Se connecter“ไว้เราว่างก็ได้” ทำไมน้ำเสียงเขาถึงได้ดูผิดหวังอย่างนั้นนะ เขาจะผิดหวังทำไม เขามีแฟนสวยระดับดาวโรงเรียน มากสุดเขาก็แค่เห็นแกเป็นแค่เด็กกะโปโล
วันวาเลนไทน์
ถ้าหากมีวันที่ทำให้ผมไม่อยากไปโรงเรียนก็คงเป็นวันนี้แหละ ‘วันวาเลนไทน์’ แม้จะบอกกับทุกคนว่ามีแฟนแล้ว แต่ของขวัญที่ได้ก็ไม่ลดน้อยลงเลย จดหมายสารภาพรักเป็นปึก ๆ ซึ่งได้รับและเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี การเป็นที่รักเป็นเรื่องดี แต่ในบางครั้งมันก็ทำให้ผมอึดอัด
ไม่รับไว้คนให้ก็เสียใจ รับไว้ก็ไม่ได้กิน รับไว้ก็ไม่ได้อ่านอยู่ดี
“เหนือ ไม่ไปเรียนเหรอลูก” เสียงคุณแม่เอ่ยถามเมื่อเห็นผมยังไม่แต่งชุดนักเรียน
“ว่าจะหยุดครับแม่ เหนือไม่ค่อยสบาย” โกหกเป็นเรื่องบาปยิ่งโกหกบุพการีด้วยแล้วยิ่งบาปแน่นอน แต่วันนี้ผมขอเป็นคนบาปหนึ่งวันสัญญาต่อหน้าชามข้าวต้มกุ้งว่าวันเสาร์นี้จะไปทำความดีทดแทนบาป
ข้อความบนหน้าจอสมาร์ตโฟนของผมสว่างขึ้นพร้อมกับข้อความที่ทักมาทางอินบ็อกซ์ช่องทางโซเชียลหนึ่ง ซึ่งผมทิ้งร้างมานานแสนนาน
‘สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ หนูชอบพี่นะคะ’
ผมอ่านโพรไฟล์ของชื่อที่ส่งมา ‘ร้านทองมังกรตั้งฮั่วเฮง’ รับหล่อทองเงิน นาก ทุกประเภท ให้ราคาดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม สนใจติดต่อทางกล่องข้อความหรือโทร.XXXXXXXX
หึ! เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะจริง ๆ ร้านทองเองก็คงไม่เว้น ว่าแล้วผมก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต้มต่อ
“เหนือวันนี้ไม่ไปเรียนเหรอ” เป็นอีกคำถามของคนเพิ่งกลับมาจากส่งลูกสาว นั่นก็คือพ่อของผม ท่านจะขับรถเองเพื่อไปส่งลูกสาวทุกเช้า ส่วนตอนเย็นก็จะเป็นแม่ที่ขับรถไปรับ
“ไม่ครับพ่อ เหนือไม่สบาย” ผมบอกพ่อแต่ขยิบตาข้างหนึ่งให้พ่อรับรู้ว่าเป็นการป่วยการเมืองให้พ่อเข้าใจ
ธาร์[1] โชติภิวรรธพ่อที่ผมได้เจอหน้าตอนอายุสี่ขวบ ความรักของพ่อกับแม่ผมถ้าผู้จัดเอาไปสร้างละครคงเรตติงดีเพราะความน้ำเน่าของมัน ผมจำช่วงเวลาที่เจอพ่อไม่ได้แล้วคงเพราะตอนนั้นผมเด็กมาก แต่ที่รู้เรื่องเพราะพ่อกับแม่มักเล่าให้พวกเราสามพี่น้องฟังเสมอ
“อ้อ...ไม่สบายสินะ เอ่อ ไปหาหมอไหม” ถึงหน้าตาจะดีแต่การแสดงของพ่อนี่ติดลบสุด ๆ ก็ดูสิส่อพิรุธสุด ๆ อย่าว่าแต่แม่เลยที่ไม่เชื่อว่าผมป่วย แม้แต่ตัวผมเองยังรู้เลยว่าตัวเองโกหก
“ไม่ต้องหรอกครับ นิดหน่อยเอง” ผมบอกกับผู้เป็นพ่อ
“เออเราผ่านรอบพอร์ตใช่ไหม” รอบพอร์ตที่พ่อหมายความถึงคือ “โควตารอบหนึ่ง” หรือ “รอบ Portfolio” คือรอบการรับสมัครนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS ที่เน้นการพิจารณาจาก แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้สมัครเป็นหลัก เช่น ผลการเรียน ความสามารถพิเศษ หรือประสบการณ์ โดยเกณฑ์การพิจารณาจะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัยและคณะ ซึ่งแน่นอนว่าผมผ่านได้อย่างง่ายดายเพราะเตรียมตัวมาตั้งแต่อยู่มอต้น
