تسجيل الدخول“ความจริงแค่มาซื้อของแกไม่จำเป็นต้องแต่งแบบนี้ไหม” ยัยป้าแว่นผู้จัดการส่วนตัวของฉันทักท้วง
“ฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันรำคาญนักข่าว ไหนจะพวกโซเชียลที่เป็นแหล่งข่าวแบบไม่เปิดเผยตัวตนอีก แค่ฉันออกมาซื้อของ ถ้าไม่ปลอมตัวก็จะกลายเป็นว่าฉันนัดผู้ชาย แกก็รู้ว่าคนสมัยนี้ รู้สิบพูดร้อย” ฉันอธิบายเสร็จสรรพแล้วกลอกตามองบนใส่ยัยป้าแว่นเพื่อนสนิทของฉัน
“ช่วยไม่ได้ แกอยากเข้าวงการเอง”
“ฉันแค่คิดจะทำเล่น ๆ ใครจะคิดว่าจะดังแบบนี้ล่ะ” ฉันพูดไปตามความจริงที่เคยเป็น
ฉันชื่อ ‘อ้าย สิริมา’ เป็นดาราที่ค่อนข้างดังในระดับหนึ่ง ซึ่งคนให้ความสนใจและชื่นชอบฉันพอสมควร ฉันอายุ 25ปี ประสบการณ์ในวงการก็มีไม่มากเท่าไหร่ แฟนคลับก็มากพอสมควร
เพราะฉันเป็นคนน่ารัก อ่อนโยน เมตตาอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ว่านอนสอนง่าย ทุกอย่างที่พูดมาคือเฉพาะเวลาอยู่หน้ากล้อง เวลาออกสื่อ หรืออยู่ในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเวลางานฉันจะรับผิดชอบงานของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมาว่าได้ว่าฉันคือ ‘ตัวถ่วง’
แล้วที่สำคัญเวลาทำงานฉันไม่เรื่องมากด้วยนะ ‘อะไรก็ได้ อ้ายได้หมด’
แต่ก็นั่นแหละถ้าฉันได้มาอยู่ในโลกของตัวฉันเอง ฉันจะเป็นคนเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ หงุดหงิด ขี้รำคาญ ยิ่งเวลาคนถามจู้จี้จุกจิกฉันยิ่งพร้อมจะระเบิด คือฉันแย่อ่ะ
ขนาดตัวฉันยังรู้เลยว่าฉันงี่เง่านิสัยเสียแค่ไหน ฉันเอือมระอาตัวเองนะ แต่มันแก้ไขยากอ่ะ มันเป็นสันดานฉันไปแล้ว
และเอาตรง ๆ คนนิสัยแบบฉันไม่สมควรเป็นบุคคลสาธารณะเลยด้วยซ้ำ
“แต่แกก็ดังแล้วไง ซึ่งถ้าไม่อยากดับเพราะข่าวเสีย ๆ แกก็ต้องทำตัวดี ๆ”
“ว่าจะเข้าไปหาแม่ วันนี้ไม่ไปละ” ฉันเอ่ยขึ้นเมื่อเพื่อนชี้แนะ
“ทำไมล่ะ” ยัยป้าแว่นถาม
“ก็ตอนนี้รู้สึกเหมือนแม่อยู่ข้าง ๆ” ฉันยิ้มใส่เพื่อนเมื่อพูดจบ
“เดี๋ยวเถอะแก” ยัยป้าแว่นชักสีหน้าใส่ฉันเล็กน้อย
เพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของฉันคือ ‘โรส รสริน’ ฉันมีเพื่อนไม่มากเพราะสันดานของฉันมันหยาบกระด้าง ‘โรส รสริน’ สาวแกล้งเฉิ่มจึงเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉัน
ยัยป้าแว่นคือฉายาที่คนในวงการบันเทิงเรียกเธอ ‘ยัยป้าแว่นผู้จัดการของน้องอ้าย’ แต่ใครจะรู้ล่ะว่าภายใต้แว่นกรอบสี่เหลี่ยมหนา ๆ และการแต่งหน้าให้ตัวเองดูขี้ริ้วขี้เหร่นั้น ความจริงแล้วยัยเพื่อนคนนี้สวยเอาเรื่องเลยล่ะ
แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ที่เกลียดความสวยของตัวเอง นางก็เลยแปลงโฉมโมดิฟายตัวเองใหม่ ซึ่งเบ้าหน้าที่แท้จริงก็มีแต่ฉัน และครอบครัวเท่านั้นที่รู้จักมักจี่
และตอนนี้ฉันก็อยู่ในสภาพป้าแว่น ส่วนยัยโรสผู้จัดการส่วนตัวของฉัน นางอยู่ในชุดสวยพริ้งแพรวพราว เพราะถ้านางมาชุดป้าแว่น นักข่าวจะจับสังเกตได้
ฉะนั้นเวลาปลอมตัวเราจึงสลับการแต่งตัวกัน ซึ่งที่ผ่านก็ไม่เคยมีใครจับได้สักครั้ง และมันเป็นอะไรที่ฉันค่อนข้างโอเค เวลาที่ได้เป็นมนุษย์ป้าแว่น แตกต่างจากเพื่อนฉันที่ไม่เคยโอเค เพราะนางไม่ชอบโชว์ความสวย และไม่อยากให้ใครมอง
“วันนี้ทำกับข้าวให้กินหน่อยนะ” ฉันอ้อนเพื่อนรักที่มีเสน่ห์ปลายจวักติดตัว ต่างจากฉันลิบลับที่ไม่เคยเข้าครัว เครื่องปรุงอะไรก็ไม่รู้จัก ทำเป็นอย่างเดียวคือ ‘รอกิน’
“ชิ ตลอดอ่ะ บอกว่าจะสอนก็ไม่เอา แบบนี้จะหาแฟนได้ไหมฮะ” ยัยป้าแว่นทำหน้าใส่ฉัน
“มีแกก็ไม่ต้องมีใครละ แกก็รู้ว่าแกเป็นทุกอย่างของฉัน” ฉันเอนซบออดอ้อนเพื่อนรักเหมือนที่เคย
“ถ้าวันนึงฉันมีครอบครัวแกจะอยู่ยังไงอ้าย” ยัยป้าแว่นทำหน้าจริงจัง
“มนุษย์ที่ผิดปกติแบบแกไม่มีทางให้โอกาสผู้ชายเข้าใกล้หรอกโรส แกไม่มีวันทิ้งฉัน ข้อนี้ฉันรู้ดี แล้วแกก็ไม่ทางสนใจผู้ชาย เพราะถ้าแกสนใจจริงแกต้องโชว์ความสวยที่แกมี ไม่ใช่โชว์เพราะฉันบังคับแบบนี้” ฉันพูดจริงจัง
“ขึ้นหน่อยที่รัก อยากเห็นคุณขย่ม” เขานั่งเหยียดขายาวที่เตียงนอน แล้วมองหน้าฉัน แล้วคือฉันค้าง ฉันก็ต้องต่อเองใช่ไหม“อ้า… แบบนั้นแหละที่รัก อื้ม เสียวสุด” เขาพูดพลางเกี่ยวเส้นผมทัดใบหูให้ฉัน จากนั้นเขาก็สูดดมตามซอกคอ ใบหู และตามร่างกายส่วนต่าง ๆ ขณะที่ฉันขึ้นขย่มให้เขา“คุณสวยที่สุดที่รัก อื้ม” เขาดูดที่เต้าฉันหลังจากที่เอ่ยปากชม ฉันขย่มขึ้นลงตามจังหวะความเสียวที่ฉันต้องการ“เสือ เสือคะ อ้าย เสียวอ่า อื้อ” ฉันกอดซบที่ต้นคอของเขาแล้วขยับตัวขึ้นลงบนท่อนเอ็น ความรู้สึกวาบหวาม เสียวไปทั่วท้องน้อย ทำให้ฉันเร่งจังหวะแรงขึ้นเรื่อย ๆ“ซี๊ด… อ๊าส์ สุดยอดที่รัก ผมรักคุณที่สุด” เขากดแช่สะโพกของฉันไว้ ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นวาบในท้อง“คุณจะเป็นที่รักของผมตลอดไปนะครับ” คุณชายบอกหลังจากที่ถอนจูบออก สายตาที่เขามองฉันมันมีแต่ความรัก ฉันสัมผัสได้และเชื่อความรู้สึกของตัวเอง“ตอนนี้คุณควรปล่อยอ้ายได้แล้วค่ะ อ้ายจะไปล้างตัว” ก็ฉันเขิน ฉันก็ต้องหาทางกลบเกลื่อนถูกไหมล่ะ“ผมพาไปไหม คุณอาจจะขาสั่นอยู่” เขายิ้มร้ายแล้วหอมแก้มฉัน“เสือ”“ผมพูดจริงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”“คุณจะหัวเราะเกินไปแล้วนะ” ฉันบิดที่หัวนมเขา“คุณรู้ไ
“อื้ม เสียว เสียวเป็นบ้าเลยที่รัก ผม ผมขอสัญญาเรื่องอื่นแล้วกัน เรื่องนี้ผมทนไม่ไหวแล้ว” เขาครางไม่เป็นภาษา ขณะที่ฉันนั้นเล่นกับท่อนเอ็นของเขา และเมื่อสิ้นประโยคนี้เขาก็จับร่างฉันพลิกลงกับที่นอน ส่วนตัวเขานั้นลุกขึ้นคาบคร่อมฉันเองเขาถอดเสื้อผ้าของฉันออกด้วยความรีบร้อน ระหว่างนั้นเขาก็ป้อนจูบร้อนแรงให้กับฉัน“เสือ…” ฉันเอื้อนเสียงลากยาว เมื่อเขานั้นจูบลงที่ต้นคอของฉันพร้อมกับขบเม้มจนฉันเกิดความซ่านเสียว แล้วต่อมาเขาก็ลากลิ้นมาจนถึงเต้านมของฉัน เขาสูดดมทั้งสองเต้า ก่อนจะใช้ปากงับที่ปลายถัน แล้วใช้ลิ้นรัวกระดกอย่างซ่านเสียว ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเผลอจิกที่กลุ่มผมของเขาด้วยความแรงเขาเหมือนหื่นกระหายร่างกายฉันมากเหลือเกิน“คุณหอมไปทั้งเลยรู้ไหมที่รัก” เขาว่าพลางสูดดมตามร่างกายฉัน ก่อนที่เขานั้นจะขยับตัวลงไปด้านล่าง แล้วก็ทำการถอดกางเกงฉันออกเขาเริ่มจูบที่ปลายนิ้วเท้าของฉันแล้วเริ่มพรมจูบขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงกลางเนินโหนกนูน“คุณโอเคใช่ไหมที่รัก” เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม เหมือนนึกคิดอะไรขึ้นมาได้มาถึงขนาดนี้ไม่โอเคก็คงไม่ได้แล้วไหม ถามอะไรไม่เข้าท่า“ค่ะ” พูดมากกว่านี้ฉันก็อายนะ ขนาด
“พี่ป้อนขอร้องให้อ้ายรับงานพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางให้เขา แล้วคือเขาดีกับอ้ายมากนะ อ้ายก็เลยตกลงรับไปแล้ว คุณโอเคไหมคะที่รัก” ผมชะงักทันทีที่เธอบอกเล่า แม้เธอจะเรียกผมว่าที่รักให้ผมรู้สึกดีก็เถอะความจริงไม่จำเป็นต้องถามผมด้วยซ้ำว่าผมโอเคไหม ในเมื่อเธอตกลงไปแล้ว“ป่าป๊าโอเคใช่ไหมคะ” แล้วเธอก็ทำเสียงอ้อน พร้อมกับมองหน้าผมเมื่อเห็นผมนั้นนิ่ง“ผมไม่โอเค ผมหึง ผมหวง