Masukอคิน นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิทในห้องทำงานส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นซิการ์ราคาแพงอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของเขาคือ นายพลอิทธิพล นายทหารผู้กว้างขวางในกองทัพและคุมกำลังแถบชายแดน นายพลนั่งอยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือที่หยาบกร้านกำแก้วบรั่นดีไว้แน่น
"ช่วงนี้ด่านชายแดนตรวจเข้มผิดปกติ อคิน" นายพลเปรยเสียงต่ำ
"สายของเรารายงานว่าพวกกรมศุลกากรกับพวกหน่วยข่าวกรองเริ่มได้กลิ่น 'ของ' ที่เราซุกไปกับรถขนส่งสินค้าปกติ ถ้าขืนส่งออกไปตรง ๆ แบบเดิม มีหวังโดนรวบยกแผงแน่"
อคินหมุนควงพู่กันในมือเล่นอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบจ้องมองรูปปั้นครึ่งตัวที่วางอยู่มุมห้อง "ท่านนายพลครับ... ศิลปะคือการลวงตาเสมอ ถ้าพวกมันจ้องจะจับ 'ของผิดกฎหมาย' เราก็แค่ทำให้สิ่งที่พวกมันเห็น ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันคิด"
อคินโน้มตัวไปข้างหน้า รอยยิ้มวิปริตผุดขึ้นที่มุมปาก
"ผมจะจัดนิทรรศการสัญจร งานศิลปะขนาดใหญ่ของผมจะถูกส่งออกไปในฐานะ 'ทูตวัฒนธรรม' ใครจะกล้ากะเทาะรูปปั้นหินอ่อนราคาหลายสิบล้าน หรือกรีดภาพวาดระดับโลกเพื่อหาของข้างใน? เราจะซ่อน 'ยาและอาวุธ' ไว้ในโพรงฐานรูปปั้นที่หล่อปิดตายด้วยปูนปลาสเตอร์ชนิดพิเศษ"
"นายจะใช้ 'งานศิลปะ' เป็นฉากบังหน้าขนของลือชื่อพวกนั้นงั้นเหรอ?" นายพลเลิกคิ้วอย่างทึ่งในแผนการ
"ถูกต้องครับ" อคินตอบพลางพ่นควันซิการ์
"เราจะทำเป็นขนสินค้าเกษตรหรือผ้าไหมบังหน้าเป็นขบวนหลอก แต่หัวใจสำคัญคือขบวนรถขนงานศิลปะที่ได้รับสิทธิพิเศษในการผ่านด่านโดยไม่ต้องตรวจค้นอย่างละเอียด เพราะมีลายเซ็นรับรองจากผมและหน่วยงานของท่าน... พวกนักสืบอย่างรังสิมันต์มัวแต่จ้องจะจับฆาตกร แต่มันไม่มีวันรู้หรอกว่ามีการลำเลียงของที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ"
จีจี้นั่งที่มุมหนึ่งของห้องเงียบ ๆ ลอบมองอคินด้วยความเทิดทูนและยำเกรง เธอรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากศิลปินผู้อ่อนโยน อคินคือสมองกลที่ซับซ้อนและอำมหิตที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอ
"หมากกระดานนี้... ผมเดิมพันด้วยทุกอย่าง" อคินกระซิบเสียงแผ่ว
"ถ้าใครกล้ามาขวางทางสัญจรของงานศิลปะผม... ผมจะเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็น 'หุ่นโชว์' ที่ไม่มีวันพูดได้อีกตลอดกาล"
“ยังไงก็อย่าลากผมเข้าไปให้เปิดเผยนักก็แล้วกัน”นายพลกำชับ
“ท่านยังไม่ไว้ใจผมอีกหรือ มาจนถึงป่านนี้แล้ว”
“ถ้าผมไม่ไว้ใจจะเอาหน้าที่การงาน ที่เป็นทุกอย่างในชีวิตมาคลุกคลีกับคุณทำไม”
ยังไม่ทันที่อคินจะตอบว่าอะไร จีจี้ที่นั่งอยู่ลุกขึ้นไปเปิดประตูตามเสียงที่เคาะจากภายนอกทำให้การสนทนาของคนทั้งคู่ต้องหยุดลงอย่างอัตโนมัติ
อคินมองตามจีจี้ไปเมื่อเปิดประตูเห็นสาวใช้ยื่นบางอย่างให้จีจี้ และคุยกันอยู่นิดหนึ่งจากนั้นจีจี้ก็หันมามองสบตาเขา ชายหุ่มเพ่งมองของที่อยู่ในมือของจีจี้แทน มันเป็นช่อดอกไม้กุหลาบสีดำขนาดใหญ่ผูกโบว์สีดำด้วยเช่นกัน ดูแปลกตา เขาเอียงหน้าน้อย ๆจีจี้สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะยืนช่อดอกไม้ให้เขา
อคินรับช่อดอกไม้สีดำมาด้วยความประหลาดใจน้อย ๆแต่ก็นึกชื่นชอบกับความแปลก เขาพลิกการ์ดใบเล็กที่มีข้อความสั้นๆ ว่า "ศิลปะที่ไม่มีเจ้าของ ย่อมรอคอยผู้ที่คู่ควรมาค้นพบ... ขอบคุณสำหรับคำชมในงานประมูลนะคะ"
สีหน้าของอคินเปลี่ยนไปเป็นตื่นเต้นและสดชื่นขึ้นทันที หันไปยังท่านนายพล
“ท่านนายพล วันนี้ผมติดนัดแล้วล่ะครับเอาไว้เราจะคุยกันอีกครั้ง”
“ได้ครับคุณอคิน งั้นผมขอตัวเลย”
“จีจี้ส่งท่านนานพลแทนผมด้วย”
หญิงสาวเม้มปากลงนิดหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานให้ท่านนายพล
“เชิญทางนี้ค่ะท่าน.....”
ทันทีที่คล้อยหลังท่านนานพลอคินรีบต่อสายหาเรมี่ทันที
แสงเทียนสลัวส่องกระทบเครื่องแก้วเจียระไนบนโต๊ะอาหารยาวเหยียด เรมี่ในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ดูอันตรายและเย้ายวน นั่งประจันหน้ากับอคินที่จิบไวน์แดงพลางจ้องมองเธอไม่วางตา ราวกับกำลังใช้สายตาพู่กันวาดภาพเธอในหัวตลอดเวลา
"คุณรู้ไหมเรมี่..."
อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้องในห้องโถง
"คฤหาสน์หลังนี้ไม่เคยต้อนรับผู้หญิงคนไหนมานานมากแล้ว ส่วนใหญ่พวกเธอจะมาที่นี่ในสภาพที่... 'ขยับเขยื้อนไม่ได้' แต่กับคุณ ผมกลับอยากเห็นคุณเดินไปมาในห้องโถงนี้ด้วยลมหายใจที่ยังมีชีวิต"
เรมี่แสร้งหัวเราะเบาๆ พลางกรีดกรายปลายนิ้วไปตามขอบแก้วไวน์
"แหม คุณอคินพูดเหมือนฉันเป็นตุ๊กตาเลยนะคะ แต่คฤหาสน์กว้างขวางขนาดนี้ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณซ่อน 'แรงบันดาลใจลับ' ไว้ที่ไหนบ้าง หรือว่า... มีห้องลับที่เก็บสะสมผลงานชิ้นเอกที่โลกยังไม่เคยเห็น?"
เธอส่งสายตาท้าทายและเต็มไปด้วยความนัย อคินชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่ดูละมุนทว่าว่างเปล่าปรากฏขึ้น
"คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาดจนน่ากลัวจริงๆ ครับ ห้องทำงานของผม... คือที่รวมความลับทุกอย่างของผมไว้ ถ้าคุณอยากเห็น ผมก็ยินดีจะเปิดเผยให้คุณดูคนเดียว"
"นั่นถือเป็นคำเชิญไปดู 'สตูดิโอส่วนตัว' ของคุณหรือเปล่าคะ?"
