Se connecter– บทที่ 2 –
หงจินเยว่ที่เห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งสอง ก็ได้แต่กำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น นางทำทุกวิธีเพื่อให้ได้รู้จักกับจูซินหยาน
สตรีผู้นั้นกล้าดีอย่างไรมาตัดหน้านางไปก่อน“เยว่เอ๋อร์ สตรีคนที่นั่งกับคุณหนูจูใช่พี่สาวของเจ้าหรือไม่” ซื่อหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างสงสัย นางคุ้นหน้าของสตรีนางนั้น คล้าย ๆ ว่าเป็นพี่สาวของสหายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ใช่ เป็นพี่รองของข้าเอง” น้ำเสียงไม่พอใจถูกเปล่งออกมา
“มิน่าเล่า คนหนึ่งเป็นบุตรของอัครมหาเสนาบดี ส่วนอีกคนมีน้าเป็นฮองเฮา ไม่แปลกที่พวกนางจะคบหากัน” นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ และมิได้สนใจท่าทีไม่พอใจของสหายเลยแม้แต่น้อย เอาแต่นั่งมองสองคนที่เป็นหัวข้อสนทนาเมื่อครู่อย่างสนใจ
สตรีสองนางที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงานก็หาได้สนใจไม่ ทั้งสองนั่งจิบชากันอยู่เงียบ ๆ อย่างสบายอารมณ์
“ไม่รู้สึกแปลกบ้างหรือที่ถูกจ้องมองเช่นนี้” ซินหยานเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางได้ข่าวว่าเมื่อสองเดือนก่อนคุณหนูรองสกุลหงตกน้ำกลางดึก จากนั้นนางก็ไม่ออกจากจวนอีกเลย จนวันนี้ที่นางยอมมาร่วมงานชมบุปผาที่นางจัดขึ้น
“เจ้าเล่า ไม่รู้สึกแปลกบ้างหรือที่ต้องชวนคนอื่นมางานเลี้ยง
ที่จวน โดยมิได้สนิทหรืออยากคบหาด้วย” นางเอ่ยถามอย่างไม่คิดไว้หน้าอีกฝ่าย นางพอจะรู้แล้วว่านิสัยของสตรีผู้นี้เป็นเช่นไร นางคงอยากคบหาคนที่จริงใจ หาใช่คนที่ชอบประจบสอพลอไม่เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของซินหยานก็สั่นระริกด้วยความพอใจ ดูเหมือนนางจะเจอสิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ เสียแล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ผิด ๆ ที่ข้าชวนพวกนางมาก็เพียงเพื่ออยากอวดความงามในจวนของข้าเท่านั้น”
ลี่ฮวาหันไปมองรอบ ๆ อีกครั้ง ทิวทัศน์ในจวนนี้งดงามยิ่งนัก
ตอนนี้ดอกไม้ในสวนกำลังเบ่งบาน ความงดงามก็มากขึ้นไปอีก“เพียงแค่ต้องการอวดความงดงามของจวน ถึงขั้นยอมเสียเงินมากมายแบบนี้ นับถือ ๆ”
นางไม่เข้าใจความคิดของคนรวยเลยแม้แต่น้อย ทำอะไรตามใจตนเองเช่นนี้เสมอ ยอมเสียเงินมากมายเพื่อเรื่องเพียงน้อยนิด
เช่นนี้ ช่างสมกับเป็นบุตรของอัครมหาเสนาบดีเสียจริง“ข้าชักถูกใจเจ้าเข้าแล้วสิ เช่นนั้นเจ้าก็มาเป็นน้องหญิงของข้าเถิด” นางเอ่ยพร้อมกับมองของเล่นชิ้นใหม่ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน ของเล่นที่น่าสนใจเช่นนี้จะปล่อยไปได้อย่างไร
“ข้ามิอยากเป็นน้องหญิงของเจ้า” นางปฏิเสธอย่างไม่สนใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าเอ่ยออกมาเช่นนี้
“ทำไม หาได้ยากที่ข้าจะเอ่ยปากเช่นนี้ เจ้ากล้าปฏิเสธหรือ” หญิงสาวที่ถูกปฏิเสธตรง ๆ ก็ถึงกับไปไม่ถูก สตรีทั่วเมืองหลวงต้องการโอกาสนี้ แต่นางเลือกที่จะปฏิเสธเช่นนั้นหรือ
