Se connecter
– บทที่ 1 –
หงลี่ฮวาลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อแต่งตัวงานชมบุปผาที่จวนสกุลจูได้จัดขึ้น วันนี้นางเลือกที่จะใส่สีน้ำเงินเข้ม สตรีในเมืองนี้มักจะแต่งตัวด้วยชุดที่มีสีอ่อน แต่สำหรับนางแล้วสีพวกนั้นดูจืดชืดยิ่งนัก
หญิงสาวนั่งมองใบหน้างดงามนั้นผ่านกระจก ใบหน้านี้เหมือนนางกับในโลกปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ร่างนี้ดูงดงามเย้ายวนมากกว่าเท่านั้น
นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดจึงมาอยู่ในโลกแห่งนี้ รู้เพียงว่าก่อนที่จะตื่นมาอยู่ในร่างนี้ นางพลัดตกลงไปในน้ำขณะไปท่องเที่ยว รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว และเจ้าของร่างนี้
ก็ตกน้ำเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่มีคนตั้งใจทำให้ตกน้ำและยังหาตัวคนผิดไม่ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นสตรีผู้นี้คิดอะไรอยู่ถึงออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนจึงทำให้ถูกผลักลงน้ำเช่นนั้นจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบจะสองเดือนแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ เดิมทีนางคิดที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่มันก็ไม่เป็นดั่งที่นางหวังเลยแม้แต่น้อย ในทุก ๆ วันจะต้องมีเรื่องวิ่งเข้ามาหานางเสมอ
ลี่ฮวาเดินออกจากเรือนหมู่ตานเพื่อไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ ระหว่างทางก็พบเข้ากับน้องสาวที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถม้าเหมือนกัน แต่นางก็มิได้สนใจและเลือกที่จะเดินต่อไป
หงฝูเหยาที่เห็นพี่สาวต่างมารดาเดินมาก็ไม่ได้คิดที่จะทักทาย มิหนำซ้ำยังเร่งเดินเพื่อให้ทัน แล้วเดินชนนางอย่างแรง ใบหน้าน้อย ๆ ยกยิ้มขึ้นและเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ
หญิงสาวที่ถูกชนก็หยุดนิ่งด้วยความโมโห พยายามระงับอารมณ์ของตน และเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเย็นชา
“หยุด!”
นางหันหน้ากลับไปมองสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่สาวช้า ๆ และยิ้มออกมาอย่างยียวน
“พี่รองมีอันใดหรือ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อราวกับไม่รู้ว่าตนเองทำผิด
“ทำเช่นนี้ยังกล้าเรียกข้าว่าพี่อีกหรือ”
รอยยิ้มเย็นชาถูกประดับไว้บนใบหน้างดงาม แต่หญิงสาวตรงหน้าก็หาได้หวาดกลัวไม่ แถมยังจะยกยิ้มขึ้นอย่างท้าทาย
“ข้ารีบจนไม่ได้ดู”
“ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ไม่ทำความเคารพก็แล้วไปเถิด แต่มาทำกิริยาเช่นนี้ใส่ข้า ต้องให้ข้าบอกมารดาของเจ้าหรือจะให้ข้าสั่งสอนแทนมารดาเจ้า!!” นางปรายตามองเด็กที่ไม่รู้ความด้วยสายตาเหยียดแคลน
หงจินเยว่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความโมโห “เกิดก่อนข้าไม่กี่เดือนอย่าริอ่านมาวางตัวเป็นพี่สาวข้า!! ข้าให้เกียรติเจ้าเท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว”
ปีนั้นฮูหยินในจวนต่างพากันท้องพร้อมกันทั้งสามคน แต่เป็นนางที่เกิดคนสุดท้าย สวรรค์ช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย หากนางเป็นคนที่เกิดก่อน สตรีผู้นี้ไม่มีทางได้ชูคอเช่นนี้อย่างแน่นอน
“หืม ถึงกับกล้าพูดเช่นนี้กับพี่สาวเลยหรือ เห็นทีว่าข้าคงต้องสั่งสอนให้เจ้ารู้มารยาทจริง ๆ เสียแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาราวกับมิได้เดือดดาลกับสิ่งที่น้องสาวเอ่ยออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าคิดว่าตนเองดีกว่าข้ามากหรือ ก็แค่คนที่ไม่มีมารดาคอยสั่งสอน กล้าดีอย่างไรมาพูดเช่นนี้กับข้า!!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง สตรีผู้นี้มีคุณสมบัติอันใดมาสั่งสอนนาง ตัวเองยังเอาไม่รอด หากไม่มีเย่ฮองเฮาคอยหนุนหลังนางก็เป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น!!
