تسجيل الدخول“คือฉันไม่ได้ผิดปกติไหม ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาสนใจ แกพูดเหมือนฉันเป็นตัวประหลาดเลย” ยัยป้าแว่นขมวดคิ้วใส่ฉัน
“บ้าน่า ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันหมายความอีกแบบแต่แค่สื่อความหมายไม่เป็น” ฉันยิ้มเจื่อน ๆ และแก้ต่างข้าง ๆ คู ๆ
“หึ ตลอดอ่ะแก แล้วอยากกินอะไร” เพื่อนก็เพื่อน และเพื่อนคนนี้คือคนที่ฉันรักที่สุด เธอมักรู้ใจฉันเสมอ และเธอเป็นคนเดียวที่ฉันไม่ค่อยจะแสดงนิสัยแย่ ๆ ใส่
“สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา เอาแบบเด็ด ๆ เลยนะ” ฉันกะพริบตาปริบ ๆ
“เหอะ สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา แต่แกกินเผ็ดไม่ได้ ฉันก็ต้องผัดสูตรเด็กให้แกกิน” ยัยป้าแว่นนางทำหน้าเอือม ๆ ใส่ฉัน
“ก็เพื่อนอยากกิน” ฉันยิ้มแป้น เมื่อเพื่อนกำลังกัดทางอ้อม
“ควรหัดกินบ้าง เผื่อมีออกกองแล้วต้องกินของเผ็ดแกจะทำยังไง”
“ฉันถึงมีแกคอยดูแลไง”
“ฉันจอดตลอดเถียงไม่ออกก็เพราะประโยคและหน้าอ้อน ๆ แบบนี้ทุกที”
“ก็ฉันแพ้แกก็รู้” ฉันพูดเสียงแผ่วเบา
“ก็เพราะรู้ไง แต่ก็อยากให้ค่อย ๆ ลอง อาจจะหายก็ได้นะ”
“กินเผ็ดมันแสบปาก”
“พอ จบ เลิกคุยกัน สปาเก็ตตี้ขี้เมาสูตรเด็กก็ได้” ฉันว่ายัยป้าแว่นกำลังเก็บอารมณ์
“น่ารักที่สุดเลย” ฉันเดินเกาะแขนเพื่อนรัก
ตุบ!
“โอ๊ย!” เด็กคนหนึ่งวิ่งมาชนฉันด้วยความแรง แล้วจากนั้นเด็กคนนั้นก็ล้มลง
“เป็นยังไงบ้างคะน้อง เจ็บตรงไหนไหม พี่พาไปหาหมอไหมคะ แล้วนี่มากับใครพ่อแม่อยู่ไหน ทำไมวิ่งมาแบบนี้” ฉันรีบร้องถามด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับนั่งย่อตัว จับเด็กคนนั้นขึ้นมาหมุนดูความเรียบร้อย
“ไม่เป็นไรฮะ ลูกผู้ชายแค่นี้ไม่ตาย” เด็กตัวเล็กน่ารักยิ้มให้ฉัน อายุน่าจะประมาณ 4-5 ขวบ
“น้องทิว! เป็นไงบ้างเนี่ย อาบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าวิ่ง ขอโทษนะครับพอดีหลานผมซนไปหน่อย เขาทำข้าวของคุณเสียหายไหมครับ” ผู้ชายหน้าหล่อคมเข้มเอ่ยถามฉันและยัยโรส พร้อมกับอุ้มเด็กน้อยเข้าอ้อมกอด
“ขอโทษฮะอาเนม ทิวจะไม่ทำอีกนะฮะ” เด็กน้อยบอกกับผู้ชายคนนั้น
“คราวหน้าอาจะไม่พามาด้วยแล้ว ทำคนอื่นเดือดร้อนเลยเห็นไหม”
