Masuk“หนอย เวลาอะไรยังมีหน้ามาสอน เจ้าคนน่าโมโห! ข้าเดือดดาลถึงเพียงนี้ กลับยังมีหน้ามาสอนวรยุทธ์อยู่อีกหรือ”
พูดยังไม่ทันจบจูเสวี่ยหลินก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางกระโดดขึ้นสูง ก่อนจะเตะเข้าไปยังกลางลำตัวของเจี่ยนอิงเต็มแรง คนที่ถูกโจมตีกลับยังคงยืนนิ่ง และใช้เพียงแขนสองข้างตั้งรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจี่ยนอิงรวบตัวหญิงสาวเอาไว้อย่างง่ายดาย ทั้งยังยัดเยียดแส้ไปในมือของนาง บังคับให้นางเคลื่อนไหวอย่างที่เขาต้องการ เพื่อพยายามให้นางจดจำกระบวนท่าที่เขาเห็นว่านางยังคงบกพร่อง และพยายามให้นางมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองในยามที่นางบุกเข้าโจมตี
“พลิ้วไหวดังสายน้ำ แข็งแกร่งดุจหินผา เยือกเย็นดังหิมะ และดุดันสง่างามดังนางหงส์ ในยามที่เจ้าโจมตี อย่าปล่อยช่องว่างใต้ช่วงแขนให้กว้างจนเกินไป นั่นอาจจะให้ทำคู่ต่อมองเห็นช่องที่จะโจมตีกลับได้ จุดอ่อนของเจ้าอยู่ตรงนี้ แต่หากเจ้าวางมือให้ต่ำเพื่อปกปิดจุดอ่อน...”
“อาอิง เจ้าคนน่าโมโหปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ หากแน่จริงอยู่นิ่งๆ ให้ข้าตีเสีย!” จูเสวี่ยหลินดิ้นรนสุดแรง ทว่ากลับไม่อาจหลุดจากอ้อมแขนของเขาไปได้ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาจะแรงเยอะขนาดนี้ ทั้งที่ตลอดมานางก็ตีเขาได้อย่างใจอยากทุกครั้ง โดยไม่ระแคะระคายเลยว่าเป็นเพราะทุกครั้งเจี่ยนอิงยอมให้นางเสมอ ไม่เช่นนั้นนางมีหรือจะว่องไวเท่าเขาที่มีกำลังภายในเป็นเลิศ แม้ว่าความทรงจำของเขายังไม่กลับมา แต่ความเคยชินของผู้ฝึกยุทธ์ทำให้การตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างของเขาเป็นไปตามธรรมชาติ การเคลื่อนไหวและความสามารถที่มักจะถูกดึงออกมา ในยามที่เขาเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นกัน
“เจ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้นะเจี่ยนอิง!” จูเสวี่ยหลินตวาดลั่นด้วยความโมโห ทั้งยังหายใจหอบจนตัวโยน
และนั่นทำให้เจี่ยนอิงพลอยชะงักไปด้วย ในที่สุดคนทั้งสองก็มีเวลาให้ความสนใจกับสิ่งรอบข้าง เมื่อครู่เพราะต่างคนต่างก็พะว้าพะวงกับความคิดของตัวเอง จนไม่รับรู้เลยว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่กันเพียงลำพังอีกต่อไป
“บ้าที่สุด!!” เจี่ยนอิงสบถออกมาคำหนึ่งทำให้จูเสวี่ยหลินสะดุ้ง
“เจ้าว่าอะไรนะ!” นางถลึงตาใส่เขาเพราะคิดว่าเขาสบถให้ตน
“...ข้าไม่ได้จะว่าเจ้า แต่ข้าถึงกับปล่อยให้มีคนเข้าใกล้เราได้โดยที่ข้าไม่รู้ตัวเลยสักนิด”
เขาเอ่ยออกมาทั้งที่สายตาของเขากลับมองกวาดไปรอบๆ โดยที่มือทั้งสองข้างยังคงเกาะกุมข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้แน่น
เขาโทษตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะหากเป็นก่อนหน้าที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ ในยามที่เขายังเป็นนักฆ่าผู้เลือดเย็นนั้น ประสาทรับรู้ของเขามักจะเฉียบไวอยู่เสมอ
ไม่มีทางที่จะมีคนเข้าใกล้เขาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ทว่าในยามนี้กลับมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมองดูการประมือของเขาและจูเสวี่ยหลิน ทั้งยังไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรแล้ว หากคนเหล่านี้ประสงค์ร้ายทั้งต่อเขาและนาง ป่านนี้ทั้งสองอาจโดนอีกฝ่ายฉวยโอกาสโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็เป็นได้
“เจ้าปล่อยข้านะ”
“อยู่นิ่งๆ เรากำลังตกเป็นเป้า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ดีหรือร้าย”
“เกี่ยวอันใดกับพวกเรากัน พวกเขาไม่รู้จักเราเสียหน่อย...อย่ามาถ่วงเวลา ให้ข้าตีสักทีข้าก็หายโมโหแล้ว หลังจากนั้นเจ้าจะหนีก็หนี ข้าจะตามหรือไม่มันเป็นเรื่องของข้า”
ได้ยินเช่นนั้นเจี่ยนอิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ เพราะเขารู้จักนางดีกว่าใคร
จูเสวี่ยหลินคือหญิงสาวที่สามารถดื้อรั้นเป็นเด็กๆ หากนางไม่พอใจขึ้นมา และนางไม่มีทางปล่อยให้เรื่องใดค้างคาโดยไม่ได้สะสางเป็นอันขาด ในยามนี้สิ่งที่เขาทำได้คือพยายามต่อรอง
“หากเจ้ายอมเชื่อข้าสักครั้งให้ข้าจัดการเรื่องนี้ หลังจากเสร็จเรื่องข้าจะยอมอยู่นิ่งให้เจ้าตีก็ได้”
“คำไหนคำนั้น?”
