INICIAR SESIÓNคนตัวสูงเพียงแค่พูดขู่ แต่เหนือฟ้ากลับคว้าโทรศัพท์โทรหาพี่สาว "พี่ไนท์เหนือขอยืมห้าแสน"
ภาคีถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเร่งฝีเท้าออกจากห้อง
"เดี๋ยวพี่คี ไอ้ภาคี ไอ้คน..." เหนือฟ้าเดินตามไป แต่เขากลับปิดประตูกระแทกใส่หน้าเธออย่างแรง
"เหนือจะเอาเงินตั้งมากมายไปทำอะไร" ราตรีกรอกเสียงกลับมาอย่างกังวล
"เหนือจะซื้อพี่คี ซื้อกิน"
"ฮะ..บ้าเปล่าเนี่ย แล้วเจอคีที่ไหน ที่งานเอ็กซ์โปใช่ไหม"
"ใช่ค่ะ"
"เอางี้นะ พี่จะโอนเงินให้พรุ่งนี้ แต่เหนือต้องใจเย็นแล้วกลับไปนอนซะ ถ้ายังดื้ออีกพี่จะบอกความจริงกับพ่อแม่ว่าสามปีก่อนเหนือเจออะไรมา"
"ก็ได้ค่ะ ตกลง"
หลังจากวางสายจากน้องสาวราตรีที่หัวไว ไหวพริบเป็นเลิศก็คิดแผนการซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว "ยังไงคงต้องบอกความจริงแล้วล่ะ ก่อนที่น้องสาวฉันจะประสาทแดก"
ราตรีกลอกตามองบน ไอ้เด็กสองคนนี้มันเป็นอะไรกันนักหนา นักธุรกิจสาวในชุดเสื้อยืดเอวลอยสวมกางเกงวอร์มผ้าร่มคว้ากระเป๋ากล่องเหล็กที่เก็บข้อมูลทุกอย่างแล้วโทรตามทนายพิมุกต์กลางดึก
"คุณพิคะ ช่วยไนท์หน่อย ถ้าคุณพิไม่มาด้วยไนท์กลัวว่าภาคีจะไม่เชื่อ ดังนั้นไนท์รวบกวนคุณพิหน่อยนะคะ"
ราตรีขับรถไปรับพิมุกต์ที่บ้านแล้วเหยียบมิดไมล์ตรงไปหาน้องสาวที่โรงแรม หญิงสาวตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วให้พนักงานโทรตามภาคีลงมาพบเธอข้างล่าง
ราวสิบกว่านาทีภาคีจึงเดินมาห้องอาหารของโรงแรม จุดนัดพบคุยธุระสำคัญและพบราตรีพี่สาวที่เขาเคารพกำลังนั่งไขว่ห้างกระดิกขาไปมาเหมือนคนร้อนใจ ด้านข้างมีทนายประจำตระกูลเวหะชลการยืนอยู่ด้วย
"สวัสดีครับคุณภาคี ไม่เจอกันนานเลยนะครับ" ทนายพิมุกต์รีบแต่งตัวจัดจึงมาในชุดนอนลายสก็อตสีเขียวขี้ม้า ราตรีเหล่มองแล้วหลุดขำ
"สวัสดีครับคุณพิ แล้วพี่ไนท์สบายดีไหม" ภาคีนั่งลงฝั่งตรงข้าม ราตรีจึงไม่รีรอเริ่มเปิดประเด็นทันที เพราะเธอเป็นคนตรง ๆ และมักทำอะไรด้วยความรวดรัดฉับไว อะไรที่คลุมเครือและเป็นต้นตอของปัญหาเธอไม่มีทางปล่อยให้คาราคาซังเด็ดขาด
"พี่อ่ะนะ ไม่สบายเลยตลอดสามปี โคตรอึดอัด อ่ะดูความจริงซะ" ราตรีเปิดกล่องเหล็กที่เต็มไปด้วยหลักฐานสำคัญ ในนั้นมีรูปถ่ายของเหนือฟ้ารวมอยู่ด้วย รวมทั้งแฟลชไดรฟ์ และเอกสารทางกฏหมายหลายฉบับ