“อย่าดุแกเลยค่ะ ฉันกับเพื่อนก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก” ฉันออกตัวเมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นตั้งท่าดุด่า
“ไม่ได้หรอกครับ ทำผิดก็ต้องดุต้องสอน เด็กจะได้จำ และไม่ทำอีก” ผู้ชายคนนั้นว่า
“เกินไปไหมคะ เด็กยังเล็กอยู่เลย แกก็ต้องมีผิดบ้างเป็นธรรมดา จะกดดันอะไรกันขนาดนั้น” ยัยป้าแว่นโวยวายซึ่งฉันรีบลุกขึ้นยืนเพื่อห้ามทัพ
“กดดันอะไรครับ ผมสอนหลานผม” ผู้ชายคนนั้นโต้กลับ
“นี่เรียกกดดันค่ะ ไม่ใช่สอน” ยัยป้าแว่นใส่อีก
“แล้วคุณยุ่งอะไรด้วยครับ นี่ครอบครัวของผม” ผู้ชายคนนั้นเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ และเรากำลังเริ่มเป็นจุดสนใจ
“พอเถอะโรส คนมองหมดแล้ว เอาเป็นว่าฉันขอโทษแทนเพื่อนฉันด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ” ฉันตัดบทกล่าวลา แล้วจากนั้นก็ลากเพื่อนออกมาจากตรงนั้นด้วยความเร็ว
“แกดึงฉันทำไมวะ ฉันกำลังจะสวนไอ้บ้านั่นเลย” ยัยป้าแว่นโวยวายเมื่อเรามาหยุดอยู่ที่โซนของกิน
“ก็เรากำลังจะกลายเป็นจุดสนใจไง แล้วเรื่องนั้นมันก็เรื่องของครอบครัวเขา แกจะไปว่าเขาได้ไง”
“ก็ฉันเกลียดไอ้ขี้เก็กนั่น เด็กก็บอกอยู่ว่าขอโทษ ยังจะโวยวายอยู่ได้”
“จริง ๆ คือฉันไหมที่ต้องใจร้อน” ฉันเลิกคิ้วถาม เมื่อป้าแว่นโวยวายไม่เลิก
“เออ ๆ โทษที ฉันแค่ฟิวส์ขาด”
“จ้ะ” ฉันว่าแค่นั้นแล้วส่ายหน้าใส่นาง แต่ก็แปลกดี นาน ๆ ทีนางจะระเบิดสักครั้ง
“ขึ้นหน่อยที่รัก อยากเห็นคุณขย่ม” เขานั่งเหยียดขายาวที่เตียงนอน แล้วมองหน้าฉัน แล้วคือฉันค้าง ฉันก็ต้องต่อเองใช่ไหม“อ้า… แบบนั้นแหละที่รัก อื้ม เสียวสุด” เขาพูดพลางเกี่ยวเส้นผมทัดใบหูให้ฉัน จากนั้นเขาก็สูดดมตามซอกคอ ใบหู และตามร่างกายส่วนต่าง ๆ ขณะที่ฉันขึ้นขย่มให้เขา“คุณสวยที่สุดที่รัก อื้ม” เขาดูดที่เต้าฉันหลังจากที่เอ่ยปากชม ฉันขย่มขึ้นลงตามจังหวะความเสียวที่ฉันต้องการ“เสือ เสือคะ อ้าย เสียวอ่า อื้อ” ฉันกอดซบที่ต้นคอของเขาแล้วขยับตัวขึ้นลงบนท่อนเอ็น ความรู้สึกวาบหวาม เสียวไปทั่วท้องน้อย ทำให้ฉันเร่งจังหวะแรงขึ้นเรื่อย ๆ“ซี๊ด… อ๊าส์ สุดยอดที่รัก ผมรักคุณที่สุด” เขากดแช่สะโพกของฉันไว้ ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นวาบในท้อง“คุณจะเป็นที่รักของผมตลอดไปนะครับ” คุณชายบอกหลังจากที่ถอนจูบออก สายตาที่เขามองฉันมันมีแต่ความรัก