แต่คุณตกลงไปแล้วผมคงพูดอะไรไม่ได้” ผมพูดไปตามความรู้สึกของตัวเองก็ผมรู้อยู่เต็มอกว่าไอ้พี่ป้อนนั่นคิดยังไงกับเธอ ผมหึง ผมหวง แต่ผมจะพยายามทำใจ เพราะมันคืองาน และดูเหมือนอ้ายจะเคารพไอ้พี่ป้อนนี่มากซะเหลือเกินสิ่งที่ผมทำได้ก็เลยมีแค่ ตามติดเธอทุกฝีก้าว ไม่ให้ห่างกายเด็ดขาด“มี้รักป๊า ไม่มีทางปันใจให้ชายอื่นอยู่แล้วค่ะ” เธอว่าจบก็แตะจูบที่กลีบปากผม“ผมกำลังห้ามใจเรื่องนั้นอยู่นะที่รัก คุณไม่ควรอ่อยให้ความอยากของผมมันพลุ่งพล่านมากกว่าเดิม” ผมบอกกับเธอด้วยความรู้สึกที่มันค่อนข้างเก็บกด ผมโคตรอยากจะจับเธอกดแล้วดมให้ชื่นใจฉิบหาย“ทำไมทำตัวน่ารักจังล่ะ คุณจะอดทนได้จริง ๆ เหรอ”“ผมแค่ไม่อยากเห็นคุณร้องไห้ ผมรู้สึกไม่ดีที่เห็นน้ำตาของ
(เสือ: ทำไมต้องกอดกัน คุณรักมันเหรอ คุณรักมันรึเปล่าอ้าย) ผมกดส่งข้อความไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ซึ่งตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ในรถ หลังจากทานข้าวที่ร้านอาหารกับไอ้หนุ่มหน้าหล่อเสร็จสิ้นซึ่งพอไปถึงร้านอาหาร ภรรยาของผมก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของไอ้นั่นทันที ทีกับผมดันร้องไห้แล้วไหนจะตักอาหาร พูดคุย หยอกล้ออะไรกันมากมายนั่นอีก ทำเหมือนผมไม่มีตัวตนซะงั้นแต่ผมก็ต้องเก็บอารมณ์ ปั้นหน้ายิ้มทำเหมือนตนเองเป็นสามีใจกว้าง แม้จะรู้ว่าสายตาไอ้นั่นมันมองภรรยาผมนั้นสื่อความหมายพิเศษ“คุณเป็นใบ้เหรอเสือ ถึงใช้การพิมพ์แทนการพูดคุย” แล้วเธอก็หันมาชักสีหน้าใส่ผมหลังจากที่เปิดอ่านข้อความแล้วคือผมกับเธอนั่งห่างกันเลยล่ะ เพราะผมไม่อยากให้เธออึดอัดที่ผมนั้นไปอยู่ใกล้จนเกินไปก็พอผมเห็นเธอร้องไห้ ผมก็ตีความหมายเอาเองว่าอดีตที่ผมลืมเลือน ผมอาจจะเคยทำร้ายเธออย่างหนักหน่วง จนเราสองคนอาจจะยากที่จะประสานแต่ที่เธอยังอยู่ตรงนี้ก็อาจจะเป็นเพราะรักอย่างที่เธอบอก(เสือ: เปล่า ผมแค่กลัวคุณรำคาญใจ ผมไม่รู้ต้องทำยังไงให้คุณไม่เสียใจ) ผมเลือกที่จะกดส่งข้อความไปให้เธออีกครั้ง“ฉันกำลังเสียใจเพราะการกระทำตอนนี้ของคุณนั่นแหละ ช