ภาคีถลึงตามอง มือแกร่งหยิบรูปถ่ายของเหนือฟ้าที่อยู่ในสภาพใบหน้ายับเยิน เต็มด้วยบาดแผลฟกช้ำดำเขียว ดวงตาสดใสฉายแววซุกซนปูดบวมเป็นสีเขียวม่วงจนปิดไปหนึ่งข้าง ริมฝีปากเจ่อบวม ปลายคางแตก
"นี่มัน....นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ทำไมเหนือถึง..." เขาพูดไม่ออก เพราะหยดน้ำตากำลังพรั่งพรูออกมาทั้งที่ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำ
"ตกเย็นวันนั้นที่คีกำลังจะบินไปญี่ปุ่น ยัยเหนือไปช่วยยัยแก้วที่กำลังโดนแฟนเก่าบุกมาทำร้ายถึงบ้าน ก็เลยโดนซ้อมจนหมดสภาพ ขาหักข้างหนึ่ง ใบหน้าก็เละเทะไปหมด พี่ก็ไม่อยากอธิบายเรื่องบาดแผลเท่าไหร่ พูดแล้วมันก็เจ็บกระดองใจ แต่เอาสั้น ๆ ไอ้คนที่ทำกับเหนือมันยังลอยนวลอยู่ และกระดาษที่เขียนข้อความบอกเลิกก็เป็นฝีมือพี่เอง ที่พี่ทำแบบนั้นเพราะยัยเหนือขอร้อง"
"เพราะน้องกลัวผมจะไม่ไปญี่ปุ่นใช่ไหม" ภาคีตกตะกอนทางความคิด ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเองมันเป็นควายสตวงอย่างที่เหนือฟ้าบอกไว้จริง ๆ คนที่เคยฉลาดหลักแหลมกลับกลายเป็นไอ้โง่ดักดาน
แทนที่จะหาต้นตอของการเลิกกัน แล้วยอมฟังเธออย่างใจเย็น แต่กลับทำตัวแย่ ๆ ใส่
"ทิชชูครับ" ทนายพิมุกต์นั่งตัวลีบตัวแบน เหมือนหนุ่มเจ้าสำอางค์อยู่ด้านข้างราตรีแล้วดึงทิชชู่ส่งให้ภาคีซับน้ำตา
"ขอบคุณครับ" ภาคีซับดวงตาทั้งสองข้าง แต่ซับเท่าไหร่มันก็ยังไหลออกมาไม่หยุด
"มันชื่ออะไรครับ" ตอนนี้เขาข้ามไปที่คนกระทำผิด เขาต้องการจัดการมันให้ได้รับผลกรรมอย่างถึงที่สุด
"ไอ้หอกหักนี่มันชื่อเวคิน ตอนนี้มันอยู่ภูเก็ต มีแบล็คเป็นเจ้าของผับ เหมือนว่าจะทำงานอยู่ในวงการธุรกิจสีเทาสีดำด้วย ตอนนี้พี่ให้อาแซ็คสืบอยู่ แต่คีจะสืบเองก็จัดการได้เลย แล้วมาแบ่งปันข้อมูลกัน เพราะพี่เองต้องการชกมันสักหมัดสองหมัดแล้วหักไอ้จ้อนของมันโยนให้ห่านกิน ดูสิว่ามันจะทำหน้ายังไง"
"คุณไนท์โหดจังเลยนะครับ" พิมุกต์ขนลุกซู่คว้าของสงวนที่หว่างขาของตนเองด้วยความหวาดเสียว
"ต้องโหดสิคะ ไนท์บริหารงานท่ามกลางพวกผู้ชายทั้งนั้น ถ้าไม่โหดจะคุมคนอย่างคุณพิอยู่ไหม" ราตรีค้อนมองทนายสายเปรี้ยวของเธอ แม้ว่าพิมุกต์จะดูเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ความจริงเขาเป็นเสือผู้หญิงในคราบทนาย
"ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะจัดการทุกอย่างต่อจากพี่ไนท์เอง สามปีนี้ผมเสียเวลาไปเยอะแล้ว ผมจะไม่ยอมเสียอะไรไปอีก"
"แต่เหมือนยัยเหนือจะประสาทแดกแล้วนะ เมื่อกี้โทรมายืมเงินพี่ห้าแสนเพื่อซื้อตัวคี คีเรียกแพงขนาดนั้นเลยเหรอ"
"คีแค่หยอกเล่นให้ตัดใจ เอาเป็นว่าพี่ไนท์ช่วยเล่นละครกับคีหน่อย คีจะโอนเงินห้าแสนให้พี่ไนท์ แล้วพี่ไนท์ค่อยโอนให้เหนืออีกที"
"เฮ้ย เอางั้นเลยเหรอ มีคีคนแรกเลยมั้งเนี่ย ซื้อตัวเองให้ผู้หญิงกิน ฮ่าฮ่ายัยเหนือรู้ล่ะก็ด่าเราทั้งคู่แน่เลย"
"คีทำกับเหนือไว้พอสมควรเลย ทั้งด่าทั้งพูดจาหมา ๆ แล้วดูเหมือนว่าเหนือจะยังไม่พร้อมเล่าเรื่องนี้ให้คีฟัง"
"โอ้ย ไม่เล่าให้ใครฟังเลยต่างหากล่ะ ทุกวันนี้พ่อกับแม่ยังไม่รู้เลยจ้า พี่อ่ะพาไปจิตแพทย์มาสิบรอบแล้ว ยังไงคีก็คอยตะล่อมคุยกับเหนือแล้วกัน ถ้าไปจี้ถามตรง ๆ เดี๋ยวนางจะสั่นจนสติหลุดอีก"
"เป็นเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ" ภาคีกำหมัดแน่น ไม่คิดว่าผู้หญิงที่เขารักจะพบเจอเรื่องโหดร้ายแบบนี้
"เป็นหนักเลยล่ะ ตอนแรกมีสภาวะ PTSD พี่ก็พาไปรักษาจนอาการดีขึ้น แต่ต่อมากลับเป็นโรคแพนิค บางทีก็มือเท้าสั่น มีอาการเหนื่อยหอบ บางรอบก็มีอาการวูบจนหมดสติไปเลย ยังไงก็อย่าหลุดพูดชื่อไอ้เวย์เวรตะไลออกมาล่ะกัน อย่าให้พี่เจอหน้ามันนะ จะยิงไส้แตกเลย"
ภาคีกับทนายพิมุกต์สบตากันอย่างหวาดระแวง เพราะถ้าวันดีคืนดีทำให้ราตรีไม่พอใจ อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตก็ได้
ราตรียกกล่องหลักฐานการทำร้ายร่างกายของเหนือฟ้าให้ภาคีไปดูแลต่อ
"ทนายเวียงไชยครับ ผมภาคีเองมีเรื่องจะให้จัดการหน่อย" จากนั้นภาคีจึงเร่งโทรหาทนายของกฤตกล้าธนาดรที่โหดและดุกว่าทนายพิมุกต์หลายเท่า รวมทั้งเครือข่ายคนเลี้ยงควายที่แทรกซึมอยู่ทางภูเก็ตด้วย
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง
โรคแพนิค โรคแพนิค หรือ Panic Disorder คือ ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลหรือหาสาเหตุไม่ได้ หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงทั้งที่ตัวเองไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย อาการแพนิคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
