แชร์

บทที่ 3 อะไรครับเนี่ย

ผู้เขียน: Tawan miki
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-16 02:33:44

บทที่ 3 อะไรครับเนี่ย

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน

ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน

“ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล

“ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน

“เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า”

“โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเขา” พ่อกำชับเสียงเรียบพลางเดินมาตบไหล่ลูกชายเบาๆ

“ขับรถดีๆ ล่ะพี่ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง” วันรับคำแข็งขัน

“ขอบใจมาก ๆ นะวัน”เสียงของแม่พูดขึ้น

“เจ้ากันต์มันหลานผม ผมไม่ปล่อยให้มันไปซนที่ไหนแน่ อีกอย่าง... ที่นี่มันถิ่นผม”

“ขอบใจมากนะวัน พี่ฝากด้วย” พ่อของกันต์เอ่ยขอบคุณน้องเขยด้วยความโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

“ครับพี่ เดินทางปลอดภัย ไว้ถึงแล้วโทรบอกด้วยนะ”

“รู้แล้วจ้ะ ไปนะน้องกันต์... แม่ไปก่อนนะลูก”

กันต์ได้แต่ยืนมองรถยนต์คันหรูของครอบครัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้านไม้ทรงไทยไปจนลับสายตา ความรู้สึกเคว้งคว้างจู่โจมเขาอย่างจัง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มบรรเลงเพลงยามค่ำคืนในชนบทที่เขาแสนจะเกลียด

วันเดินเข้ามาตบไหล่หลานชายเบาๆ แรงตบนั้นหนักแน่นจนกันต์หัวโยก บ่งบอกถึงเรี่ยวแรงของคนที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับเขียงหมูมาทั้งชีวิต

“มาถึงแล้วก็เริ่มงานเลยละกัน อย่ามัวแต่นั่งทำหน้าเศร้าหงอยอยู่เลย” น้าวันพยักพะเยิดหน้าไปทางกระบะรถ

“ไปยกถังพวกนั้นมาเก็บตรงบันไดโน่น พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่ตีสามไปตลาด จะได้ไม่เสียเวลาหา”

“โหน้า... เกินไปปะเนี่ย เพิ่งจะมาถึงก้นยังไม่ทันอุ่นเลยนะ น้าจะไม่ให้น้องกันต์พักผ่อนหย่อนใจบ้างเลยเหรอไง” กันต์โอดครวญพลางชักสีหน้าปั้นปึ่ง มือเรียวสวยที่เคยจับแต่จอยเกมจำต้องเอื้อมไปคว้าหูถังพลาสติกใบเขื่องอย่างเสียไม่ได้

“เออ! ยังหนุ่มยังแน่น ทำงานแค่นี้ทำมาเป็นบ่นกระปอดกระแปด” น้าวันกอดอกมองหลานชายด้วยสายตาหมั่นไส้ในความสำอาง

“ทำตัวเหยาะแหยะแบบนี้ อนาคตจะไปหาเมียที่ไหนมาให้เลี้ยงไหว หรือจะเลี้ยงเมียรอดไหมหึ”

กันต์ชะงักฝีเท้า หันไปยิ้มยิงฟันให้ผู้เป็นน้าด้วยสายตาทะเล้นอันเป็นเอกลักษณ์

“แหม่น้า... อนาคตมันอีกไกล แต่ถ้ามีเมียแล้วมันลำบาก ก็ให้เมียเลี้ยงน้องกันต์ไงครับ สบายจะตายไป”

“บร๊ะ! ไอ้นี่มันเถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ” น้าวันถึงกับส่ายหัวด้วยความขำระคนหมั่นไส้

“เหลี่ยมเยอะนักนะมึง ไป! รีบทำรีบไปอาบน้ำ อย่าให้ข้าต้องขึ้นเสียง สั่งอะไรก็ทำๆ ไปเถอะหน่า”

“ครับผมมมม นายท่านสั่งมา บ่าวก็ต้องทำตามสิครับ สั่งเก่งที่หนึ่งเลยคนบ้านนี้” กันต์ลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแบกของด้วยท่าทางทุลักทุเล แต่ก็ยังไม่วายแอบบ่นงึมงำตามหลัง

แสงไฟนีออนใต้ถุนบ้านเริ่มติดสว่างขึ้น ขับเน้นให้เห็นเงาของเด็กหนุ่มที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนที่เขาเรียกว่า "บ้านนอก" กันต์มองภาพบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกประหลาดใจกึ่งตื่นเต้น เขาไม่ได้รู้เลยว่าชีวิตหลังจากวินาทีนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

