LOGINคนตัวสูงเพียงแค่พูดขู่ แต่เหนือฟ้ากลับคว้าโทรศัพท์โทรหาพี่สาว "พี่ไนท์เหนือขอยืมห้าแสน"
ภาคีถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเร่งฝีเท้าออกจากห้อง
"เดี๋ยวพี่คี ไอ้ภาคี ไอ้คน..." เหนือฟ้าเดินตามไป แต่เขากลับปิดประตูกระแทกใส่หน้าเธออย่างแรง
"เหนือจะเอาเงินตั้งมากมายไปทำอะไร" ราตรีกรอกเสียงกลับมาอย่างกังวล
"เหนือจะซื้อพี่คี ซื้อกิน"
"ฮะ..บ้าเปล่าเนี่ย แล้วเจอคีที่ไหน ที่งานเอ็กซ์โปใช่ไหม"
"ใช่ค่ะ"
"เอางี้นะ พี่จะโอนเงินให้พรุ่งนี้ แต่เหนือต้องใจเย็นแล้วกลับไปนอนซะ ถ้ายังดื้ออีกพี่จะบอกความจริงกับพ่อแม่ว่าสามปีก่อนเหนือเจออะไรมา"
"ก็ได้ค่ะ ตกลง"
หลังจากวางสายจากน้องสาวราตรีที่หัวไว ไหวพริบเป็นเลิศก็คิดแผนการซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว "ยังไงคงต้องบอกความจริงแล้วล่ะ ก่อนที่น้องสาวฉันจะประสาทแดก"
ราตรีกลอกตามองบน ไอ้เด็กสองคนนี้มันเป็นอะไรกันนักหนา นักธุรกิจสาวในชุดเสื้อยืดเอวลอยสวมกางเกงวอร์มผ้าร่มคว้ากระเป๋ากล่องเหล็กที่เก็บข้อมูลทุกอย่างแล้วโทรตามทนายพิมุกต์กลางดึก
"คุณพิคะ ช่วยไนท์หน่อย ถ้าคุณพิไม่มาด้วยไนท์กลัวว่าภาคีจะไม่เชื่อ ดังนั้นไนท์รวบกวนคุณพิหน่อยนะคะ"
ราตรีขับรถไปรับพิมุกต์ที่บ้านแล้วเหยียบมิดไมล์ตรงไปหาน้องสาวที่โรงแรม หญิงสาวตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วให้พนักงานโทรตามภาคีลงมาพบเธอข้างล่าง
ราวสิบกว่านาทีภาคีจึงเดินมาห้องอาหารของโรงแรม จุดนัดพบคุยธุระสำคัญและพบราตรีพี่สาวที่เขาเคารพกำลังนั่งไขว่ห้างกระดิกขาไปมาเหมือนคนร้อนใจ ด้านข้างมีทนายประจำตระกูลเวหะชลการยืนอยู่ด้วย
"สวัสดีครับคุณภาคี ไม่เจอกันนานเลยนะครับ" ทนายพิมุกต์รีบแต่งตัวจัดจึงมาในชุดนอนลายสก็อตสีเขียวขี้ม้า ราตรีเหล่มองแล้วหลุดขำ
"สวัสดีครับคุณพิ แล้วพี่ไนท์สบายดีไหม" ภาคีนั่งลงฝั่งตรงข้าม ราตรีจึงไม่รีรอเริ่มเปิดประเด็นทันที เพราะเธอเป็นคนตรง ๆ และมักทำอะไรด้วยความรวดรัดฉับไว อะไรที่คลุมเครือและเป็นต้นตอของปัญหาเธอไม่มีทางปล่อยให้คาราคาซังเด็ดขาด
"พี่อ่ะนะ ไม่สบายเลยตลอดสามปี โคตรอึดอัด อ่ะดูความจริงซะ" ราตรีเปิดกล่องเหล็กที่เต็มไปด้วยหลักฐานสำคัญ ในนั้นมีรูปถ่ายของเหนือฟ้ารวมอยู่ด้วย รวมทั้งแฟลชไดรฟ์ และเอกสารทางกฏหมายหลายฉบับ
