تسجيل الدخولชีวิตคู่
ชีวิตหลังแต่งงานคู่อื่นอาจจะรักกันหวานชื่น ดื่มด่ำความสุขความหอมหวานเฉกเช่นคู่ข้าวใหม่ปลามันทั่วไป ทว่าเรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับชีวิตหล่อนเลย ไม่แม้แต่จะใกล้เคียงสักนิด เพราะไม่มีคืนไหนเธอกับเขาจะร่วมหลับนอนกันสักครั้ง แต่ชนัญชิดาไม่เคยท้อ ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมีความหวังลึกๆ ลูกไม้แผนการอันใดล้วนถูกงัดนำมาใช้หมด แต่…….ไม่เคยได้ผล ลูกหว้าลงทุนใส่ชุดนอนบางๆ ก็แล้ว ยั่วยวนก็แล้วไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะหลงใหลหรือต้องการชื่นชมหล่อนสักนิด เขามักจะเอาความเหนื่อยมาอ้างหรือใช้สายตาไล่เธอทางอ้อม แม้กระทั่งหนีไปนอนอีกห้องปล่อยให้เธอครอบครองห้องนอนใหญ่แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่คืนแรก ชนัญชิดาไม่ยอมแพ้ ยังคงหาโอกาสเข้าหาสามี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวาจาร้อนแรง คำพูดแดกดันภรรยายามที่หล่อนแอบเข้าไปนอนรอให้ห้อง สุดท้ายจบด้วยการโดนเขาลากเธอออกห้องอยู่ร่ำไป วันนี้ก็เช่นเคย ด้วยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่เธอพยายามยั่วยวนสามีจะสัมฤทธิผลเสียดี ชนัญชิดาไม่เชื่อหรอกว่าผู้ชายจะไม่สนใจของสวยๆ งามๆ แบบเธอ หล่อนสวมชุดนอนลูกไม้ซีทรูสีชมพูอ่อน แหวกอกลึกเห็นเนินอกอวบดูวาบหวิว พร้อมกับพรมน้ำหอมบางๆ คลุมทับด้วยชุดคลุมตัวยาวเดินเข้าไปรอเขาอยู่ในห้อง ภูวดลเปิดประตูห้องตัวเอง เห็นไฟเปิดอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าภรรยาแอบเข้าห้องเขาอีกแล้ว หญิงสาวร่างระหงนั่งอยู่ปลายเตียง ลุกขึ้นเดินมาทางเขา ถอดเสื้อคลุมตัวยาวโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี ดวงตากลมโตจิกมองฉ่ำปรือ เธอกัดริมฝีปากน้อยๆ อย่างยั่วยวน เขายอมรับว่าเธอสวยและดูเซ็กซี่มากเมื่ออยู่ในชุดนี้ แต่เซ็กซี่ยังไงก็ยุอารมณ์เขาไม่ขึ้นหรอก ภูวดลหน้าตาแดงก่ำด้วยความโมโห ทำไมใยนี่ไม่เข็ดหลาบสักทีนะ โดนเขาจับโยนออกนอกห้องทุกคืนไม่จำเข้าสมองบ้างหรือไง “ฉันบอกเธอกี่รอบแล้ว ว่าไม่อนุญาตให้เธอเข้าห้องฉันโดยพลการ” เขาจับข้อมือเล็ก กระชากเธอเหวี่ยงแรงๆ ตะคอกเสียงดังด้วยความกรุ่นโกรธ ทำงานมาเหนื่อยๆ เจอหน้าภรรยาอย่างยัยนี่ภูวดลเหนื่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก “แต่เรายังไม่เข้าหอกันเลยนะคะ” ชนัญชิดาแย้ง เธอยังไม่ลดละความพยายามใกล้ชิดสามี คำพูดจารุนแรงทำเอาหัวใจเธอเจ็บแปลบอยู่ในอก แถมสายตาที่มองมาแต่ละทีทำเหมือนลูกหว้าเป็นเชื้อโรคก็มิปาน กว่าจะเจอหน้ากันแต่ละทีก็ยากเย็น แม้จะอยู่เดียวกันก็ตาม คงมีเพียงเธอที่รอคอยการกลับบ้านของสามี “อย่าฝันว่าฉันจะแตะต้องตัวเธออีก ออกไป๊” ประโยคหลังเขาเคล้นเสียงตะโกน