Se connecterนักสืบอิสระสาวสวยที่มาพร้อมเสน่ห์เหลือร้าย เธอมักใช้รูปลักษณ์ที่ดูเหมือน "สาวสังคม" บังหน้า แต่เบื้องหลังคือมันสมองระดับอัจฉริยะที่อ่านใจคนออกทุกฝีก้าว ต้องมาร่วมร่วมทีมเป็นคู่บัดดี้กับนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล สุขุม นิ่งลึก และมีเบื้องหลังเป็นที่ปรึกษาด้านอาชญวิทยาให้รัฐบาล เขามีสายตาคมกริบที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณของทุกคน ทั้งเขาและเธอจะร่วมกันเปิดโปงความลับที่มีมายาวนานได้หรือไม่ ติดตามอ่านความสนุกเร้าใจได้เลยค่ะ ด้วยรักจากใจผู้เขียน AaaYaa_Tawan(อาญ่าตะวัน)
Voir plusเสียงเพลงคลาสสิกคลอเบาๆ ในโถงจัดเลี้ยงหรูหรา ท่ามกลางแสงระยิบระยับของโคมไฟคริสตัลขนาดยักษ์ที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงระฟ้าของโรงแรมแกรนด์รอยัล กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงหัวเราะต่อกระซิกของเหล่าชนชั้นสูงอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงการกุศลระดับประเทศ
"เรมี่" ก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าที่สะกดทุกสายตา ชุดราตรีผ้าไหมซาตินสีแดงเพลิงตัดเย็บอย่างประณีตแนบไปกับสัดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ ผิวขาวผ่องราวกับสลักจากหินอ่อนขับให้เธอดูโดดเด่นราวกับนางพญาที่หลุดออกมาจากภาพวาด
ภายใต้รอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่เธอมอบให้กับแขกเหรื่อนั้นจะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เรมีไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มด่ำกับไวน์รสเลิศ ดวงตาคู่สวยที่ล้อมกรอบด้วยขนตาหนางอนนั้นซ่อนความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะเอาไว้ เธอคือ "เรมี่ รัตนกุล" นักสืบอิสระที่วงการตำรวจต่างยำเกรงและโหยหาตัวมาตลอด
หญิงสาวกวาดสายตาไปโดยรอบสมองของเธอกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลพฤติกรรมของผู้คนในงาน ทุกจังหวะการก้าวเดิน การขยับเนกไท หรือแม้แต่การหลบสายตาของผู้ทรงอิทธิพลคนใดคนหนึ่ง ไม่เคยรอดพ้นการสายตาที่จับสังเกตของเธอไปได้
“ไวน์แดงสักแก้วไหมครับคุณผู้หญิง?” บริกรหนุ่มยื่นถาดมาตรงหน้า
“ขอบคุณค่ะ”
เรมี่หยิบแก้วไวน์ขึ้นมา จังหวะที่ปลายนิ้วเรียวสัมผัสแก้ว สายตาของเธอกลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนเด่นยืนตระหง่านอยู่บนระเบียงชั้นลอย
ชายหนุ่มในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บจากช่างฝีมือระดับโลก รูปร่างสมาร์ทและใบหน้าคมเข้มที่ดูสุขุมนุ่มลึกอย่างประหลาด เขาคือนักธุรกิจหนุ่มที่กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้าน และเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านอาชญวิทยาที่หาตัวจับยากที่สุด "รังสิมันต์ อัครเดช"
เขาไม่ได้มองเรมี่ด้วยสายตาหยาบโลนเหมือนชายคนอื่น แต่ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขากลับมองเธอด้วยความพินิจพิเคราะห์ ราวกับเขากำลังอ่าน "รหัสลับ" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดราตรีสีแดงเพลิงนั้น
เรมี่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย เธอรู้ดีว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา ความนิ่งลึกของเขาคือสัญลักษณ์ของคนที่มองเกมขาดทุกกระดาน และเสน่ห์ของเขาคือหน้าตารูปร่างภายนอกที่สะดุดตาไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ย่อมหันมองแบบไม่ลังเล และไม่แปลกใจว่าทำไมใครเห็นก็ต้องหันมอง รัศมีภายในของเขาฉายอกมารับกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาให้ทุกคนทราบว่าคนอย่างเขาเรียกกันว่าหล่ออย่างมีภาษี