ภาคีถลึงตามอง มือแกร่งหยิบรูปถ่ายของเหนือฟ้าที่อยู่ในสภาพใบหน้ายับเยิน เต็มด้วยบาดแผลฟกช้ำดำเขียว ดวงตาสดใสฉายแววซุกซนปูดบวมเป็นสีเขียวม่วงจนปิดไปหนึ่งข้าง ริมฝีปากเจ่อบวม ปลายคางแตก
"นี่มัน....นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ทำไมเหนือถึง..." เขาพูดไม่ออก เพราะหยดน้ำตากำลังพรั่งพรูออกมาทั้งที่ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำ
"ตกเย็นวันนั้นที่คีกำลังจะบินไปญี่ปุ่น ยัยเหนือไปช่วยยัยแก้วที่กำลังโดนแฟนเก่าบุกมาทำร้ายถึงบ้าน ก็เลยโดนซ้อมจนหมดสภาพ ขาหักข้างหนึ่ง ใบหน้าก็เละเทะไปหมด พี่ก็ไม่อยากอธิบายเรื่องบาดแผลเท่าไหร่ พูดแล้วมันก็เจ็บกระดองใจ แต่เอาสั้น ๆ ไอ้คนที่ทำกับเหนือมันยังลอยนวลอยู่ และกระดาษที่เขียนข้อความบอกเลิกก็เป็นฝีมือพี่เอง ที่พี่ทำแบบนั้นเพราะยัยเหนือขอร้อง"
"เพราะน้องกลัวผมจะไม่ไปญี่ปุ่นใช่ไหม" ภาคีตกตะกอนทางความคิด ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเองมันเป็นควายสตวงอย่างที่เหนือฟ้าบอกไว้จริง ๆ คนที่เคยฉลาดหลักแหลมกลับกลายเป็นไอ้โง่ดักดาน
แทนที่จะหาต้นตอของการเลิกกัน แล้วยอมฟังเธออย่างใจเย็น แต่กลับทำตัวแย่ ๆ ใส่
"ทิชชูครับ" ทนายพิมุกต์นั่งตัวลีบตัวแบน เหมือนหนุ่มเจ้าสำอางค์อยู่ด้านข้างราตรีแล้วดึงทิชชู่ส่งให้ภาคีซับน้ำตา
"ขอบคุณครับ" ภาคีซับดวงตาทั้งสองข้าง แต่ซับเท่าไหร่มันก็ยังไหลออกมาไม่หยุด
"มันชื่ออะไรครับ" ตอนนี้เขาข้ามไปที่คนกระทำผิด เขาต้องการจัดการมันให้ได้รับผลกรรมอย่างถึงที่สุด
"ไอ้หอกหักนี่มันชื่อเวคิน ตอนนี้มันอยู่ภูเก็ต มีแบล็คเป็นเจ้าของผับ เหมือนว่าจะทำงานอยู่ในวงการธุรกิจสีเทาสีดำด้วย ตอนนี้พี่ให้อาแซ็คสืบอยู่ แต่คีจะสืบเองก็จัดการได้เลย แล้วมาแบ่งปันข้อมูลกัน เพราะพี่เองต้องการชกมันสักหมัดสองหมัดแล้วหักไอ้จ้อนของมันโยนให้ห่านกิน ดูสิว่ามันจะทำหน้ายังไง"
"คุณไนท์โหดจังเลยนะครับ" พิมุกต์ขนลุกซู่คว้าของสงวนที่หว่างขาของตนเองด้วยความหวาดเสียว
"ต้องโหดสิคะ ไนท์บริหารงานท่ามกลางพวกผู้ชายทั้งนั้น ถ้าไม่โหดจะคุมคนอย่างคุณพิอยู่ไหม" ราตรีค้อนมองทนายสายเปรี้ยวของเธอ แม้ว่าพิมุกต์จะดูเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ความจริงเขาเป็นเสือผู้หญิงในคราบทนาย
"ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะจัดการทุกอย่างต่อจากพี่ไนท์เอง สามปีนี้ผมเสียเวลาไปเยอะแล้ว ผมจะไม่ยอมเสียอะไรไปอีก"
"แต่เหมือนยัยเหนือจะประสาทแดกแล้วนะ เมื่อกี้โทรมายืมเงินพี่ห้าแสนเพื่อซื้อตัวคี คีเรียกแพงขนาดนั้นเลยเหรอ"
"คีแค่หยอกเล่นให้ตัดใจ เอาเป็นว่าพี่ไนท์ช่วยเล่นละครกับคีหน่อย คีจะโอนเงินห้าแสนให้พี่ไนท์ แล้วพี่ไนท์ค่อยโอนให้เหนืออีกที"
"เฮ้ย เอางั้นเลยเหรอ มีคีคนแรกเลยมั้งเนี่ย ซื้อตัวเองให้ผู้หญิงกิน ฮ่าฮ่ายัยเหนือรู้ล่ะก็ด่าเราทั้งคู่แน่เลย"
"คีทำกับเหนือไว้พอสมควรเลย ทั้งด่าทั้งพูดจาหมา ๆ แล้วดูเหมือนว่าเหนือจะยังไม่พร้อมเล่าเรื่องนี้ให้คีฟัง"
"โอ้ย ไม่เล่าให้ใครฟังเลยต่างหากล่ะ ทุกวันนี้พ่อกับแม่ยังไม่รู้เลยจ้า พี่อ่ะพาไปจิตแพทย์มาสิบรอบแล้ว ยังไงคีก็คอยตะล่อมคุยกับเหนือแล้วกัน ถ้าไปจี้ถามตรง ๆ เดี๋ยวนางจะสั่นจนสติหลุดอีก"
"เป็นเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ" ภาคีกำหมัดแน่น ไม่คิดว่าผู้หญิงที่เขารักจะพบเจอเรื่องโหดร้ายแบบนี้
"เป็นหนักเลยล่ะ ตอนแรกมีสภาวะ PTSD พี่ก็พาไปรักษาจนอาการดีขึ้น แต่ต่อมากลับเป็นโรคแพนิค บางทีก็มือเท้าสั่น มีอาการเหนื่อยหอบ บางรอบก็มีอาการวูบจนหมดสติไปเลย ยังไงก็อย่าหลุดพูดชื่อไอ้เวย์เวรตะไลออกมาล่ะกัน อย่าให้พี่เจอหน้ามันนะ จะยิงไส้แตกเลย"
ภาคีกับทนายพิมุกต์สบตากันอย่างหวาดระแวง เพราะถ้าวันดีคืนดีทำให้ราตรีไม่พอใจ อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตก็ได้
ราตรียกกล่องหลักฐานการทำร้ายร่างกายของเหนือฟ้าให้ภาคีไปดูแลต่อ
"ทนายเวียงไชยครับ ผมภาคีเองมีเรื่องจะให้จัดการหน่อย" จากนั้นภาคีจึงเร่งโทรหาทนายของกฤตกล้าธนาดรที่โหดและดุกว่าทนายพิมุกต์หลายเท่า รวมทั้งเครือข่ายคนเลี้ยงควายที่แทรกซึมอยู่ทางภูเก็ตด้วย
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง
โรคแพนิค โรคแพนิค หรือ Panic Disorder คือ ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลหรือหาสาเหตุไม่ได้ หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงทั้งที่ตัวเองไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย อาการแพนิคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ครอบครัวคนเลี้ยงควายเดินออกมาส่งครอบครัวของมาสที่ต้องเดินทางกลับก่อนเวลา