พร้อมเหวี่ยงภรรยาออกนอกประตูตามด้วยปิดลงดังสนั่นลั่นบ้าน ชนัญชิดายืนนิ่งอึ้ง มองบานประตูที่ปิดกระแทกใส่หน้าเธอเมื่อครู่ หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบแก้ม อุตส่าห์กลั้นมาหลายนาทีมันกลับพังคลืนลงราวกับเขื่อนแตก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโดนภูวดลทำแบบนี้ แต่มันก็อดเสียใจและน้อยใจไม่ได้เลยสักครั้ง เมื่อวานภูวดลกลับดึก จนไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกัน วันนี้เลยไม่อยากพลาดอีกครั้ง เพราะเธอลงมือทำอาหารเอง ทุกขึ้นตอนตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม วันนี้เธอเห็นเขากลับบ้านตรงเวลาก็พลอยใจชื้นว่าอาหารเย็นนี้เขาต้องได้ชิมฝีมือเธอ ผ่านไปได้แค่ครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมา หญิงสาวยิ้มกว้างจะเดินเข้าไปชวนสามีทานข้าวด้วยกัน เหลือปรุงแค่ไม่กี่อย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่นึกว่าเขาจะอยู่ในชุดพร้อมออกไปข้างนอก แถมน้ำหอมยังพรมจนแสบจมูกไปหมด “นี่พี่ภูจะไปไหนเหรอคะ” หล่อนถามสามีเมื่อเห็นอีกฝ่ายแต่งตัวจะออกนอกบ้านทั้งๆ นี่ก็จะสองทุ่มไปแล้วเขาพึ่งกลับได้ไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะออกไปอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่หล่อนอุตส่าห์ไปเรียนทำอาหารเพื่อเอาใจสามี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอลงมือทำกับข้าวตามสูตรที่เรียนมาอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด ทว่าเขาจะไม่อยู่ชิมฝีมือเธอ “กินข้าว” “นี่ไงคะ ลูกหว้ากำลังทำกับข้าวให้พี่ภูอยู่ มีแต่ของโปรดพี่ทั้งนั้น” หล่อนยืนยันด้วยชุดกันเปื้อนที่สวมอยู่ เธอได้ยินเสียงภูวดลเดินลงมาจากชั้นบนเลยรีบล้างมือวิ่งมาหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มเพื่ออวด “ฝีมือเธอทำงั้นเหรอ ฉันกินไม่ลง” เผลอๆ ใส่อะไรให้เขากิน มิแย่ไปกว่านี้เหรอ อีกอย่างเขานัดคนสำคัญไว้ คำพูดเจ็บแสบไร้เยื่อใยทำเอาอีกฝ่ายหุบยิ้มฉับพลัน เขาไม่ปรายตามองหล่อนด้วยซ้ำไป นัดคนสำคัญงั้นเหรอ แล้วเธอซึ่งเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่สำคัญกับเขาบ้างเลยหรือยังไงกัน “พี่ภู" เขาไม่สนใจเสียงเรียก เมื่อนึกได้ว่าคืนนี้มีนัดก็ก้าวเท้าอาดๆ เดินออกจากบ้านทันที เธอวิ่งตามได้สามเก้าก็หยุดลง ภูวดลทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้ใครบางคนได้แต่มองตามเท่านั้น หญิงสาวมองตามสามีจนลับสายตา สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ นับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วหมุนกายกลับไปทำกับข้าวต่อด้วยใจที่ลอยล่อง น้ำมันกระเด็นใส่แขน ความเจ็บแสบแผ่กระจายนั่นแหละเธอถึงดึงตัวเองออกจากภวังค์ได้ ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเธอและไม่มีอะไรคืบหน้ามีแต่ถดถอยลงคลอง กับข้าวสองสามอย่างถูกจัดขึ้นโต๊ะ หล่อนได้แต่นั่งเหม่อมองอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะตัดสินใจตักกินไปโดนไม่รับรู้รสชาติ "อิ่มแล้วเหรอคะ คุณหนู ทานอีกนิดสิคะ เมื่อกี้คุณหนูตักกินไปแค่สามคำเองนะคะ" วันดี แม่บ้านเอ่ยบอกผู้เป็นนายสาว เธอเลี้ยงคุณหนูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พอชนัญชิดาแต่งงานย้ายบ้านก็ตามมาดูแล รักเปรียบเสมือนลูกหลานตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นหญิงสาวกินน้อยเธอก็คะยั้นคะยอให้กินเพิ่มอีกด้วยความเป็นห่วง "หนูอิ่มแล้วค่ะ ป้าเก็บเถอะ" "แต่ว่า.." กินแค่สามคำจะไปอิ่มได้ไง "ทำตามที่พูดเถอะค่ะ" หล่อตัดบทแม่บ้านทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ เธอเข้าใจความหวังดีที่อีกฝ่ายมอบให้ แต่ทว่าตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้วจริงๆ มันตื้อไปหมด "ค่ะ" วันดีได้แต่รับคำ ก้มหน้าก้มตาเก็บสำรับพร้อมกับป่าน แม่บ้านอีกคนที่อายุได้แค่สามสิบต้นๆ "น่าสงสารคุณหนูเนาะป้า อุตส่าห์ฝึกทำกับข้าวเอาใจสามี แต่ดูคุณภูทำสิ เห้อ" ป่านอดสงสารเจ้านายสาวไม่ได้ เลยได้แต่บ่น "นั่นสิ เอาล่ะ หยุดพูดเถอะ เดี๋ยวกระทบจิตใจคุณหนูเปล่าๆ" "จ๊ะ"รอไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ปรมินทร์ก็มาพร้อมตะกร้าใบขนาดกลาง เขาเดินหิ้วมันขึ้นมายังบ้านพักผู้จัดการสาว เคาะห้องเธอเพียงสามครั้ง ประตูก็เปิดออกกว้าง ชายหนุ่มยื่นตะกร้าให้หล่อน“ในนี้มีข้าวต้ม แก้วเก็บอุณหภูมินี้เป็นน้ำขิงครับ แล้วนี่ยาแก้หวัด แก้เจ็บคอเผื่อระคายเคือง แล้วนี่ มีเจลลดไข้ด้วย พรุ่งนี้ลูกหว้าไม่ต้องไปทำงานนะครับ เดี๋ยวผมสั่งน้ำหวานทำแทน ลูกหว้าอยู่บ้านพักผ่อนให้สบาย หายเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำ” ปรมินทร์อธิบายสิ่งของในตะกร้าที่พกมาเพื่อหล่อนโดยเฉพาะ แถมยังอนุญาตให้เธอหยุดงานแบบไม่ต้องเอ่ยปากขอ“เอ่อ ยังไงก็ขอบคุณ คุณมากนะคะ” ชนัญชิดายิ้มเก้อๆ รู้สึกเขินนิดๆ เธอทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอปรมินทร์ในมาดนี้ แถมยังเรียกชื่อสนิทสนมอีก ไหนจะสายตา คำพูดและการกระทำที่เอาใจใส่กว้าครั้งก่อนมาก ทั้งๆ ที่เมื่อห้าปีที่แล้วแทบจะแยกเขี้ยวใส่กัน แต่ถามว่าชอบไหม เธอชอบมากที่มีคนคอยเป็นห่วงแถมใส่ใจขนาดนี้ปรมินทร์เห็นหล่อนหน้าแดงก่ำ ไม่รู้เพราะพิษไข้หรือเพราะเขินเขากันแน่ ชายหนุ่มกระตุกมุมปากขึ้นยิ้ม จ้องมองคนตัวเล็กกว่าด้วยแววตาเป็นประกายระยิบ เห็นชนัญชิดามีอาการประหม่าก็น่าดูไปอีกแบบ ปกติเธอเป็นคนมั่นใจในต