ฉันสัมผัสได้และเชื่อความรู้สึกของตัวเอง“ตอนนี้คุณควรปล่อยอ้ายได้แล้วค่ะ อ้ายจะไปล้างตัว” ก็ฉันเขิน ฉันก็ต้องหาทางกลบเกลื่อนถูกไหมล่ะ“ผมพาไปไหม คุณอาจจะขาสั่นอยู่” เขายิ้มร้ายแล้วหอมแก้มฉัน“เสือ”“ผมพูดจริงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”“คุณจะหัวเราะเกินไปแล้วนะ” ฉันบิดที่หัวนมเขา“คุณรู้ไ
“อื้ม เสียว เสียวเป็นบ้าเลยที่รัก ผม ผมขอสัญญาเรื่องอื่นแล้วกัน เรื่องนี้ผมทนไม่ไหวแล้ว” เขาครางไม่เป็นภาษา ขณะที่ฉันนั้นเล่นกับท่อนเอ็นของเขา และเมื่อสิ้นประโยคนี้เขาก็จับร่างฉันพลิกลงกับที่นอน ส่วนตัวเขานั้นลุกขึ้นคาบคร่อมฉันเองเขาถอดเสื้อผ้าของฉันออกด้วยความรีบร้อน ระหว่างนั้นเขาก็ป้อนจูบร้อนแรงให้กับฉัน“เสือ…” ฉันเอื้อนเสียงลากยาว เมื่อเขานั้นจูบลงที่ต้นคอของฉันพร้อมกับขบเม้มจนฉันเกิดความซ่านเสียว แล้วต่อมาเขาก็ลากลิ้นมาจนถึงเต้านมของฉัน เขาสูดดมทั้งสองเต้า ก่อนจะใช้ปากงับที่ปลายถัน แล้วใช้ลิ้นรัวกระดกอย่างซ่านเสียว ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเผลอจิกที่กลุ่มผมของเขาด้วยความแรงเขาเหมือนหื่นกระหายร่างกายฉันมากเหลือเกิน“คุณหอมไปทั้งเลยรู้ไหมที่รัก” เขาว่าพลางสูดดมตามร่างกายฉัน ก่อนที่เขานั้นจะขยับตัวลงไปด้านล่าง แล้วก็ทำการถอดกางเกงฉันออกเขาเริ่มจูบที่ปลายนิ้วเท้าของฉันแล้วเริ่มพรมจูบขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงกลางเนินโหนกนูน“คุณโอเคใช่ไหมที่รัก” เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม เหมือนนึกคิดอะไรขึ้นมาได้มาถึงขนาดนี้ไม่โอเคก็คงไม่ได้แล้วไหม ถามอะไรไม่เข้าท่า“ค่ะ” พูดมากกว่านี้ฉันก็อายนะ ขนาด
“พี่ป้อนขอร้องให้อ้ายรับงานพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางให้เขา แล้วคือเขาดีกับอ้ายมากนะ อ้ายก็เลยตกลงรับไปแล้ว คุณโอเคไหมคะที่รัก” ผมชะงักทันทีที่เธอบอกเล่า แม้เธอจะเรียกผมว่าที่รักให้ผมรู้สึกดีก็เถอะความจริงไม่จำเป็นต้องถามผมด้วยซ้ำว่าผมโอเคไหม ในเมื่อเธอตกลงไปแล้ว“ป่าป๊าโอเคใช่ไหมคะ” แล้วเธอก็ทำเสียงอ้อน พร้อมกับมองหน้าผมเมื่อเห็นผมนั้นนิ่ง“ผมไม่โอเค ผมหึง ผมหวง แต่คุณตกลงไปแล้วผมคงพูดอะไรไม่ได้” ผมพูดไปตามความรู้สึกของตัวเองก็ผมรู้อยู่เต็มอกว่าไอ้พี่ป้อนนั่นคิดยังไงกับเธอ ผมหึง ผมหวง