เนื่องจากเขาต้องบินไปดูงานต่างประเทศพร้อมกับพ่อแม่แล้วจึงบินกลับมาจัดการเรื่องงานหมั้นในสัปดาห์หน้าอีกทีภาคีจึงปล่อยให้เด็กทั้งสองเอ่ยคำร่ำลากันโดยการยืนมองอยู่ห่าง ๆ ไม่เข้าไปรบกวน"เราสองคนก็เป็นคู่หมั้นกันแล้วเนอะ คู่หมั้นที่แปลว่าโตไปเราจะแต่งงานกัน" มาสเอ่ยด้วยแววตามั่นคง"ถ้าโตไปแล้วอ้ายมาสเกิดเปลี่ยนใจไม่แต่งกับนิ่ม นิ่มก็ไม่ว่าอะไร" แม้เด็กหญิงจะบอกแบบนั้น แต่ใจก็รู้สึกหวั่นกลัว กลัวว่าอนาคตข้างหน้าเขาจะไปรักคนอื่นมาสยกมือประคองแก้มป่องของนิ่มฟ้าแล้วรั้งเข้ามาหา "อ้ายไม่เปลี่ยนใจ""โอ๊ย ยดน้ำตาลฟ่ำ" น้ำเงี้ยวยื่นหน้าเข้ามาแซวพี่หลังจากที่มาสเดินจากไป สีฝุ่นกับแม่ก็เตรียมเดินกลับโรงแรมด้วยกันเนื่องจากที่พักที่ภาคีจองไว้ให้อยู่ห่างจากบริษัทไปเพียงแปดร้อยเมตรเท่านั้น แต่น้ำเงี้ยวรีบวิ่งไปดักหน้าทั้งคู่"ฉะไปตี้ไหน งิ้วไปโตยได้ก่อ" น้ำเงี้ยวอ้อนสายรุ้งแล้วหันไปขอความเห็นจากสีฝุ่น"คุณสายรุ้งกับน้องฝุ่นไปรถผมเถอะครับ วันนี้ผมก็เปิดห้องพักที่โรงแรมเดี
สีฝุ่นจูงมือน้ำเงี้ยวกลับเข้ามาในงานทันทีที่สายรุ้งเห็นจึงปรี่เข้ามากุมไหล่ลูกชาย "ฝุ่นไปไหนมาครับ แม่หาอยู่ตั้งนาน""ฝุ่นพาน้องไปเข้าห้องน้ำแล้วก็พาไปหาขนมกินครับ" เด็กชายบอกแล้วเหลือบตามองน้ำเงี้ยวตัวน้อย"งั้นไปนั่งที่โต๊ะเถอะครับ น้ำเงี้ยวไปกับป้าไหมคะเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้ว" สายรุ้งชวนเด็กหญิงไปนั่งที่โต๊ะด้วยกัน แต่น้ำเงี้ยวเหลือบไปเห็นพ่อที่กำลังเดินเข้ามาในงานพอดี"งิ้วฉะไปหาป้อเจ้า เดี๋ยวมาหาปี้ฝุ่งใหม่เน้อ" น้ำเงี้ยวโบกมือบ๊ายบายสองแม่ลูก เด็กหญิงวิ่งถลาไปกอดขาภาคี "ป้อขี้""เป็นไงบ้างลูก" ภาคีรีบอุ้มลูกสาวจนตัวลอยสูง "หนูเจ๋บตรงไหนก่อ""งิ้วบ่เจ๋บเจ้า แท่ว่าป้อฮู้ได้จะได" มือเล็กประคองแก้มพ่อ"ดีผ่องละตี้หนูบ่เป๋นอะไรมาก และที่ป้อฮู้ก็เพราะว่าพี่น่านฟ้าบอกป้อเองครับ" เขาว่าแล้วเอาหน้าผากชนกับลูกสาว"
น่านฟ้าจูงมือน้ำเงี้ยวมาที่โต๊ะวีไอพีซึ่งมีป้ายเขียนว่า 'ฟาร์มหอยสมปองและสีฝุ่น' ทว่ากลับมีเพียงป้าสายรุ้งที่กำลังคุยกับแขกท่านอื่นที่ภาคีแนะนำให้รู้จักกัน ส่วนสีฝุ่นนั้นกำลังยืนแนะนำอโวคาโดจากไร่กับนักธุรกิจรุ่นราวคราวพ่ออยู่ที่โซนผลไม้"เดี๋ยวงิ้วฉะไปตั๊กตายปี้ฝุ่งเอง" น้ำเงี้ยวเดินนำน่านฟ้าไปหาสีฝุ่นหลังจากที่เด็กชายเพิ่งคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่เสร็จ โดยมีสายตาของภาคีคอยเหลือบมองอยู่ ที่เขาตัดสินใจเชิญสองแม่ลูกมาก็เพื่อทำให้เด็กคนนั้นเห็นว่าธุรกิจหอยกับอโวคาโดสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง"สวัสดีนายสีฝุ่นใช่ไหม" น่านฟ้าทักทายเด็กชายในชุดสูทสีเทาพยักหน้ารับ "ใช่ นายมีอะไรกับเราเหรอ""อ้อ เราแค่จะมาทำความรู้จักด้วยน่ะ เราคือลูกชายของคนที่เชิญนายกับแม่มางาน หอยที่ฟาร์มของตาสมปองอร่อยมากจนป้อเรายังติดใจเลย เราเองก็ชอบมาก เราชื่อน่านฟ้านะ" น่านฟ้ายื่นมือไปให้สีฝุ่นจับสีฝุ่นเขย่ามือน่านฟ้าเบา ๆ "ยินดีที่ได้รู้จักนะน่านฟ้า"น้ำเงี้ยวเห็นพวกพี่ ๆ เขย่ามือกันเธอก็เลยอยากมีส่วนร่วมบ้าง เด็กหญิงวางมือตนเองทับกับมือของสีฝุ่
ความจริงแล้วภาคีไม่ได้ต้องการโอ้อวดสถานะของตัวเอง แต่หลังจากที่เขาซุ่มให้นักสืบของเดอะเซฟเฟอะซิกซ์ตามสืบเรื่องราวความบาดหมางของตระกูลดาลัลอยู่นาน ทำให้พบว่าลูกสาวสุดที่รักกำลังยืนอยู่ท่ามกลางดงอสรพิษและเขาต้องการให้มาสฝึกฝนตัวเองเพื่อปกป้องนิ่มฟ้าได้ทั้งตอนนี้และในอนาคตและนี่ก็เป็นโอกาสทองที่เขาจะต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ และประกาศศักดาให้พวกตีสองหน้ารู้ว่านิ่มฟ้า กฤตกล้าธนาดรคือบุตรสาวของภาคี หนึ่งในทายาทผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทยักษ์ใหญ่ และเป็นหลานสาวของหม่อมเจ้าภูวสิน หรือที่ทุกคนเรียกกว่ามาเฟียผู้คุมอาณาจักรควาย เขาอยากให้กลุ่มคนที่คิดจะทำร้ายมาสกับนิ่มฟ้ารับรู้ว่าต้นตระกูลของเขาแม้ไม่ได้ร่ำรวยเทียบเท่าครอบครัวดาลัล แต่ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าใครช่วงเวลาห้าโมงเย็นบริเวณหน้าบริษัทตึกดำสูงระฟ้ารถลีมูซีนสีขาวติดฟิล์มดำแปะโลโก้ของ Z6 ทะยานเข้ามาจอดหน้าพรมสีแดงที่ปูทอดยาวเข้าไปในตึก ภาคีกระชับสูทสีดำสนิททั้งตัวก้าวขาลงมาจากรถโดยมีทีมบอดี้การ์ดประจำตัวของพี่ชายคนสนิทอย่างซุสคอยดูแลวันนี้เขาสลัดมาดจากพ่อเลี้ยงบ้านไร่คุมควายหลายพันตัวเป็นประธานบริษัทมาดขรึม ผมหยิกหยองของเขาถูกเซ็ตเสยไปด้านหลังเป