“ข้าอายุเท่าเจ้า จะเป็นน้องหญิงได้อย่างไร” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ สตรีผู้นี้ช่างประหลาดยิ่งนัก พบกันแค่ไม่กี่ครั้งก็จะให้นางไปเป็นน้องหญิงเสียแล้ว และพบกันครั้งก่อน ๆ ก็ไม่เคยพูดคุยกันเลยสักนิด พบหน้ากันเพียงผ่าน ๆ เท่านั้น
“เอาล่ะ ๆ อย่างไรเจ้าก็คือน้องหญิงของข้า ปฏิเสธมิได้” นางตัดจบแบบไม่มีทางให้อีกฝ่ายปฏิเสธได้ “วันหน้าพวกเราค่อยออกไปเดินเล่นที่ตลาดกัน”
“ได้” นางยอมรับปากในที่สุด ดูแล้วหากยังคงปฏิเสธไป เรื่องนี้ไม่มีทางจบอย่างแน่นอน นางจึงต้องตกปากรับคำไปเพื่อตัดปัญหา
“ดียิ่ง เดี๋ยวข้าส่งจดหมายไปนัดวันอีกที” นางเอ่ยออกมาอย่างดีใจ นานทีจะพบสหายถูกใจเช่นนี้
“เช่นนั้นวันนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน แล้วพบกันวันหน้า” นางลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยลาสหายที่ได้มาแบบงง ๆ
คนสกุลหงที่เห็นว่าหงลี่ฮวาเตรียมที่จะออกไปก็ล่ำลาสหายแล้วเดินตามไปขึ้นรถม้าอย่างไม่สบอารมณ์ โดยเฉพาะ
จินเยว่ที่กำลังสนทนากับสหายอย่างสนุกสนาน ส่วนฝูเหยานั้น ได้สหายใหม่มาหนึ่งคน เป็นคนที่จิตใจดี ยอมคบหากับบุตรสาวอนุเช่นนาง“ท่านรู้จักกับคุณหนูจูตั้งแต่เมื่อใด” น้ำเสียงไม่พอใจถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้เป็นน้องสาว
“ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องมาสอดหรือ” ดวงตาหวานปรายตามองน้องสาวที่ไม่รู้ความด้วยสายตาดุกร้าว
“ข้าเป็นน้องสาวของท่าน ย่อมต้องรู้ความเป็นไปของท่าน” นางเอ่ยอย่างต้องการหาทางออกให้ตนเอง
นางปรายตามองผู้ที่เอ่ยปากว่าเป็นน้องสาวของนางอีกครั้ง “น่าขันยิ่งนัก ตอนนี้กลับมานับถือข้าเป็นพี่สาวหรือ ก่อนหน้านี้มิเห็นพูดเช่นนี้”
“ไม่รู้ล่ะ อย่างไรท่านก็ต้องพาข้าไปทำความรู้จักกับคุณหนูจู มิเช่นนั้นข้าจะให้ท่านแม่จัดการ” นางยกเอาผู้เป็นมารดาขึ้นมาขู่ อย่างไรก็ต้องเกรงใจกันบ้าง ตอนนี้มารดาของนางใหญ่ที่สุดในจวน จะอย่างไรลี่ฮวาก็ต้องเชื่อฟัง
“แม่เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีสกุลหานผู้นั้นน่ะหรือจะกล้า ที่ท่านพ่อยังไม่ยอมแต่งตั้งผู้ใดเป็นฮูหยินใหญ่ก็เพราะเกรงใจสกุลเย่ของท่านแม่ แล้วไหนฮองเฮา หากคิดจะลงมือกับนางก็ต้องคิดหนักเสียหน่อย
“อย่างไรท่านแม่ก็เป็นเหมือนแม่ของเจ้า!!” ตอนนี้ฮูหยินใหญ่ก็ตายไปแล้ว มารดาของนางมีตำแหน่งใหญ่ที่สุด ผู้ใดกล้าขัดคำสั่งหรือ
“เจ้าควรเรียกแม่ว่าแม่รองเสียด้วยซ้ำ เพราะตำแหน่งที่นางอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเพียงฮูหยินรองเท่านั้น” คำพูดเสียดแทงถูกกล่าวออกไป ทว่าใบหน้าของนางยังคงเรียบนิ่ง
จินเยว่ได้แต่กำมือแน่นด้วยความโกรธแค้น นี่เป็นเรื่องที่ฝังใจนางมาตลอด เย่ซินหว่านก็ตายไปตั้งนานแล้ว แต่บิดาของนางก็ไม่ยอมแต่งตั้งฮูหยินใหญ่คนใหม่เสียที
รถม้าตกอยู่ในความเงียบจนถึงจวน เพราะจินเยว่รู้ดีว่าไม่มีทางเอาชนะได้ รอให้ถึงจวนก่อนเถิด นางจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องมารดา อย่างไรนางก็ต้องไปพบจูซินหยานกับหงลี่ฮวา
เมื่อมาถึงจวน หงจินเยว่ก็ตรงไปหามารดาที่เรือนเหลียนฮวาทันที นางร้องเรียกมารดามาแต่ไกล ทำให้คนที่อยู่ในเรือนต้องชะงัก
“ท่านแม่!!”
