LOGIN“กูว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ” ซีหรี่ตามองคู่บ่าวสาวที่กำลังไหว้ต้อนรับแขกในงาน ใบหน้าเจ้าสาวนั้นยิ้มแย้มด้วยความปรีดา ทว่าเจ้าบ่าวนั้นกับหน้าอมทุกข์ประหนึ่งถูกบังคับเข้าพิธี
เอ๊ะหรือว่ามันถูกบังคับจริงๆ “กูว่าใช่ แม่มันออกจะปลื้มลูกสะใภ้ขนาดนั้น งานนี้สงสัยขัดใจแม่ไม่ได้” แทนปรายตาไปมองคุณนายภาริณี แม่เจ้าบ่าวที่นั่งหน้าบานกำลังพูดคุยอยู่กับแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี เพื่อนทุกคนจึงหันไปมองตาม “วันนี้น้องปริมมางานไหมวะ” ซีหันไปถามเธียรซึ่งสนิทกับคนที่ถามถึง “ไม่รู้ดิ กูถามปริมก็ไม่ยอมตอบ โทร.ไปเมื่อเช้าก็ไม่รับสาย” เขารู้สึกสงสารน้องรหัสสาวสวยคนนี้อยู่ไม่น้อย พูดแล้วก็นึกเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ “เห้ย คงไม่ได้คิดสั้นไปแล้วนะ” “พูดอะไรของมึงไอ้เชี้ยกราฟ” วัฒน์ตบหัวเพื่อนปรามเบาๆ “ปากหมานะมึงแต่งงาน ภายในร้านพรีเวดดิ้งที่ผนังเป็นกระจกใส คนภายนอกสามารถมองทะลุข้างในได้ชัดแจ๋ว ชุดสีขาวฟูฟ่องบนหุ่นหันโชว์คนเดินผ่านไปมาบ่งบอกว่านี่คือร้านที่บริการเกี่ยวกับงานแต่ง ชุดเจ้าสาวที่ตัดเย็บอย่างประณีตมีตั้งแต่ชุดไทยไปยันชุดกระโปรงสีขาวพองฟูเหมือนขนมถ้วยแขวนเรียงรายบนตู้โชว์ ภายในร้านมีคู่บ่าวสาวประปราย กลางห้องรับแขกมีคู่บ่าวสาวนั่งอยู่บนโซฟาหรูพร้อมพนักงานที่พร้อมจะอธิบายและแนะนำแพ็คเก็จ “พี่ภูว่าแบบไหนสวยคะ” เธอยื่นแบบของชำร่วยให้อีกฝ่ายดูเพื่อการตัดสินใจ เขานั่งนิ่งตัวแข็งเป็นหุ่นยนต์จนลูกหว้านึกอายพนักงานของร้าน เธอเป็นเพื่อนเจ้าของที่นี่ก็จริง แต่ยัยนั่นติดธุระข้างนอก คนที่บริการตนตอนนี้จึงเป็นผู้จัดการสาวซึ่งดูท่าทางน่าจะแก่กว่าเธอสักสี่ห้าปีได้ “เอาไรก็เลือกๆ ไปเถอะ จะได้รีบกลับ” น้ำเสียงนิ่งเรียบบอกปัดๆ ไม่แม้แต่จะชายตาแลสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่ดึงดูดเขาได้ดีที่สุดคือมือถือที่กำลังพิมพ์ตอบโต้กับใครอีกคน ผู้ที่กุมหัวใจของไว้ทั้งดวง ถ้าเลือกได้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาในร้านพรีเวดดิ้งนี้ก็อยากให้เป็นเธอ ไม่ใช่ลูกหว้า!!! “เห้ย โทษทีมาสาย” เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะพวกเขา เฟย์ เจ้าของร้านในชุดทะมัดทะแมงเดินโบกมือระบายความร้อนมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นเพื่อน “พี่ภู สวัสดีค่ะ” คนมาใหม่ยกมือไหว้ว่าที่สามีเพื่อนซึ่งเขาเพียงพยักหน้าตอบรับ น้ำถูกเสิร์ฟทันทีเมื่อก้นสัมผัสความนุ่มของโซฟา หล่อนพยักหน้าขอบใจพนักงาน “นี่วัดตัวเสร็จยัง” “วัดเสร็จแล้ว กำลังช่วยกันเลือกของชำร่วยอยู่น่ะ ส่วนการ์ดเลือกแล้ว” หล่อนหยิบตัวอย่างการ์ดแต่งงานน้ำเงินเข้มล้อมด้วยกรอบดอกไม้อ่อน ตรงกลางเป็นชื่อย่ออักษรคู่บ่าวสาว “เลือกได้ดี” “เพื่อนเธอมาแล้ว งั้นก็ให้เพื่อนเธอช่วยเลือกไปแล้วกัน เป็นถึงเจ้าของร้านคงเลือกได้ดีกว่าฉัน คงกลับบ้านเองได้นะ” ภูวดลเหลือบตามองสองสาวก่อนตัดสินใจกลับโดยไม่แคร์อีกฝ่าย เพราะอยู่ไปก็คงไม่มีประโยชน์ เรื่องอะไรที่เขาต้องทนอยู่เลือกของไร้สาระพวกนี้ ยอมมาด้วยก็บุญแล้ว วันนี้เป็นวันหยุดเขาทั้งทีแทนที่จะได้พักผ่อนกลับต้องมาเป็นหุ่นให้พวกช่างวัดนุ่นนี่ตั้งแต่เช้า ขนาดออกปากว่าให้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวแต่โดนยัยนั่นกักตัวไปเกือบสามชั่วโมง เพราะมัวแต่อิดออดไม่ตัดสินใจเลือกสักที “พี่ภู เดี๋ยวก่อนสิ นี่มันงานแต่งเรานะจะให้คนอื่นเลือกได้ไง” ลูกหว้าลุกตามหมายจะเกาะแขนรั้งร่างสูงไว้ทว่าอีกฝ่ายไหวตัวทันเบี่ยงแขนหลบ เธอจึงได้แต่คว้าอากาศ พนักงานในร้านที่มองอยู่ถึงกับอึ้งแต่เมื่อโดนสายตาตำหนิจากเจ้าของร้านก็พากันเบือนหน้าหนีก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ตัวเองต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ฉันว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะลูกหว้า” น้ำเสียงเด็ดขาดเย็นชาหันมามองหล่อนเต็มตา จนอีกฝ่ายไม่กล้าพูดอะไรต่อนอกจากยืนนิ่ง เมื่ออีกฝ่ายสงบเขาจึงหันหลังเดินจากไม่แม้แต่จะหันตามเสียงที่เพียรพยายามเรียก “พี่ภู กลับมาเดียวนี้นะ พี่ภู” คนที่ถูกว่าที่เจ้าบ่าวทิ้งได้แต่ยืนระงับโทสะที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในอก ลูกหว้ารู้สึกทั้งโกรธทั้งเสียใจ อยากจะกรี๊ดให้ลั่นร้านแต่ทำได้แค่กระทืบเท้า มือบางกำแน่นเข้าหากันด้วยความไม่ได้ดั่งใจ “ใจเย็นๆ ลูกหว้า” เฟย์เดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนให้กำลังใจ ตอนนี้เธอไล่พนักงานออกไปจากตรงนั้นแล้ว โชคดีที่ลูกค้าคู่อื่นเดินขึ้นไปลองชุดชั้นสอง ไม่อย่างนั้นเพื่อนเธอคงได้อายคนมากกว่านี้ “เป็นแกจะใจเย็นได้ไหมเฟย์” “ก็แกเลือกเองที่จะทำแบบนี้ ก็คงต้องรับกับสิ่งที่เลือกแล้ว” “ฉันต้องทำไงเขาถึงจะรักฉัน” เธอเงียบไปหลายนาทีกว่าจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว คล้ายถามตัวเองมากกว่าจะถามผู้เป็นเพื่อน ภายในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางกรุงถูกเนรมิตประดับตกแต่งด้วยช่อดอกไม้โทนสีฟ้าขาวด้วยธีมงานที่ฝ่ายเจ้าสาวเป็นคนเลือกสรร แขกเหรื่อที่ร่วมงานต่างเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมทั้งฝั่งเจ้าสาวและเจ้าบ่าว "วันนี้เจ้าหญิงของพี่สวยที่สุดเลยค่ะ" ชินดนัยเอ่ยปากชมเจ้าสาว พี่คนโตเห็นน้องสาวในชุดกระโปรงบานกรอมเท้าสีขาว ปักเพชรระยิบระยับยามต้องแสง แล้วจู่ๆ เกิดความรู้สึกใจหายขึ้นมา น้องน้อยที่เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ คอยดูแลราวกับไข่ในหิน เฝ้าคอยวันที่หล่อนเติบโตอย่างทะนุถนอม วันนี้จะออกเรือนย้ายไปมีชีวิตครอบครัวของตัวเอง "พี่ชายหนูทั้งสองก็หล่อมากเลยค่ะ ว่าแต่เมื่อไหร่จะถึงคิวพี่ชายใหญ่ละคะ" หล่อนส่งสายตาไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างชินดนัย ทำเอาว่าที่พี่สะใภ้ยืนหน้าร้อนผ่าวทันทีเมื่อถูกถามเรื่องตัวเอง "ต้องถามน้องแก้มแล้วละค่ะ เมื่อไหร่จะตอบตกลงแต่งกับพี่สักที" เขาก้มลงสบตาคนข้างกายอย่างมีความหมาย "พี่ไม่รีบร้อนค่ะน้องลูกหว้า พี่ขอทำงานก่อนนิดหนึ่ง" คนถูกคาดคั้นปฏิเสธพัลวัน เธอพึ่งได้ทำงานแค่ไม่กี่ปี