งานแต่งจำลองที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อนำไปโพรโมตโฆษณาแพคเกจจัดงานแต่งในไร่พิทักษ์มหิงสา ซึ่งมีหมูยอเป็นเจ้าบ่าวและเมี่ยงคำเป็นเจ้าสาวตัวน้อยถูกตกแต่งเสร็จเรียบร้อยภายในสองวัน การตกแต่งหลักจะเน้นไปที่อมยิ้มสายรุ้ง มีลูกโป่งเจ็ดสีและกระโปรงเจ้าสาวตัดเย็บต่อเติมด้วยผ้าตาข่ายเจ็ดสีเย็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงสีขาวอีกที บนหัวของเมี่ยงคำตัวน้อยประดับด้วยดอกกุหลาบผ้าสายรุ้งแบบเดียวกับชุดดูน่ารักสดใสตามวัยส่วนหมูยอนั้นใส่สูทสีดำผูกโบว์หูกระต่ายเซ็ตผมหยิกหยองเสยไปด้านหลังดูหล่อเหลาผิดกับหมูหยองผมยุ่งคนเดิม ในงานแต่งกุ๊กกิ๊กน่ารักนี้มีพี่น้องทั้งหกคนร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมะต๋าวทำหน้าที่เดินนำโปรยกลีบดอกไม้มาพร้อมกับพริกหอมที่ถูกชักชวนให้มาร่วมพิธีแต่งานสมมุตินี้ด้วย ส่วนบะแต๋ง นิ่มฟ้า น่านฟ้า แป้งจี่ และน้ำเงี้ยวนั้นเดินต่อแถวโปรยดอกไม้มาทีละคนจากนั้นทุกคนจึงไปนั่งประจำที่คอยให้กำลังใจน้องชายเมื่อฤกษ์มงคลมาถึงเมี่ยงคำตัวน้อยจึงเดินมาพร้อมกับเวธัส เพื่อให้พ่อทำหน้าที่ส่งเด็กหญิงตัวน้อยไปให้เจ้าบ่าววัยห้าขวบ ครั้นบ่าวสาวฟันน้ำนมยืนคู่กันอยู่หน้าแท่นพิธีซึ่งมีเวธัสทำหน้าที่เป็นบาทหลวงจำเป็นและกล่าวคำ
ภารกิจของการแจกน้ำมันเขียวให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาจัดบูธงานวันวาเลนไทน์จบลงภายในสองชั่วโมง หมูยอถึงกับบ่นปวดขาขณะที่เมี่ยงคำนั้นไม่บ่นสักแอะ ไม่มีการฟูมฟายงอแงแถมยังเอาใจพี่ด้วยการหาโน่นหานี่มาให้กินนั่นเป็นเพราะว่าเธอฝึกบัลเล่ต์วันละหลายชั่วโมงจึงทำให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่นแข็งแรงกว่าพี่"โอ๊ยยย" หมูยอโวยวายเพราะน้องเตรียมจะบีบน่องขา ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเพียงแค่แตะมือลงไปแต่พี่ก็แหกปากร้องเหมือนควายออกลูกเสียแล้ว"เบ่งฟายในปากเหยอ เงี่ยงยังมะได้ตำไยตาหยองเยยนะ" เมี่ยงคำพ่นลมหายใจแล้วเริ่มขยำขาพี่อย่างกระฉับกระเฉง หมูยอแอบมองน้องแล้วโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ๆ ใช้จังหวะนี้หอมแก้มน้องให้เร็วที่สุดฟอดดดเมี่ยงคำเบิกตาโพลงตวัดมองหน้าพี่"แอบแต๊ะเอียเก๊าบั่บนี้ ลาวไปตดตะเบียงกันเยยดีฟ่าตาหยอง ไพเยว" เมี่ยงคำลุกพรวดดึงแขนพี่ขึ้น"เขาเรียกแต๊ะอั๋งบ่าใจ้ก๊ะเมี่ยงคำน้อย" น่านฟ้าที่กำลังนั่งกินของมากมายที่พ่อค้าแม่ค้าให้มารีบทักท้วงคำศัพท์ที่น้องเพิ่งพูดผิดไป"ฮะ ไปตดตะเบียงคืออะหยังก๊ะอ้ายน่าน" หมูยอไม่เข้าใจ"คือ จดทะเบียนสมรสเวลาที่สามีภรรยาเขาไปจดกันตอนแต่งงานไงล่ะ" น่านฟ้าอธิบาย"ปุ๊ดโทะ! ยาย
สัปดาห์นี้ที่ไร่พิทักษ์มหิงสาจัดงานวันวาเลนไทน์จึงมีการเปิดให้พ่อค้าแม่ขายในนครนายกเข้ามาจับจองพื้นที่ออกร้านขายสินค้ามากมายเกือบร้อยกว่าร้านค้า แก๊งหมอผีละอ่อนจึงถูกพ่อกับแม่มอบหมายหน้าที่สำคัญ"หมูยอ แป้งจี่ น้ำเงี้ยวหนูไปคอยเดินตรวจตราถามคุณลุงคุณป้าว่าระบบไฟใช้ได้ไหมกับลุงยอดนะลูก ลุงยอดเป็นช่างไฟของไร่แล้วก็เอาถุงน้ำมันเขียวในกระเป๋าย่ามที่ป้อให้ไปคนละสามสิบถุงให้พวกลุงป้าที่เขามาขายของด้วยนะครับ ถือเป็นของขวัญที่ระลึกของไร่""ได้เลยปาขี้ แล้วยายเงี่ยงไปจ้วยดอได้ก่อ" เมี่ยงคำยังอยู่เที่ยวที่ไร่อีกหลายวันกว่าจะกลับบ้าน ช่วงนี้ไปไหนมาไหนหมูยอจึงพกพาน้องไปด้วยเสมอ จากคนที่กัดกันตลอดทุกครั้งที่เจอหน้าปัจจุบันกลายเป็นคนที่ขาดกันไม่ได้"แหม หวานมดขบเชียวนะ ชิ!" แป้งจี่หมั่นไส้พี่ชาย เพราะเธอเองก็อยากชวนพี่บรูซมาแต่ช่วงนี้เขากำลังเริ่มเป็นดาราเด็กที่กำลังมีชื่อเสียงในวงการ เธอจึงไม่อยากไปรบกวนตารางงานของเขาเท่าไหร่"เฮาฉองกนก็เหมือนกันนั่นแหละปี้ฉี่" น้ำเงี้ยวโอบไหล่พี่สาวเข้ามากอด เธอเองก็อยู่ห่างกับพี่ฝุ่นมาก จากนครนายกไปชัยภูมินั้นก็หลายกี่โล จะโทรไปหาพี่ก็เกรงใจ"งั้นจะพาเมี่ยงคำไปห
หลังเสร็จธุระจากการทัวร์รอบไร่ ภาคึจึงพาทุกคนมารับประทานอาหารที่ภัตตาคารของรีสอร์ตพริกหอมที่คอยโอ๋มะต๋าวมาตลอดทางที่นั่งรถกลับมาทำให้ทุกคนพากันแปลกใจ"มานั่งกะปิ๊ก" พริกหอมดึงมะต๋าวนั่งลงข้าง กาย แถมยังเอาผ้าเช็ดหน้าลายดอกไม้ไปชุบน้ำแล้วมาซับหน้าซับตาให้พี่"เอ๊ะ....