แต่แล้ว... ความรื่นเริงก็ถูกตัดขาดด้วยเสียงกรีดร้องที่โหยหวนจากมุมลึกสุดของห้องจัดแสดงศิลปะหลังโถงงานเลี้ยง เรมี่พุ่งตัวออกไปทันทีด้วยสัญชาตญาณ ความเร็วของเธอนั้นสวนทางกับรองเท้าส้นสูงที่สวมอยู่ เธอแหวกฝูงชนที่กำลังแตกตื่นเข้าไปจนถึงที่เกิดเหตุ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้แม้แต่คนที่มีภูมิต้านทานสูงอย่างเรมี่ถึงกับชะงัก ร่างของชายในชุดทักซิโด้นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นพรมสีไวน์ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตัดกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงในงานคละเคล้ากันอย่างรุนแรง ร่างของ "นายธนาคารชื่อดัง" ผู้เป็นเจ้าภาพงาน ถูกจัดวางอยู่บนแท่นหินอ่อนกลางห้องโถงในท่าทางที่ดูวิจิตรบรรจง ร่างกายของเขาถูกดัดให้โค้งมนราวกับรูปปั้น "The Dying Gaul" ศีรษะเอียงไปด้านหลังอย่างงดงามแต่สยดสยอง ผิวหนังที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำตัดกับกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งที่ถูกปักไว้ในมือที่ประสานกันบนหน้าอก
ทว่า กุหลาบขาวนั้นกลับค่อยๆ เปลี่ยนสี... จากสีขาวนวลกลายเป็นสีม่วงคล้ำและดำสนิทในที่สุด ควันจาง ๆ พุ่งออกมาจากกลีบดอกพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสารเคมีที่รุนแรง
“อย่าก้าวต่อ... ถ้ายังอยากมีลมหายใจ”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับมือหนาที่คว้าต้นแขนของเรมีไว้แน่นจนเธอรู้สึกถึงไอร้อนจากฝ่ามือ เขาออกแรงกระชากเบาๆ ให้เธอถอยห่าง ก่อนจะก้าวเข้ามาบังร่างของเธอไว้ สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ความสวยงามอันสยดสยองเบื้องหน้า
“กุหลาบอาบพิษ...” เขาเปรยขึ้น น้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าขนลุก “ไซยาไนด์ผสมซัลเฟอร์ในความเข้มข้นที่ ‘ตั้งใจ’ ให้ถึงตาย”
รังสิมันต์ปรายตามามองเรมีช้าๆ แววตาของเขาซ่อนความนัยบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
“สูดดมมันเข้าไป ปอดของคุณจะมอดไหม้จากข้างในแค่ ห้าวินาที เท่านั้น”
รังสิมันต์อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความห่วงใยที่ซ่อนลึก
เรมีสะบัดแขนออกเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี
“ฉันรู้ค่ะ... และฉันก็รู้ด้วยว่าฆาตกรตั้งใจจัดวางศพนี้เพื่อให้คนดู ‘ชื่นชม’ มากกว่า ‘หวาดกลัว’ นี่ไม่ใช่แค่การฆาตกรรม แต่มันคือการประกาศศักดาของคนที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน”
รังสิมันต์หรี่ตามองผู้หญิงสาวตรงหน้า ความฉลาดเฉลียวที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเธอทำให้เขาแปลกใจ
“คุณเป็นใครกันแน่? แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงคงไม่วิเคราะห์สารเคมีและจิตวิทยาฆาตกรได้คล่องแคล่วขนาดนี้”
เรมีขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนได้กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนสุขุมของเขา ทำให้เธอรู้สึกถึงแรงกระตุ้นภายในนึกครึ้มที่อยากจะบอกเขาด้วยการเขย่งเท้าขึ้นกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ
“ฉันชื่อเรมีค่ะ... และถ้าคุณอยากรู้ว่าฉันเป็นใครมากกว่านี้ คุณควรช่วยฉันหาทางออกจากวงล้อมของตำรวจที่กำลังจะมา เพราะเราทั้งคู่ต่างก็ ‘แอบ’ เข้ามาตรวจสอบที่นี่ก่อนเจ้าหน้าที่คนอื่นไม่ใช่หรือคะคุณรังสิมันต์?”