กำลังสนุกกับมันเลยยังไม่คิดเรื่องครองคู่ แม้จะเห็นใจแฟนอยู่บ้าง เพราะชินดนัยขอเธอแต่งมาสองรอบแล้ว "เหมือนเห็นคนแถวนี้กินแห้วนะครับ" น้องชายคนรองอย่างเชนรีบแซวทันทีเมื่อมีโอกาส "เหอะ นายเองก็เถอะ รีบหาได้แล้วแฟนน่ะ หรือไม่มีใครเอา" "โถ่ น้องชายพี่หล่อขนาดนี้ มีหรือจะหาไม่ได้" ไม่อยากบอกหรอกว่าแหม่มร่วมคลาสต่อแถวรุมจีบจนแทบปฏิเสธไม่หวาดไม่ไหว สองสาวได้ยินพี่น้องกัดกันก็ได้แต่ขำ ต่างจากเจ้าบ่าวที่ยืนหน้าตูมข้างๆ พอพี่ชายคนโตวัดสายตาไปมองก็รู้สึกเย็นยะเยือกที่ท้ายทอยโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเคยไปบ้านเชนบ่อยครั้งและรู้จักพี่ชายเพื่อนดี ตอนแรกชินดนัยก็ดูมีท่าทีเป็นมิตรอยู่มาก แต่พอเขาเพิ่มสถานะจากเพื่อนน้องชายมาเป็นน้องเขย ความเป็นมิตรจากดวงตาคู่นั้นก็เริ่มแข็งกร้าว มันคงจะดีถ้านั่นมันเป็นอาการหวงน้องสาวของคนทั่วไป แต่ภูวดลรู้เบื้องลึกผู้ชายคนนี้ดี เพราะเขาก็ไม่ต่างอะไรจากพวกมาเฟีย ดูได้จากการเลี้ยงลูกน้องอยู่เต็มบ้าน ไปไหนมาไหนก็มีบอดี้การ์ดรอบล้อมข้างกายเต็มไปหมด โชคยังดีที่เพื่อนเขามันไม่เป็นแบบพี่ชายของมัน รวมไปถึงว่าที่ภรรยา ไม่งั้นเขาคงระแวงในการใช้ชีวิตจนไม่เป็นอันทำงานทำการ แต่นี่ไม่ใช่สาเหตุเดียวของท่าทางต่อต้านนั่น สาเหตุหลักๆ คงเป็นเพราะที่มาของการแต่งงานครั้งนี้ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความชื่นมื่น แขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีมากหน้าหลายตา เนื่องด้วยฝ่ายเจ้าสาวค่อนข้างมีอิทธิพลในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจยิบย่อยอื่นๆ อีกเกือบสิบ ไหนจะแขกจากฝ่ายเจ้าบ่าว รวมทั้งผองเพื่อนที่รู้จักทั้งสองฝั่ง ฮอลล์แห่งนี้จึงดูคับแคบไปถนัดตา "ยินดีด้วยนะครับ คุณชาญวิทย์" หนึ่งในคู่ค้าคนสนิทเดินมาจับมือกับบิดาเจ้าสาวเพื่อแสดงความยินดี "ครับผม ขอบคุณมาร่วมงานลูกสาวผมนะครับ เชิญตามสบายเลย กินดื่มให้เต็มที่" แม้จะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของลูกสาวเท่าไหร่นักเพราะเขามีคนที่หมายมั่นปั้นมือให้มาเป็นลูกเขยอยู่แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจา นึกไม่ถึงว่าลูกสาวตัวดีจะสะบั้นความหวังผู้เป็นบิดาลงด้วยการทำเรื่องงามหน้าซะก่อน ดูทรงแล้วผู้ชายก็คงไม่คิดอะไรกับลูกสาวตน มีแต่คนของเขาเองนั่นแหละที่ระริกระรี้อยากแต่ง แต่เพื่อความสุขของลูกสาวเขาจึงไม่อาจขัด ได้แต่ตามน้ำ อย่างน้อยลูกเขยคนนี้ก็เป็นเพื่อนลูกชายคนรองมาก่อน เห็นหน้าค่าตามานาน ก็พอทุเลาใจได้บ้าง ดีกว่าไปคว้าผู้ชายที่ไหนไม่รู้มาเป็นสามี แม้ในใจจะไม่ยินดียินร้ายกับงานมงคลแต่ก็ไม่อยากขายหน้า ชาญวิทย์จำเป็นต้องดูแลแขกให้ดี ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เมื่อเจ้าสาวถูกเพื่อนๆ ในงานแย่งตัวไปเซลฟี่หน้าแบคดรอป เพราะเธอเป็นคนแรกในกลุ่มที่ได้แต่งงานจึงพากันตื่นเต้น เชนจึงแยกตัวเจ้าบ่าวมาพูดคุยอีกฝั่ง "ภู กูฝากน้องลูกหว้าด้วยนะ ถึงน้องกูจะเอาแต่ใจไปหน่อย แต่ก็เป็นคนจริงใจ เป็นคนตรงไปตรงมา และรักมึงมาก ได้มึงเป็นน้องเขยกูก็เบาใจหน่อย