แต่ผมจะพยายามทำใจ เพราะมันคืองาน และดูเหมือนอ้ายจะเคารพไอ้พี่ป้อนนี่มากซะเหลือเกินสิ่งที่ผมทำได้ก็เลยมีแค่ ตามติดเธอทุกฝีก้าว ไม่ให้ห่างกายเด็ดขาด“มี้รักป๊า ไม่มีทางปันใจให้ชายอื่นอยู่แล้วค่ะ” เธอว่าจบก็แตะจูบที่กลีบปากผม“ผมกำลังห้ามใจเรื่องนั้นอยู่นะที่รัก คุณไม่ควรอ่อยให้ความอยากของผมมันพลุ่งพล่านมากกว่าเดิม” ผมบอกกับเธอด้วยความรู้สึกที่มันค่อนข้างเก็บกด ผมโคตรอยากจะจับเธอกดแล้วดมให้ชื่นใจฉิบหาย“ทำไมทำตัวน่ารักจังล่ะ คุณจะอดทนได้จริง ๆ เหรอ”“ผมแค่ไม่อยากเห็นคุณร้องไห้ ผมรู้สึกไม่ดีที่เห็นน้ำตาของ
(เสือ: ทำไมต้องกอดกัน คุณรักมันเหรอ คุณรักมันรึเปล่าอ้าย) ผมกดส่งข้อความไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ซึ่งตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ในรถ หลังจากทานข้าวที่ร้านอาหารกับไอ้หนุ่มหน้าหล่อเสร็จสิ้นซึ่งพอไปถึงร้านอาหาร ภรรยาของผมก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของไอ้นั่นทันที ทีกับผมดันร้องไห้แล้วไหนจะตักอาหาร พูดคุย หยอกล้ออะไรกันมากมายนั่นอีก ทำเหมือนผมไม่มีตัวตนซะงั้นแต่ผมก็ต้องเก็บอารมณ์ ปั้นหน้ายิ้มทำเหมือนตนเองเป็นสามีใจกว้าง แม้จะรู้ว่าสายตาไอ้นั่นมันมองภรรยาผมนั้นสื่อความหมายพิเศษ“คุณเป็นใบ้เหรอเสือ ถึงใช้การพิมพ์แทนการพูดคุย” แล้วเธอก็หันมาชักสีหน้าใส่ผมหลังจากที่เปิดอ่านข้อความแล้วคือผมกับเธอนั่งห่างกันเลยล่ะ เพราะผมไม่อยากให้เธออึดอัดที่ผมนั้นไปอยู่ใกล้จนเกินไปก็พอผมเห็นเธอร้องไห้ ผมก็ตีความหมายเอาเองว่าอดีตที่ผมลืมเลือน ผมอาจจะเคยทำร้ายเธออย่างหนักหน่วง จนเราสองคนอาจจะยากที่จะประสานแต่ที่เธอยังอยู่ตรงนี้ก็อาจจะเป็นเพราะรักอย่างที่เธอบอก(เสือ: เปล่า ผมแค่กลัวคุณรำคาญใจ ผมไม่รู้ต้องทำยังไงให้คุณไม่เสียใจ) ผมเลือกที่จะกดส่งข้อความไปให้เธออีกครั้ง“ฉันกำลังเสียใจเพราะการกระทำตอนนี้ของคุณนั่นแหละ ช
(ไอ้ออยล์ก็คิดถึงอ้ายนะ พี่ติดต่อมันได้สักพักใหญ่แล้ว มันฝากบอกว่ามันสบายดี)“อ้ายก็คิดถึงออยล์ค่ะ แต่เราไม่ควรเจอกันมันดีที่สุด” ฉันบอกกับพี่ป้อน เพราะฉันสัญญากับผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งกับออยล์อีก ซึ่งฉันต้องทำตามสัญญา(พี่รู้ และพี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่านินจะทนมันทำไม