รังสิมันต์เลิกคิ้วสูง มุมปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่มีเสน่ห์เหลือร้าย เขาพบแล้ว... ผู้หญิงที่สามารถเดินตามความเร็วของสมองเขาได้ทัน
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเรมี... ดูเหมือนว่าหมากกระดานนี้ เราจะต้องเล่นเป็นทีมเดียวกันเสียแล้ว”
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านและเงาของฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด ทั้งสองสบตากันเนิ่นนานภายใต้แสงไฟที่เริ่มกะพริบดับ ความดึงดูดระหว่างกันนั้นแรงกล้าพอ ๆ กับปริศนาเลือดที่อยู่ตรงหน้า และนี่คือบทเริ่มต้นของเกมไล่ล่าที่ไม่มีใครรู้ว่า... ใครจะเป็นผู้ชนะบนกระดานแห่งชีวิตนี้
เสียงไซเรนตำรวจดังก้องสะท้อนมาจากหัวมุมถนน ระยะห่างที่งวดเข้ามาทุกทีทำให้บรรยากาศในห้องกักเก็บศพตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ
รังสิมันต์ไม่เพียงแค่ขยับยิ้ม แต่เขาก้าวเข้ามาประชิดจนเรมีสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากแผ่นอกกว้าง เขาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดที่ข้างใบหูของเธอ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเขามันช่างขัดแย้งกับกลิ่นคาวเลือดและพิษร้ายที่อบอวลอยู่รอบตัว
“ฉลาดดีนี่ครับคุณเรมี...” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาท “นอกจากจะรู้ว่าผมเป็นใคร คุณยังรู้ด้วยว่าตอนนี้เรามีศัตรูคนเดียวกัน... นั่นคือ ‘เวลา’ และ ‘กฎหมาย’ ที่กำลังจะพังประตูเข้ามา”
มือหนาข้างหนึ่งของเขาเท้าลงกับกำแพงด้านหลังของเธอ กักขังหญิงสาวไว้ในวงแขนอย่างถือดี สายตาคมกริบคู่เดิมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรมีราวกับจะขุดคุ้ยความลับที่ซ่อนอยู่
“ในเมื่อคุณเลือกจะเปิดไพ่ใบนี้แล้ว... ดูเหมือนว่าหมากกระดานนี้ เราถูกบีบให้ต้องลงเรือลำเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้” เขาเว้นจังหวะพลางปรายตามองไปที่ศพอาบพิษ “แต่จำไว้ว่าเรือลำนี้ไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอ และถ้าใครคนหนึ่งพลาด... เราทั้งคู่จะจมลงไปพร้อมกัน”
แสงไฟนีออนด้านบนกะพริบถี่ขึ้นส่งเสียงหึ่ง ๆ ราวกับจะขาดใจ เสียงล้อรถที่บดลงบนพื้นถนนด้านนอกดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เรมีไม่ถอยหนี แต่กลับเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาท้าทาย ความดึงดูดระหว่างเขากับเธอมันรุนแรงและอันตรายพอ ๆ กับปริศนาเลือดที่รอการคลี่คลาย
“ห่วงตัวเองเถอะค่ะคุณรังสิมันต์ เพราะคนอย่างเรมี... ไม่เคยพาใครจม”
“ผมก็ได้แต่คาดหวังไว้อย่างนั้น”
ท่ามกลางเสียงไซเรนที่บีบกระชั้นเข้ามา
“ตามผมมา... ถ้าไม่อยากตอบคำถามตำรวจทั้งคืน”
รังสิมันต์ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาคว้าข้อมือของเรมีแล้วดึงเธอให้ก้าวตามไปอย่างรวดเร็ว
“คุณรู้ทางลับหรือไง?”
“ตามมาเถอะน่า”
เขานำเธอตรงไปยังผนังด้านหลังชั้นวางอุปกรณ์ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่รังสิมันต์กลับเอื้อมมือไปกดสลักลับที่ซ่อนอยู่ใต้ขอบสแตนเลส ทันใดนั้น ผนังส่วนหนึ่งก็แยกตัวออกเผยให้เห็นบันไดแคบ ๆ ที่ทอดยาวลงไปในความมืดสนิท
“คุณเตรียมการไว้พร้อมขนาดนี้เชียว?”