แต่ถ้าวันไหนมึงไม่ต้องการน้องกู ก็พาลูกหว้ามาส่งที่บ้านก็พอ อย่าทำร้ายเธอ" เชนไม่รู้เรื่องที่ภูวดลมีใจให้ปริมเพราะเขาไปเรียนต่อยังเมืองนอกเลยพูดไปแบบนั้น โดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าเจ้าบ่าว "เออ" คนถูกฝากฝังไม่สามารถพูดสิ่งใดออกไปได้เมื่อเห็นความเชื่อมั่นในตัวเขาจากแววตาผู้เป็นเพื่อนนอกจากตอบรับไปแบบส่งๆ เพราะรู้ว่ามันต้องวันนั้นแน่ๆ วันที่เขาไปส่งยัยนั่นที่บ้าน ภูวดลไม่มีความคิดที่จะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับว่าที่ภรรยาไปตลอดชีวิตแน่ ไม่งั้นคงอกแตกตายวันละหลายสิบรอบ ใครมันจะอยู่กับคนที่ไม่ได้รักได้นานขนาดนั้นกันละ “กูไม่คิดเลยว่าไอ้ภูจะแต่งกับยั่ยนั่นจริงๆ” คิมควงแก้วไวน์ในมือหมุนไปมา วันนี้เขาสวมชุดสูทสีขาวเข้ากับธีมของงาน “ไม่ใช่แค่มึงหรอก พวกกูก็ด้วย กูละสงสารมัน” ซีพูดเพราะเขารู้ดีเนื่องจากเคยตามจีบเจ้าสาวของงานมาก่อนและรู้กิตติศัพท์ดี “พวกมึงนี่ยังไงกัน นินทาผู้หญิง” วัฒน์ดุเพื่อนเพราะเขาเองไม่ได้อะไรกับบุคคลที่เพื่อนจับกลุ่มสนทนา อีกอย่างชนัญชิดาก็เป็นน้องสาวไอ้เชนเพื่อนในกลุ่มที่บินลัดฟ้ามาร่วมงานซึ่งตอนนี้ไปช่วยต้อนรับแขกด้านหน้า “ถ้าเป็นคนอื่นกูไม่ว่าหรอกแต่เป็นยัยนี่กูละเอือม อดไม่ได้จริงๆ ว่ะ เสียดายความสวยแต่ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย” ซีออกความเห็น พูดไปในสิ่งที่คิด “แบบนี้แบบไหน” เธียรถามเพื่อนบ้าง อยากรู้ว่าไอ้ซีจะคิดเหมือนอย่างที่เขาคิดหรือไม่ “ก็ตามตื๊อไอ้ภูจนลดคุณค่าในตัวเองนี่ไง นี่เธอไม่รู้เหรอว่าผู้ชายเขารำคาญแค่ไหน ขนาดเด็กอนุบาลยังมองออกว่าไอ้ภูไม่เล่นด้วยแถมมันยังชอบน้องปริมคนสวยนั่นอีก พูดแล้วกูก็สงสารคู่นี้ กำลังจะได้ลงเอยกันแล้วแท้ๆ ลูกหว้านางมารมาแย่งไปซะงั้น” “มึงก็พูดเกินไป ถ้าไอ้ภูมันไม่อยากแต่งแล้วมันจะยอมแต่งแต่แรกทำไม” กราฟตั้งข้อสงสัยให้เพื่อนคิดตาม จริงอยู่ที่รู้ว่าเพื่อนเขาชอบพอกับน้องรหัสไอ้เธียร แต่มันเรื่องอะไรกันละที่ต้องหนีไปแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน “กูว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ” ซีหรี่ตามองคู่บ่าวสาวที่กำลังไหว้ต้อนรับแขกในงาน ใบหน้าเจ้าสาวนั้นยิ้มแย้มด้วยความปรีดา ทว่าเจ้าบ่าวนั้นกับหน้าอมทุกข์ประหนึ่งถูกบังคับเข้าพิธี เอ๊ะหรือว่ามันถูกบังคับจริงๆ ######################################################################## เรื่องนี้มันยังไงๆ น้า ฝากติดตามพรุ่งนี้จ้า แทนซ้ำเติม “เอ้า ก็กูพูดตามที่คิด มึงคิดดูนะ คนที่เรารักกำลังจะแต่งงานกับคนอื่นไม่ใช่เราทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไปมาหาสู่กันปกติ เป็นมึงมึงจะคิดไง แล้วดูน้องเขาสิ บอบบางขนาดนั้นน้องมันจะไม่คิดเหรอวะ” คำพูดของกราฟทำเอาทุกคนนิ่ง เริ่มจะเอนเอียงความคิดไปในเรื่องร้ายๆ อย่างที่กราฟเล่า “งั้นมึงโทร.