LOGINชีวิตคู่
ชีวิตหลังแต่งงานคู่อื่นอาจจะรักกันหวานชื่น ดื่มด่ำความสุขความหอมหวานเฉกเช่นคู่ข้าวใหม่ปลามันทั่วไป ทว่าเรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับชีวิตหล่อนเลย ไม่แม้แต่จะใกล้เคียงสักนิด เพราะไม่มีคืนไหนเธอกับเขาจะร่วมหลับนอนกันสักครั้ง แต่ชนัญชิดาไม่เคยท้อ ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมีความหวังลึกๆ ลูกไม้แผนการอันใดล้วนถูกงัดนำมาใช้หมด แต่…….ไม่เคยได้ผล ลูกหว้าลงทุนใส่ชุดนอนบางๆ ก็แล้ว ยั่วยวนก็แล้วไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะหลงใหลหรือต้องการชื่นชมหล่อนสักนิด เขามักจะเอาความเหนื่อยมาอ้างหรือใช้สายตาไล่เธอทางอ้อม แม้กระทั่งหนีไปนอนอีกห้องปล่อยให้เธอครอบครองห้องนอนใหญ่แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่คืนแรก ชนัญชิดาไม่ยอมแพ้ ยังคงหาโอกาสเข้าหาสามี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวาจาร้อนแรง คำพูดแดกดันภรรยายามที่หล่อนแอบเข้าไปนอนรอให้ห้อง สุดท้ายจบด้วยการโดนเขาลากเธอออกห้องอยู่ร่ำไป วันนี้ก็เช่นเคย ด้วยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่เธอพยายามยั่วยวนสามีจะสัมฤทธิผลเสียดี ชนัญชิดาไม่เชื่อหรอกว่าผู้ชายจะไม่สนใจของสวยๆ งามๆ แบบเธอ หล่อนสวมชุดนอนลูกไม้ซีทรูสีชมพูอ่อน แหวกอกลึกเห็นเนินอกอวบดูวาบหวิว พร้อมกับพรมน้ำหอมบางๆ คลุมทับด้วยชุดคลุมตัวยาวเดินเข้าไปรอเขาอยู่ในห้อง ภูวดลเปิดประตูห้องตัวเอง เห็นไฟเปิดอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าภรรยาแอบเข้าห้องเขาอีกแล้ว หญิงสาวร่างระหงนั่งอยู่ปลายเตียง ลุกขึ้นเดินมาทางเขา ถอดเสื้อคลุมตัวยาวโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี ดวงตากลมโตจิกมองฉ่ำปรือ เธอกัดริมฝีปากน้อยๆ อย่างยั่วยวน เขายอมรับว่าเธอสวยและดูเซ็กซี่มากเมื่ออยู่ในชุดนี้ แต่เซ็กซี่ยังไงก็ยุอารมณ์เขาไม่ขึ้นหรอก ภูวดลหน้าตาแดงก่ำด้วยความโมโห ทำไมใยนี่ไม่เข็ดหลาบสักทีนะ โดนเขาจับโยนออกนอกห้องทุกคืนไม่จำเข้าสมองบ้างหรือไง “ฉันบอกเธอกี่รอบแล้ว ว่าไม่อนุญาตให้เธอเข้าห้องฉันโดยพลการ” เขาจับข้อมือเล็ก กระชากเธอเหวี่ยงแรงๆ ตะคอกเสียงดังด้วยความกรุ่นโกรธ ทำงานมาเหนื่อยๆ เจอหน้าภรรยาอย่างยัยนี่ภูวดลเหนื่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก “แต่เรายังไม่เข้าหอกันเลยนะคะ” ชนัญชิดาแย้ง เธอยังไม่ลดละความพยายามใกล้ชิดสามี คำพูดจารุนแรงทำเอาหัวใจเธอเจ็บแปลบอยู่ในอก แถมสายตาที่มองมาแต่ละทีทำเหมือนลูกหว้าเป็นเชื้อโรคก็มิปาน กว่าจะเจอหน้ากันแต่ละทีก็ยากเย็น แม้จะอยู่เดียวกันก็ตาม คงมีเพียงเธอที่รอคอยการกลับบ้านของสามี “อย่าฝันว่าฉันจะแตะต้องตัวเธออีก ออกไป๊” ประโยคหลังเขาเคล้นเสียงตะโกน พร้อมเหวี่ยงภรรยาออกนอกประตูตามด้วยปิดลงดังสนั่นลั่นบ้าน ชนัญชิดายืนนิ่งอึ้ง มองบานประตูที่ปิดกระแทกใส่หน้าเธอเมื่อครู่ หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบแก้ม