เวลาผ่านไปจนดึกสงัด ทั่วทั้งคุ้มบ้านเงียบงันจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไร กันต์ที่เพิ่งจัดของเสร็จทิ้งตัวลงนอนบนฟูกหนา ความเพลียจากการเดินทางทำให้เขาเคลิ้มหลับไปได้ไม่นานนัก…

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงกำปั้นหนักๆ กระแทกลงบนบานประตูไม้เก่าของเรือนไทยดังสนั่นหวั่นไหวเสียจนขื่อคานแทบสะเทือน แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผ่านไปยังร่างที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นจนสะดุ้งสุดตัว ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์รำไรสาดผ่านร่องไม้ กันต์ใจเต้นรัวพลางขยี้ตาด้วยความงุนงง

“ไอ้กันต์! ตื่น! ไปขายหมูโว้ย!” เสียงตะโกนก้องของน้าวันดังทะลุผ่านไม้กระดานเข้ามา บ่งบอกถึงความกระฉับกระเฉงผิดกับเวลาที่นาฬิกาหัวเตียงเพิ่งจะขยับมาแตะเลขสามเพียงเล็กน้อย

“โอ๊ย... อะไรหนักหนาวะเนี่ย คนจะนอน!” กันต์ครางเสียงหลง พยายามเอาหมอนอุดหูเพื่อหนีเสียงกัมปนาทนั้น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะได้หลับไปเพียงแค่ไม่กี่นาที ร่างกายมันหนักอึ้งเหมือนถูกสูบพลังงานออกไปจนหมด

“ตื่นเดี๋ยวนี้! ถ้าแกไม่ลุกมาเปิดประตู ข้าจะเคาะมันอยู่อย่างนี้แหละ เอาให้ชาวบ้านตื่นกันทั้งตำบลเลยเป็นไง!” น้าวันยังคงไม่ลดละ แถมยังทวีความแรงในการรัวนิ้วลงบนไม้จนหูแทบแตก

“โว๊ะ! รู้แล้ว! ตื่นแล้วเนี่ย!” กันต์ถีบผ้าห่มออกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตะโกนตอบโต้กลับไปเสียงดังลั่น เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง เดินโซซัดโซเซงัวเงียไปทางห้องน้ำด้วยสภาพเหมือนศพเดินได้ ผมเผ้าหยิกฟูไม่เป็นทรง ดวงตาคมที่เคยพราวเสน่ห์บัดนี้บวมช้ำจากการนอนไม่พอ

“ล้างหน้าล้างตาให้หายเอ๋อ แล้วรีบลงมา ข้าจะสตาร์ทรถรอ! ถ้าช้าเกินห้านาทีข้าจะเอาน้ำแข็งที่แช่หมูขึ้นมาสาดแกถึงเตียง!” น้าวันสำทับทิ้งท้ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะที่ฟังดูแล้วทำจริงแน่นอน

กันต์ยืนปล่อยให้น้ำเย็นจัดปะทะใบหน้า ความเย็นสุดขั้วแทรกซึมเข้าสู่ผิวจนเขาต้องยืนตัวสั่นกอดตัวเองเอาไว้ หัวใจยังคงนึกอาลัยอาวรณ์เตียงนอนนุ่มๆ และห้องแอร์ฉ่ำที่กรุงเทพฯ เช้ามืดวันแรกที่นี่ช่างโหดร้ายเสียยิ่งกว่าการโดดคาบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เสียอีกที่ที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและกลิ่นดินชื้นๆ มันไม่ใช่ทางของเขาเลยสักนิด

เด็กหนุ่มสวมเสื้อยืดคอกลมสีซีดกับกางเกงขาสั้นลวกๆ ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากเรือนไม้ด้วยใบหน้าปูดบึ้ง ทันทีที่เห็นน้าวันยืนพิงรถกระบะจิบกาแฟร้อนอย่างสบายอารมณ์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ

“หน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนี้ ” น้าวันทักพลางโยนผ้าขี้ริ้วใส่ไหล่หลานชาย

“โห น้า... ใครจะไปฉีกยิ้มหวานได้ตอนตีสามล่ะครับ คนนะไม่ใช่เซเว่นที่จะได้ร่าเริงยี่สิบสี่ชั่วโมง” กันต์บ่นอุบพลางขยี้ตาที่ยังปิดสนิทไปข้างหนึ่ง

“ถามจริงเหอะน้า สุพรรณฯ นี่เขาไม่มีเวลาตื่นที่มันมนุษย์มนามากกว่านี้แล้วเหรอ?”

