LOGIN“แผลสวยดีนะคะ...”
เรมีกระซิบเสียงพร่า แววตาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า
“ ดูเหมือน ‘ลายเซ็น’ ของฆาตกรคนนี้จะประทับอยู่บนตัวคุณนานกว่ารอยสักของฉันเสียอีก”
รังสิมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความโกรธและความถูกใจอย่างรุนแรง
“คำถามคือ... คุณเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคดี หรือเป็น ‘หมาก’ ที่เขาจงใจเลี้ยงไว้เพื่อรอเวลาเชือดกันแน่คะ? เพราะถ้าฉันเป็นเป้าหมายรายต่อไป คุณเองก็น่าจะเป็น ‘ของสะสม’ ที่เขายังทำไม่สำเร็จเหมือนกัน”
เขาคว้าข้อมือของเธอไว้ทันทีแต่ไม่ได้บีบแรงนัก บรรยากาศรอบโต๊ะตอนนี้เปลี่ยนจากความร่วมมือ กลายเป็นการ คุมเชิง ที่แทบจะหยุดลมหายใจ
“คุณฉลาดเกินไปแล้วเรมี... “เสียงของเขาต่ำลึก
“และในเกมนี้ คนที่รู้มากเกินไป มักจะไม่ได้ตายเพราะฆาตกร” เขากดเสียงต่ำ “แต่จะตายเพราะคู่หูของตัวเอง”
รังสิมันต์กระตุกยิ้มที่ดูเหมือนมัจจุราชมากกว่าสุภาพบุรุษ เขาออกแรงกระชับข้อมือของเรมีจนเธอรู้สึกถึงพละกำลังที่มหาศาลกว่าที่เห็นภายนอก เขาไม่ได้บีบจนเจ็บเจียนตาย แต่เป็นการ “จองจำ” ที่ทำให้เธอรู้ว่าเขาคือกองเพลิงที่เธอไม่ควรลัดนิ้วเข้าไปเล่นด้วย
เขาโน้มใบหน้าเข้ามาจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในม่านตาของเธออย่างคุกคาม
“ช่างสังเกตจนน่ากลัวจริงๆ ครับ... แต่จำไว้ว่ารอยแผลนี้คือ ‘บทเรียน’ ที่ผมจ่ายด้วยเลือดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการไล่ล่ามัน”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเฉียบจนบรรยากาศรอบโต๊ะแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“ในเมื่อคุณเห็น ‘แผล’ ของผมแล้ว งั้นเรามาตกลง ‘เงื่อนไข’ ของการเป็นคู่หูในนรกนี่กันหน่อย”
เขาใช้นิ้วโป้งคลึงรอยสักที่ข้อมือของเธอช้า ๆ ราวกับจะประทับตราความเป็นเจ้าของ
“หนึ่ง... ทุกก้าวที่คุณเดินหลังจากนี้ ต้องอยู่ภายใต้สายตาของผม ห้ามขยับหมากตัวไหนโดยที่ผมไม่สั่ง สอง... ข้อมูลที่คุณหามาได้ ต้องเป็นของผมคนแรก และสุดท้าย...”
เขาลดเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบที่ข้างริมฝีปากของเธอ
“ถ้าคุณคิดจะตลบหลังผม หรือความลับของคุณกลายเป็นอุปสรรคในงานนี้... ผมจะเป็นคนฝังคุณลงในหลุมศพที่สวยงามที่สุด พร้อมกับกุหลาบอาบพิษที่ไม่มีใครหาศพคุณเจอไปตลอดกาล”
รังสิมันต์ปล่อยมือเธอออกอย่างกะทันหัน ก่อนจะยกแก้วใสสะอาดขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้เรมีเผชิญกับความรู้สึกชาวาบที่ข้อมือและหัวใจที่เต้นรัวจากความกดดันที่เพิ่งผ่านพ้นไป
“ตกลงไหมครับคุณเรมี? หรืออยากจะลุกเดินออกไปตอนนี้...แล้วรอให้ ‘มัน’ มาเคาะประตูบ้านคุณคืนนี้แทน?”
เรมีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเธอไม่ได้ฉายความหวาดกลัวต่อคำขู่ฆ่าที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากของรังสิมันต์แม้แต่นิดเดียว เธอกลับขยับยิ้มพรายที่ดูเหมือนจะล่อลวงเขาเข้าสู่พายุลูกใหม่
มือเรียวสวยของเธอยื่นออกไปวางทับบนหลังมือหนาของเขาอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ปลายนิ้วเย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นคง เธอออกแรงบีบมือเขาเบา ๆ เป็นการตอบรับพันธสัญญาเลือดในครั้งนี้
“ตกลงค่ะ... ฉันยอมรับเงื่อนไข ‘กรงขัง’ ของคุณรังสิมันต์”
เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลจนเกือบจะเป็นการปลอบประโลม
“แต่จำไว้อย่างนะคะ... “ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ
“ในหมากกระดานนี้ คูณอาจจะคุมเกมได้ทั้งหมดก็จริง แต่ ‘เบี้ย’ ที่ยอมเดินตามเกมอย่างว่าง่าย มักจะเป็นตัวที่ล้มกระดานได้เจ็บแสบที่สุดเสมอ”
ในขณะที่มือของทั้งคู่ยังประสานกันอยู่ เรมีใช้จังหวะที่รังสิมันต์กำลังประเมินท่าทีของเธอ แอบใช้ปลายนิ้วชี้ขยับเขี่ยไปที่ นาฬิกาข้อมือราคาแพง ของเขาอย่างแนบเนียน เธอไม่ได้จะขโมยมัน... แต่เธอเพิ่งฝัง ไมโครชิปติดตามตัว ขนาดเท่าเม็ดทรายที่เธอแอบดึงมาจากช่องลับในแหวนของเธอลงไปในรอยพับของสายนาฬิกาเรียบร้อยแล้ว
“ยินดีที่ได้ร่วมงานนะคะ คู่หู...”
เธอถอนมือออกพลางยกแก้วสีแดงขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“แล้วเรามาดูกันว่า ใครกันแน่ที่จะเป็นคน ‘ขุดหลุม’ รอไว้ให้อีกฝ่ายก่อน”
รังสิมันต์มองตามมือที่ถอนออกไปพร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่แล่นพล่านในใจ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขากำลัง ล่ากวาง หรือกำลัง จูงมือเสือ เข้าบ้านกันแน่
“ผมจะตั้งตารอวันนั้นครับเรมี” เขาเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืน
“ไปกันเถอะ... ก่อนที่ ‘แขก’ ของผมจะตามกลิ่นเลือดมาถึงที่นี่”
“เราจะไปที่ไหนกัน”
“กลับไปที่เดิม”
ความเงียบถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศของการชิงไหวชิงพริบ เรมีพยายามแกะรอยระบบความคิดของรังสิมันต์ เธอถามคำถามสั้นๆ แต่เฉียบคมเพื่อทดสอบว่าเขารู้อะไรเกี่ยวกับคดีนี้มากกว่าที่บอกหรือไม่ ขณะที่รังสิมันต์ก็ตอบกลับด้วยประโยคคำถามที่ย้อนกลับมาหาตัวเธอ เพื่อดูว่าเธอมีจุดอ่อนตรงไหน
"น่าแปลกนะคะที่พยานในที่เกิดเหตุบอกว่าเห็นรถสีดำขับออกไปทางทิศเหนือ แต่ในรายงานฉบับที่คุณส่งให้ฉัน กลับไม่มีการพูดถึงเส้นทางนั้นเลย คุณมองข้ามไป หรือว่ามี 'เหตุผลพิเศษ' ที่ไม่อยากให้ฉันไปแถวที่เคยกบดานคะ”
รังสิมันต์เหลือบมองกระจกหลังด้วยรอยยิ้มจางๆ
"คุณนี่ช่างสังเกตสมคำร่ำลือนะครับเรมี แต่การที่ผมไม่ใส่ลงไป อาจจะเป็นเพราะผมไม่อยากให้เราเสียเวลาเปล่ากับเส้นทางที่ 'ผมรู้ดีอยู่แล้ว' ว่าไม่มีอะไรมากกว่า...”
เขาหันมาทางเธอนิดหนี่งเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ หรือว่าจริงๆ แล้ว คุณไม่ได้กำลังหาตัวคนร้าย แต่กำลังหาทางจับผิดผมเพื่อเอาไปรายงานใครบางคนอยู่?"