อุตส่าห์กลั้นมาหลายนาทีมันกลับพังคลืนลงราวกับเขื่อนแตก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโดนภูวดลทำแบบนี้ แต่มันก็อดเสียใจและน้อยใจไม่ได้เลยสักครั้ง เมื่อวานภูวดลกลับดึก จนไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกัน วันนี้เลยไม่อยากพลาดอีกครั้ง เพราะเธอลงมือทำอาหารเอง ทุกขึ้นตอนตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม วันนี้เธอเห็นเขากลับบ้านตรงเวลาก็พลอยใจชื้นว่าอาหารเย็นนี้เขาต้องได้ชิมฝีมือเธอ ผ่านไปได้แค่ครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมา หญิงสาวยิ้มกว้างจะเดินเข้าไปชวนสามีทานข้าวด้วยกัน เหลือปรุงแค่ไม่กี่อย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่นึกว่าเขาจะอยู่ในชุดพร้อมออกไปข้างนอก แถมน้ำหอมยังพรมจนแสบจมูกไปหมด “นี่พี่ภูจะไปไหนเหรอคะ” หล่อนถามสามีเมื่อเห็นอีกฝ่ายแต่งตัวจะออกนอกบ้านทั้งๆ นี่ก็จะสองทุ่มไปแล้วเขาพึ่งกลับได้ไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะออกไปอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่หล่อนอุตส่าห์ไปเรียนทำอาหารเพื่อเอาใจสามี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอลงมือทำกับข้าวตามสูตรที่เรียนมาอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด ทว่าเขาจะไม่อยู่ชิมฝีมือเธอ “กินข้าว” “นี่ไงคะ ลูกหว้ากำลังทำกับข้าวให้พี่ภูอยู่ มีแต่ของโปรดพี่ทั้งนั้น” หล่อนยืนยันด้วยชุดกันเปื้อนที่สวมอยู่ เธอได้ยินเสียงภูวดลเดินลงมาจากชั้นบนเลยรีบล้างมือวิ่งมาหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มเพื่ออวด “ฝีมือเธอทำงั้นเหรอ ฉันกินไม่ลง” เผลอๆ ใส่อะไรให้เขากิน มิแย่ไปกว่านี้เหรอ อีกอย่างเขานัดคนสำคัญไว้ คำพูดเจ็บแสบไร้เยื่อใยทำเอาอีกฝ่ายหุบยิ้มฉับพลัน เขาไม่ปรายตามองหล่อนด้วยซ้ำไป นัดคนสำคัญงั้นเหรอ แล้วเธอซึ่งเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่สำคัญกับเขาบ้างเลยหรือยังไงกัน “พี่ภู" เขาไม่สนใจเสียงเรียก เมื่อนึกได้ว่าคืนนี้มีนัดก็ก้าวเท้าอาดๆ เดินออกจากบ้านทันที เธอวิ่งตามได้สามเก้าก็หยุดลง ภูวดลทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้ใครบางคนได้แต่มองตามเท่านั้น หญิงสาวมองตามสามีจนลับสายตา สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ นับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วหมุนกายกลับไปทำกับข้าวต่อด้วยใจที่ลอยล่อง น้ำมันกระเด็นใส่แขน ความเจ็บแสบแผ่กระจายนั่นแหละเธอถึงดึงตัวเองออกจากภวังค์ได้ ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเธอและไม่มีอะไรคืบหน้ามีแต่ถดถอยลงคลอง กับข้าวสองสามอย่างถูกจัดขึ้นโต๊ะ หล่อนได้แต่นั่งเหม่อมองอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะตัดสินใจตักกินไปโดนไม่รับรู้รสชาติ "อิ่มแล้วเหรอคะ คุณหนู ทานอีกนิดสิคะ เมื่อกี้คุณหนูตักกินไปแค่สามคำเองนะคะ" วันดี