ตลอดวันชนัญชิดาวิ่งวุ่นเรื่องงาน แม้ไม่ใช่หน้าที่ตัวเองเธอก็อาสารับทำด้วยความเต็มใจจนเป็นที่เกรงอกเกรงใจของพวกพนักงาน เธอต้องการให้ตัวเองยุ่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สมองไม่ว่าง จะได้ไม่ต้องคิดถึงสายตาของปรมินทร์เมื่อเช้าจนกระทั่งเลิกงานเธอเดินทอดน่อง ดูพวกคนงานรวมตัวกันออกมาเล่นกีฬายังลานออกกำลังกาย ส่วนพวกผู้หญิงบางส่วนก็ถือจอบถือเสียมมารดน้ำพรวนดินยังแปลงการเกษตรที่ไร่จัดไว้ให้เพาะปลูกสำหรับทำกับข้าวกินโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อ ซึ่งชนัญชิดามองว่าเป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียวปรมินทร์ทำให้เธอเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของเขา ชาวไร่ส้มที่นี่รักและเคารพปรมินทร์รองจากพ่อแม่ตนเองเลยก็ว่าได้ เขาไม่ได้ปฏิบัติตนเหมือนเจ้านายที่เที่ยวเอาแต่วางอำนาจออกคำสั่ง พอไม่ได้ดั่งใจก็ดุด่าปรมินทร์ปฏิบัติต่อทุกคนในไร่เสมือนญาติพี่น้องคนหนึ่ง ใครมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องไหนเขาสามารถจัดการคลี่คลายปัญหาให้ได้ ดังนั้นพนักงานในไร่ต่างเคารพและนับถือปรมินทร์มากแม้จะอายุยังน้อยก็ตามชนัญชิดาเดินมายังข้างๆ คูสระที่ขุดไว้เลี้ยงปลารวมไปถึงรดน้ำผัก คนงานผู้หญิงพวกนั้นทยอยกลับไปหมดแล้ว พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้
ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วปรมินทร์กลับเข้าบ้านอีกทีก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มลาลับของฟ้าไปแล้ว ไฟตามจุดต่างๆ เริ่มส่องสว่างเป็นจุดๆ“ปิกบ้านแล้วกำ” (กลับบ้านแล้วเหรอ) ปภารัตรีบดึงแขนลูกชายเข้ามานั่งยังโซฟาห้องรับแขกเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินผ่านพ้นประตูมา“มีอะหยังครับ” (มีอะไรหรือครับ)เขาเลิกคิ้วถามมารดาที่ดูยิ้มแย้มเหมือนมีเรื่องอะไรตื่นเต้นอยากเล่าให้เขาฟัง“ก็หนูจูนไง หนูจูนพึ่งกลับจากอังกฤษ บอกแม่ว่าอยากมาเที่ยวไร่เรา อีกสามวันน้องก็เดินทางมาถึงไร่เราแล้วนะ ตอนนี้น้องยังอยู่กรุงเทพฯ” (ก็หนูจูนไง หนูจูนพึ่งกลับจากอังกฤษ บอกแม่ว่าอยากมาเที่ยวไร่เรา อีกสามวันน้องก็เดินทางมาถึงไร่เราแล้วนะ ตอนนี้น้องยังอยู่กรุงเทพฯ)ปภารัตเห็นลูกสาวเพื่อนอัปเดตความเคลื่อนไหวลงโซเชียล เธอเลยเข้าไปทักทายจากนั้นไม่นานทั้งสองก็ได้พูดคุยกันและนัดหมายเจอกันในที่สุด“ครับ” ปรมินทร์รับคำ เพราะรู้ทันว่าคงไม่ใช่มาเที่ยวไร่ธรรมดา แม่คงยังไม่เลิกจับคู่ให้เขา ล่าสุดน้องอรของแม่คราวนี้น้องจูนอีก ปรมินทร์คิดแล้วก็พานปวดหัว ยกมือขึ้นนวดขมับ เอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยความเหนื่อยใจ แล้วตัดสินใจบอกมารดาไปตามตรง“แม่ครับ ผมมีคนตี้