เรมีถามเสียงเรียบขณะก้าวลงไปตามแรงดึงของเขา กลิ่นอับชื้นของทางเดินใต้ดินตัดกันกับกลิ่นพิษข้างบนอย่างสิ้นเชิง จมูกของเธอต้องพยายามปรับมารับกลิ่นอับชื้นแทน
“ท่าทางคุณจะคุ้นเคยทางลับนี้ดีนะ”
“ในเกมที่อันตราย... ทางออกต้องมีมากกว่าหนึ่งเสมอครับคุณเรมี”
รังสิมันต์ตอบโดยไม่หันมามอง เขาพาเธอลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่มีเพียงไฟฉายกระบอกเล็กจากมือถือของเขาคอยนำทาง เสียงฝีเท้าของทั้งคู่สะท้อนก้องไปกับผนังคอนกรีต สอดประสานกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เริ่มดังระเบิดอยู่เหนือหัวพวกเขาขึ้นไปไม่กี่เมตร
ก่อนจะถึงทางออกที่เป็นประตูเหล็กเก่า ๆ รังสิมันต์หยุดกะทันหันจนร่างของเรมีกระแทกเข้ากับแผ่นหลังของเขา อย่างจัง เขาหันกลับมาประชิดตัวเธออีกครั้งในพื้นที่แคบจำกัด แสงรำไรจากปลายทางทำให้เห็นดวงตาของเขาที่วาวโรจน์ด้วยความสนุกแกมระวัง
“หมากตานี้เราหนีพ้น...”
เรมี่แทบกลั้นหายใจเมื่อในสภาวะที่คับขันและพื้นที่แคบเช่นนี้ทำให้รับรู้ถึงความรู้สึกขอร่างกายกันและกันได้ดี
“แต่กระดานหน้า ผมหวังว่าคุณจะยังรักษาความเร็วของสมองไว้ได้เท่าเดิมนะ”
เขาหันกลับไปผลักประตูเหล็กออกไปสู่ตรอกมืดด้านหลังอาคาร ทำให้หญิงสาวผ่อนลมหายใจได้อย่างโ,งอกยิ่งขึ้นทและรับรู้ถึงลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมกับอิสรภาพที่แลกมาด้วยพันธสัญญาที่มองไม่เห็น
เขายังคงดึงข้อมมือของเธอเดินไปตามทางเดินท่ามกลางความมืดในตรอกแคบหลังอาคารชันสูตร เสียงไซเรนตำรวจค่อย ๆ ห่างออกไปทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของคนสองคนที่เพิ่งเฉียดความตายมาด้วยกัน รังสิมันต์ปล่อยข้อมือของเรมีให้เป็นอิสระ แต่สายตายังคงจับจ้องเธอไม่วางตา ราวกับกำลังประเมิน "อาวุธ" ในมือชิ้นนี้
เขาสอดมือเข้ากระเป๋ากางเกง ท่าทางดูผ่อนคลายขึ้นแต่ทว่ายังคงความคุกคามลึกลับ
“รอดมาได้ก้าวหนึ่งแล้วนะครับคุณเรมี...” เขากระซิบ น้ำเสียงกึ่งขำกึ่งท้าทาย
“คราวนี้ก็ถึงตาคุณเลือก... จะหันหลังกลับไปทางถนนใหญ่แล้วลืมเรื่องกุหลาบอาบยาพิษนั่นซะ หรือจะเดินต่อในเงามืดไปกับผม?”
เรมีปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ ปรับท่าทางให้ดูสง่างามไม่แพ้กัน เธอก้าวเข้าไปประชิดเขาจนระยะห่างลดน้อยลงอีกครั้ง ดวงตาคู่งามฉายแววรู้ทันและเหมือนเขากำลังท้าทายเธออยู่ มีหรือคนอย่างเรมี่จะแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ
“เราต่างก็รู้ดีไม่ใช่หรือคะ ว่าคนอย่าง ‘รังสิมันต์’ ไม่เคยช่วยใครฟรี ๆ “ หญิงสาวเชิดจมูกขึ้น
“และคนอย่าง ‘เรมี’ ก็ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อที่น่าสนใจหลุดมือไปง่ายๆ” เธอเว้นจังหวะพลางยิ้มเย็น
“ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่... ในเมื่อเราเห็น ‘เขี้ยว’ ของกันและกันชัดขนาดนี้ แยกกันไปตอนนี้ก็น่าเสียดายแย่”
รังสิมันต์หัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูอันตรายแต่ก็น่าหลงใหล
“พูดได้ดีครับ... ในโลกที่เต็มไปด้วยคนหลอกลวง การร่วมมือกับคนที่ ‘ร้าย’ พอกันอาจจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด” เขาผุดยิ้มเจ้าเล่ห์
“ยินดีต้อนรับสู่กระดานเลือดครับ คู่หู... ผมหวังว่าคุณจะใจแข็งพอที่จะไม่ถูกผม ‘กิน’ ไปเสียก่อนระหว่างทาง”
แสงไฟสลัวจากตึกข้างๆ พาดผ่านใบหน้าของทั้งคู่ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความหวาดระแวง กลายเป็นความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนฐานของความลับและความท้าทาย
“มันก็น่าลองนะคะ” เธอย้อนอย่างไม่ลดละ
“ดีครับ งั้นตามมาทางนี้เลย”
เขานำเธอไปยังรถสปอร์ตสีดำสนิทเปิดประตูรับสาวสวยในชุดแดงเพลิงตัดกับสีรถกลายเป็นร่างที่เฉิดฉายที่สุดท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องมา จากนั้นรถจอดอยู่ก็ทะยานผ่านความมืดของกรุงเทพฯ มาจอดหน้าประตูกลางตรอกที่ดูเหมือนโกดังร้าง แต่เมื่อผลักเข้าไป กลับเป็นบาร์ลับสไตล์โปรฮิบิชั่น (Prohibition Bar) ที่อบอวลด้วยกลิ่นซิการ์และเสียงเพลงแจ๊สแผ่วเบา
รังสิมันต์นำเธอตรงไปยังมุมที่มืดที่สุดของร้าน พนักงานเสิร์ฟวางแก้วค็อกเทลทรงสูงสองแก้วลงโดยไม่ต้องสั่ง... แก้วหนึ่งใสสะอาดเหมือนน้ำเปล่า แต่อีกแก้วมีสีแดงสดราวกับเลือด
“ดื่มสิครับ... รับรองว่าแก้วนี้ไม่มีไซยาไนด์ผสมซัลเฟอร์” เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางหมุนแก้วในมือช้า ๆ
เรมีหยิบแก้วสีแดงขึ้นมาจิบ สายตาจ้องมองเขาผ่านขอบแก้วอย่างท้าทาย
“คุณมักจะกักเก็บความลับไว้ในแก้วเหล้าแบบนี้เสมอหรือเปล่าคะ?”เธอเลือกที่จะจ้องไปยังดวงตาคมของเขา
“ หรือแค่กับคนที่คุณคิดว่า ‘น่าจะ’ คุยภาษาเดียวกันรู้เรื่อง”
“ความลับคือสกุลเงินที่แพงที่สุดในโลกครับเรมี”
รังสิมันต์โน้มตัวเข้ามาใกล้จนแสงไฟสลัวตกกระทบเพียงครึ่งใบหน้าของเขา
“และตอนนี้ผมกำลังถือครองข้อมูลที่ตำรวจทั้งกองบัญชาการยังหาไม่เจอ... เหยื่อรายนั้นไม่ใช่รายแรก และ ‘กุหลาบอาบพิษ’ นั่นคือลายเซ็นต์ของคนที่ผมตามล่ามาสามปี”
เขาวางรูปถ่ายใบหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ขัดมัน เป็นรูปสัญลักษณ์ประหลาดที่ถูกสลักไว้บนเหยื่อรายก่อนหน้า ซึ่งดูคล้ายกับรอยสักจาง ๆ ที่ข้อมือของเรมีที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาเพียงนิดเดียว
“ไก่เห็นตีนงูจริงๆ ด้วยสินะครับ...” เขาปรายตามองข้อมือเธอด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“บอกผมมาสิว่ารอยนั่นได้มายังไง แล้วผมจะบอกคุณว่าฆาตกรคนนี้... กำลังเล็งคุณเป็นรายต่อไปหรือเปล่า?”