"ฉันสนใจแค่ความจริงค่ะ”เสียงของเธอยังคงสม่ำเสมอ
“ และความจริงมักจะซ่อนอยู่ใน 'ช่องว่าง' ของคำพูดคนเสมอ อย่างตอนที่คุณบอกว่าไม่รู้จักกับเหยื่อเป็นการส่วนตัว แต่ทันทีที่เห็นศพคุณสามารถตอบได้เลยว่าตายด้วยอะไร?”
“ประสบการณ์มั้งครับ” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ทำไมผลการชันสูตรถึงระบุว่าเขาเสียชีวิตด้วยวิธีที่ซับซ้อน ซึ่งมีแค่คนที่จบหลักสูตรพิเศษแบบคุณเท่านั้นที่ทำได้... เรื่องบังเอิญ หรือคุณกำลังทดสอบขีดจำกัดของฉันกันคะ?"
รังสิมันต์หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าโค้งอย่างนิ่งสนิท ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่กลับไปหาเรมี่ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม
"ช่างเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจครับ...แต่คุณรู้ไหม คนที่พยายามไล่ต้อนคนอื่นด้วย 'ความจริง' มักจะเป็นคนที่มี 'ความลวง' ซ่อนไว้หนาแน่นที่สุด"
เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ สายตาจ้องเขม็งไปที่ถนนข้างหน้า
“คุณชอบโยนข้อหาให้คนทั่วไปแบบนี้เสมอเหรอคะ?”
"พูดถึงเรื่อง 'วิธีการที่ซับซ้อน' แล้ว... ผมนึกถึงคดีที่เกาะสมุยเมื่อห้าปีก่อนขึ้นมาเฉยเลย คดีที่สำนวนถูกปิดไปแบบเงียบเชียบ ทั้งที่หลักฐานมัดตัวผู้ต้องสงสัยแน่นหนา แต่จู่ ๆ พยานปากเอกกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย... ในฐานะที่คุณเป็นคนคุมสำนวนนั้นคนสุดท้าย คุณบอกผมได้ไหมครับว่า 'ช่องว่าง' ของความจริงในตอนนั้น มันหายไปอยู่ในกระเป๋าใคร หรือว่าหายไปเพราะความใจอ่อนของคุณเอง?"
มือที่จับสายเข็มขัดนิรภัยเริ่มเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ที่คุณพยายามไล่บี้ผมอยู่ตอนนี้ เพราะอยากแก้ตัวกับความผิดพลาดในอดีต หรือแค่กลัวว่าผมจะรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณก็ไม่ได้ 'สะอาด' อย่างที่สร้างภาพไว้กันแน่ครับ?"
บรรยากาศในรถตอนนี้เงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมปะทะตัวถัง
เรมี่คลายมือที่กำสายเข็มขัดนิรภัยออกช้า ๆ เปลี่ยนเป็นเอนหลังพิงเบาะด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด เธอยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับคนที่กำลังดูละครฉากที่เดาทางได้ถูก
"น่าประทับใจนะคะที่คุณทำการบ้านเรื่องอดีตของฉันมาดีขนาดนี้...”น้ำเสียงราบเรียบแต่กังวาน
“แต่คุณรังสิมันต์คะ การขุดเรื่องเก่าขึ้นมาพูดในจังหวะที่ตัวเองจนมุมเนี่ย มันเป็นเทคนิคพื้นฐานของคนที่ 'กำลังกลัว' ไม่ใช่เหรอคะ?"
เธอหันไปมองสบตากับเขาที่หันมาสบตา แววตาว่างเปล่าไร้ร่องรอยของความโกรธหรือความหวั่นไหว
"เรื่องที่สมุย... ถ้าคุณฉลาดพอจะหาสำนวนนั้นมาอ่าน คุณก็น่าจะรู้ว่า 'พยาน' ที่หายไปน่ะ คือหมากที่ฉันวางไว้เองเพื่อให้ปลาตัวใหญ่กว่าฮุบเหยื่อ แต่ก็นะคะ... คนนอกอย่างคุณคงมองเห็นแค่สิ่งที่ฉัน 'อนุญาต' ให้เห็นเท่านั้น"
เธอกดเสียงต่ำลงเล็กน้อยแต่ยังคงความนิ่งสนิท
เรมี: "แทนที่จะห่วงเรื่องความสะอาดของฉัน คุณควรห่วง 'รอยเลือด' บนมือตัวเองที่พยายามเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หายดีกว่าไหม? เพราะถ้าอดีตของฉันคือความผิดพลาด... อดีตของคุณมันก็คืออาชญากรรมดีๆ นี่เอง ว่าไหมคะ?"
