Mag-log inเมื่อขึ้นมาบนห้อง หล่อนก็เปิดโทรศัพท์ เข้าไอจีส่องความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาใจหล่อนชาวาบ ยัยปริมลงรูปดินเนอร์สุดหรู แม้จะไม่เห็นว่าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเป็นใคร แต่เธอจำได้ดีแม้เห็นแค่แขน ข้อมือแข็งแกร่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับไว้ที่ข้อศอก อวดนาฬิกาเรือนละเจ็ดหลักที่คุ้นตา
ภูวดล เขาปฏิเสธทานข้าวกับเธอเพราะจะไปดินเนอร์บนโรงแรมกับยัยนั่น!!!ชนัญชิดากำโทรศัพท์แน่น ปามันทิ้งบนที่นอนด้วยความโกรธเกลียดอีกฝ่าย แล้วความคิดบางอย่างวูบเข้ามาทำให้หล่อนตั้งสติ เผยรอยยิ้มน้อยๆ ไว้ที่มุมปาก ในเมื่อเธอทำอะไรเขาไม่ได้ อย่างน้อยภูวดลคงไม่ปฏิเสธคุณนายภาริณีซึ่งเป็นแม่ตัวเองแน่ ตระกูลบวรวัฒน์กิจ "ตายจริง นี่พวกลูกๆ ยังไม่เตรียมตัวไปฮันนีมูนกันหรือจ๊ะ แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานสักทีล่ะ ไม่ได้ๆ ใช้ไม่ได้เลย แต่งกันมาตั้งเดือนแล้วมัวทำอะไรกันอยู่ เดี๋ยวแม่จัดการเอง" ภาริณีตกใจเมื่อรู้ว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไม่วางแผนไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสักที โดยไม่ทันสังเกตุเห็นรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจของอีกคน "ช่วงนี้พี่ภูทำงานหนักค่ะ หนูว่าไปตอนนี้คงไม่สะดวก เอาไว้พี่ภูว่างค่อยไปก็ยังไม่สายดีกว่าค่ะคุณแม่" แม้จะออกปากพูดแบบนั้นแต่ในใจกับลิงโลดเมื่อแม่สามีมีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อพวกเธอยังไม่มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสองหลังแต่งงาน "มันจะยุ่งแค่ไหนกันเชียว หนูลูกหว้าก็ตามใจพี่ภูเกินไป" ว่าแล้วก็เอ็ดลูกสะใภ้ เธอจะต้องมีหลานเพื่อเป็นหลักประกันแก่ตระกูลบวรวัฒน์กิจ อย่างน้อยถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในภายภาคหน้าเธอยังมีหลานพอที่ต่อรองอีกฝ่ายได้ การแต่งงานครั้งนี้หาใช่แค่เรื่องคนสองคนไม่ แต่มันรวมไปถึงชื่อเสียงและธุรกิจ ถ้าไม่ได้ครอบครัวลูกสะใภ้ช่วยซื้อหุ้นพยุงบริษัทเอาไว้ ป่านนี้ครอบครัวเธอคงได้กลายเป็นคนล้มละลายแน่ "แต่ว่า…" "ไม่มีแต่ แม่จองทริปให้เองลูก แต่มันกะทันหันเกินไป ปีนี้เอาในประเทศไปก่อนะจ๊ะ ปีหน้าแม่จะจัดทริปเลิศๆ ต่างประเทศให้" ปากว่า มือก็ไถหน้าจอโทรศัพท์ไปด้วยความคล่องแคล่ว ไม่นานปากแต่งแต้มสีแดงสดก็คลี่ยิ้มกว้าง จองทริปวันสุดท้ายทันพอดี อะไรจะเหมาะเจาะขนาดนี้ "นี่จ๊ะ แม่จองทริปภูเก็ตให้ลูก ดูสิจ๊ะ สวยไหม แต่ถ้าไม่ชอบแม่จองที่อื่นได้นะ" คุณนายเจ้าของบ้านยื่นหน้าจอให้ลูกสะใภ้ดูอย่างเอาใจ "รบกวนคุณแม่เปล่าๆ ค่ะ เอาภูเก็ตนี่แหละค่ะ สวยดี คุณแม่ไปด้วยกันนะคะ" เธอกล่าวอย่างเกร็งใจอีกฝ่าย มันเกินคาดกว่าที่คิดไปมาก ชนัญชิดานึกไม่ถึงว่าแม่สามีจะด่วนจองทริปในทันทีทันใด "รบกวนอะไร เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว อีกอย่างพวกหนูไปฮันนีมูนนะ ชวนแม่ไปเป็นก้างขวางคอทำไมกันจ๊ะ" "ขอบคุณคุณแม่มากนะคะ ค่าทริปที่จองไปเดี๋ยวหนูโอนคืนให้นะคะ" เธอรู้สถานการณ์ครอบครัวฝ่ายสามีดีจึงไม่อยากรบกวน "จ๊ะ" ภาริณียิ้ม ถือว่าลูกสะใภ้คนนี้รู้ความอยู่บ้าง เธออยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนคุณภาริณีต่อสักพักก็ขอตัวกลับบ้านในช่วงบ่ายโมงตรง ความขึ้งเคียดที่แบกไว้ตลอดหนึ่งเดือนเต็มจึงถูกปลดปล่อยออกมาให้คลายใจ ถ้ารู้ว่าจะง่ายขนาดนี้ ชนัญชิดาคงเข้าทางแม่สามีตั้งนานแล้ว เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายชื่นชอบเธอมากเป็นพิเศษ ไหนๆ ก็จะไปเที่ยวทะเลแล้ว ซื้อบิกินีก่อนกลับบ้านด้วยดีกว่า ไวเท่าความคิด หล่อนตีไฟเลี้ยวหักพวงมาลัยขับเข้าห้างดัง ใช้เวลาไปเกือบสามชั่วโมงในการช็อปปิ้งก็ได้ของครบ ไม่ลืมที่จะซื้อเผื่อผู้เป็นสามีอีกหลายสิบตัว อารมณ์ดีใจพองแน่นคับอกกับห่อเหี่ยวลงทันควันเมื่อเห็นสีหน้า แววตาไม่พอใจของภูวดลเมื่อเธอบอกเรื่องฮันนีมูนกับเขา "นี่เธอว่าไงนะ" เสียงแข็งๆ เอ่ยปากถามภรรยาในนามด้วยความหัวเสีย นี่เขาทำเวรทำกรรมอะไรมาถึงได้มาเจอผู้หญิงหน้าด้านๆ กันนะ "ทริปฮันนีมูนค่ะ" ชนัญชิดาพยายามทำใจดีสู้เสือ เอาน้ำเย็นลูบไฟโทสะที่กำลังลุกแผดเผาศีรษะสามีในตอนนี้ "ฉันไม่ไป เธอก็รู้ว่าฉันงานยุ่ง" เขาปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา คำว่ายุ่งจะใช้กับเธอเสมอ แต่เพียงแค่ยัยปริมออกปาก เขาจะวิ่งแจ้นไปหาทันที ช่างเลือกปฏิบัติเสียจริง "งั้นพี่ภูก็ไปบอกคุณแม่เองเถอะค่ะ ทริปนี้คุณแม่เป็นคนจัดการให้พวกเรา" หญิงสาวรู้จุดอ่อนคนตรงหน้าดี เลยยกเรื่องแม่มาบังหน้า "นี่เธอร้ายกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะลูกหว้า ไม่มีปัญญาเข้าหาฉันก็ให้คุณแม่ออกหน้าให้ น่าสมเพชสิ้นดี คิดจะจับผู้ชาย แต่กลับให้คนอื่นช่วย" เขาละเชื่อหล่อนจริงๆ สายตาจ้องเขม็งพร้อมวาจาร้อนแรงสาดกระทบความรู้สึกเธออย่างจัง ทำเอาขอบตาร้อนผ่าว ความขมปร่าตีตื้นจนจุกอกแน่น "ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพี่เป็นคนบีบบังคับให้ลูกหว้าทำแบบนี้เอง" ความอ่อนหวาน อ่อนโยน เอาใจใส่ ดูแลทุกเรื่องของเขาตั้งแต่อาหารการกิน เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า