“พี่เหนือของพ่อเก่ง” พ่อตบไหล่ผมไม่เบามือเลยแต่นั่นกลับทำให้ผมภาคภูมิใจ
“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มรับ
“ที่ไม่ไปโรงเรียนเพราะวันนี้วันวาเลนไทน์เหรอ” พ่อกระซิบถามเมื่อเห็นว่าแม่เดินออกจากบ้านไปแล้วซึ่งน่าจะตรงไปยังแปลงพืชผักสวนครัวที่แม่มักวุ่นกับเจ้าพวกนั้นตลอดช่วงเช้า
“ครับพ่อ”
“มันเป็นเรื่องปกติของคนตระกูลเรา” หนึ่งในความภาคภูมิใจของคนในตระกูลโชติภิวรรธคือความหน้าตาดีที่สืบเชื้อสายมาจากพันธุกรรม
“ความหล่อมันก็ดีครับ แต่บางทีมันก็ทำให้คนเข้าหาเยอะ มันทำให้เราคัดคนจริงใจยาก” เพราะเคยโดนทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องเข้าหาเพราะผลประโยชน์ ทำให้พักหลัง ๆ นี้ผมไม่ค่อยสนิทกับใครมากนัก ส่วนมากที่คบอยู่ก็คือเพื่อนที่คบกันตั้งแต่มอต้น
อย่างแฟนกำมะลอของผมอย่างฟ้า ก็เป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนมอหนึ่งเพื่อนเห็นว่าผมลำบากใจเรื่องคนเข้าหา ฟ้าก็เลยอาสาเป็นแฟนปลอม ๆ ช่วยผม ซึ่งจริง ๆ ฟ้าคบหากับมีรินต่างหาก
ใช่ครับ มีรินกับฟ้าเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ แต่ยังไม่สะดวกเปิดตัวเพื่อคบหากัน ฟ้า มีรินและชาลอตก็เลยเสนอความคิดนี้ช่วยผม โดยที่มีบิทคอยด์เพื่อนชายอีกคนในกลุ่มเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะพวกมันก็รำคาญสาว ๆ ที่ฝากของผ่านพวกมันมาให้ผมไม่หยุด
ตอนที่ผมบอกกับคนอื่นว่าผมกับฟ้าคบกัน สาว ๆ หายไปเกินครึ่งนั่นทำให้ผมพอใจอย่างมาก
พอได้อยู่บ้านจริง ๆ มันก็น่าเบื่อมาก ช่วงเย็นของวันผมก็เลยออกไปขับรถเล่นแถวอ่างเก็บน้ำในมอที่ผมกำลังจะเข้าเรียน ยามเย็นแบบนี้คนแวะมาออกกำลังกายเยอะมาก ผมเองก็อยากวิ่งสักรอบและนั่งดูฟ้าดูดาวแล้วค่อยเข้าบ้าน
ผมขมวดคิ้วกับภาพที่เห็นตรงหน้า หลังจากมีเรื่องให้ผมต้องพาเธอขี่หลังไปห้องพยาบาล เราสองคนก็เจอกันหลายครั้ง ผมคิดว่าเธอชอบผม ส่วนผมก็รู้สึกดีเวลาได้อยู่ใกล้เธอ
[1] ธาร์ โชติภิวรรธ พระเอกจากเรื่อง รักเราไม่เคยเท่ากัน หนึ่งในซีรีส์โชติภิวรรธ