หาปริมอีกทีดิวะ” คิมพยักพเยิดหน้าให้เธียรทำตาม เพราะฟังไอ้กราฟพูดแล้วก็กลัวใจน้องเขาเหมือนกัน “ปริม อยู่ไหน” ภายในห้องนอนขนาดใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้ใหม่เอี่ยมอ่องราวกับยังไม่เคยถูกใช้งาน บนเตียงขนาดคิงไซส์ถูกประดับด้วยกลีบกุหลาบโรยเป็นรูปหัวใจตรงกลางมีผ้าขนหนูผับขึ้นรูปเป็นรูปหงส์คู่หันหน้าจูบกัน การเข้าหอคือแรกเป็นอะไรที่ตื่นเต้นสำหรับชนัญชิดา หล่อนรู้สึกประหม่าไม่น้อยเมื่อต้องอยู่กับชายหนุ่มที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามีหมาดๆ สองต่อสอง “พี่ภูจะอาบน้ำก่อนไหมคะ” หล่อนช้อนตามองคนตัวใหญ่ผ่านกระจกที่นั่งทำหน้าเรียบอยู่บนเตียง ขณะมือก็กำลังปลดเครื่องประดับออกจากตัวทีละชิ้น วันนี้เธอตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อมาแต่งหน้าทำผม งานจัดขึ้นตั้งแต่เช้าจวบจนห้าทุ่มเพราะมีงานเลี้ยงที่โรงแรมต่อในช่วงเย็น กว่าจะถึงบ้านซึ่งเป็นเรือนหอก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า เหนื่อยแทบอยากจะคลานขึ้นเตียงแต่นอนสภาพนี้คงไม่ไหว “เธออาบก่อนเถอะ” ว่าจบก็เดินลุกไปเปิดประตูระเบียงห้องไปดูดบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปล่อยให้เจ้าสาวมองตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย ภูวดลเดินออกมารับลมข้างนอกเนื่องจากยังไม่คุ้นชินการกับที่ต้องอยู่กับยัยนั่นสองต่อสอง แม้จะผ่านพิธีการแต่งงานกันมาทั้งวันแล้วก็เถอะ สายลมเอื่อยๆ เย็นๆ กลิ่นดอกโมกที่ปลูกตรงสวนหย่อมลอยกำจายทั่วบริเวณช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง เขาเริ่มเห็นด้วยกับเรือนหอหลังนี้กับหล่อนก็วันนี้เนี่ยแหละ เพราะภูวดลปล่อยให้เธอเป็นคนจัดการมันแทบทุกอย่างทั้งงานแต่งและเลือกบ้านที่เอาไว้สำหรับเป็นเรือนหอ ยังดีที่หล่อนเลือกที่จะออกมาอยู่ข้างนอก โดยไม่แต่งเข้าบ้านหญิงสาวเอง ไม่อย่างนั้นเขาคงอึดอัดทำตัวไม่ถูกแน่ถ้าต้องอยู่ในสายตาคนในตระกูลอัศววัฒน์โยธิน โชคดียัยนั่นยังเมตตาเขาอยู่บ้าง ไม่ต้องแสร้งทำดีเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อตาและพี่ชายคนโตซึ่งดูเหมือนพวกมาเฟีย ไปไหนมาไหนมีลูกน้องตามเป็นพรวน ภาพบนกระจกใสปรากฏหญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าแต่งแต้มงามวิจิตร ผมม้วนเกลียวประดับด้วยดอกเดซีเล็กๆ ถูกมือบางดึงออกเพื่อเตรียมตัวชำระร่างกาย หล่อนยืนยิ้มให้กับความสำเร็จเบาๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ภูวดลเป็นของเธอแล้วจริงๆ แม้ตอนนี้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ แต่เอาเถอะ เธอมีเวลามากพอจะทำให้เขาหลงรักได้แล้วกัน คิดได้ดังนั้นรอยยิ้มหมายมาดก็ปรากฏตรงหน้าอย่างคนอารมณ์ดี มือบางถือสำลีแผ่นเช็ดหน้าอยู่หน้ากระจกได้แค่ครึ่งหน้าเสียงโทรศัพท์มือถือก็กรีดดังลั่นห้อง คิ้วหล่อนขมวดยุ่งเข้าหากัน นึกตำหนิคนปลายสายที่โทร.มารบกวนในยามวิกาลแถมยังเป็นคืนเข้าหอคู่บ่าวสาวหมาดๆ พวกไม่มีมารยาท เจ้าของมันเดินตรงมาคว้ากดรับสายด้วยใบหน้าสงสัยไม่แพ้เจ้าสาว ภูวดลกรอกเสียงพลางเดินออกไปยังระเบียงที่เดิมทิ้งภรรยายืนมองด้วยสีหน้าเป็นที่คำถาม ทว่าไม่ถึงนาทีเขาก็เร่งรีบลนลานจะเดินออกจากห้องไปทว่าเจ้าสาวคว้ามือยั้งไว้เสียก่อน “นี่พี่ภูจะออกไปไหนคะ” เธอถามสายตาเอาเรื่อง รับสายพูดไม่ถึงสามประโยคจู่ๆ เจ้าบ่าวเธอก็ทำท่าจะวิ่งออกจากห้อง “ปล่อยนะ นี่มันเรื่องของฉัน” เขาเผลอตวาดเสียงดังลั่นใส่คนตัวเล็กที่กำลังให้เขาช้าด้วยเรื่องไร้สาระ เมื่อกี้ไอ้คินโทร.