เวลานั้นเองน้ำหวานถึงได้รู้ว่าชนัญชิดาไม่เพียงแค่รวยอย่างที่ปากว่าแต่เป็นโคตะระรวยต่างหาก“สวัสดีครับคุณชินดนัย” ปรมินทร์ซึ่งมาถึงได้สักพักสังเกตการณ์อยู่ก่อน เลยเดินเข้ามาทักชินดนัยด้วยใบหน้ายิ้มๆ คิดจะจีบน้องสาวเขาก็ต้องทำคะแนนจากพี่เขาก่อนอันดับแรก แม้จะโหดแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ ทำไงได้รักน้องสาวเขาไปแล้วนี่“สวัสดีครับ” ชินดนัยปรายตาขึ้นมองคนมาใหม่ ปรมินทร์ในชุดเสื้อกล้ามสีขาว คลุมด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวเข้ม สวมหมวกปีกกว้าง ดูจากลักษณะแล้วคงพึ่งมาจากในไร่ เพราะใบหน้าเขาดูเผยความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็นอยู่บ้าง“มาเที่ยวเหรอครับ หรือมาเยี่ยมเธอ” เธอที่เขาหมายถึงตอนนี้ขอตัวไปทำงานแล้ว ปล่อยพี่ชายกับบรรดาลูกน้องคนอื่นๆ นั่งดื่มกาแฟอย่างสบายใจที่โต๊ะเดิม“ผมมาทำธุระครับเลยแวะมาดูน้องเสียหน่อย พึ่งกลับมาไทยยังไม่ทันได้หายคิดถึงก็รีบหนีผมมาทำงานที่นี่แล้ว” ชินดนัยผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตาคมปลาบมองเจ้าของไร่ด้วยความรู้ทัน ถึงเจจะไม่รายงานเรื่องทั้งหมดภายในไร่แห่งนี้ให้เขาฟังอย่างละเอียด แต่มีหรือที่จะมองไม่ออกว่าปรมินทร์คิดยังไงกับน้องสาวตัวเองตอนแรกเขาไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้เข
ฐานะผู้จัดการในขณะที่โซนคาเฟ่กำลังมีเรื่อง ภาคภูมิซึ่งบังเอิญได้ยินข่าวซุบซิบเรื่องชนัญชิดามีผู้ชายหล่อแถมรวยมานั่งเฝ้ายันร้านก็รีบวิ่งแจ้นนำข่าวมาบอกเจ้านายด้วยความไวแสง“แน่ใจ๋กะ ว่าแม่นแต้” (นายแน่ใจนะ)ปรมินทร์ซึ่งกำลังตัดแต่งกิ่งส้มในไร่ถึงกับหยุดชะงัก ถามผู้จัดการไร่คนสนิทเพื่อความมั่นใจ“มั่นใจ๋ครับ ก่อนี่เลาะครับในไลน์กลุ่มนี่เขาเล่ากันหื้อแซดว่าคุณชนัญชิดาเปิ้นเป็น เอ่อ เป็น....เมียน้อยป้อจายคนหั้นตวย” (มั่นใจครับ นี่ไงครับในไลน์กลุ่มเมาท์กันสนั่นเลยว่าคุณชนัญชิดาเป็น เอ่อ เป็น…เมียน้อยผู้ชายคนนั้นด้วย)เขาลังเลที่จะพูดคำนั้นออกมาแต่เมื่อเจอสายตาคาดคั้นเอาคำตอบจากผู้เป็นนาย ภาคภูมิจึงจำใจต้องตอบตามข่าวที่เขาส่งต่อๆ กันมา ซึ่งให้พูดกันตามตรงตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าชนัญชิดาจะเป็นอย่างที่พนักงานเขาพูดกัน เธอดูหยิ่งขนาดนั้นมีหรือจะยอมกินน้ำใต้ศอกใคร แถมผู้หญิงแบบเธอหาแฟนหรือสามีเป็นของตัวเองได้สบายๆ ขนาดนั้น คงไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครแน่“เอ่อ อั้นฝากยะต่อตวยเน้อ” (เอองั้นฝากทำต่อด้วย)ปรมินทร์ร้อนใจ ยัดกรรไกรแต่งกิ่งใส่มือภาคภูมิ หมอกซึ่งกำลังงุ่นง่านกับการใส่ปุ๋ยคอกก็ได้แต่มองตามแผ่น