บรรยากาศในบาร์เริ่มเย็นเยียบลงทันที เรมีวางแก้วลงเสียงดัง กึก ความเป็นคู่หูที่เพิ่งเริ่มต้น กำลังถูกทดสอบด้วยความเชื่อใจที่หาได้ยากยิ่งในเกมนี้
ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊สที่กรีดกราย เธอไม่ได้ดึงแขนเสื้อลงเพื่อปกปิดรอยสักนั้น ตรงกันข้ามเธอกลับขยับข้อมือให้แสงไฟสลัวอาบไล่มันราวกับเป็นเครื่องประดับราคาแพง
เธอโน้มตัวเข้าไปจนใบหน้าเกือบชิดกับรังสิมันต์ กลิ่นวิสกี้จาง ๆ จากลมหายใจของเขาไม่ได้ทำให้เธอประหม่าแม้แต่น้อย
“ช่างสังเกตสมคำร่ำลือนะคะคุณรังสิมันต์...” เธอถอยใบหน้ากลับออกไป
“ แต่ในโลกของ ‘งู’ อย่างเรา การมองเห็นแค่สิ่งที่ฝั่งตรงข้ามตั้งใจให้เห็น มันอาจจะเป็นกับดักที่ร้ายกาจที่สุดก็ได้”
เธอปรายตาลงมองที่ ปกเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ของเขา ก่อนจะเอื้อมมือเรียวขาวไปแตะเบา ๆ ที่ต้นคอแกร่ง รังสิมันต์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี นิ้วมือของเรมีเขี่ยคอเสื้อของเขาออกเพียงนิด เผยให้เห็น รอยแผลเป็นทางยาว ที่ซ่อนอยู่ใต้รอยพับผ้า รอยแผลที่ดูเหมือนถูกของมีคมกรีดอย่างประณีต... และมันเป็นรูปแบบเดียวกับกลีบกุหลาบที่อาบพิษนั่นไม่มีผิดเพี้ยน
ตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั่นไกคือการปลิดชีพ"กระจายตัวออก! ล้อมมันไว้!"หัวหน้าทีมชุดดำตะโกนสั่งการด้วยความลนลาน เมื่อเห็นลูกน้องล้มตายลงทีละคนราวกับใบไม้ร่วงรังสิมันต์แสยะยิ้มบาง ท่ามกลางวิถีกระสุนที่ปลิวว่อน แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความโกรธที่สุมอยู่ในอกไม่ใช่แค่โกรธพวกมดปลวกตรงหน้า แต่โกรธแม่แมวป่าที่เพิ่งเชิดหน้าหนีเขาไปตะกากหาก"พวกแกมาช้าไปห้านาที..."รังสิมันต์เอ่ยเสียงเย็นพลางเปลี่ยนซองกระสุนอย่างคล่องแคล่ว"เพราะยัยนั่นทำให้ฉันอารมณ์เสียจนไม่มีความเมตตาเหลือให้ใครแล้ว"เปรี้ยง! เปรี้ยง!สิ้นเสียงปืน ร่างของชายชุดดำที่ก้าวพ้นประตูรถออกมาก็ทรุดฮวบลงพื้นถนน รังสิมันต์ไม่รอให้ศัตรูที่เหลือตั้งตัวได้ทัน เขาอาศัยจังหวะความชุลมุนพุ่งตัวเข้าหาแนวต้นไม้ข
เรมี่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูในชุดลำลองที่ยังคงความดูดีแบบไม่ตั้งใจ เธอขยับแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อยพลางมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำย่านเพื่อหาอะไรดื่มให้คลายความล้าและอยากให้สมองตื่นตัวกว่านี้สักหน่อยทว่าในจังหวะที่มือกำลังจะผลักประตูสเตนเลสสีทองขรึมของร้านเข้าไปนั้น สัญชาตญาณสายลับที่ถูกฝึกมาอย่างดีก็ทำให้เธอชะงักฝีเท้า สายตาที่กวาดมองผ่านกระจกใสเข้าไปในร้านด้วยความรวดเร็วหยุดกึกอยู่ที่มุมหนึ่งจีจี้ กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น... เคียงข้างกับ คมเอก มือขวาของอคินภาพตรงหน้าคือทั้งคู่กำลังดื่มกาแฟและสนทนากันอย่างเคร่งเครียด ผิดวิสัยของคนรู้จักทั่วไปที่บังเอิญมาเจอกัน จีจี้ดูไม่มีร่องรอยของความเกรี้ยวกราดเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าอคิน แต่กลับดู 'ระแวดระวัง' และ 'จริงจัง' อย่างประหลาดสองคนนี้มากับอคินหรือนัดกันมาแค่สองคนนะ!เรมี่แสร้งขยับตัวทำเป็นเช็กข้อความในมือถือเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต แต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกลับจ้องมองทุกอากัปกิริยาของคนทั้งสองผ่านเงาสะท้อน“นั่งคุยกับคมเอกในเวลาแบบนี้... จีจี้ เธอมีเลเยอร์ซ่อนไว้หนากว่าที่ฉันคิดจริงๆ”เธอยังไม่เปิดประตูเข้าไป แต่กลับถอยฉากออกมาหนึ่งก้าวเพื่