“ใช่ คำไหนคำนั้น”
“ตกลง”
จูเสวี่ยหลินยินยอมโดยดี ทำให้เจี่ยนอิงโล่งอกจนแทบจะถอนหายใจออกมาดังๆ เขาปล่อยหญิงสาวให้เป็นอิสระก่อนจะส่งแส้คืนให้นาง แล้วหันมาสนใจกลุ่มคนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว ซึ่งความรู้สึกของเขารับรู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดมีวรยุทธ์
“พวกเขามีวรยุทธ์ดังนั้นอย่าพูดหรือแสดงท่าทีอะไร”
“รู้แล้ว!”
แม้ไม่หันกลับไปมอง เจี่ยนอิงก็พอจะเดาออกว่าจูเสวี่ยหลินกำลังทำปากยื่นด้วยท่าทีขัดใจ เนื่องจากปกติแล้วนางมักจะเป็นคนออกหน้าเสมอในยามที่ทั้งสองคนกำลังมีเรื่อง
ทว่าในตอนนี้ทั้งเขาและนางต่างก็ตระหนักดีว่าหากให้เขาที่กลับมาเป็นเจี่ยนอิงคนเดิมจัดการกับเหล่าชาวยุทธ์ คงจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่ายยิ่งกว่าง่าย อีกทั้งหญิงสาวเองก็ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เพราะหากให้นางเป็นคนจัดการ ก็คงไม่แคล้วต้องได้ประมือออกกำลังอยู่ร่ำไป
ความจริงนางนิสัยเหมือนเขาในยามที่เขายังคงอยู่เคียงข้างมารดา เขาเองก็เคยใจร้อนและไม่ชอบให้ใครตอแย หากเรื่องใดที่เขาบอกว่าไม่ออกไปแล้ว ต่อให้ต้องสู้หรือเจ็บตัว เขาก็จะสู้
แต่หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับนาง กลับกลายเป็นเขาที่ต้องใจเย็น และคอยไกล่เกลี่ยไม่ให้นางหาเรื่องต่อยตีกับคนไปทั่ว เขากลายเป็นคนที่คอยห้ามปราม และคอยลดระดับตึงเครียดในยามที่นางรู้สึกโกรธกรุ่น
เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ในยามที่เขาอยู่เคียงข้างนาง และดูเหมือนเขาจะชอบตัวตนของตนเองในยามนี้ มากกว่าการกลับไปเป็นนักฆ่าเลือดเย็นเช่นที่แล้วมา
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห
หลังจากทนตกเป็นเป้าสายตาอยู่หน้าร้านขนมตระกูลอิ่นสักพัก ข้าก็ได้รับเพียงคำตอบให้เดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากผู้คนที่เข้ามาซื้อขนมอยู่กันเต็มร้าน ดังนั้นเด็กรับใช้คนแล้วคนเล่าจึงนึกว่าข้ามาที่ตระกูลอิ่น เพื่อติดต่อกับเจ้าบ้านข้าเห็นความวุ่นวายที่ผู้คนเริ่มหันมามองข้าและซุบซิบขึ้น จึงได้แต่รีบเดินเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง สายตาก็มองกวาดไปเพื่อมองหาร่างที่คุ้นตาสามปีแล้วนางจะเปลี่ยนไปเพียงใดหนอ ข้าได้แต่คิดเช่นนี้ในใจ กระทั่งสายตาของข้าสานสบเข้ากับดวงตาคู่งามดวงตาคู่นั้นดึงดูดข้าเอาไว้จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของดวงตาจ้องมองข้าเขม็ง ก่อนที่นางจะก้าวเดินเข้ามาหาข้าช้าๆข้ามั่นใจในทันทีว่านี่คือเหยาเอ๋อร์ของข้าจึงยื่นมืออกไปหานาง ทั้งยังส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ ฉงเหยาเดินผ่านข้าไปเฉยๆ ราวกับข้าไม่มีตัวตน นางไม่แม้แต่จะมองข้าทั้งที่ข้ามั่นใจว่านางจดจำข้าได้อย่างแน่นอน“เหยาเอ๋อร์”“คุณชายท่านนี้ได้โปรดระวังกิริยาด้วย”นางปรายตามองยังมือของข้าที่รั้งต้นแขนของนางเอาไว้ให้หยุดเดิน ข้าปล่อยแต่ก็ไม่อาจยอมให้นางเดินจากไป ข้ายืนขว