ผู้จัดการสาวไหนเลยจะรู้ว่าตัวเองถูกลูกน้องนินทากันสนุกปาก เธอตกใจมากเมื่อเดินมายังคาเฟ่แล้วเห็นพี่ชายกับบอดี้การ์ดนั่งดื่มกาแฟกันอย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะบอกน้องสาวอย่างเธอสักนิดว่าจะมาหาถึงไร่แถมเมื่อวานก็คุยกันก็ไม่เห็นพูดถึง ส่วนเจก็ได้แต่หลบสายตาคาดโทษจากชนัญชิดา“อย่าไปว่าเจเขาเลย พี่เป็นคนห้ามไม่ให้บอกน้องเองครับ” ชินดนัยแก้ต่างแทนลูกน้อง เขาตั้งใจมาเซอร์ไพรส์อย่างตั้งใจจึงไม่บอกว่าจะมา เขามาทำธุระที่นี่พอดีเลยแวะมาเยี่ยมน้องสาวด้วยความคิดถึง กะว่าจะนอนสักคืนค่อยกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้เช้า“ก็ถ้าบอกก่อนน้องจะได้ขอลาหยุดไงคะ” พี่ชายมาหาทั้งทีเธอไม่มีเวลาดูแล แถมยังต้องทำงานทั้งวันอีก จะไม่ให้เธอบ่นได้ไง“ไม่เป็นไรค่ะ พี่แค่อยากเห็นตอนน้องทำงาน หนูไม่ต้องสนใจพี่ หนูไปทำงานทำหน้าที่ตัวเองเถอะ พี่จองห้องพักที่นี่ไว้คืนหนึ่ง เลิกงานแล้วเราค่อยไปกินข้าวกันค่ะ” เขาตอบน้องสาวด้วยแววตาเอ็นดูอย่างที่เคยมองมาตลอดชีวิต เขามาทำธุระที่นี่เลยถือโอกาสแวะมาหาน้องน้อยด้วยเสียเลย“ว่าแต่พี่ชายใหญ่มาคนเดียวเหรอคะ ชิสากับพี่แก้มไม่มาด้วยเหรอ” หันซ้ายหันขวาสำรวจก็เห็นแต่พี่ชายกับบอดี้การ์ดเท่านั้น“ไม่
ปรมินทร์เลยไปส่งน้ำหวานกับน้ำนุ่นเพราะน้ำหวานอาศัยอยู่กับครอบครัวซึ่งห่างจากไร่ไปแค่ห้ากิโลเมตร ก่อนวนรถกลับมาเข้าไร่ เขาไล่หมอกลงรถให้เดินกลับตั้งแต่ทางเข้าที่พักคนงานอันดับแรกเพื่อจะได้มีโอกาสอยู่สองต่อสองกับชนัญชิดาซึ่งหมอกก็พอจะเดาเจตนาเจ้านายออกเลยไม่ขัดอะไรนอกจากมองตามท้ายไฟด้วยความดีใจและโล
ชนัญชิดาเปิดอกคุย นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วเขาก็ยังปักหลักอยู่ที่เดิม ทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องอะไรให้น่าห่วงเลยสักนิด เธอเองก็เกรงใจเขาเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงเบื่อต้องติดแหงกอยู่บนเขาแห่งนี้“ต้องรอคำสั่งจากคุณชินครับ” เจเองยังไงก็ได้ อยู่ที่นี่ก็ดีอีกแบบ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ มีกาแฟอร่อยๆ ให้กิน แถมยังมีวิวห
“นี่ค่ะ” ผู้จัดการสาวยกแก้วชาเขียวเย็นขึ้นจิบ คำแรกเธอละเลียดลิ้มรสอมในปากเพื่อซึมซับรสชาติก่อนกลืน ค่อยยกดื่มอีกรอบอย่างไม่รีบร้อน“หวานไปจริงๆ ทางร้านเราต้องขออภัยลูกค้าด้วยนะคะ แก้วนี้ทางร้านจะไม่คิดเงินใดๆ กับลูกค้า ร้านเรายินดีรับผิดชอบที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ ปิ่นจ้ะไปหยิบคูปองเครื่องดื่มร้านเรา
การฝึกงานในสวนส้มของชนัญชิดาจบลงไปอย่างราบรื่น อะไรที่ไม่เคยทำก็ได้ลองทำจนหมด วันนี้ชนัญชิดาตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนฝนตกหนัก เช้านี้เลยมีหมอกลอยอ้อยอิ่งตามเขาปกคลุมเสียจนมองไม่เห็นความเขียวชอุ่มของมัน หยาดน้ำค้างยามเช้ายังคงเกาะพืชไม้ใบหญ้าแวววาวเป็นประกายระยิบหญิงสาวในชุดออกกำลังกายเสื้อกล้ามแนบล