เรมี่ขยับตัวเข้าใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมแนวไม้ป่าปนกลิ่นสารเคมีบางอย่างจากตัวเขา
"แน่นอนครับ"
อคินลุกขึ้นเดินมาซ้อนข้างหลังเธอ มือของเขาแตะที่ไหล่เธอเบาๆ แต่สัมผัสนั้นกลับเย็นเฉียบจนเรมี่ต้องข่มความประหม่าไว้
"แต่ต้องระวังหน่อยนะ...เพราะใครก็ตามที่ก้าวเท้าเข้าไปในโลกของผมแล้วมักจะหาทางกลับออกมาไม่ได้ง่ายๆ"
ในขณะที่อคินกำลังพาเรมี่เดินไปยังโซนห้องทำงาน เรมี่แอบกดปุ่มส่งสัญญาณที่ต่างหูจิ๋วเพื่อบอก รังสิมันต์ ที่ซุ่มรออยู่ข้างนอกได้เห็นเหตุการณ์ในตอนนั้นกับเธอด้วยพร้อมคำสนทนาทุกคำที่ผ่านเครื่องส่งนี้
เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินอ่อนที่ประดับด้วยรูปปั้นกรีกโบราณ อคินใช้กุญแจทองเหลืองดอกเขื่องไขเปิดประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ เผยให้เห็น สตูดิโอส่วนตัว ที่กว้างขวางเพดานสูงลิ่ว กลิ่นน้ำมันสนและสีวาดเขียนอบอวลหนาแน่นกว่าจุดอื่นในคฤหาสน์
"เชิญครับเรมี่... นี่คือโลกที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อขังความจริงเอาไว้"
อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายอย่างประหลาด เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เผยให้เห็นแขนเสื้อเชิ้ตที่พับขึ้นอย่างลวกๆ ท่าทางของเขาดูเป็นปุถุชนที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ท่ามกลางอุปกรณ์ศิลปะ
เขาพาเรมี่เดินชมผลงานที่ตั้งเรียงราย ตั้งแต่ภาพทิวทัศน์ที่ดูเหงาจับใจไปจนถึงรูปหล่อทองแดงที่แสดงมัดกล้ามเนื้ออันบิดเบี้ยว อคินบรรยายถึงแรงบันดาลใจในแต่ละชิ้นด้วยแววตาที่เป็นประกาย เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อเรมี่วิจารณ์งานชิ้นหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา เป็นรอยยิ้มที่ดู "จริงใจ" จนน่ากลัว เพราะมันคือความสุขที่เกิดจากการมีใครสักคนก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่ลึกที่สุดของเขา
ทว่า... มีมุมหนึ่งของห้องที่ถูกบดบังด้วยผ้ากำมะหยี่ผืนใหญ่สีดำสนิท อคินเดินจูงมือเรมี่ผ่านจุดนั้นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เขาจงใจเบี่ยงเบนความสนใจของเธอไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสวนกุหลาบใต้แสงจันทร์ เพื่อซ่อน "ภาพวาดเรมี่" ที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดมันด้วยความบ้าคลั่งเอาไว้เพียงลำพัง
"คุณรู้ไหม... การมีคุณอยู่ที่นี่ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนพู่กันในมือมันมีน้ำหนักลดลงอย่างบอกไม่ถูก"
อคินกระซิบพลางจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเธอภายใต้แสงดาว เขาดูผ่อนคลายจนเกือบจะลดการป้องกันตัวลง แต่ในขณะที่ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกที่แฝงความตาย จีจี้ กลับยืนนิ่งอยู่หลังช่องมองเล็กๆ ของประตูหนีไฟ ดวงตาของเธอแดงก่ำด้วยความริษยาและ ความไม่ไวใจ เธอสังเกตเห็นสายตาของเรมี่ที่ไม่ได้จดจ่ออยู่แค่ความสวยงามของภาพวาด แต่กลับลอบสำรวจตำแหน่งตู้เซฟและโต๊ะทำงานที่เก็บเอกสารของเขาและที่สำหรับจะติดเครื่องดักฟังจิ๋วเอาไว้
“ช่างเป็นอะไรที่วิเศษมากเลยนะคะคุณอคิน”
“คุณหมายถึงห้องทำงานนี้เหรอครับ”
“ไมค่ะ ฉันหมายถึงคฤหาสน์อันสวยงามอยู่คุณ ช่างน่าอยู่ไม่ว่าจะมองไปมุมไหน”
เรมีวาดแขนไปตามโต๊ะ ทำท่าเพ้อฝันมองออกไปยังวิวด้านนอกหน้าต่างกว้าง
“คนอยู่ที่นี่คงมีความสุขมากเลยนะคะ มันเย็น และสบายไปหมด ดอกไม้ก็สวยมาก ๆ”
อคินเดินอ้อมเข้ามายืนเคียงข้างชี้ดูดอกไม้สวยนอกหน้าต่างนั้นพลางบอกชื่อของดอกไม้
“ดอกใหญ่ ๆ นั้นเรียกว่าดอกรักเร่ ที่อินเดียจะเยอะมาก”
“ฮู้ดอกใหญ่กว่าหน้าของฉันอีกนะคะ”
หญิงสาวแสร้งเงยหน้าขึ้นมาเขาขณะที่ใช้คำพูด ทำให้อคินถึงกับกลั้นลมหายใจ เรมี่ตัวเป็น ๆ เธออยู่ใกล้เพียงนี้แทบอยู่ในอ้อมกอดของเขาเลยทีเดียว
ในจังหวะที่บรรยากาศในสตูดิโอกำลังดำดิ่งสู่ความเงียบสงบอันชวนเคลิบเคลิ้ม อคินโน้มตัวเข้าใกล้เรมี่จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน ดวงตาของฆาตกรอัจฉริยะวาวโรจน์ด้วยความสุขสมหวังที่หาได้ยากยิ่ง ราวกับเขากำลังจะได้ครอบครองผลงานศิลปะที่มีชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ
เพล้ง!
เสียงแก้วเจียระไนกระทบพื้นหินอ่อนดังสนั่นหวั่นไหวมาจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงวัตถุหนักๆ ล้มกระแทกประตูสตูดิโออย่างจงใจ บรรยากาศโรแมนติกที่อคินเพียรสร้างสลายไปในอากาศทันทีเหมือนควันไฟที่ถูกลมพัด
อคินชะงักกึก นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและเย็นเยียบภายในเสี้ยววินาที เขาผละออกจากเรมี่อย่างรวดเร็วพลางหันไปมองที่ประตูด้วยสายตาที่พร้อมจะปลิดชีวิตใครก็ตามที่กล้าขัดจังหวะ
"จีจี้!" อคินตวาดเสียงต่ำพลางกระชากประตูเปิดออก
จีจี้ ยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางเศษแก้วที่แตกกระจาย เธอแสร้งทำท่าทางตกใจพลางถือถาดเครื่องดื่มที่เหลืออยู่ด้วยมือที่สั่นเทา
"ขอโทษค่ะคุณอคิน จีจี้ซุ่มซ่ามเองค่ะ เห็นว่าดึกแล้วเลยอยากเอาเครื่องดื่มร้อนๆ มาให้คุณกับ 'แขก' เผื่อจะช่วยให้... มีสติขึ้นบ้าง"
จีจี้จงใจเน้นคำว่า มีสติ พร้อมกับตวัดสายตาคมกริบมาทางเรมี่ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและคำเตือนที่ปิดไม่มิด
‘ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เหยื่อทั่วไป... อคินกำลังโดนเสน่หาบังตาจนมองไม่เห็นเข็มพิษที่ยัยนี่พกมาด้วย’
จีจี้คิดพลางกำด้ามมีดพกที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าแน่น เธอตัดสินใจว่าหากอคินยังคงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับนารีผู้นี้จนแผนการใหญ่เสียหาย เธอจะเป็นคน "ทำความสะอาด" สตูดิโอนี้ด้วยตัวเอง
"ฉันบอกว่าห้ามใครเข้ามาวุ่นวายในนี้ไม่ใช่เหรอ?"