หงลี่ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงเย็นยะเยียบจะถูกเปล่งออกมา “หากข้ามีมารดาสั่งสอนแล้วไม่รู้จักมารยาทเช่นเจ้า ข้าขอไม่มีมารดาเสียยังดีกว่า!!”
หญิงสาวย่างเท้าเข้าไปหาหงจินเยว่ด้วยก้าวที่มั่นคง และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของนาง “หากข้าเป็นมารดาของเจ้า ข้าคงวิ่งชนกำแพงตายไปนานแล้ว!!”
“เจ้า!!” นางมองหน้าสตรีตรงหน้าด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
นี่ถึงขั้นกล้าด่ามารดาของนางเชียวหรือร่างบางขยับรอยยิ้มบาง ๆ ไปให้ผู้เป็นน้องสาว และเดินออกมาโดยไม่ได้สนใจท่าทีโกรธเกรี้ยวของน้องสาวที่แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
หงลี่ฮวาเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็พบว่าผู้เป็นพี่สาวยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองพยักหน้าให้กันเล็กน้อย แม้หงฝูเหยาผู้นี้จะเป็นพี่สาวของนาง แต่ก็เป็นเพียงบุตรสาวของอนุเท่านั้น
ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันใด แต่ดีหน่อยที่อีกฝ่ายมีความเฉลียวฉลาด บิดาเห็นว่ามีความสามารถ ในภายภาคหน้าอาจจะสร้างประโยชน์ให้ได้ ไม่มากก็น้อย จึงดูแลให้ความสำคัญอยู่มาก และได้ออกไปงานเลี้ยงกับพวกนางอยู่บ่อย ๆ“ไปกันเถิด” นางเอ่ยก่อนจะเดินนำคนทั้งหมดไปขึ้นรถม้า
แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อเสียงของหงจินเยว่ที่เดินตามมาทีหลัง“หยุด!! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ จะมาด่ามารดาข้าแล้วเดินจากไปเช่นนี้ไม่ได้!” หญิงสาวแผดเสียงออกมาด้วยความโมโห และ
ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างเกลียดชัง“ที่ข้าพูดไปยังไม่สำนึกอีกหรือ? หรือต้องให้ข้าลงมือกับเจ้าจริง ๆ” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่หันไปมองคนที่แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะนี่ก็สายมากแล้ว สมควรที่จะออกเดินทางเสียที
“จะไปหรือไม่สกุลจู หากไม่ก็อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลา
ข้ามิอยากเป็นคนที่ไม่รู้มารยาทเช่นเจ้า” หลังเอ่ยจบก็เดินไปขึ้นรถม้าโดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องที่อยู่นอกรถม้าหงฝูเหยาที่ยืนเงียบอยู่นานก็เดินตามน้องสาวคนรองไปโดยไม่สนใจอีกคนที่ยืนกรีดร้องอยู่
เมื่อเห็นว่าพี่สาวขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้ว หญิงสาวที่ขึ้นมาก่อนหน้าก็ตะโกนสั่งคนขับรถม้าทันที
“ออกรถ”
หงจินเยว่ที่เอาแต่ร้องออกมาอย่างไม่ได้ดั่งใจ เมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวก็รีบตะโกนออกมาทันที “หยุด!! ข้าบอกให้หยุด”
คนขับรถม้าที่ได้ยินเสียงคุณหนูของจวนตะโกนบอกให้หยุดรถก็ทำตามคำสั่งทันที