ทำไมพริกหอมถึงประคบประหงมมะต๋าวจังเลยล่ะคะคุณอาเดีย" เหนือฟ้างง"เดียเล่าเรื่องมะต๋าวให้ลูกฟังค่ะ เขาก็เลยเห็นอกเห็นใจน้องมะต๋าว" อาเดียเอ่ย"อ๋อ น่ารักจังเลยค่ะ" เหนือฟ้าดีใจที่มีคตเอ็นดูมะต๋าวเพิ่มเมื่ออาหารมาเสิร์ฟจนครบมะต๋าวที่กำลังจะลุกไปนั่งกับแม่เพราะรู้สึกเกรงใจพริกหอม กลับถูกน้องกักตัวไว้"ท๋าวไพคิ๋นก้าวกะนุ๋งนะ" มะต๋าวบอก"ปิ๊กมะให้ไพ ท๋าวเพงเบบี๋ก๋องปิ๊ก ปิ๊กจาผ้อนก้าวให้" พริกหอมตักข้าวผัดทะเลในจานของตนเองแล้วเป่าไล่ความร้อนส่งให้มะต๋าวกิน"ท๋าวมะหยักเพงเบบี๋" มะต๋าวส่ายหน้าแล้วเหลือบตามองแม่กับบรรดาพี่ ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ"ปิ๊กเพงมะม้า ท๋าวท่องเพงยวกจาย เพงเดะดีนะหม่ำก้าวเยว" พริกหอมจ่อช้อนข้าวที่ปากมะต๋าว สุดท้ายหนูน้อยจึงต้องยอมกินแต่โดยดีเพราะน้องกำลังจิกตาเขียวปัดใส่กลับจากภัตตาคารภาคีพารุสลันไปส่งที
มะต๋าวนั่งด้านข้างพริกหอม และพยายามเอาใจน้องด้วยการตักเค้กป้อน ส่วนเด็กหญิงที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญก็อ้าปากรอคอยเค้กรสละมุนจากมือเด็กชายโดยไม่ปฎิเสธให้เสียน้ำใจ"หย่อย" พริกหอมบอก "อาวอีก" เด็กหญิงถูกใจเค้กโยเกิรต์หน้าไหม้ตัวดังทำให้มะต๋าวต้องคอยตักป้อนบริการจนหมดชิ้น"นี่ท๋าวนะ" เด็กชายแนะนำตัวแล้วเริ่มกินเครปเย็นของตัวเองจนครีมเลอะปาก"ท๋าวเหยอ นี่ปิ๊กนะ" พริกหอมแนะนำตัวกลับ "ผากเยะ" น้องบอกแล้วเหนี่ยวคอพี่เข้าไปหา"หือ" มะต๋าวหน้าสั่นนึกถึงตอนที่พ่อกับแม่กำลังจุ๊บกัน"เชะผาก ผากเยะ" พริกหอมเลียขอบปากของมะต๋าวเหมือนตอนที่ผักหมทำ"โอ๊ะ" หนูน้อยอุทานหน้าแดงก่ำรีบตวัดหน้าไปหาเหนือฟ้ากับภาคีเพื่อขอความช่วยเหลือ"งุ้ย กู้ปิ้งกู้ใหม่ก๋องงิ้วแหละ" น้ำเงี้ยวประสานมือขึ้นพร้อมกับบิดตัวไปมา เด็กหญิงชอบใจที่น้องชายถูกสาวจู่โจม"เอาก๋องทัวเองให้ยอดก่อนดีฟ่า" แป้งจี่เตือนน้องสาว"ปี้ฝุ่งบอกว่าซอบงิ้วแล้วเน้อ แต่ปี้บูดล่ะบอกแล้วก๊ะ" เด็กหญิงเยาะเย้ยพี่สาว"ยังมะบอกแต่ว่าปี้ฮู้ว่าเก๊าท่องซอบปี้ชัวร์" แป้งจี่ค่อนข้างมั่นใจว่าบรูซชอบเธอเช่นกัน"แล้วหมูยอไปหาเมี่ยงคำเหรอ อ้ายแต๋งพาไปก๊ะ" นิ่มฟ
คร่อก คร่อกกกเหนือฟ้านอนกรนอยู่บนแผ่นอกของภาคีขณะที่มะต๋าวนั้นตื่นเช้ากว่าพี่น้องทุกคน เพราะหนูน้อยพึงระลึกได้ว่าเมื่อคืนกำลังดูพ่อกับแม่ขี่กันแล้วจากนั้นก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมะต๋าวจึงรีบก้าวขาลงจากเตียงนอนขนาดเล็กของตนแล้วเดินไปสะกิดผักหมที่นอนเฝ้าอยู่บนเบาะหมาปลายเตียง"โหมไพกะท๋าว" มะต๋าวชวนผักหมไปห้องพ่อกับแม่ด้วยกัน