แม่บ้านเอ่ยบอกผู้เป็นนายสาว เธอเลี้ยงคุณหนูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พอชนัญชิดาแต่งงานย้ายบ้านก็ตามมาดูแล รักเปรียบเสมือนลูกหลานตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นหญิงสาวกินน้อยเธอก็คะยั้นคะยอให้กินเพิ่มอีกด้วยความเป็นห่วง "หนูอิ่มแล้วค่ะ ป้าเก็บเถอะ" "แต่ว่า.." กินแค่สามคำจะไปอิ่มได้ไง "ทำตามที่พูดเถอะค่ะ" หล่อตัดบทแม่บ้านทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ เธอเข้าใจความหวังดีที่อีกฝ่ายมอบให้ แต่ทว่าตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้วจริงๆ มันตื้อไปหมด "ค่ะ" วันดีได้แต่รับคำ ก้มหน้าก้มตาเก็บสำรับพร้อมกับป่าน แม่บ้านอีกคนที่อายุได้แค่สามสิบต้นๆ "น่าสงสารคุณหนูเนาะป้า อุตส่าห์ฝึกทำกับข้าวเอาใจสามี แต่ดูคุณภูทำสิ เห้อ" ป่านอดสงสารเจ้านายสาวไม่ได้ เลยได้แต่บ่น "นั่นสิ เอาล่ะ หยุดพูดเถอะ เดี๋ยวกระทบจิตใจคุณหนูเปล่าๆ" "จ๊ะ"เห้อ เนี่ยล่ะนะ ที่เขาเรียกว่าเวรกรรม กรรมใดใครก่อ คนนั้นต้องชดใช้กรรม ใช่ ตอนนี้เธอกำลังได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ชนัญชิดาสาบานว่าจะไม่ใช้วิธีนี้กับภูวดลเด็ดขาด"กับข้าวอร่อยไหมคะ" อดไม่ได้ที่จะทำลายความเงียบ อีกอย่างเธอเองก็อยากรู้ว่าฝีมือตัวเองพอใช้ได้สำหรับเขาไหม หล่อนไม่เคยบอกว่าช่วงหลังๆ กับข้าวที่บ้านทุกมื้อเป็นฝีมือเธอเอง กลัวคุณสามีคนดีคว่ำจานทิ้ง"ก็งั้นๆ" เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปกติเขาไม่ได้เรื่องมากเรื่องอาหารอยู่แล้ว ขอแค่กินได้ รสชาติจะเป็นอย่างไรเขาไม่ได้สน แค่อิ่มก็พอส่วนคนที่รอคำตอบก็รู้สึกผิดหวังนิดๆ ถึงแม้จะเตรียมใจไว้บ้าง แต่พอได้ยินจริงๆ ก็อดเสียใจไม่ได้ เอาเถอะ สักวันมันคงอร่อยสำหรับเขาแน่ ถ้าเธอตั้งใจทำขึ้นอีกนิด ฝึกมากอีกหน่อย ชนัญชิดาเชื่ออย่างนั้น แล้วให้กำลังใจตัวเองในใจมื้ออาหารจบลงไปอย่างราบรื่น ไม่มีการโต้เถียง หรือประชดประชันกันเกิดขึ้นอย่างช่วงแรกๆ ที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันภายในบ้านหลังนี้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงระยะหลังๆ นี้ ภูวดลอยู่ติดบ้านมากกว่ากว่าเมื่อก่อนมาก ชนัญชิดาจึงเริ่มเบาใจ"พรุ่งนี้เดี๋ยวหว้าเอาอาหารเที่ย
ผู้มาใหม่คือชายหนุ่มหน้าตาดี หุ่นล่ำกล้ามบึก หัวเกรียน สวมแว่นตาดำ เสื้อคอปกที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ คู่กับกางเกงยุทธวิธีสีเทา ชนัญชิดาเดาในใจว่าคนตรงหน้าน่าจะเป็นทหารไม่ก็ตำรวจ ซึ่งพบได้ทั่วไปในสนามยิงปืนแห่งนี้"ไงปรินซ์ มาซ้อมเหรอวันนี้" ณิรชาถามด้วยน้ำเสียงสนิทสนม เพราะคนตรงหน้าแวะเวียนมาซ้อมยิงปืนที่นี่บ่อยๆ และบางครั้งครูฝึกก็เป็นเธอนั่นเอง"ครับ อ้าว แล้วนี่พี่จะไปไหนครับ" ปากถามอีกคนแต่ตากับมองไปยังอีกคน หญิงสาวร่างสะโอดสะองงามสะดุดสายตา ใส่เสื้อครอปสั้นโชว์เอวคอดกิ่วขาวเนียนจนเขาถึงกับกลั้นหายใจตกตะลึงกับเสน่ห์อันเย้ายวนของเธออุตส่าห์ได้เจอสาวงามอยู่กับครูฝึกคนสนิท