มาบอกว่าปริมทำร้ายตัวเองแถมไข้ยังขึ้นสูง เขาต้องรีบไป ชนัญชิดาได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งอึ้งไปสักพัก คำพูดจาห่างเหินที่เขาแทนตัวเองว่าฉันจากคำว่าพี่มาสักพักทำให้หล่อนชินทว่าเสียงตวาดเมื่อครู่ทำเอาเธอตกใจอยู่ไม่น้อย เธอนึกเกลียดสายสนทนาเมื่อครู่ที่ทำให้เขาขึ้นเสียงใส่ “พี่ภูจะไปไหน นี่มันคืนเข้าหอของเรานะคะ” หล่อนพยายามใจเย็นแม้ข้างในจะปวดหนึบก็ตาม “เธอก็เข้าไปคนเดียวสิ ปล่อย ฉันบอกให้ปล่อย!!!” ประโยคหลังเขาเพิ่มเสียงดังขึ้นจนหล่อนต้องปล่อยมือเขาจริงๆ เมื่อพ้นพันธะเขาก็คว้ากุญแจรถสาวเท้าออกจากห้องไม่แม้แต่จะหันมาสนใจเจ้าสาวที่ยืนน้ำตาคลอเบ้า คนที่ไม่ยอมแพ้อย่างลูกหว้าใช้แขนปาดน้ำตาลวกๆ รีบไปล้างหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้ากุญแจออกจากห้องในสภาพชุดราตรีสีขาวงาช้าง เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุใดที่ทำให้เจ้าบ่าวหนีการเข้าหอคืนแรกอย่างนี้ คงไม่ใช่ยัยปริมนั่นหรอกนะ ############################################################################ เจอผู้เมิน หนีการเข้าหอตั้งแต่คืนแรกนางเอกถึงกับไปไม่เป็นเลย แต่งงานวันแรก ก็ใจร้ายกับลูกสาวฉันแล้ว อิภูตัวดีเมื่อเข้ามานั่งในรถได้ชนัญชิดาพลันรู้สึกหิวขึ้นมา ครั้นจะสั่งอาหารขึ้นไปทานพร้อมกับเขาก็ใช้เรื่อง ก็โดนเขาไล่มาแล้วนี่นา จะกลับไปอีกก็กระไรอยู่"ว่างไหม" ยังนึกได้ว่ามีเพื่อนคนสนิทอยู่ ไม่รอช้ารีบต่อสายหาอีกฝ่ายทันที ตั้งแต่วันแต่งงานเธอกับยัยเฟย์ยังไม่เจอกันเลยสักครั้ง เธอมัวแต่ไปเรียนทำอาหาร ฝึกการเป็นแม่บ้านแม่ศรีเรือน พออารมณ์เสียหน่อยก็ไปปลดปล่อยที่ยิมกับสนามยิงปืน"โห นี่แกยังจำได้อยู่เหรอว่ามีเพื่อน ตั้งแต่มีผัวนี่ฉันก็ไม่จำเป็นเลยสินะ" เฟย์อดโวยวายไม่ได้ เมื่อเพื่อนตัวดีหายหน้าหายตาไปตั้งแต่แต่งงาน โทร.ถามทีก็มัวแต่ยุ่ง ไลน์ไปหาก็ไม่ค่อยจะตอบ กว่าจะนึกถึงเธอก็ปาไปเดือนกว่าแล้ว"จำได้สิย่ะ แหมอย่าพึ่งโมโหน่า เอางี้ฉันเลี้ยงมื้อเที่ยงเอง นะๆ" ยัยนี่ต้องง้อด้วยของกิน"เออดี ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อน เห็นฉันเป็นคนยังไงห๊ะ ยัยหว้า ถึงเอาของกินมาล่อ พอกินปุ๊บจะได้หายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่ะ บอกไว้เลยว่าฉันไม่หายงอนหรอกนะ ว่าแต่ร้านไหนล่ะ" บ่นไปงั้นแหละ สุดท้ายก็ใจอ่อนให้มันอยู่ดี ก็ใครใช้ให้เธอเป็นคนเห็นแก่กินกันล่ะ แค่ได้ยินคำว่า "เลี้ยง" น้ำย่อยในกระเพาะก็เรียกร้องแล้ว"ร้านเดิม