“ตอนนี้ก็กำลังจะหนาวแล้ว ขากลับไปกับเราสิ” พี่เหนือเอ่ยชวนเพื่อนของเขากลับเชียงใหม่พร้อมเรา“กีฟ นี่เมียเรา น้องเหมยลี่”“โอ้ยเขินแทนเมียเต็มปากเต็มคำ สวัสดีจ้าเหมยลี่” พี่กีฟยกมือรับไหว้ฉันอย่างเป็นกันเอง พี่กีฟจัดเป็นคนสวยมาก หน้าคม ตาหวาน รูปร่างดี สมส่วน“นี่เรียนจบแล้วใช่ไหม” พี่เหนือเอ่ยถามเพื่อนตัวเองในขณะที่เราทั้งสามเดินจากท่าเรือบนเกาะเพื่อไปที่พัก“จบแล้วสิ เราไม่ได้เรียนหมอเหมือนเหนือนะ” พี่กีฟหัวเราะชอบใจกับคำถามของเพื่อน“จบแล้วพี่กีฟจะทำอะไรต่อคะ” ฉันเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าคนสวย ๆ รวย ๆ เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร“คงช่วยที่บ้านทำงานแหละ” วิถีคนรวยที่แท้ทรู บริหารกิจการของครอบครัว แล้วฉันละจบไปทำอะไรดี เปิดเช่าพระเครื่อง ขายทอง รับหล่อทองหรืออะไรดีไว้ค่อยคิดแล้วกันอีกตั้งสามปี ช่วงนี้ก็เกาะพี่เหนือกินไปก่อนก็แล้วกัน“พักหลังนี้นะ หลังนี้เราไม่ได้เปิดให้แขกเข้าพัก ส่วนมากให้ญาติ ๆ กับคนสนิทเท่านั้นพัก” บ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่ที่มองเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจากพื้นห้อง น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสและสวยมากมัลดีฟเมืองไทยคงไม่เกินจริง ฉันเป็นคนเที่ยวในประเทศที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก อยู่
“นี่ไม่ใช่พ่อ คนนี้อาไธม์น้องชายฝาแฝดของพ่อ” ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อของพี่เหนือมีแฝด เป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแยกไม่ออก“สวัสดีค่ะ อาไธม์ อากล้วย” ฉันเรียกป้าไม่ได้จริงจึงเรียกอาแทน ยังงงกับสรรพนามที่พี่เหนือเรียก เรียกอาไธม์แต่เรียกอาสะใภ้ว่าป้ากล้วยอะไรของเขามีปัญหาเรื่องการลำดับญาติหรือไง“ไหนให้ป้ากอดหน่อย เลี้ยงมาตั้งแต่ในท้องแม่เรา โตเป็นหนุ่มจนมีเมียแล้วเหรอ” อากล้วยอ้าแขนให้พี่เหนือเข้าไปกอด ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก“โตจนมีเมียแล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” อาไธม์ผลักหน้าผากของพี่เหนือออกจากอ้อมกอดของอากล้วย“นี่คุณอย่าทำหลานฉัน” เสียงของอากล้วยโวยวายพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะกับคนเป็นสามี“ก็หลานผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”“ทะเลาะอะไรกัน” พ่อธาร์เดินลงมาจากชั้นบนและนั่งข้างแม่น้ำ ฉันซึ่งยังไม่คุ้นชิน“เป็นอย่างงี้แหละ เดี๋ยวเหมยลี่ก็ชิน” ที่พี่เหนือเคยบอกว่าครอบครัวเขาเป็นครอบครัวใหญ่ญาติเยอะ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าเยอะจริง ๆ“ไธม์แวะไปหาพ่อกับแม่มาหรือยัง” ใช่นอกจากพ่อแม่พี่เหนือปู่กับย่าพี่เหนือก็ยังอยู่แม้จะอายุเข้าเลขแปดแล้วแต่พวกท่านก็ยังแข็งแรง“อืม เดี๋ยวแวะไป อยากเห็นหน้าไอ้เด็กแก่แดดมีเมียตั้ง