“รักษากิริยาหน่อยเถิด” หานฟางเซียนเอ่ยปรามบุตรสาวที่เสียงดังมาแต่ไกล บุตรของนางผู้นี้ช่างมิได้เรื่องเอาเสียเลย นางทุ่มเงินทองไปตั้งมากมายเพื่อเรียกอาจารย์ชื่อดังมาสั่งสอนนางถึงในจวน ไหนจะเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ อีก นางหมดเงินไปไม่รู้เท่าใดตั้งเท่าใด ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่บุตรสาวของอนุในจวน แล้วเช่นนี้นางจะหาสามีดี ๆ ให้นางได้อย่างไร
“ท่านแม่ต้องช่วยข้านะ หงลี่ฮวานางได้รู้จักพูดคุยกับคุณหนูจู บุตรสาวเพียงคนเดียวของอัครมหาเสนาบดี ข้าพยายามแทบตายก็ยังไม่ได้พูดคุยกับนาง” นางบอกไปตามตรง ตอนนี้คง
มีเพียงมารดาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยนางได้“เจ้าจัดการนางไม่สำเร็จ?” เห็นท่าทางเช่นนี้ของบุตรสาว ก็รู้ได้ทันทีว่านางต้องการอะไร บุตรสาวคนนี้ของนางอ่านง่ายยิ่งกว่าอันใด
“ใช่ มันบอกว่าท่านเป็นฮูหยินรอง จะมีอำนาจอันใดไปสั่งมัน ท่านแม่ต้องจัดการมันนะเจ้าคะ ให้มันรู้ว่าในจวนแห่งนี้ผู้ใดเป็นใหญ่” นางเอ่ยออกมาด้วยความเกรี้ยวโกรธ จะอย่างไรท่านแม่ของนางก็มีศักดิ์เป็นมารดา หงลี่ฮวาผู้นั้นจะอย่างไรก็ต้องให้ความเคารพ
“เจ้าต้องรู้จักเก็บงำอารมณ์ของตนเองเสียบ้าง มิใช่แต่เอาโวยวายไม่รู้ความเช่นนี้” นางสอนบุตรสาวไปหนึ่งประโยค ไม่รู้ว่าเมื่อใดบุตรสาวของนางจะรู้ความเสียที คอยแต่สร้างเรื่องให้นางเสมอ
“เจ้าคิดว่านางจะเชื่อฟังคำสั่งของข้าหรือ ตั้งแต่มารดาของนางจากไป นางก็ถือว่าตนเป็นใหญ่ในจวน ฟังแต่คำพูดของบิดาเจ้า เจ้าจะทำอันใดต้องคิดให้รอบคอบ อย่าคิดเอาแต่ใจจนเกินไป” นางกล้ำกลืนฝืนทนมาตั้งกี่ปียังคิดหาทางกำจัดมันออกไปไม่ได้ ลูกสาวตัวดีก็คอยหาเรื่องมาให้ปวดหัวไม่เว้นวัน
“แล้วท่านแม่จะช่วยข้าหรือไม่” นางอยากรู้จักจูซินหยาน หากได้สนิทสนมวันหน้านางอาจจะได้รับโอกาสดี ๆ อีกมากมาย
“อย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวของข้า โอกาสดี ๆ เช่นนี้จะปล่อยไปได้อย่างไร ขอเพียงเจ้าใจเย็นลงหน่อย” เรื่องเพียงเท่านี้ก็คิดหาทางเองไม่ได้ จะหาทางเอาชนะบุตรคนอื่น ๆ ในตระกูลได้อย่างไร ไหนจะบุตรชายคนเล็กของนางอีก เอาแต่เที่ยวเล่นไปวัน ๆ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” รอยยิ้มดีใจปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว ในใจก็ได้แต่คิดเย้ยหยันสตรีอีกคนที่คิดว่าตนเองสูงส่ง แต่
ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องทำความต้องการของนางหลายวันต่อมา จดหมายจากจูซินหยานก็ถูกส่งมาถึง หงลี่ฮวา
ปิดจดหมายในมือลงและยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่นางวางเอาไว้ เดิมทีการไปที่จวนสกุลจูในวันนั้นก็เพื่อผลลัพธ์ในตอนนี้ การมีคนมีอำนาจมาหนุนหลังอีกคนก็เป็นถือเรื่องดีจูซินหยานผู้นี้ร้ายกาจไม่ไว้หน้าผู้ใด เพราะมีบิดาเป็นถึง
อัครมหาเสนาบดี แม้นางจะเป็นหลานสาวของฮองเฮา ทว่าพระนาง ก็ยื่นมือออกมาลำบากนัก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นางไม่ต้องการไปรบกวนอ่านจดหมายจบก็ลุกขึ้นเดินไปเรือนใหญ่เพื่อที่จะไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในเจ็ดวันคนที่จวนจะมารับประทานอาหารกันร่วมหนึ่งมื้อเพื่อความแน่นแฟ้น
ของครอบครัวเมื่อนางเดินมาถึงห้องอาหารของเรือนใหญ่ก็พบว่าทุกคนมารอกันอยู่แล้ว แต่ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาก็แสดงว่านางไม่ได้ผิดมารยาทอันใด นางย่อกายทำความเคารพผู้ที่อาวุโสกว่า ยกเว้นเพียงอนุฮุ่ยและหงฝูเหยาเท่านั้น ทว่ากลับเป็นทั้งสองที่ต้องทำความเคารพนาง รวมถึงน้องชายต่างมารดาที่ต่างก็ทำความเคารพนาง ยกเว้นก็เพียงหงจินเยว่เท่านั้นที่ยังยืนอยู่นิ่ง ๆ
ทันทีที่นางนั่งลง เสียงอ่อนหวานมีเมตตาของสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าของนางก็ดังขึ้น
“คุณหนูรองมาแล้วหรือ เหตุใดจึงมาช้านักเล่า นายท่านมารอนานแล้ว” นางเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หากฟังผ่าน ๆ
ก็ดูเหมือนเป็นการซักถามกันตามปกติ แต่เหตุใดนางจะมองไม่ออกเล่าว่าสตรีผู้นี้ต้องการอันใดหงหยางเฉิงผู้เป็นบิดาปรายตามองบุตรสาวที่มาทีหลังด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา แต่ก็มิได้เอ่ยอันใดออกมา เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่ทำตัวสนิทสนม วางตัวเป็นกลาง ปล่อยให้ทั้งหมดหาทางรอดให้ตัวเอง
ลี่ฮวายกยิ้มขึ้นน้อย ๆ “หากจะต่อว่าข้าก็เอ่ยปากมาตรง ๆ เถิด แต่ข้าหาได้ผิดมารยาทแต่อย่างใด นี่ยังไม่ถึงเวลาร่วมโต๊ะอาหารเลย”
เรื่องนี้นางมั่นใจว่านางไม่ผิด ก่อนจะปรายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ และเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงชวนฟัง แต่คำพูดกลับบาดลึกลงไปในใจคนถูกพูดถึงยิ่งนัก “ก่อนที่ท่านจะมาสั่งสอนมารยาทข้า สั่งสอนมารยาทบุตรสาวของตนเองให้ดีก่อนดีหรือไม่ พบหน้าพี่สาวไม่ทักทาย ลับหลังข้าก็ไม่คิดจะว่าอันใด แต่ตอนนี้ต่อหน้าผู้อาวุโสในจวน นางก็ยังเมินเฉยต่อข้า ท่านคิดว่าเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ หากนางไปทำมารยาทเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น สกุลหงจะถูกมองว่าอย่างไร คงไม่พ้นว่าไม่สั่งสอนบุตรหลานให้ดีกระมัง”
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