เห้อ เนี่ยล่ะนะ ที่เขาเรียกว่าเวรกรรม กรรมใดใครก่อ คนนั้นต้องชดใช้กรรม ใช่ ตอนนี้เธอกำลังได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ชนัญชิดาสาบานว่าจะไม่ใช้วิธีนี้กับภูวดลเด็ดขาด"กับข้าวอร่อยไหมคะ" อดไม่ได้ที่จะทำลายความเงียบ อีกอย่างเธอเองก็อยากรู้ว่าฝีมือตัวเองพอใช้ได้สำหรับเขาไหม หล่อนไม่เคยบอกว่าช่วงหลังๆ กับข้าวที่บ้านทุกมื้อเป็นฝีมือเธอเอง กลัวคุณสามีคนดีคว่ำจานทิ้ง"ก็งั้นๆ" เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปกติเขาไม่ได้เรื่องมากเรื่องอาหารอยู่แล้ว ขอแค่กินได้ รสชาติจะเป็นอย่างไรเขาไม่ได้สน แค่อิ่มก็พอส่วนคนที่รอคำตอบก็รู้สึกผิดหวังนิดๆ ถึงแม้จะเตรียมใจไว้บ้าง แต่พอได้ยินจริงๆ ก็อดเสียใจไม่ได้ เอาเถอะ สักวันมันคงอร่อยสำหรับเขาแน่ ถ้าเธอตั้งใจทำขึ้นอีกนิด ฝึกมากอีกหน่อย ชนัญชิดาเชื่ออย่างนั้น แล้วให้กำลังใจตัวเองในใจมื้ออาหารจบลงไปอย่างราบรื่น ไม่มีการโต้เถียง หรือประชดประชันกันเกิดขึ้นอย่างช่วงแรกๆ ที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันภายในบ้านหลังนี้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงระยะหลังๆ นี้ ภูวดลอยู่ติดบ้านมากกว่ากว่าเมื่อก่อนมาก ชนัญชิดาจึงเริ่มเบาใจ"พรุ่งนี้เดี๋ยวหว้าเอาอาหารเที่ย
ผู้มาใหม่คือชายหนุ่มหน้าตาดี หุ่นล่ำกล้ามบึก หัวเกรียน สวมแว่นตาดำ เสื้อคอปกที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ คู่กับกางเกงยุทธวิธีสีเทา ชนัญชิดาเดาในใจว่าคนตรงหน้าน่าจะเป็นทหารไม่ก็ตำรวจ ซึ่งพบได้ทั่วไปในสนามยิงปืนแห่งนี้"ไงปรินซ์ มาซ้อมเหรอวันนี้" ณิรชาถามด้วยน้ำเสียงสนิทสนม เพราะคนตรงหน้าแวะเวียนมาซ้อมยิงปืนที่นี่บ่อยๆ และบางครั้งครูฝึกก็เป็นเธอนั่นเอง"ครับ อ้าว แล้วนี่พี่จะไปไหนครับ" ปากถามอีกคนแต่ตากับมองไปยังอีกคน หญิงสาวร่างสะโอดสะองงามสะดุดสายตา ใส่เสื้อครอปสั้นโชว์เอวคอดกิ่วขาวเนียนจนเขาถึงกับกลั้นหายใจตกตะลึงกับเสน่ห์อันเย้ายวนของเธออุตส่าห์ได้เจอสาวงามอยู่กับครูฝึกคนสนิท กะจะเนียนคุยด้วยสักหน่อย ไหงดูท่าสาวเจ้าเตรียมจะหนีละเนี่ยไม่ได้ๆ ต้องรั้งไว้หน่อย แค่รู้จักชื่อก็ยังดี และจะให้ดียิ่งกว่าต้องได้คอนแทค ไม่เบอร์ก็ไลน์แหละวะ วันนี้"จะไปดื่มชาที่คาเฟ่ตรงหน้านี่แหล่ะ ซ้อมดีๆ ล่ะ" ณิรชามองแววตาแวววาวเป็นประกายทุ้มลึกของหนุ่มตำรวจรุ่นน้องคนนี้ออก เลยเลี่ยงที่จะไม่แนะนำชนัญชิดาเพราะอีกฝ่ายนั้นมีสามีเรียบร้อยแล้ว แต่ดูท่าคงไม่ทันแล้ว หมอนั่นมันเดินเข้ามากระซิบ
ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความเย็นชาเหินห่างเสมือนคมมีดกรีดลึกลงกลางใจหญิงสาว ชนัญชิดาได้แต่หนาวสะท้านอยู่ในใจ นึกถึงสายเอ็นดูของภูวดลที่เคยมองเธอครั้นในอดีต ก็ได้แต่หวังว่าพี่ภูคนใจเย็นคนก่อนจะกลับมามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีกครั้ง"มะ หมายความว่าไงคะ" จากความห่วงใยกลายเป็นความฉงนใจทันที ทำไมเธอถึงกลายเป็นคนผิดอีกแล้ว ละเมอเดินไปต่อยเขาก็คงไม่ใช่แฮะ"เลิกเล่นบทใสซื่อกับฉันสักทีเถอะลูกหว้า รำคาญสายตา คิดว่าฉันโง่นักหรือไง" น้ำเสียงเล็ดลอดไรฟันบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธเกลียดได้เป็นอย่างดี คำพูดเจ็บแสบเสียดลึกถึงหัวใจคนฟัง หัวใจที่โลดแล่นเมื่อครู่ปวดหนึบ นี่เขารำคาญเธอขนาดนั้นเลยเหรอ "ลูกหว้าไม่รู้เรื่อง