จังหวะนี้ผมเห็นคนตรงหน้าส่งสายตาเขียวปัดมาให้ผม จึงต้องรีบพูดต่อก่อนจะได้กินตีนก่อนจะได้พูดต่อ“แต่เฮียเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหน ผมจะยอมน้อง แม้น้องจะผิดผมก็จะยอม”“มึงรักน้องกูจริงเหรอวะ”“ผมรักน้องเฮียตั้งแต่ผมสิบแปด ตอนนี้ผมยี่สิบสอง ไม่มีวันไหนที่ไม่รักน้อง ไม่สิ ผมรักน้องตั้งแต่สามชาติที่แล้ว เฮียคิดว่ามันน้อยไปเหรอ”เสียงถอนหายใจของเฮียมังกรดังขึ้น“มึงเชื่อเรื่องที่น้องกูบอกเหรอ”“เชื่อสิ ทำไมเฮียไม่เชื่อเหรอ”“เชื่อ” นั่นไงเขาเองก็เชื่อแล้วจะถามทำไม“ทำไมมึงเชื่อวะเหนือ มึงมองไม่เห็น มึงแค่ฟังจากที่น้องกูเล่า หลักฐานที่น้องกูยกมาอ้างอาจแค่เรื่องแต่งขึ้นก็ได้ มึงไม่คิดบ้างเหรอ มึงเป็นหมอนะ มึงจะเชื่อเรื่องผีเหรอวะ”ผมยิ้มกับคำพูดของเฮียมังกรแล้วตอบอย่างที่ตัวเองคิดไป“เพราะรัก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาผม แต่น้องบอกว่าเห็นผมพร้อมจะเชื่อน้องมากกว่าตาตัวเองครับ”“ไอ้เชี่ย! แม่งขนลุกฉิบหาย”“ความรักมักทำให้คนตาบอดเฮีย”“สัดขนลุกกว่าเดิมอีก”“เฮียไม่เคยมีความรักไม่รู้หรอก”“พอ ๆ ไอ้เหนือกูจะไปนอนแล้ว” ว่าแล้วเฮียมังกรก็อุ้มแมวในตักแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ทำราวกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโ
ตอนพิเศษ 1 พี่เมียวันนี้น้องให้ผมพากลับบ้าน ใบหน้าน้องฉายให้เห็นความยุ่งยากใจ“ไม่ต้องคิดมากหรอกน้อง”“เฮียมังกรงี่เง่าจะตายพี่เหนือไม่รู้หรอก”“ไม่มั้งคนเราโต ๆ กันแล้ว” เฮียมังกรอายุมากกว่าผมอีกก็น่าจะเข้าใจอะไรไม่ยาก“ไม่เข้าใจ!” ผมขอถอนคำพูดที่พูดกับน้องในรถได้ไหม หลังจากเราสองคนมาถึงบ้านของน้อง ทั้งป๊าม้าและน้องพยายามอธิบายเหตุผลของการแต่งงานแต่คำตอบที่ได้รับก็คือ“ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หย่ากัน ในเมื่อเรื่องมันก็จบแล้ว เหมยลี่เพิ่งยี่สิบนะป๊าม้า ใช่เวลามีครอบครัวไหม” เฮียมังกรใช้ทั้งน้ำเสียงและเหตุผลกดดันป๊าม้าและน้อง“แต่หนูรักพี่เหนือ”“แต่เรายังเด็ก”“หนูยี่สิบแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายก็ให้มีผัวได้โดยไม่ต้องถามความคิดเห็นจากใคร” ผมอยากยืนขึ้นและตบมือให้น้องแต่สิ่งที่ทำคือก้มหน้าราวกับว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้เฮียมังกรไม่พอใจ“ไอ้ลี่ นี่เฮียเป็นพี่แกนะ”“ก็เป็นพี่นะสิ หนูโตแล้ว มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เฮียไม่ต้องยุ่ง”“ป๊าม้าผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมให้มันแต่งงาน ทำไมไม่ปรึกษากัน” เมื่อเห็นว่าเถียงสู้น้องสาวไม่ได้เฮียมังกรก็เปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้เป็นพ่อแม่ทันที“เรื่องมันด่วน อี
