผ่านไม้กระดานเข้ามา บ่งบอกถึงความกระฉับกระเฉงผิดกับเวลาที่นาฬิกาหัวเตียงเพิ่งจะขยับมาแตะเลขสามเพียงเล็กน้อย “โอ๊ย... อะไรหนักหนาวะเนี่ย คนจะนอน!” กันต์ครางเสียงหลง พยายามเอาหมอนอุดหูเพื่อหนีเสียงกัมปนาทนั้น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะได้หลับไปเพียงแค่ไม่กี่นาที ร่างกายมันหนักอึ้งเหมือนถูกสูบพลังงานออกไปจนหมด “ตื่นเดี๋ยวนี้! ถ้าแกไม่ลุกมาเปิดประตู ข้าจะเคาะมันอยู่อย่างนี้แหละ เอาให้ชาวบ้านตื่นกันทั้งตำบลเลยเป็นไง!” น้าวันยังคงไม่ลดละ แถมยังทวีความแรงในการรัวนิ้วลงบนไม้จนหูแทบแตก “โว๊ะ! รู้แล้ว! ตื่นแล้วเนี่ย!” กันต์ถีบผ้าห่มออกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตะโกนตอบโต้กลับไปเสียงดังลั่น เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง เดินโซซัดโซเซงัวเงียไปทางห้องน้ำด้วยสภาพเหมือนศพเดินได้ ผมเผ้าหยิกฟูไม่เป็นทรง ดวงตาคมที่เคยพราวเสน่ห์บัดนี้บวมช้ำจากการนอนไม่พอ “ล้างหน้าล้างตาให้หายเอ๋อ แล้วรีบลงมา ข้าจะสตาร์ทรถรอ! ถ้าช้าเกินห้านาทีข้าจะเอาน้ำแข็งที่แช่หมูขึ้นมาสาดแกถึงเตียง!” น้าวันสำทับทิ้งท้ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะที่ฟังดูแล้วทำจริงแน่นอน กันต์ยืนปล่อยให้น้ำเย็นจัดปะทะใบหน้า ความเย็นสุดขั้วแทรกซึมเข้าสู่ผิวจนเขาต้องยืนตัวสั่นกอดตัวเองเอาไว้ หัวใจยังคงนึกอาลัยอาวรณ์เตียงนอนนุ่มๆ และห้องแอร์ฉ่ำที่กรุงเทพฯ เช้ามืดวันแรกที่นี่ช่างโหดร้ายเสียยิ่งกว่าการโดดคาบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เสียอีกที่ที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและกลิ่นดินชื้นๆ มันไม่ใช่ทางของเขาเลยสักนิด เด็กหนุ่มสวมเสื้อยืดคอกลมสีซีดกับกางเกงขาสั้นลวกๆ ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากเรือนไม้ด้วยใบหน้าปูดบึ้ง ทันทีที่เห็นน้าวันยืนพิงรถกระบะจิบกาแฟร้อนอย่างสบายอารมณ์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ “หน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนี้ ” น้าวันทักพลางโยนผ้าขี้ริ้วใส่ไหล่หลานชาย “โห น้า... ใครจะไปฉีกยิ้มหวานได้ตอนตีสามล่ะครับ คนนะไม่ใช่เซเว่นที่จะได้ร่าเริงยี่สิบสี่ชั่วโมง” กันต์บ่นอุบพลางขยี้ตาที่ยังปิดสนิทไปข้างหนึ่ง “ถามจริงเหอะน้า สุพรรณฯ นี่เขาไม่มีเวลาตื่นที่มันมนุษย์มนามากกว่านี้แล้วเหรอ?” “คนขยันเขาตื่นมาโกยเงินโกยทองกันทั้งนั้นแหละ มีแต่พวกสำอางเมืองกรุงแบบแกนี่แหละที่ชอบนอนกินบ้านกินเมือง” น้าวันสวนกลับทันควันพลางเปิดประตูขึ้นรถ “ขึ้นรถได้แล้ว อย่ามัวแต่ยืนเถียงให้ยุงมันหาม” “โกยเงินหรือโกยหนี้กันแน่...”กันต์พึมพำกระแทกตัวลงบนเบาะรถที่แข็งกระด้าง “แล้วนี่ผมต้องทำอะไรบ้าง? อย่าบอกนะว่าให้ผมถือปังตอสับหมู ผมทำไม่เป็นนะน้า เดี๋ยวเกิดสับโดนนิ้วตัวเองขึ้นมาพ่อแม่ผมเอาตายแน่” “ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกน่า หน้าหล่อๆ แบบแก ข้าจะให้ไปยืนเรียกลูกค้า แล้วก็ช่วยยกถังน้ำแข็ง ยกหมูขึ้นเขียงไปก่อน... ฝึกความอดทนซะบ้าง เผื่อสันดานคุณหนูมันจะหลุดออกไปจากตัวแกบ้าง” “หึ... ยกหมูเนี่ยนะ? นึกว่ามาเข้าค่ายทหารรับใช้ชาติเสียอีก”กันต์แค่นหัวเราะในลำคอพลางกอดอกพิงเบาะรถที่แข็งกระด้าง สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟถนนสีส้มสลัวที่วูบผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า สองข้างทางทางหลวงที่เคยเป็นตึกสูงระฟ้า บัดนี้กลับกลายเป็นแมกไม้และทุ่งนาที่มืดมิดจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ความเงียบเชียบของชนบทในเวลาตีสามช่างบีบคั้นหัวใจเด็กเมืองกรุงอย่างเขาให้รู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาด “ไปก็ไปวะ... หวังว่าเช้าวันแรกที่นี่ จะไม่มีอะไรมาซวยซ้ำซ้อนให้ปวดใจนะ”เขากระซิบแผ่วเบากับตัวเองคล้ายเป็นการปลอบขวัญ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นจาง ๆของไอดินยามเช้ามืดทำเอาเขาเริ่มรู้ซึ้งว่า ชีวิตนับจากนี้มันของจริงยิ่งกว่าในนิยาย sds เกลียดน้าตัวเองได้ไหมเนี่ย😂บทที่ 3 อะไรครับเนี่ยตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน“ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล“ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน“เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า”“โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป“ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเข
บทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่าเช้าวันต่อมา กลิ่นอายความสดชื่นของยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้ใจของกันต์ชุ่มชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มจำใจสวมชุดนักเรียนที่แสนอึดอัด เดินหน้ามุ่ยคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบประจำที่โรงเรียน ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว“เป็นอะไรไปวะไอ้กันต์ หน้ามึงบูดอย่างกับแกงค้างคืน” นที เพื่อนสนิทคนแรกในกลุ่มทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนเดินกระแทกเท้านั่งลงบนม้าหินอ่อน“พ่อกูจะเนรเทศกูไปอยู่สุพรรณบุรีว่ะ...” กันต์ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง พลางถอนหายใจทิ้งคำโตจนไหล่ห่อ“ก็เพราะพวกเธอเล่นโดดเรียนกันเมื่อวานไงล่ะ สมน้ำหน้า!” จิ๊ด เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพ่วงตำแหน่งแฟนสาวของนทีจีบปากจีบคอเสริมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนซ้ำเติมแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ“มันไม่ใช่แค่เรื่องโดดเรียนอย่างเดียวหรอกจิ๊ด... มันสะสมมานานจนพ่อกูฟิวส์ขาดแล้วว่ะ” กันต์ตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อย แววตาขี้เล่นที่เคยมีหายวับไปราวกับคนละคน“แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ จะยอมไปอยู่บ้านนอกจริงดิ?” มอส เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าคนรักความสบายอย่างกันต์ไม่มีทางยอมไปลำบากแน่ๆเด็กหนุ่มเ
บทที่ 1 หาแต่เรื่องบ่ายคล้อยท่ามกลางแสงแดดแผดเผาภายนอก แต่ภายในห้างสรรพสินค้าสุดหรูย่านสีลมกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณ กระนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้เข้ากับ ‘กันต์’ และกลุ่มเพื่อนในชุดนักเรียนขาสั้นเลยแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นนั่งก้มหน้าก้มตา นิ้วเรียวยาวรัวกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์จากเกมดังประสานกับเสียงสบถหัวเราะของเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือนจนหลงลืมไปว่าเวลานี้... พวกเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียนแอร์แคบๆ ที่โรงเรียนมากกว่า“เฮ้ยๆ ซ้ายมา! รุมมันมึง รุมมัน!” กันต์ตะโกนสั่งการด้วยความคึกคะนอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ทะมึนทึนอยู่ด้านหลัง“ทำไมไม่ไปเรียนกัน?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนทั้งสามสะดุ้งสุดตัวจนมือถือเกือบหลุดมือ เมื่อหันไปสบตากับสายตาคาดโทษภายใต้กรอบแว่นของสารวัตรนักเรียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงานทันที“ฉิบหายแล้วพวกมึง... พ่อมา! วิ่งดิ!”กันต์ตะโกนลั่นห้างก่อนจะดีดตัวขึ้นราวกับติดสปริง ฝีเท้าไวกว่าความคิด เขาพุ่งตัวทะยานหนีโดยไม่คิดจ
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ” มาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้กระผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความป่วน ชวนให้ใจสั่น ในบรรยากาศตลาดสดเมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้กันครับ ภาษาในเรื่อง ในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ภาษาที่ เรียบง่าย เป็นกันเอง และสมจริง ครับ มีการสอดแทรกคำหยาบคายบ้างตามวิถีวัยรุ่นและพ่อค้าแม่ค้าเพื่อให้ได้อรรถรส รวมถึงมี Dirty Talk ในฉากรักที่ร้อนแรงตามสไตล์คนคลั่งรัก เพื่อให้ทุกคนอินไปกับความสัมพันธ์ของเสี่ยกรและน้องกันต์แบบถึงพริกถึงขิงครับ! สถานที่ในเรื่อง สำหรับสถานที่หลักในนิยายเรื่องนี้คือ "อำเภอหนองหลวง จังหวัดสุพรรณบุรี" ครับ โดยเฉพาะที่ ตลาดวรเศรษฐ์ ซึ่งมีกลิ่นอายของตลาดสดบ้านทุ่งที่วุ่นวายแต่ก็อบอุ่น แต่บอกไว้ก่อนนะจ๊ะว่า เหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริง 100% อ่านเอาความฟินความนัวกันนะจ๊ะ! นายเอก: เสี่ยกร (ภากร) อายุ 45 ปี นิสัยของนายเอก : คนหนุ่มรุ่นใหญ่ใจนิ่งครับ! เป็นเจ้าของตลาดผู้ทรงอิทธิพลที่ดุ ขรึม และพูดน้อย เดินตลาดทีคนหลบเป็น






![คุณพ่อเลี้ยง(เดี่ยว) [ เซ็ตพ่อลูกติด ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