รถม้าค่อย ๆ หยุดลง ร่างบางที่เห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปขึ้นรถม้าทันที โอกาสที่จะได้เข้าหาจูซินหยาน นางเป็นถึงบุตรของมหาเสนาบดี หากสนิทชิดเชื้อเอาไว้ก็จะเป็นเรื่องดี
หลังจากขึ้นมาในรถม้า หงจินเยว่ก็สงบปากสงบคำขึ้น เพราะกลัวถูกไล่ลงจากรถม้า ตอนนี้นางไม่มีมารดาคอยช่วยเหลือ จะทำอะไรตามใจไม่ได้
รถม้าเคลื่อนตัวไปไม่นาน ก็หยุดลงที่หน้าประตูจวนสกุลจู
ทั้งสามลงจากรถม้าด้วยความช่วยเหลือของสาวใช้ของตน และเดินเข้าไปในจวนพร้อมกันโดยมีหงลี่ฮวาเดินนำ“คุณหนูทั้งสาม เชิญตามมาทางนี้เจ้าค่ะ” สาวใช้สกุลจูเดินนำสามพี่น้องเข้าไปในส่วนจัดเลี้ยง ตอนนี้ผู้ที่ได้รับเทียบเชิญก็มากันเกือบจะครบแล้ว ทว่าผู้เป็นเจ้าของเทียบเชิญก็ยังไม่ปรากฏตัว
“เชิญคุณหนูตามสบาย” ใบหน้าของสาวใช้ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสามพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายกันไปหาสหายของตน แต่หงฝูเหยาเป็นบุตรสาวของอนุ จึงไม่อยากมีผู้ใดคบหา ทำได้เพียงตามหงลี่ฮวาไปเท่านั้น
“น้องรอง เจ้าไปหาสหายเถิด ข้าอยู่คนเดียวได้” นางเอ่ยด้วยท่าทีที่นอบน้อม
“ไม่ล่ะ ข้าเบื่อที่จะต้องปั้นหน้าใส่ผู้อื่น” มองดูแล้วสตรีเหล่านี้ต่างก็ใส่หน้ากากเข้าหากัน แทบจะหาคนที่จริงใจไม่ได้เลยสักคน ทุกคนต่างเข้าหากันเพื่อผลประโยชน์ นางอยากจะรู้ยิ่งนักว่าหากคนใดคนหนึ่งเป็นเพียงบุตรหลานชาวบ้านธรรมดา จะมีผู้ใดสนใจหรือไม่
“เช่นนั้นแล้วจะมาทำไม” ความแปลกใจแล่นเข้ามาในหัวของนางทันที พลางมองน้องสาวของตนด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“มาตามเทียบเชิญเท่านั้น” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ แม้ไม่อยากผูกมิตร แต่ก็ไม่อาจหักหน้า จูซินหยานผู้นี้นิสัยร้ายกาจ
ไม่เคยไว้หน้าผู้ใด เป็นคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วยที่สุด“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่แท้ก็ไม่อาจหักหน้าจูซินหยาน นางเลือกที่จะหันไปชื่นชมความงดงามของบุปผาในสวน ไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ด้วย
หงลี่ฮวาปรายมองพี่สาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะยกยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สตรีผู้นี้เป็นคนฉลาด รู้จักการวางตัว ยามอยู่กับจินเยว่ก็วางตัวอีกแบบ อยู่กับนางก็วางตัวอีกแบบ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงเป็นที่พอใจของบิดา ดูบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินแต่ละคนสิ หวังพึ่งไม่ได้สักคน
ก่อนที่นางจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ หงลี่ฮวาคนก่อนถือว่าตนเป็นบุตรของฮูหยินใหญ่ ไหนจะฮองเฮาที่รักและเอ็นดู นางจึงทำตัวเอาแต่ใจ ร้ายกาจ ไม่สนใจผู้ใด ซ้ำยังโง่งมไม่เก็บงำอารมณ์ ส่วนหงจินเยว่ก็โง่งมไม่ต่างกัน ไม่รู้มารยาทจนถึงที่สุด ยังดีหน่อยที่มีมารดาคอยปราม แถมคิดว่าตนเองฉลาด แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ จะมีก็แต่สตรีผู้นี้ที่พอจะหวังพึ่งพาได้