อคิน นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิทในห้องทำงานส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นซิการ์ราคาแพงอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของเขาคือ นายพลอิทธิพล นายทหารผู้กว้างขวางในกองทัพและคุมกำลังแถบชายแดน นายพลนั่งอยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือที่หยาบกร้านกำแก้วบรั่นดีไว้แน่น"ช่วงนี้ด่านชายแดนตรวจเข้มผิดปกติ อคิน" นายพลเปรยเสียงต่ำ"สายของเรารายงานว่าพวกกรมศุลกากรกับพวกหน่วยข่าวกรองเริ่มได้กลิ่น 'ของ' ที่เราซุกไปกับรถขนส่งสินค้าปกติ ถ้าขืนส่งออกไปตรง ๆ แบบเดิม มีหวังโดนรวบยกแผงแน่"อคินหมุนควงพู่กันในมือเล่นอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบจ้องมองรูปปั้นครึ่งตัวที่วางอยู่มุมห้อง "ท่านนายพลครับ... ศิลปะคือการลวงตาเสมอ ถ้าพวกมันจ้องจะจับ 'ของผิดกฎหมาย' เราก็แค่ทำให้สิ่งที่พวกมันเห็น ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันคิด"อคินโน้มตัวไปข้างหน้า รอยยิ้มวิปริตผุดขึ้นที่มุมปาก"ผมจะจัดนิทรรศการสัญจร งานศิลปะขนาดใหญ่ของผมจะถูกส่งออกไปในฐานะ 'ทูตวัฒนธรรม' ใครจะกล้ากะเทาะรูปปั้นหินอ่อนราคาหลายสิบล้าน หรือกรีดภาพวาดระดับโลกเพื่อหาของข้างใน? เราจะซ่อน 'ยาและอาวุธ' ไว้ในโพรงฐานรูปปั้นที่หล่อปิดตายด้วยปูนปลาสเตอร์ชนิดพิเศษ
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่โอบล้อมคฤหาสน์หรูริมเจ้าพระยา งานประมูลศิลปะลับที่โลกเบื้องหน้าไม่เคยสัมผัสได้เริ่มต้นขึ้น "หมากกระดานแรก" ของเกมล่าสังหารและจารกรรมถูกวางลงอย่างประณีตรังสิมันต์ ในชุดสูททักซิโด้สีรัตติกาลตัดเย็บจากอิตาลี ยืนตระหง่านเคียงคู่กับ เรมี ที่งดงามราวกับกุหลาบขาวกลางดงหนามในชุดราตรีผ้าซิลค์สีงาช้าง ทั้งคู่แฝงตัวในคราบ "คู่รักมหาเศรษฐี"ท่วงท่าที่รังสิมนต์โอบเอวเรมีอย่างทะนุถนอมนั้น ดูแนบเนียนเสียจนแขกเหรื่อในงานต่างพากันจับจ้องด้วยความริษยาแกมสงสัยท่ามบรรยากาศในโถงจัดแสดงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่ง แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลทอดเงาลงบนภาพวาดแนวนามธรรมและรูปสลักหินอ่อนที่จัดวางอย่างมีชั้นเชิง แขกเหรื่อจากทั่วสารทิศทั้งมหาเศรษฐีน้ำมันชาวอาหรับ ศิลปินผู้แต่งกายหลุดโลก และเหล่านักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลต่างถือแก้วแชมเปญทรงสูงเดินสวนกันขวักไขว่“ดูสิ... นั่นใครกัน?” เสียซุบซิบเกิดขึ้น“รัศมีดูไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น ผิวพรรณหล่อนราวกับรูปปั้นที่อคินเพิ่งวาดเสร็จไม่มีผิด”ภริยาของแขกท่านหนึ่งตกกระซิบบอกคู่ควงพลางพยักพะเยอมาทางเรมี“อาจจะเป็นเหยื่อรายใหม่...