ข้าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ใจหวาดหวั่นออกมา ในใจลนลานจนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน กระทั่งเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมองการกระทำของข้า ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วยความงงงันข้าเดินเข้าออกกระท่อมหินหลายครั้ง เดินหาบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง ทว่าจนแล้วจนรอดข้ากลับเดินออกมามือเปล่าเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องนำสิ่งใดติดตัวไปบ้างที่สำคัญไปกว่านั้น ข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหานางจากที่ใด“ท่านน้าท่านจะไปไหน”“ออกไปตามหาเหยาเอ๋อร์”“แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ทุกคนให้ข้ามาหาท่านที่นี่ เพราะสงสัยว่านางจะมาหาท่าน”“หาข้า” ข้าเลิกคิ้วและเสียงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ใช่ นางทิ้งจดหมายไว้บอกว่าคนเดียวที่นางจะแต่งให้คือท่าน ดังนั้นนางจะหนีตามท่านไปหากท่านลุงอิงสงไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดักพบนาง” เหยียนหย่งหลุนอธิบาย ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาชอบกล“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม”“ท่านเองก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินใช่หรือไม่”“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”“เพราะหากท่านไม่แต่งนางเป็นฮูหยิน ข้าจะจับท่านมัดแล้วโยนเข้าห้องเหยาเอ๋อร์ ให้นางปล้ำท่านเสียเลย สองปีที่ท่านจากมารู้หรือไม่ว่านางมีสภาพเช่นไร ท
กลางดึกคืนนั้นเฉิงเค่อฉวนถูกจูเสวี่ยหลินลากออกไปซักซ้อมความพร้อมอยู่ค่อนคืน โดยมีความร่วมมือของฉีเจิ้งฝานและลั่วเฝิง อีกทั้งก่อนนี้เจี่ยนอิงกับจูเสวี่ยหลินก็เคยหายตัวไปพร้อมกันทั้งคืน จึงไม่มีผู้ใดสงสัยว่าทำไมนางจึงไม่กลับกระท่อมที่พักเช่นกันกับฉีเจิ้งฝานและเจี่ยนอิงที่พักด้วยกัน จึงไม่มีผู้ใดล่วง
“ให้พวกผู้หญิงมายืนอยู่ตรงกลาง บุรุษยืนบังลมหิมะดีหรือไม่” ฉีเจิ้งฝานมองไปโฉมสะคราญที่ยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นพี่ชาย เช่นเดียวกันกับเกาหย่งหลิวที่มองใบหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวของน้องสาวด้วยความสงสาร“ข้าเห็นด้วย” เสียงของจูเสวี่ยหลินที่ยืนอยู่ด้านในเสื้อคลุมของเจี่ยนอิงพลันดังขึ้น ในยามที่มอง
แม้ลึกๆ แล้วในใจของจูเสวี่ยหลินจะพร่ำบอกว่านี่อาจเป็นการจัดฉากของเกาซือซือ ทว่าเหตุใดหัวใจของนางจึงได้เจ็บปวดถึงเพียงนี้นางไว้ใจเขา เชื่อใจเขา รู้จักเขาดีกว่าใครแต่ความจริงที่ว่าหากเทียบกันแล้ว เฉิงไห่ถังเพียบพร้อมกว่านางทุกด้าน เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงโฉมสะคราญ ซึ่งมีความงดงามเป็นเลิศที่ไม่ใช่แค่หน้า
“คุณชายฉี ท่านรู้จักเด็กคนนี้กระมัง” จูเสวี่ยหลินละสายตาจากเฉิงเค่อโหยวมาหาฉีเจิ้งฝาน เมื่อตอนรุ่งสางนางรู้สึกคล้ายกับถูกจับตามองจึงปลุกเจี่ยนอิงขึ้นมา แต่ทันทีที่เจี่ยนอิงรู้สึกตัวเต็มที่ เขากลับได้กลิ่นยาสลบแทน ทั้งสองแสร้งทำเป็นฟุบหลับเพื่อใช้แขนเสื้อปิดจมูก ก่อนจะเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาด้อม