“คนขยันเขาตื่นมาโกยเงินโกยทองกันทั้งนั้นแหละ มีแต่พวกสำอางเมืองกรุงแบบแกนี่แหละที่ชอบนอนกินบ้านกินเมือง” น้าวันสวนกลับทันควันพลางเปิดประตูขึ้นรถ

“ขึ้นรถได้แล้ว อย่ามัวแต่ยืนเถียงให้ยุงมันหาม”

“โกยเงินหรือโกยหนี้กันแน่...”กันต์พึมพำกระแทกตัวลงบนเบาะรถที่แข็งกระด้าง

“แล้วนี่ผมต้องทำอะไรบ้าง? อย่าบอกนะว่าให้ผมถือปังตอสับหมู ผมทำไม่เป็นนะน้า เดี๋ยวเกิดสับโดนนิ้วตัวเองขึ้นมาพ่อแม่ผมเอาตายแน่”

“ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกน่า หน้าหล่อๆ แบบแก ข้าจะให้ไปยืนเรียกลูกค้า แล้วก็ช่วยยกถังน้ำแข็ง ยกหมูขึ้นเขียงไปก่อน... ฝึกความอดทนซะบ้าง เผื่อสันดานคุณหนูมันจะหลุดออกไปจากตัวแกบ้าง”

“หึ... ยกหมูเนี่ยนะ? นึกว่ามาเข้าค่ายทหารรับใช้ชาติเสียอีก”กันต์แค่นหัวเราะในลำคอพลางกอดอกพิงเบาะรถที่แข็งกระด้าง สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟถนนสีส้มสลัวที่วูบผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า สองข้างทางทางหลวงที่เคยเป็นตึกสูงระฟ้า

บัดนี้กลับกลายเป็นแมกไม้และทุ่งนาที่มืดมิดจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ความเงียบเชียบของชนบทในเวลาตีสามช่างบีบคั้นหัวใจเด็กเมืองกรุงอย่างเขาให้รู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาด

“ไปก็ไปวะ... หวังว่าเช้าวันแรกที่นี่ จะไม่มีอะไรมาซวยซ้ำซ้อนให้ปวดใจนะ”เขากระซิบแผ่วเบากับตัวเองคล้ายเป็นการปลอบขวัญ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นจาง ๆของไอดินยามเช้ามืดทำเอาเขาเริ่มรู้ซึ้งว่า ชีวิตนับจากนี้มันของจริงยิ่งกว่าในนิยาย

sds

เกลียดน้าตัวเองได้ไหมเนี่ย😂

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เสี่ยครับ ผมไม่เด็กแล้ว   บทที่ 3 อะไรครับเนี่ย

    บทที่ 3 อะไรครับเนี่ยตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงจนขอบฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง แสงสุดท้ายของวันทาบทับลงบนเรือนไทยทรงสูงจนดูขรึมขลัง บรรยากาศเงียบสงบยามเย็นถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะตอนเดียวที่แล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ท้ายกระบะมีอุปกรณ์เขียงหมูและถังน้ำแข็งใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ร่างสูงกำยำสมส่วนตามแบบฉบับคนทำงานหนักเดินลงมาจากรถ ใบหน้าคมเข้มที่ดูใจดีแต่แฝงความดุดันของ ‘น้าวัน’ ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาวและพี่เขยที่นั่งรออยู่ตรงนอกชาน“ไง... หอบเอาเจ้าตัวดีมาส่งถึงที่เลยเหรอพี่” วันถามพลางยกถังพลาสติกเปล่าลงจากรถ แซวหลานชายที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล“ใช่... พี่ฝากแกดูแลหลานด้วยนะวัน ไม่ต้องสปอยล์มันล่ะ” แม่ของกันต์เอ่ยฝากฝังด้วยสีหน้าจริงจังพลางหันไปมองลูกชายที่ยังคงนั่งกอดอกทำตัวเป็นประติมากรรมหินอ่อน“เดี๋ยวพี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยแล้วกัน พ่อเขามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า”“โหแม่... จะกลับเลยเหรอ ไม่นอนค้างสักคืนล่ะครับ” กันต์รีบโพล่งออกไป ความรู้สึกโหวงในใจเริ่มทำงานเมื่อรู้ว่าเกราะกำบังเดียวที่มีกำลังจะจากไป“ไม่ต้องมาอ้อนเลย อยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้มันดีๆ อย่าดื้อกับน้าเข

  • เสี่ยครับ ผมไม่เด็กแล้ว   บทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่า