เรียกได้ว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าทุกอย่างล้วนผ่านมือเธอแทบจะทั้งสิ้น เกิดมาผ้าไม่เคยรีด ไม่เคยซักเองก็ต้องทำ ครัวไม่เคยเข้าก็ไปหัดเรียน ทุกอย่างก็ทำเพื่อเขาทั้งนั้น นิสัยอะไรที่เขาไม่ชอบเธอก็พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงแค่หวังว่าชายหนุ่มจะเห็นความตั้งใจเธอบ้าง แต่ไม่เลย ทุกอย่างว่างเปล่า เขาไม่เห็นค่ามันเลยด้วยซ้ำ "งั้นเธอก็ไปคนเดียวเลยสิ" พูดจบก็หันหลังออกจากบ้านทันทีทั้งที่พึ่งมาถึง ก้นยังไม่แตะพื้นด้วยซ้ำ กลับบ้านมาเหนื่อยๆ แทนที่จะได้ผ่อนคลาย กลับต้องมาเจอเรื่องไม่เป็นเรื่อง ภูวดลยกมือขึ้นนวดขมับ มืออีกข้างถือเสื้อสูทพาดไหล่ เดินตรงไปยังโรงรถ นี่เขาคิดผิดหรือคิดถูกที่ยอมตามใจแม่แต่งงานกับยัยนั่น คนถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้แต่มองตามท้ายรถที่แล่นออกจากบ้านด้วยความเร็วบ่งบอกอารมณ์คุกรุ่นคนหลังพวงมาลัย เธอยืนนิ่งจังงังอยู่ในห้องรับแขก ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ ด้วยใจที่ปวดหนึบกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอนั่งปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ คนเดียวสักพักใหญ่ๆ จนได้ยินเสียงเฮ่า โฮ่งๆๆ เสียงเห่าเจ้าชาช่า สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนเพศผู้สีขาวแกมดำวิ่งกระโจนเข้าใส่ร่างเล็กแทบจะหงายหลัง "ชาช่า เบาๆ ชาช่า ม๊าเจ็บ" เธอพยายามทรงตัว ดุเจ้าขนฟูนุ่มที่ซุกไซร้พยายามจะเลียหน้าเจ้านาย อารมณ์จมดิ่งเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนได้เพราะสัตว์เลี้ยงตัวโปรด "อาบน้ำแล้วเหรอ หอมจัง" กลิ่นหอมสบู่สำหรับสุนัขลอยฟุ้งเมื่อมันใช้สองขาหลังยืน สองขาหน้าตะปบกอดหญิงสาวไว้ ชนัญชิดาพาเจ้าสี่ขาแสนซนออกมาวิ่งเล่นในสวนหย่อมหน้าบ้าน โยนลูกบอลให้มันคาบเล่นจนเหงื่อท่วมกายก่อนนั่งแปะบนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า มองมันวิ่งวุ่นไปมา ทะเลาะกับตัวเองจนเธอเผลอหัวเราะออกมาเสียงดัง ในวันที่เศร้าใจอย่างน้อยเธอยังมีเจ้าชาช่าพลอยทำให้อารมณ์ดีได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม เธอเลี้ยงมันมาได้เกือบสี่ปี ตั้งแต่ตัวเท่าลูกแมว ตอนนี้ตัวโตแทบอุ้มไม่ขึ้น พอย้ายมาอยู่ที่เรือนหอลูกหว้าก็พามันมาด้วย โถ่ ดีใจจะได้ไปฮันนีมูนกับผู้ แต่ผู้อาละวาดใส่ ยังดีมีชาช่า ไซบีเลี่ยนมาปลอบใจรอไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ปรมินทร์ก็มาพร้อมตะกร้าใบขนาดกลาง เขาเดินหิ้วมันขึ้นมายังบ้านพักผู้จัดการสาว