ไอ้ออยล์มันไม่ได้ใจดีกับนินเหมือนที่มันใจดีกับอ้ายเลยนะ)“ก็พี่ออยล์เป็นรักแรกของนินไงคะ เป็นคนแรกของนินด้วย นินเลยยอมทุกอย่าง แต่มันก็หลายปีแล้วนะ ทำไมพี่ออยล์ถึงยังใจร้ายกับนินอยู่ล่ะ”(อ้ายก็รู้เหตุผลอยู่ ไอ้ออยล์มันพาลโทษนินทุกเรื่องนั่นแหละ)“แต่นินก็ยังทน”(เหมือนที่อ้ายทนไง)“พี่ป้อน…”(เฮ้อ… เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ เอาเป็นว่าช่วยให้เกียรติมาเป็นพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางให้พี่ด้วยนะครับ)“หืมมมม”(เรื่องจริง ถ้าไม่มาพี่จะเสียใจมากนะ พี่รู้ว่าอ้ายของพี่ยังไม่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางที่ไหน กรุณามาด้วยนะครับคุณสิริมา)“พี่มัดมือชกอ้าย”(พี่ขอแค่นี้ ให้พี่ได้ไหมครับคนสวยของพี่)“พูดมาขนาดนี้ ถ้าอ้ายปฏิเสธคงจะใจดำเลยล่ะค่ะ”(โอเคครับ เรื่องนัดหมายและรายละเอียดเดี๋ยวพี่ให้เลขาแจ้งไปอีกทีนะ แต่วันนี้มากินข
(ถ้าแกกลัวเพราะเขาเป็นฝ่ายรุก แกก็เริ่มเองเลยสิ)“อีบ้าโรส” ฉันตอกกลับทันทีที่ยัยโรสเอ่ยแนะนำ(เอ้า แกจะด่าฉันทำไมเนี่ย)“ก็ดูแกแนะนำสิ แนะนำอะไรก็ไม่รู้ บ้าบอ”(บ้าตรงไหน ฉันแค่พูดความจริง ก็ในเมื่อแกสองคนรักกัน แล้วเขาก็จำเรื่องอะไรไม่ได้เลย งั้นแกก็แค่เป็นฝ่ายเริ่มเองก็เท่านั้น)“ฉันไม่คุยกับแกแล้วโรส แค่นี้นะ” ฉันกดวางสายทันทีคือฉันไม่รู้จะพึ่งหรือปรึกษาใครดี คนที่คิดว่าพอจะพึ่งได้ก็มองเห็นเป็นยัยโรสนี่แหละแต่แล้วมันก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีเลยจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้คิดได้ยังไงให้ฉันนั้นเป็นฝ่ายรุก ตลกเกินไปละหลังจากที่วางสายเพื่อนอย่างยัยโรสแล้ว ฉันก็ลงมาชั้นล่าง เพื่อทานข้าวเช้ากับเขา ซึ่งเขานั่งรอฉันอยู่ที่โต๊ะอาหาร แล้วคือเรานั่งไกลกันมากเลยล่ะและเขาก็นั่งก้มหน้าก้มตาทานข้าว หลังจากที่ยิ้มให้ฉันเล็กน้อยถ้าบอกว่าไม่อึดอัดมันคงจะเป็นการโกหกกัน เพราะตอนนี้ฉันโคตรอึดอัดเลยล่ะระหว่างทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่เงียบมาก และบอดี้การ์ดหลายคนคงรู้ถึงความผิดปกติ ซึ่งฉันหยุดการกินและลุกออกจากตรงนั้นทันทีแล้วจากนั้นฉันก็กลับขึ้นมาบนห้อง ฉันคิดว่าเราสองคนควรมีความสุขกันได้แล้ว ที่ผ่านมามันทุก