อคินกัดฟันพูด รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนจีจี้ต้องก้มหน้าหลบตา
"แต่คุณอคินคะ... พรุ่งนี้เช้าเรามี 'นัดสำคัญ' กับท่านนายพลเรื่องขบวนรถสัญจรนะคะ"
จีจี้พูดโพล่งออกมาเพื่อดึงอคินกลับมาสู่โลกความจริงของอาชญากร
"จีจี้เห็นว่าคุณอาจจะ... ลืมตัวไปกับงานศิลปะชิ้นใหม่ จนลืมงานใหญ่ที่เราคุยแผนกันไว้"
คำพูดของจีจี้ทำให้เรมี่หูผึ่ง เธอแสร้งทำเป็นเดินไปดูรูปปั้นอื่นอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทุกคำพูดถูกบันทึกไว้ในหัวสมองของนักสืบเรียบร้อยแล้ว ส่วนอคินเมื่อได้ยินคำว่า 'นายพล' และ 'ขบวนรถ' เขาก็เริ่มได้สติ ใบหน้าของเขากลับมาสวมหน้ากากศิลปินผู้สุขุมอีกครั้ง แต่แววตาที่มองจีจี้นั้นเต็มไปด้วยความคาดโทษ
"ออกไปซะ จีจี้... แล้วไปจัดการความรกพวกนี้ให้เรียบร้อย"
อคินสั่งเสียงเรียบแต่ทรงพลัง ก่อนจะหันกลับมาหาเรมี่พร้อมรอยยิ้มจอมปลอม
"ต้องขอโทษด้วยนะครับเรมี่ ผู้ช่วยของผมเธอมักจะกังวลเรื่องตารางงานของผมเกินเหตุไปหน่อย"
เรมี่ยิ้มตอบอย่างอ่อนหวานแต่ในใจกำลังประมวลผลข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ
“อะไรคือขบวนรถสัญจรคะ น่าสนุก”
เรมี่แสร้งทำเป็นตาโตด้วยความตื่นเต้นดั่งหญิงสาวที่คลั่งไคล้ในศิลปะ เธอขยับเข้าไปใกล้จีจี้เล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตาอคินด้วยประกายตาแห่งความขวนขวาย
" ฟังดูน่าตื่นเต้นจังเลยค่ะคุณอคิน" เรมี่ส่งยิ้มหวานพลางเอียงคอถาม
"นี่คือโครงการส่งต่องานศิลปะไปสู่พื้นที่ห่างไกลที่ใคร ๆ เขาลือกันหรือเปล่าคะ? ฉันได้ยินมาว่ามันเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะต้องขนย้ายสมบัติล้ำค่าข้ามจังหวัด... หรืออาจจะข้ามพรมแดนเลยใช่ไหมคะ?"