ว่าพี่กำลังหมายถึงอะไร" มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนทำร้ายจนได้แผลแน่ๆ"หึ" เขาทำเสียงขึ้นจมูก รีบลุกเดินออกไปทันที โดยไม่รออาหารเช้า"นี่พี่จะไม่อธิบายอะไรหน่อยเหรอ จู่ๆ พี่ก็มาโทษลูกหว้า ทั้งๆ ที่ลูกหว้าไม่รู้เรื่องอะไรด้วย" วิ่งตามคนตัวสูงที่เดินหนีเธอไปราวกับพายุ ไม่ยอมหรอกมาหาว่าเธอเป็นคนทำ"งั้นเธอก็ไปถามพี่ชายสุดที่รักดูสิ" เขาไม่เชื่อจริงๆ หรอกว่ายัยนี่จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นภูว
"อย่าให้น้องสาวฉันรู้เรื่องนี้ เจ แกคอยรับคุณลูกหว้ากลับบ้าน บอกว่าฉันมีเรื่องด่วน ส่วนที่เหลือตามฉันมา" ลูกน้องสามคนรับคำสั่งนายเดินตามชินดนัยออกนอกร้านเมื่อเคลียร์บิลเสร็จ ส่วนเจได้แต่ยืนนิ่งรอคุณหนูที่เดิม ไม่นานร่างเพรียวในสุดเดรสสั้นพอดีเข่าก็เดินนวยนาดตรงเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกใจ เจเข้าใจได้ทันทีว่าด้วยเรื่องอะไร"อ้าว พี่ชายฉันละคะ" ถามพลางเมียงมองหา ทว่าไร้เงาคนที่ถามถึง ลูกน้องสามคนก็หายตัวไปด้วย"คุณชินติดธุระด่วนครับ เลยฝากให้ผมไปส่งแทน" เขาไม่ได้บอกเรื่องจริงทั้งหมดแก่คนตรงหน้า ถ้ารู้ว่าสามีตัวเองมาทานข้าวกับผู้หญิงคนอื่นเธอคงเสียใจมาก เพราะที่ผ่านมาคุณหนูสนใจผู้ชายเพียงคนเดียวนั่นก็คือภูวดลคิดแล้วก็ได้แต่สงสาร ทั้งสวย ทั้งรวย มีผัวทั้งทีแต่โดนนอกใจซะงั้น"อ้อ พี่เขาจ่ายตังค์หรือยัง""เรียบร้อยแล้วครับ" "ค่ะ งั้นกลับเถอะ เอ๊ะ ว่าแต่พวกคุณทานอิ่มกันแล้วเหรอ" เจ้านายได้กิน ลูกน้องก็ต้องได้กิน ดังนั้นโต๊ะข้างๆ เมื่อครู่นั้นจึงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้ชายชุดดำแบบอดี้การ์ด เรียกสายตาบรรดาสาวๆ ในร้านได้ดี แน่ละ สี่คนนี้มีแต่คนหน้าตาดีๆ ทั้งนั้น แถมหุ่นยังล่ำบึกอีกต่างหาก ไม่แปลกที่จะเป็
เตือนภัย "ฮัลโหลพี่ชาย ว่างไหมคะ" อารมณ์ดิ่งทีไรเป็นอันต้องโทรหาพี่ชายคนโตเมื่อนั้น หลังจากเล่นกับเจ้าชาช่าจนเหนื่อยเธอก็ขึ้นมายังบนห้อง"คะ น้องลูกหว้า ตอนนี้พี่กำลังจะเข้าประชุมค่ะ" ชายหนุ่มมองเข็มปัดซึ่งในอีกห้านาทีข้างหน้าเขาจะต้องนั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมแล้ว ทว่าสายของน้องสาวทำให้เขายังต้องนั่งอยู่ที่เดิม"อย่างงั้นหรอกหรือคะ งั้นพี่ทำงานเถอะค่ะ ลูกหว้าแค่โทรมาคุยด้วย คิดถึงพี่ชายใหญ่นะคะ" หล่อนพยายามควบคุมน้ำเสียงสั่นๆ ให้เป็นปกติที่สุด ซึ่งมันทำได้ยากเหหลือเกิน"มีไรหรือเปล่าคะ น้ำเสียงไม่ค่อยดีเลย ให้พี่ไปหาไหม พี่จะสั่งเลขาเลื่อนประชุมเดี๋ยวนี้" แค่ได้ยินน้ำเสียง พี่ชายคนโตก็รู้ทันทีว่าน้องสาวอยู่ในห้วงอารมณ์แบบไหน เลี้ยงมาเองกับมือขนาดนี้มีหรือจะพลาด“หนูไม่เป็นอะไรสักหน่อย ไม่ต้องมานะคะ เสียการเสียงานหมด" หล่อนรีบห้ามคนปลายสายทันที เธอแค่อยากคุยกับพี่ชายให้หายเหงาก็แค่นั้นเอง "เอางั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวประชุมเสร็จพี่จะไปรับไปดินเนอร์นะคะ คิดถึงน้องน้อยจะแย่แล้ว" ตั้งแต่แต่งงานออกไปชินดนัยก็ไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตาน้องสาว ไม่เขาที่ยุ่งเรื่องงานเกินไปก็เป็นชนัญชิดาเองที่ไม่มีเวลามาเ