กะจะเนียนคุยด้วยสักหน่อย ไหงดูท่าสาวเจ้าเตรียมจะหนีละเนี่ยไม่ได้ๆ ต้องรั้งไว้หน่อย แค่รู้จักชื่อก็ยังดี และจะให้ดียิ่งกว่าต้องได้คอนแทค ไม่เบอร์ก็ไลน์แหละวะ วันนี้"จะไปดื่มชาที่คาเฟ่ตรงหน้านี่แหล่ะ ซ้อมดีๆ ล่ะ" ณิรชามองแววตาแวววาวเป็นประกายทุ้มลึกของหนุ่มตำรวจรุ่นน้องคนนี้ออก เลยเลี่ยงที่จะไม่แนะนำชนัญชิดาเพราะอีกฝ่ายนั้นมีสามีเรียบร้อยแล้ว แต่ดูท่าคงไม่ทันแล้ว หมอนั่นมันเดินเข้ามากระซิบ
ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความเย็นชาเหินห่างเสมือนคมมีดกรีดลึกลงกลางใจหญิงสาว ชนัญชิดาได้แต่หนาวสะท้านอยู่ในใจ นึกถึงสายเอ็นดูของภูวดลที่เคยมองเธอครั้นในอดีต ก็ได้แต่หวังว่าพี่ภูคนใจเย็นคนก่อนจะกลับมามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีกครั้ง"มะ หมายความว่าไงคะ" จากความห่วงใยกลายเป็นความฉงนใจทันที ทำไมเธอถึงกลายเป็นคนผิดอีกแล้ว ละเมอเดินไปต่อยเขาก็คงไม่ใช่แฮะ"เลิกเล่นบทใสซื่อกับฉันสักทีเถอะลูกหว้า รำคาญสายตา คิดว่าฉันโง่นักหรือไง" น้ำเสียงเล็ดลอดไรฟันบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธเกลียดได้เป็นอย่างดี คำพูดเจ็บแสบเสียดลึกถึงหัวใจคนฟัง หัวใจที่โลดแล่นเมื่อครู่ปวดหนึบ นี่เขารำคาญเธอขนาดนั้นเลยเหรอ "ลูกหว้าไม่รู้เรื่อง ว่าพี่กำลังหมายถึงอะไร" มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนทำร้ายจนได้แผลแน่ๆ"หึ" เขาทำเสียงขึ้นจมูก รีบลุกเดินออกไปทันที โดยไม่รออาหารเช้า"นี่พี่จะไม่อธิบายอะไรหน่อยเหรอ จู่ๆ พี่ก็มาโทษลูกหว้า ทั้งๆ ที่ลูกหว้าไม่รู้เรื่องอะไรด้วย" วิ่งตามคนตัวสูงที่เดินหนีเธอไปราวกับพายุ ไม่ยอมหรอกมาหาว่าเธอเป็นคนทำ"งั้นเธอก็ไปถามพี่ชายสุดที่รักดูสิ" เขาไม่เชื่อจริงๆ หรอกว่ายัยนี่จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นภูว
"อย่าให้น้องสาวฉันรู้เรื่องนี้ เจ แกคอยรับคุณลูกหว้ากลับบ้าน บอกว่าฉันมีเรื่องด่วน ส่วนที่เหลือตามฉันมา" ลูกน้องสามคนรับคำสั่งนายเดินตามชินดนัยออกนอกร้านเมื่อเคลียร์บิลเสร็จ ส่วนเจได้แต่ยืนนิ่งรอคุณหนูที่เดิม ไม่นานร่างเพรียวในสุดเดรสสั้นพอดีเข่าก็เดินนวยนาดตรงเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกใจ เจเข้าใจได้ทันทีว่าด้วยเรื่องอะไร"อ้าว พี่ชายฉันละคะ" ถามพลางเมียงมองหา ทว่าไร้เงาคนที่ถามถึง ลูกน้องสามคนก็หายตัวไปด้วย"คุณชินติดธุระด่วนครับ เลยฝากให้ผมไปส่งแทน" เขาไม่ได้บอกเรื่องจริงทั้งหมดแก่คนตรงหน้า ถ้ารู้ว่าสามีตัวเองมาทานข้าวกับผู้หญิงคนอื่นเธอคงเสียใจมาก เพราะที่ผ่านมาคุณหนูสนใจผู้ชายเพียงคนเดียวนั่นก็คือภูวดลคิดแล้วก็ได้แต่สงสาร ทั้งสวย ทั้งรวย มีผัวทั้งทีแต่โดนนอกใจซะงั้น"อ้อ พี่เขาจ่ายตังค์หรือยัง""เรียบร้อยแล้วครับ" "ค่ะ งั้นกลับเถอะ เอ๊ะ ว่าแต่พวกคุณทานอิ่มกันแล้วเหรอ" เจ้านายได้กิน ลูกน้องก็ต้องได้กิน ดังนั้นโต๊ะข้างๆ เมื่อครู่นั้นจึงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้ชายชุดดำแบบอดี้การ์ด เรียกสายตาบรรดาสาวๆ ในร้านได้ดี แน่ละ สี่คนนี้มีแต่คนหน้าตาดีๆ ทั้งนั้น แถมหุ่นยังล่ำบึกอีกต่างหาก ไม่แปลกที่จะเป็