    บทที่ 2 แผนสูง... แต่พ่อสูงกว่าเช้าวันต่อมา กลิ่นอายความสดชื่นของยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้ใจของกันต์ชุ่มชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มจำใจสวมชุดนักเรียนที่แสนอึดอัด เดินหน้ามุ่ยคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบประจำที่โรงเรียน ซึ่งมีกลุ่มเพื่อนสนิทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว“เป็นอะไรไปวะไอ้กันต์ หน้ามึงบูดอย่างกับแกงค้างคืน” นที เพื่อนสนิทคนแรกในกลุ่มทักขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนเดินกระแทกเท้านั่งลงบนม้าหินอ่อน“พ่อกูจะเนรเทศกูไปอยู่สุพรรณบุรีว่ะ...” กันต์ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง พลางถอนหายใจทิ้งคำโตจนไหล่ห่อ“ก็เพราะพวกเธอเล่นโดดเรียนกันเมื่อวานไงล่ะ สมน้ำหน้า!” จิ๊ด เพื่อนสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพ่วงตำแหน่งแฟนสาวของนทีจีบปากจีบคอเสริมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนซ้ำเติมแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ“มันไม่ใช่แค่เรื่องโดดเรียนอย่างเดียวหรอกจิ๊ด... มันสะสมมานานจนพ่อกูฟิวส์ขาดแล้วว่ะ” กันต์ตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อย แววตาขี้เล่นที่เคยมีหายวับไปราวกับคนละคน“แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ จะยอมไปอยู่บ้านนอกจริงดิ?” มอส เพื่อนอีกคนถามขึ้นด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าคนรักความสบายอย่างกันต์ไม่มีทางยอมไปลำบากแน่ๆเด็กหนุ่มเ

  • เสี่ยครับ ผมไม่เด็กแล้ว   บทที่ 1 หาแต่เรื่อง

    บทที่ 1 หาแต่เรื่องบ่ายคล้อยท่ามกลางแสงแดดแผดเผาภายนอก แต่ภายในห้างสรรพสินค้าสุดหรูย่านสีลมกลับเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วบริเวณ กระนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับไม่ได้เข้ากับ ‘กันต์’ และกลุ่มเพื่อนในชุดนักเรียนขาสั้นเลยแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาติดจะขี้เล่นนั่งก้มหน้าก้มตา นิ้วเรียวยาวรัวกดลงบนหน้าจอมือถืออย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์จากเกมดังประสานกับเสียงสบถหัวเราะของเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามจมดิ่งอยู่ในโลกเสมือนจนหลงลืมไปว่าเวลานี้... พวกเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องเรียนแอร์แคบๆ ที่โรงเรียนมากกว่า“เฮ้ยๆ ซ้ายมา! รุมมันมึง รุมมัน!” กันต์ตะโกนสั่งการด้วยความคึกคะนอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่ทะมึนทึนอยู่ด้านหลัง“ทำไมไม่ไปเรียนกัน?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนทั้งสามสะดุ้งสุดตัวจนมือถือเกือบหลุดมือ เมื่อหันไปสบตากับสายตาคาดโทษภายใต้กรอบแว่นของสารวัตรนักเรียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงานทันที“ฉิบหายแล้วพวกมึง... พ่อมา! วิ่งดิ!”กันต์ตะโกนลั่นห้างก่อนจะดีดตัวขึ้นราวกับติดสปริง ฝีเท้าไวกว่าความคิด เขาพุ่งตัวทะยานหนีโดยไม่คิดจ

  • เสี่ยครับ ผมไม่เด็กแล้ว   “แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”

    “แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ” มาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้กระผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความป่วน ชวนให้ใจสั่น ในบรรยากาศตลาดสดเมืองสุพรรณบุรีแห่งนี้กันครับ ภาษาในเรื่อง ในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ภาษาที่ เรียบง่าย เป็นกันเอง และสมจริง ครับ มีการสอดแทรกคำหยาบคายบ้างตามวิถีวัยรุ่นและพ่อค้าแม่ค้าเพื่อให้ได้อรรถรส รวมถึงมี Dirty Talk ในฉากรักที่ร้อนแรงตามสไตล์คนคลั่งรัก เพื่อให้ทุกคนอินไปกับความสัมพันธ์ของเสี่ยกรและน้องกันต์แบบถึงพริกถึงขิงครับ! สถานที่ในเรื่อง สำหรับสถานที่หลักในนิยายเรื่องนี้คือ "อำเภอหนองหลวง จังหวัดสุพรรณบุรี" ครับ โดยเฉพาะที่ ตลาดวรเศรษฐ์ ซึ่งมีกลิ่นอายของตลาดสดบ้านทุ่งที่วุ่นวายแต่ก็อบอุ่น แต่บอกไว้ก่อนนะจ๊ะว่า เหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริง 100% อ่านเอาความฟินความนัวกันนะจ๊ะ! นายเอก: เสี่ยกร (ภากร) อายุ 45 ปี นิสัยของนายเอก : คนหนุ่มรุ่นใหญ่ใจนิ่งครับ! เป็นเจ้าของตลาดผู้ทรงอิทธิพลที่ดุ ขรึม และพูดน้อย เดินตลาดทีคนหลบเป็น

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status