“ไปเรือนหลังเล็กกันค่ะพี่เหนือ วันนี้เปิดรับลูกค้าไหมคะ” ฉันจับมือพี่เหนือไว้แน่นสาวเท้าเร็วไปยังเรือนหลังเล็กที่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นั่น“ไม่ได้รับลูกค้าก็วันนี้จะเลี้ยงวันเกิดให้น้องไง” ใช่วันนี้ตอนเย็นเราสองบ้านจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ฉันท้องฟ้ารอบบริเวณเรือนหลังเล็กขมุกขมัวราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ระหว่างความจริงกับความฝันคล้ายไม่มีอยู่จริงแต่ก็จับต้องได้และเมื่อฉันกับพี่เหนือเดินขึ้นบันไดถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งเหมือนความฝันกึ่งความจริง ม่านหมอกปกคลุมแยกแทบไม่ออกว่าเวลานี้กลางวันหรือกลางคืนเงาจาง ๆ ของชายหญิงที่ก้มหมอบอยู่หน้าห้อง คือเหล่าข้าทาสบริวารของคุณลุงอัครเดช ประตูห้องเปิดไว้ดั่งเช่นที่เคยเห็น เสียงเก้ากี้โยกดังกระทบกับไม้เพียงเบา ๆฉันเดินตรงไปยังห้องนั้น ห้องที่เคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน รอบห้องยังคงเหมือนเดิม มีภาพถ่ายดั่งเช่นเดิม หากแต่มีม่านหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแต่สิ่งที่เด่นชัดในห้องนั้นคือชายสูงวัยผมสีขาว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างนั้นก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกมีเพียงแสงสีขาวปนเทาเท่านั้น“คุณลุง!” ฉันเอ่ยเรียกและยอบกายนั
ฉันมองหาพี่เหนือโดยรอบแต่กลับไม่มี เจอแต่ผู้คนที่ต่างมามุงดูอุบัติเหตุครั้งนี้“เจ้าของรถเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่แล้วน่าเสียดายเนอะ” เสียงคุณป้าคนหนึ่งคุยกับคนที่ยืนข้างกัน“น่าสงสารนะขับมาดี ๆ เจอพวกเมาแล้วขับ ไอ้นั่นมันรอดนะ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ส่วนคนดีต้องตาย สวรรค์ทำไมไม่ยุติธรรมเลย”ใช่ ทำไมสวรรค์ไม่ยุติธรรม ฉันกับพี่เหนือทำอะไรผิดทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม เราสองคนทำอะไรผิด ทำไมต้องให้เราตายด้วย กี่ชาติก็เป็นแบบนี้ ทำไม” ฉันทรุดกายลงกับพื้นนั่งลงบนพื้นหญ้าริมทาง ร้องไห้กับโชคชะตา ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ฉันกับพี่เหนือก็ไม่ได้สมหวังในรักชาตินี้ก็เช่นกันแม้ว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ครองคู่กัน อยากถามพระเจ้าหรือเทวดาบนฟ้า ชีวิตมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สองชีวิตอย่างฉันกับพี่เหนือ ไม่มีโอกาสเลยหรือที่จะได้อยู่มีชีวิต ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเราสองคนทำผิดอะไรหนักหนา“พี่เหนือ พี่เหนือ” น้ำตาของฉันยังไหลไม่หยุด ร้องเรียกหาพี่เหนือ ที่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาไปอยู่ที่แห่งหนไหน จะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค่ไหนหรือจริงแล้ว ทางรอดเดียวของเราคือควรเลิกกัน อย่างน้อยเราสองคนก็อาจมีชีวิ