เนื่องจากเดือนนี้มีจำนวนวันพระค่อนข้างมากรีสอร์ตประจำไร่จึงมีแพกเกจสำหรับลูกค้าสายบุญ วันนี้นับเป็นวันแรกของเดือนที่เป็นวันพระใหญ่ เหนือฟ้าจึงจัดให้มีการทำบุญโดยการนิมนต์พระสงฆ์มาจากวัดโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปเองหลังจากที่หลวงพ่อรุ่นตาห้ารูปบิณฑบาตร ณ จุดที่ลูกวัดขับรถมาส่งบริเวณหน้าคาเฟของไร่เรียบร้อย เดือนเพ็ญก็ไหว้วานให้อินเหลาพาหลวงตาทั้งหลายไปส่งหน้าบ้านของภาคีก่อนเดินทางกลับวัดตามที่นัดแนะไว้กับเจ้านายของเธอกริ๊ง!เหนือฟ้าผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วกดรับสายที่ผู้จัดการไร่โทรเข้ามา "ว่าไงคะพี่เดือน อุ๊ย เหนือลืมเลยค่ะว่าวันนี้ทำบุญ" สาวอวบรีบตะกุยผ้าลงจากเตียงแล้วตบก้นสามีที่ยังนอนคว่ำหน้าอยู่บนหมอน "พี่คีคะลงไปตักบาตรกันค่ะ" เธอบอกแล้วหยิบทิชชูเปียกมาซับหน้าซับตาส่งผลให้รอยขีดเขียนบนใบหน้าเปื้อนจนเคลือบดำไปทั่วหลังจากที่แม่บ้านลูกเจ็ดทำให้ตัวเองสดชื่นพอประมาณ เธอจึงเดินไปกดเปิดสวิตซ์ไฟห้องของลูกทุกคนแล้วตะโกนเรียกให้เด็ก ๆ ลงไปทำบุญด้วยกัน "ตื่นเร็วค่ะลงไปตักบาตกับแม่ก่อน"เธอบอกแล้วรีบสับขาลงบันไดเพื่อหอบหิ้วข้าวของไปรอรถพระที่กำลังเดิน
เดือนแรกของการเข้าเรียนอนุบาลหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นแม้ตอนแรกสามแฝดจะร้องไห้โยเย แต่พอได้เพื่อนที่โรงเรียนหนูน้อยก็เริ่มคุยมีเรื่องเล่าหลังเลิกเรียนทุกวันแต่สุดสัปดาห์นี้ชั้นเรียนอนุบาลประกาศหยุดเรียนยาวเนื่องจากที่โรงเรียนถูกใช้เป็นสนามสอบวิชาการอีกทั้งยังเป็นวันหยุดยาวเนื่องจากติดช่วงวันแรงงานแห่งชาติและวันฉัตรมงคลพอดี ถึงแม้วันนี้สามแฝดจะไม่มีเรียนแต่ก็ยังมีการบ้านที่ต้องทำส่งครูตอนเปิดเรียน โชคดีที่ได้นิ่มฟ้ากับน่านฟ้าคอยสอน ทำให้หมูยอ แป้งจี่ น้ำเงี้ยวทำเสร็จตั้งแต่เลิกเรียน"วันหยุดทั้งทีป้อก็อยากหยุดแล้วทำอะไรกับแม่บ้าง" ภาคีบอกแล้วเดินเข้ามากอดเหนือฟ้าที่กำลังยืนหวีผมอยู่หน้ากระจก"ทำกิจกรรมเสียเหงื่อเหรอคะ" เธอรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะตั้งแต่วันนั้นที่กลับจากสวนดอกไม้ตีนเขา หลังจากขับรถพวกเด็ก ๆ กลับบ้านเขาก็มีงานเข้ามากะทันหัน แล้วจากนั้นก็มีภารกิจเข้าไม่เว้นแต่ละวันทำให้ไม่มีเวลาได้จู๋จี๋กันเท่าไร"อื้อ" เขาพูดเสียงอู้ขณะระดมจูบไปทั่วแผ่นหลังเปลือยของเธอที่ยังอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนสั้น"คืนพรุ่งนี้เหนือจะจัดให้ดุเด็ดเผ็ดมันเลย" ครั้งน