เตือนภัย "ฮัลโหลพี่ชาย ว่างไหมคะ" อารมณ์ดิ่งทีไรเป็นอันต้องโทรหาพี่ชายคนโตเมื่อนั้น หลังจากเล่นกับเจ้าชาช่าจนเหนื่อยเธอก็ขึ้นมายังบนห้อง"คะ น้องลูกหว้า ตอนนี้พี่กำลังจะเข้าประชุมค่ะ" ชายหนุ่มมองเข็มปัดซึ่งในอีกห้านาทีข้างหน้าเขาจะต้องนั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมแล้ว ทว่าสายของน้องสาวทำให้เขายังต้องนั่งอยู่ที่เดิม"อย่างงั้นหรอกหรือคะ งั้นพี่ทำงานเถอะค่ะ ลูกหว้าแค่โทรมาคุยด้วย คิดถึงพี่ชายใหญ่นะคะ" หล่อนพยายามควบคุมน้ำเสียงสั่นๆ ให้เป็นปกติที่สุด ซึ่งมันทำได้ยากเหหลือเกิน"มีไรหรือเปล่าคะ น้ำเสียงไม่ค่อยดีเลย ให้พี่ไปหาไหม พี่จะสั่งเลขาเลื่อนประชุมเดี๋ยวนี้" แค่ได้ยินน้ำเสียง พี่ชายคนโตก็รู้ทันทีว่าน้องสาวอยู่ในห้วงอารมณ์แบบไหน เลี้ยงมาเองกับมือขนาดนี้มีหรือจะพลาด“หนูไม่เป็นอะไรสักหน่อย ไม่ต้องมานะคะ เสียการเสียงานหมด" หล่อนรีบห้ามคนปลายสายทันที เธอแค่อยากคุยกับพี่ชายให้หายเหงาก็แค่นั้นเอง "เอางั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวประชุมเสร็จพี่จะไปรับไปดินเนอร์นะคะ คิดถึงน้องน้อยจะแย่แล้ว" ตั้งแต่แต่งงานออกไปชินดนัยก็ไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตาน้องสาว ไม่เขาที่ยุ่งเรื่องงานเกินไปก็เป็นชนัญชิดาเองที่ไม่มีเวลามาเ
เมื่อขึ้นมาบนห้อง หล่อนก็เปิดโทรศัพท์ เข้าไอจีส่องความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาใจหล่อนชาวาบ ยัยปริมลงรูปดินเนอร์สุดหรู แม้จะไม่เห็นว่าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเป็นใคร แต่เธอจำได้ดีแม้เห็นแค่แขน ข้อมือแข็งแกร่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับไว้ที่ข้อศอก อวดนาฬิกาเรือนละเจ็ดหลักที่คุ้นตาภูวดล เขาปฏิเสธทานข้าวกับเธอเพราะจะไปดินเนอร์บนโรงแรมกับยัยนั่น!!!ชนัญชิดากำโทรศัพท์แน่น ปามันทิ้งบนที่นอนด้วยความโกรธเกลียดอีกฝ่าย แล้วความคิดบางอย่างวูบเข้ามาทำให้หล่อนตั้งสติ เผยรอยยิ้มน้อยๆ ไว้ที่มุมปาก ในเมื่อเธอทำอะไรเขาไม่ได้ อย่างน้อยภูวดลคงไม่ปฏิเสธคุณนายภาริณีซึ่งเป็นแม่ตัวเองแน่ตระกูลบวรวัฒน์กิจ"ตายจริง นี่พวกลูกๆ ยังไม่เตรียมตัวไปฮันนีมูนกันหรือจ๊ะ แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานสักทีล่ะ ไม่ได้ๆ ใช้ไม่ได้เลย แต่งกันมาตั้งเดือนแล้วมัวทำอะไรกันอยู่ เดี๋ยวแม่จัดการเอง" ภาริณีตกใจเมื่อรู้ว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไม่วางแผนไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสักที โดยไม่ทันสังเกตุเห็นรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจของอีกคน"ช่วงนี้พี่ภูทำงานหนักค่ะ หนูว่าไปตอนนี้คงไม่สะดวก เอาไว้พี่ภูว่างค่อยไปก็ยังไม่สา