รอได้ไม่นานหญิงสาวร่างบางที่มีใบหน้างดงามอ่อนหวาน
ก็ปรากฏตัวขึ้น นางมาพร้อมกับชุดสีแดงสด ใบหน้าของนางเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง นางปรายตามองคนที่มาร่วมงานอย่างไม่สนใจ“ไปเถิด เข้าไปทักทายเจ้าของงานเลี้ยงหน่อยก็ดี” นางลุกขึ้นเดินไปหาจูซินหยานโดยไม่คิดรั้งรอพี่สาวที่นั่งอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย
หงฝูเหยาเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ต่อ เพราะนางรู้ว่าอย่างไรคุณหนูจูผู้นั้นไม่มีทางสนทนากับนางอย่างแน่นอน
“คุณหนูจู” หญิงสาวเอ่ยทักทายผู้เป็นเจ้าของงานเลี้ยงด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ
หงลี่ฮวาคนก่อนเดิมทีก็เป็นที่สนใจของเหล่าคุณหนู แต่ติดที่ว่านางถือดีเกินกว่าจะยอมคบหากับผู้ใดง่าย ๆ ถึงอย่างนั้นนางก็ยังได้รับเทียบเชิญอยู่เสมอ หลานสาวที่ฮองเฮาทรงรักและเมตตา รู้จักไว้ก็ไม่เสียหลาย
“คุณหนูหง ไม่คิดว่าเจ้าจะมาร่วมงานเลี้ยงของข้าด้วย” นางปรายตามองหญิงสาวร่างระหงที่อยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้ม ไม่มากนักที่สตรีในรุ่นนี้จะกล้าแต่งตัวด้วยสีเช่นนี้ ทว่าก็ทำให้ดูเด่นไม่น้อย รสนิยมดีไม่น้อย ไม่เหมือนสตรีเหล่านั้นที่ที่เอาแต่ใส่สีจืดชืด
“คุณหนูจูส่งเทียบเชิญไป จะไม่มาได้อย่างไร” ใบหน้าของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้พูดเอาอกเอาใจ
จูซินหยานเหมือนคนอื่น ๆ เพราะที่นางเอ่ยบอกไปก็หมายความเช่นนั้น เทียบเชิญนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้“ฮ่า ๆ ๆ ตอบได้ดี” หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ไม่เคยมีผู้ใดตอบกลับนางเช่นนี้มาก่อน ทุกคนล้วนแต่ตอบเอาใจนางทั้งนั้น
คนที่มาร่วมงานต่างก็มองไปที่ทั้งสองคนอย่างสนใจ เพราะน้อยคนนักที่จะทำให้จูซินหยานหัวเราะออกมาได้เช่นนี้ เพราะนางถือว่าตนเป็นบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดี จึงค่อนข้างจะถือดี ไม่คบหากับผู้ใด
“นั่งก่อนสิ จะรีบไปที่ใด”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนอยู่ นางก็เอ่ยชวนให้นั่งลงด้วยกัน นางรู้ว่าบุตรสาวของตระกูลหงเป็นพระญาติกับฮองเฮา ซ้ำยังร้ายกาจ แต่เท่าที่นางเห็นนี้ก็มิได้เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด ออกจะน่าสนใจไม่น้อย
“เดิมทีคิดจะมาเพียงครู่เดียว แต่เมื่อคุณหนูจูเอ่ยปากชวน ข้าก็จะอยู่ต่อสักครู่”
นางตอบ พลางนั่งลงตามคำชวนของจูซินหยาน แล้วจัดการรินน้ำชาให้ตนเองเสร็จสรรพ
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