เธอก้าวเดินกลับมาหาอคิน พลางวางมือบนท่อนแขนของเขาอย่างแผ่วเบาเป็นการอ้อนวอน
"จะจัดขึ้นที่ไหนเหรอคะ? แล้วเมื่อไหร่กัน? ถ้าเป็นไปได้... ฉันอยากจะมีโอกาสร่วมเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศการเคลื่อนย้ายงานศิลป์ระดับโลกแบบนี้สักครั้ง มันคงเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว"
อคินนิ่งไปชั่วอึดใจ สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าของเรมี่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง "ความระแวง" กับ "ความปรารถนา" ที่จะให้เธออยู่ข้างกายตลอดเวลา เขาเหลือบมองจีจี้ที่ยืนกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มละมุนที่แฝงไปด้วยนัยลึกลับ
"คุณสนใจเรื่องงานเบื้องหลังขนาดนี้เชียวหรือครับเรมี่?" อคินเอ่ยเสียงนุ่ม
"โครงการนี้คือ 'ศิลป์ส่องสว่างชายแดน' ครับ เราจะเริ่มเคลื่อนขบวนกันในเช้ามืดวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เป้าหมายคือด่านชายแดนทางภาคเหนือ เพื่อส่งต่องานศิลปะไปยังหอศิลป์ของประเทศเพื่อนบ้าน"
เขากุมมือเรมี่ขึ้นมาจูบเบาๆ ที่หลังมือ แววตาประกายวาวโรจน์
"ถ้าคุณอยากร่วมเดินทางไปด้วย... ผมก็ยินดีครับ”
จีจี้เชิดหน้าขึ้นใบหน้าตึงเมื่อมองดูกริยาของเจ้านายหนุ่มที่มีแต่หญิงสาว ดูเขาทถนุถนอมอ่อนโยนมาก
“ การเดินทางไกลที่เต็มไปด้วย 'ความลับ' และงานศิลปะที่ 'ซ่อนเร้น' มันอาจจะทำให้เราได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น... มากกว่าที่คุณจินตนาการไว้เสียอีก"
จีจี้แทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้น เธอรู้ดีว่าการให้เรมี่ร่วมขบวนไปด้วยคือความเสี่ยงมหาศาล แต่น้ำเสียงของอคินคือคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัด
"อีกประมาณสักสองเดือนครับ... เพราะเพิ่งจะคิดโครงการกัน”
“คงจะสนุกเหมือนครั้งที่แล้วนะคะ คนดังๆมารวมตัวกัน”
“คราวนี้ก็คนดังมารวมตัวครับแต่คนละกลุ่มกับงานที่แล้ว...”
“ยิ่งน่าสนใจค่ะ อย่าลืมหมายกำหนดการส่งให้ทราบรายละเอียดด้วยนะคะ”
“ เตรียมตัวให้พร้อมนะครับเรมี่" อคินทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นเยียบ
"เพราะขบวนรถนี้... อาจจะพาคุณไปสู่โลกที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน"
“อืม...น่าไปเปิดหูเปิดตาจริงด้วยค่ะ “หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ
“แต่ต้องรอเกือบจะสองเดือน “
“คุณก็รู้ว่างานมันใหญ่ต้องประชุมวางแผนกันก่อนทุกเรื่อง จึงใช้เวลา”
ภายในห้องทำงานที่บุด้วยไม้โอ๊กสีเข้ม แสงไฟสลัวขับเน้นใบหน้าคมสันของอคินให้ดูดุดันยิ่งขึ้น จีจี้ในชุดเดรสตรีสีแดงยืนกอดอกระงับความอารมณ์พลุ่งพล่าน ขณะที่เรมี่ยังคงรักษาท่าทีเรียบเฉยแต่แฝงความนัย
“เกือบสองเดือน... นานพอที่จะทำให้ ‘หนอน’ อิ่มจนตาย หรือไม่ก็แข็งแกร่งพอจะกัดกินเราจนหมด”
จีจี้โพล่งขึ้น น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธที่เก็บงำไว้ไม่ได้อีกต่อไป
อคินเดินไปที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ เขาขยับปกเสื้อสูทเล็กน้อยพลางจ้องมองจีจี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ผมบอกแล้วไงว่าสียังไม่แห้งให้ปล่อยพู่กัน..”เขาเน้นสียงโต้จีจี้
“ทุกอย่างต้องวางแผน..งานถึจะออกมาดี...หรือแม้แต่เรื่องที่ ‘ไม่ได้คาดคิด’ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนให้ได้”
เขาปรายตาไปทางเรมี่ที่ยืนพิงขอบหน้าต่างมองออกไปด้านนอก
“รหัสที่คุณพยายามสื่อสารในงานประมูล... ‘เลเยอร์ของสีน้ำมัน’ คุณกำลังจะบอกอะไรผมกันแน่ เรมี่?”