เคาะห้องเธอเพียงสามครั้ง ประตูก็เปิดออกกว้าง ชายหนุ่มยื่นตะกร้าให้หล่อน“ในนี้มีข้าวต้ม แก้วเก็บอุณหภูมินี้เป็นน้ำขิงครับ แล้วนี่ยาแก้หวัด แก้เจ็บคอเผื่อระคายเคือง แล้วนี่ มีเจลลดไข้ด้วย พรุ่งนี้ลูกหว้าไม่ต้องไปทำงานนะครับ เดี๋ยวผมสั่งน้ำหวานทำแทน ลูกหว้าอยู่บ้านพักผ่อนให้สบาย หายเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำ” ปรมินทร์อธิบายสิ่งของในตะกร้าที่พกมาเพื่อหล่อนโดยเฉพาะ แถมยังอนุญาตให้เธอหยุดงานแบบไม่ต้องเอ่ยปากขอ“เอ่อ ยังไงก็ขอบคุณ คุณมากนะคะ” ชนัญชิดายิ้มเก้อๆ รู้สึกเขินนิดๆ เธอทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอปรมินทร์ในมาดนี้ แถมยังเรียกชื่อสนิทสนมอีก ไหนจะสายตา คำพูดและการกระทำที่เอาใจใส่กว้าครั้งก่อนมาก ทั้งๆ ที่เมื่อห้าปีที่แล้วแทบจะแยกเขี้ยวใส่กัน แต่ถามว่าชอบไหม เธอชอบมากที่มีคนคอยเป็นห่วงแถมใส่ใจขนาดนี้ปรมินทร์เห็นหล่อนหน้าแดงก่ำ ไม่รู้เพราะพิษไข้หรือเพราะเขินเขากันแน่ ชายหนุ่มกระตุกมุมปากขึ้นยิ้ม จ้องมองคนตัวเล็กกว่าด้วยแววตาเป็นประกายระยิบ เห็นชนัญชิดามีอาการประหม่าก็น่าดูไปอีกแบบ ปกติเธอเป็นคนมั่นใจในต
ตลอดวันชนัญชิดาวิ่งวุ่นเรื่องงาน แม้ไม่ใช่หน้าที่ตัวเองเธอก็อาสารับทำด้วยความเต็มใจจนเป็นที่เกรงอกเกรงใจของพวกพนักงาน เธอต้องการให้ตัวเองยุ่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สมองไม่ว่าง จะได้ไม่ต้องคิดถึงสายตาของปรมินทร์เมื่อเช้าจนกระทั่งเลิกงานเธอเดินทอดน่อง ดูพวกคนงานรวมตัวกันออกมาเล่นกีฬายังลานออกกำลังกาย ส่วนพวกผู้หญิงบางส่วนก็ถือจอบถือเสียมมารดน้ำพรวนดินยังแปลงการเกษตรที่ไร่จัดไว้ให้เพาะปลูกสำหรับทำกับข้าวกินโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อ ซึ่งชนัญชิดามองว่าเป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียวปรมินทร์ทำให้เธอเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของเขา ชาวไร่ส้มที่นี่รักและเคารพปรมินทร์รองจากพ่อแม่ตนเองเลยก็ว่าได้ เขาไม่ได้ปฏิบัติตนเหมือนเจ้านายที่เที่ยวเอาแต่วางอำนาจออกคำสั่ง พอไม่ได้ดั่งใจก็ดุด่าปรมินทร์ปฏิบัติต่อทุกคนในไร่เสมือนญาติพี่น้องคนหนึ่ง ใครมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องไหนเขาสามารถจัดการคลี่คลายปัญหาให้ได้ ดังนั้นพนักงานในไร่ต่างเคารพและนับถือปรมินทร์มากแม้จะอายุยังน้อยก็ตามชนัญชิดาเดินมายังข้างๆ คูสระที่ขุดไว้เลี้ยงปลารวมไปถึงรดน้ำผัก คนงานผู้หญิงพวกนั้นทยอยกลับไปหมดแล้ว พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้
ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วปรมินทร์กลับเข้าบ้านอีกทีก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มลาลับของฟ้าไปแล้ว ไฟตามจุดต่างๆ เริ่มส่องสว่างเป็นจุดๆ“ปิกบ้านแล้วกำ” (กลับบ้านแล้วเหรอ) ปภารัตรีบดึงแขนลูกชายเข้ามานั่งยังโซฟาห้องรับแขกเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินผ่านพ้นประตูมา“มีอะหยังครับ” (มีอะไรหรือครับ)เขาเลิกคิ้วถามมารดาที่ดูยิ้มแย้มเหมือนมีเรื่องอะไรตื่นเต้นอยากเล่าให้เขาฟัง“ก็หนูจูนไง หนูจูนพึ่งกลับจากอังกฤษ บอกแม่ว่าอยากมาเที่ยวไร่เรา อีกสามวันน้องก็เดินทางมาถึงไร่เราแล้วนะ ตอนนี้น้องยังอยู่กรุงเทพฯ” (ก็หนูจูนไง หนูจูนพึ่งกลับจากอังกฤษ บอกแม่ว่าอยากมาเที่ยวไร่เรา อีกสามวันน้องก็เดินทางมาถึงไร่เราแล้วนะ ตอนนี้น้องยังอยู่กรุงเทพฯ)ปภารัตเห็นลูกสาวเพื่อนอัปเดตความเคลื่อนไหวลงโซเชียล เธอเลยเข้าไปทักทายจากนั้นไม่นานทั้งสองก็ได้พูดคุยกันและนัดหมายเจอกันในที่สุด“ครับ” ปรมินทร์รับคำ เพราะรู้ทันว่าคงไม่ใช่มาเที่ยวไร่ธรรมดา แม่คงยังไม่เลิกจับคู่ให้เขา ล่าสุดน้องอรของแม่คราวนี้น้องจูนอีก ปรมินทร์คิดแล้วก็พานปวดหัว ยกมือขึ้นนวดขมับ เอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยความเหนื่อยใจ แล้วตัดสินใจบอกมารดาไปตามตรง“แม่ครับ ผมมีคนตี้
เวลานั้นเองน้ำหวานถึงได้รู้ว่าชนัญชิดาไม่เพียงแค่รวยอย่างที่ปากว่าแต่เป็นโคตะระรวยต่างหาก“สวัสดีครับคุณชินดนัย” ปรมินทร์ซึ่งมาถึงได้สักพักสังเกตการณ์อยู่ก่อน เลยเดินเข้ามาทักชินดนัยด้วยใบหน้ายิ้มๆ คิดจะจีบน้องสาวเขาก็ต้องทำคะแนนจากพี่เขาก่อนอันดับแรก แม้จะโหดแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ ทำไงได้รักน้องสาวเขาไปแล้วนี่“สวัสดีครับ” ชินดนัยปรายตาขึ้นมองคนมาใหม่ ปรมินทร์ในชุดเสื้อกล้ามสีขาว คลุมด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวเข้ม สวมหมวกปีกกว้าง ดูจากลักษณะแล้วคงพึ่งมาจากในไร่ เพราะใบหน้าเขาดูเผยความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็นอยู่บ้าง“มาเที่ยวเหรอครับ หรือมาเยี่ยมเธอ” เธอที่เขาหมายถึงตอนนี้ขอตัวไปทำงานแล้ว ปล่อยพี่ชายกับบรรดาลูกน้องคนอื่นๆ นั่งดื่มกาแฟอย่างสบายใจที่โต๊ะเดิม“ผมมาทำธุระครับเลยแวะมาดูน้องเสียหน่อย พึ่งกลับมาไทยยังไม่ทันได้หายคิดถึงก็รีบหนีผมมาทำงานที่นี่แล้ว” ชินดนัยผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตาคมปลาบมองเจ้าของไร่ด้วยความรู้ทัน ถึงเจจะไม่รายงานเรื่องทั้งหมดภายในไร่แห่งนี้ให้เขาฟังอย่างละเอียด แต่มีหรือที่จะมองไม่ออกว่าปรมินทร์คิดยังไงกับน้องสาวตัวเองตอนแรกเขาไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้เข