เนื่องจากฟ้ายังไม่สว่างดีหนูน้อยจึงค่อนข้างหวาดกลัวเจ้าสุนัขโกลเด้นหาวปากกว้างแล้วมุดลอดช่องหมาออกไป มะต๋าวจึงลอดออกตามไปด้วย ผักหมไปถึงหน้าห้องเจ้านายแล้วยกเท้าเขี่ยแคว่ก ๆ สองทีทว่าคนในห้องกลับเงียบกริบมันจึงตัดสินใจลอดช่องหมานำมะต๋าวเข้ามาก่อน เมื่อทั้งคนและหมาเข้ามาได้สำเร็จมะต๋าวจึงเดินเตาะแตะไปกดเปิดสวิตซ์ไฟหัวเตียง ส่วนผักหมนั้นทำหน้าที่เลียหน้าเลียตาให้มนุษย์ชายหญิงที่เพิ่งเสร็จกิจเมื่อตอนตีสามรีบตื่นขึ้นมาเลี้ยงมนุษย์เด็กที่กำลังนั่งหัวโด่อยู่แผล๊บ แผล๊บภาคีปรือตาเพ่งดูสิ่งมีชีวิตตรงหน้าที่ปลุกให้เขาตื่นจากนิทรา มะต๋าวจึงชะโงกหน้าเข้ามาอรุณสวัสดิ์พ่อ "ยุงกวักเพาะขี้""ยุงอะไรหว่า" คนที่กำลังงัวเงียคิดว่าเป็นความฝันขานรับแล้วหลับต่อผักหมถอนหายใจใส่ภ
เมี่ยงคำเดินสะบัดสะบิ้งไปนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ หมูยอวิ่งตามมาง้อด้วยอมยิ้มสายรุ้ง"ยายเงี่ยงหายงองดอเต๊อะ นี่ไงอมยิ้ม" หมูยอแกว่งอมยิ้มไปมาต่อหน้าเมี่ยงคำ"เด๋วลาวก็ท่องฉากกันแย้ว ตาหยองก็ท่องไพมีเงียหม่าย ฉ่วงเงี่ยงก็คายเพงเงียเข่า" เด็กหญิงตัดพ้อหมูยอถอนหายใจหนัก ๆ พลางดึงเ
เช้าวันที่สองของการเดินทางมาถึงน่านหลังจากที่ทุกคนรับประทานข้าวต้มร้อน ๆ เป็นมื้อเช้าจึงตรงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่ภาคีจัดแพลนการท่องเที่ยวเอาไว้นั่นก็คือ วัดภูมินทร์ ซึ่งชื่อเดิมคือ วัดพรหมมินทร์ และคาดว่าเป็นวัดไทยแห่งแรกที่การก่อสร้างพระอุโบสถจตุรมุขและที่เรียกว่าจตุรมุขเนื่องจากว
เมี่ยงคำนอนเฝ้าหมูยอด้วยการนอนดูการ์ตูนในทีวีอยู่ที่ห้องพักของพี่ขณะที่คนอื่น ๆ นอนดูหนังอยู่ที่ห้องใหญ่สุดของบ้านคร่อก คร่อกกกหมูยอกรนเสียงดังกลบเสียงในทีวี"โกนอยู่ด้ายน่ามคาน" เด็กหญิงล้วงหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงเอี๊ยมของตนแล้วปั้นเป็นก้อนกลมอุดใส่ปากพี่ตุ๋ย!หมูยอถุยออกมาแล้วพลิกกายหันมา
กระบะทรายทรงสี่เหลี่ยมที่ตีล้อมด้วยไม้ไผ่ยาวขนาดหนึ่งเมตรกลายเป็นที่เล่นของเด็กชายและเด็กหญิงที่ไม่ค่อยจะชอบพอกันนัก ระหว่างที่หมูยอกำลังเอาอุปกรณ์ตักทรายออกมาแบ่งให้เมี่ยงคำเลือก เด็กหญิงก็แอบชำเลืองตามองหาจุดอ่อนพี่ตลอดเวลา"ผ่อดอเพราะว่าดอหย่อล่ะสิ" หมูยอเห็นว่าเมี่ยงคำเอาแต่จ้องหน้าก็เ