เรมี่ขยับยิ้มบางๆ อย่างคนที่มีแต้มเหนือกว่า
“ฉันแค่จะบอกว่า ในขบวนรถที่คุณจะพาไปสู่โลกที่ฉันไม่เคยเห็นน่ะ... ถ้าไม่มีคนคอย ‘เกลี่ย’ เลเยอร์เหล่านั้นให้เนียนกริบ ภาพที่ชื่อว่า ‘ความสำเร็จ’ ของคุณอาจจะกลายเป็นภาพวาดที่เน่าหนอนที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมา”
จีจี้ก้าวเข้าไปประจันหน้ากับเรมี่
“ไหวพริบของคุณมันสูงจนน่ารำคาญนะเรมี่ แต่อย่าลืมว่าในโลกของอคิน... คนที่ฉลาดเกินไป มักจะอายุไม่ยืน”
“นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังยืนอยู่ที่นี่ไงคะ” เรมี่ตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เพราะอคินรู้ดีว่า... คนอย่างฉัน ‘มีค่า’ มากกว่าจะเป็นแค่ศพ”
อคินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาส่งรหัสให้จีจี้ในงานประมูล
“พอได้แล้ว... ถ้าคุณสนใจจะร่วมเดินทางด้วยจริง ๆคุณก็ต้องทำให้ผมเชื่อมั่นว่าคุณไม่ได้แสร้งทำกับผม”
“อ้าว..ทำไมคิดแบบนั้นล่ะคะ จะให้ฉันแสดงออกยังไงคุณถึงจะเชื่อใจ”
“ถ้าคุณได้ร่วมเดินทางคุณก็ลองพักกับฉัน จับกันป็นคู่บัดดี้สิ” จีจี้เอ่ยอยางมาดมั่น
“พักด้วยกันไปไหนไปกัน ฉันจะแนะนำงานกับคุณเองถ้าคุณสนใจจะเกลี่ยเลเยอร์สีเอง”
“อื้ม...น่าสนใจมากค่ะเอาไว้เห็นหมายกำหนดการก่อนแล้วฉันจะให้คำตอบนะคะ”
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์”ศิลาจันทร์”ที่หรูหลังงามของ อคิน ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ขับเน้นความมั่งคั่งและอำนาจมืด แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบลงบนร่างของเจ้าของบ้านที่เอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท อคิน หมุนแก้ววิสกี้ในมือช้า ๆ สายตาคมปลาบ
รังสิมันต์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนลึก ๆ ในใจที่เขานิยามไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ความโมโหที่เห็นคู่หูทำนอกแผน แต่มันคือความรู้สึก "หวงก้าง" ที่แหลมคมจนทิ่มแทงอกเขาอย่างประหลาดเขากำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างบ้าคลั่งว่าความรุ่มร้อนนี้มาจากไหน ในแง่ของงาน... ใช่ เธอคือจิ๊กซอว์สำคัญที่อาจทำแผนพังพินาศแต่ลึก
ตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั
เรมี่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูในชุดลำลองที่ยังคงความดูดีแบบไม่ตั้งใจ เธอขยับแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อยพลางมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำย่านเพื่อหาอะไรดื่มให้คลายความล้าและอยากให้สมองตื่นตัวกว่านี้สักหน่อยทว่าในจังหวะที่มือกำลังจะผลักประตูสเตนเลสสีทองขรึมของร้านเข้าไปนั้น สัญชาตญาณสายลับที่ถูกฝึกมาอย




![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