ฐานะผู้จัดการในขณะที่โซนคาเฟ่กำลังมีเรื่อง ภาคภูมิซึ่งบังเอิญได้ยินข่าวซุบซิบเรื่องชนัญชิดามีผู้ชายหล่อแถมรวยมานั่งเฝ้ายันร้านก็รีบวิ่งแจ้นนำข่าวมาบอกเจ้านายด้วยความไวแสง“แน่ใจ๋กะ ว่าแม่นแต้” (นายแน่ใจนะ)ปรมินทร์ซึ่งกำลังตัดแต่งกิ่งส้มในไร่ถึงกับหยุดชะงัก ถามผู้จัดการไร่คนสนิทเพื่อความมั่นใจ“มั่นใจ๋ครับ ก่อนี่เลาะครับในไลน์กลุ่มนี่เขาเล่ากันหื้อแซดว่าคุณชนัญชิดาเปิ้นเป็น เอ่อ เป็น....เมียน้อยป้อจายคนหั้นตวย” (มั่นใจครับ นี่ไงครับในไลน์กลุ่มเมาท์กันสนั่นเลยว่าคุณชนัญชิดาเป็น เอ่อ เป็น…เมียน้อยผู้ชายคนนั้นด้วย)เขาลังเลที่จะพูดคำนั้นออกมาแต่เมื่อเจอสายตาคาดคั้นเอาคำตอบจากผู้เป็นนาย ภาคภูมิจึงจำใจต้องตอบตามข่าวที่เขาส่งต่อๆ กันมา ซึ่งให้พูดกันตามตรงตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าชนัญชิดาจะเป็นอย่างที่พนักงานเขาพูดกัน เธอดูหยิ่งขนาดนั้นมีหรือจะยอมกินน้ำใต้ศอกใคร แถมผู้หญิงแบบเธอหาแฟนหรือสามีเป็นของตัวเองได้สบายๆ ขนาดนั้น คงไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครแน่“เอ่อ อั้นฝากยะต่อตวยเน้อ” (เอองั้นฝากทำต่อด้วย)ปรมินทร์ร้อนใจ ยัดกรรไกรแต่งกิ่งใส่มือภาคภูมิ หมอกซึ่งกำลังงุ่นง่านกับการใส่ปุ๋ยคอกก็ได้แต่มองตามแผ่น
ผู้จัดการสาวไหนเลยจะรู้ว่าตัวเองถูกลูกน้องนินทากันสนุกปาก เธอตกใจมากเมื่อเดินมายังคาเฟ่แล้วเห็นพี่ชายกับบอดี้การ์ดนั่งดื่มกาแฟกันอย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะบอกน้องสาวอย่างเธอสักนิดว่าจะมาหาถึงไร่แถมเมื่อวานก็คุยกันก็ไม่เห็นพูดถึง ส่วนเจก็ได้แต่หลบสายตาคาดโทษจากชนัญชิดา“อย่าไปว่าเจเขาเลย พี่เป็นคนห้ามไม่ให้บอกน้องเองครับ” ชินดนัยแก้ต่างแทนลูกน้อง เขาตั้งใจมาเซอร์ไพรส์อย่างตั้งใจจึงไม่บอกว่าจะมา เขามาทำธุระที่นี่พอดีเลยแวะมาเยี่ยมน้องสาวด้วยความคิดถึง กะว่าจะนอนสักคืนค่อยกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้เช้า“ก็ถ้าบอกก่อนน้องจะได้ขอลาหยุดไงคะ” พี่ชายมาหาทั้งทีเธอไม่มีเวลาดูแล แถมยังต้องทำงานทั้งวันอีก จะไม่ให้เธอบ่นได้ไง“ไม่เป็นไรค่ะ พี่แค่อยากเห็นตอนน้องทำงาน หนูไม่ต้องสนใจพี่ หนูไปทำงานทำหน้าที่ตัวเองเถอะ พี่จองห้องพักที่นี่ไว้คืนหนึ่ง เลิกงานแล้วเราค่อยไปกินข้าวกันค่ะ” เขาตอบน้องสาวด้วยแววตาเอ็นดูอย่างที่เคยมองมาตลอดชีวิต เขามาทำธุระที่นี่เลยถือโอกาสแวะมาหาน้องน้อยด้วยเสียเลย“ว่าแต่พี่ชายใหญ่มาคนเดียวเหรอคะ ชิสากับพี่แก้มไม่มาด้วยเหรอ” หันซ้ายหันขวาสำรวจก็เห็นแต่พี่ชายกับบอดี้การ์ดเท่านั้น“ไม่