(ไอ้ออยล์ก็คิดถึงอ้ายนะ พี่ติดต่อมันได้สักพักใหญ่แล้ว มันฝากบอกว่ามันสบายดี)“อ้ายก็คิดถึงออยล์ค่ะ แต่เราไม่ควรเจอกันมันดีที่สุด” ฉันบอกกับพี่ป้อน เพราะฉันสัญญากับผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งกับออยล์อีก ซึ่งฉันต้องทำตามสัญญา(พี่รู้ และพี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่านินจะทนมันทำไม ไอ้ออยล์มันไม่ได้ใจดีกับนินเหมือนที่มันใจดีกับอ้ายเลยนะ)“ก็พี่ออยล์เป็นรักแรกของนินไงคะ เป็นคนแรกของนินด้วย นินเลยยอมทุกอย่าง แต่มันก็หลายปีแล้วนะ ทำไมพี่ออยล์ถึงยังใจร้ายกับนินอยู่ล่ะ”(อ้ายก็รู้เหตุผลอยู่ ไอ้ออยล์มันพาลโทษนินทุกเรื่องนั่นแหละ)“แต่นินก็ยังทน”(เหมือนที่อ้ายทนไง)“พี่ป้อน…”(เฮ้อ… เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ เอาเป็นว่าช่วยให้เกียรติมาเป็นพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางให้พี่ด้วยนะครับ)“หืมมมม”(เรื่องจริง ถ้าไม่มาพี่จะเสียใจมากนะ พี่รู้ว่าอ้ายของพี่ยังไม่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางที่ไหน กรุณามาด้วยนะครับคุณสิริมา)“พี่มัดมือชกอ้าย”(พี่ขอแค่นี้ ให้พี่ได้ไหมครับคนสวยของพี่)“พูดมาขนาดนี้ ถ้าอ้ายปฏิเสธคงจะใจดำเลยล่ะค่ะ”(โอเคครับ เรื่องนัดหมายและรายละเอียดเดี๋ยวพี่ให้เลขาแจ้งไปอีกทีนะ แต่วันนี้มากินข
(ถ้าแกกลัวเพราะเขาเป็นฝ่ายรุก แกก็เริ่มเองเลยสิ)“อีบ้าโรส” ฉันตอกกลับทันทีที่ยัยโรสเอ่ยแนะนำ(เอ้า แกจะด่าฉันทำไมเนี่ย)“ก็ดูแกแนะนำสิ แนะนำอะไรก็ไม่รู้ บ้าบอ”(บ้าตรงไหน ฉันแค่พูดความจริง ก็ในเมื่อแกสองคนรักกัน แล้วเขาก็จำเรื่องอะไรไม่ได้เลย งั้นแกก็แค่เป็นฝ่ายเริ่มเองก็เท่านั้น)“ฉันไม่คุยกับแกแล้วโรส แค่นี้นะ” ฉันกดวางสายทันทีคือฉันไม่รู้จะพึ่งหรือปรึกษาใครดี คนที่คิดว่าพอจะพึ่งได้ก็มองเห็นเป็นยัยโรสนี่แหละแต่แล้วมันก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีเลยจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้คิดได้ยังไงให้ฉันนั้นเป็นฝ่ายรุก ตลกเกินไปละหลังจากที่วางสายเพื่อนอย่างยัยโรสแล้ว ฉันก็ลงมาชั้นล่าง เพื่อทานข้าวเช้ากับเขา ซึ่งเขานั่งรอฉันอยู่ที่โต๊ะอาหาร แล้วคือเรานั่งไกลกันมากเลยล่ะและเขาก็นั่งก้มหน้าก้มตาทานข้าว หลังจากที่ยิ้มให้ฉันเล็กน้อยถ้าบอกว่าไม่อึดอัดมันคงจะเป็นการโกหกกัน เพราะตอนนี้ฉันโคตรอึดอัดเลยล่ะระหว่างทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่เงียบมาก และบอดี้การ์ดหลายคนคงรู้ถึงความผิดปกติ ซึ่งฉันหยุดการกินและลุกออกจากตรงนั้นทันทีแล้วจากนั้นฉันก็กลับขึ้นมาบนห้อง ฉันคิดว่าเราสองคนควรมีความสุขกันได้แล้ว ที่ผ่านมามันทุก