รังสิมันต์สัมผัสได้ถึงกำแพงน้ำแข็งที่เรมี่สร้างขึ้น เธอไม่ได้แค่ปฏิเสธ แต่เธอกำลัง พลิกวิกฤตให้กลายเป็นคำขู่ โดยที่เขาจับไม่ได้เลยว่าเธอพูดจริงหรือแค่บลัฟ
รังสิมันต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอหลุดออกมาคล้ายจะยอมจำนนต่อความนิ่งลึกของหญิงสาวข้างกาย เขาเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยเป็นจังหวะก่อนจะสลายบรรยากาศที่ดูอึดอัดนั้นนั้นด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายขึ้นแต่ยังคงซ่อนแววตาของผู้ล่าที่รู้จักถอยเพื่อรุก
"หมากที่วางไว้เองงั้นเหรอ?”เขาส่ายหน้าช้าๆ อย่างขำขัน
“ ผมต้องขออภัยที่ประเมินคุณต่ำไปหน่อยนะเรมี คุณนี่... รับมือยากกว่าที่ผมคิดไว้จริง ๆ"
เขาถอนหายใจยาว เปลี่ยนท่าทางจากการจ้องจับผิดเป็นการขับรถแบบสบาย ๆ ราวกับบทสนทนาเชือดเฉือนเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
"เอาเถอะครับ ในเมื่อเราต่างก็มี 'ตู้เซฟ' ที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายเปิดดู งั้นเราพักรบเรื่องอดีตไว้ก่อนดีกว่า.”
เขาชำเลืองมองใบหน้าอีกฝ่ายแว้บหนึ่ง
“.. เพราะถ้าเรายังมัวแต่ขุดคุ้ยเรื่องเก่า ผมเกรงว่าเราจะไปไม่ทัน 'นัดสำคัญ' ที่โกดังริมน้ำ"
เขากดปุ่มลดกระจกลงเล็กน้อยให้ลมเย็นจากภายนอกเข้ามาไล่ความอึดอัดภายในห้องโดยสาร
"พูดถึงเรื่องงาน... คุณเตรียมใจไว้หรือยัง? คนที่เรากำลังจะไปเจอ ไม่ได้คุยง่ายเหมือนผมหรอกนะ และที่สำคัญ... เขาเกลียดพวก 'คนฉลาด' เข้ากระดูกดำเลยล่ะ"
รังสิมันต์เลือกที่จะเก็บดาบ และยอมรับว่ายกนี้เขาเจาะกำแพงของเรมีไม่เข้า พร้อมกับโยนประเด็นใหม่ที่เป็น อันตรายเฉพาะหน้า มาให้เธอแทน
เงาตะคุ่มของโกดังริมน้ำที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางความมืด
"ขอบคุณที่เตือนค่ะ... แต่ปกติคนประเภทที่เกลียด 'คนฉลาด' มักจะเป็นพวกที่กลัวว่าจะโดนหลอก หรือไม่ก็พวกที่มีปมเรื่องอำนาจ"
เธอยกมือขึ้นรวบผมที่ปรกหน้าไปทัดหูด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมาสบตารังสิมันต์ ความกดดันที่เขาส่งมาดูเหมือนจะทำอะไรเธอไม่ได้เลย
"ถ้าเขาชอบคนโง่ ฉันก็จะโง่ให้เขาดู...”เสียงของหญิงสาวหนักแน่น
“โง่! ในแบบที่เขาจะไม่มีวันรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจูงจมูกอยู่" เธอกดเสียงต่ำลงพลางเช็กความเรียบร้อยของปืนกระบอกเล็กที่ซ่อนอยู่ "เตรียมใจน่ะเตรียมแน่ค่ะ แต่เตรียมมาเพื่อ 'คุมเกม' ไม่ใช่เพื่อไปยอมสยบ"
รถเริ่มชะลอตัวลงจนหยุดนิ่ง เรมีเหลือบมองประตูโกดังเหล็กกล้าตรงหน้าแล้วเปรยทิ้งท้าย
"ไปกันเถอะค่ะ อย่าให้ 'คนไม่ชอบคนฉลาด' ของคุณต้องรอนานเลย"
“วันนี้คงรอไปก่อนแต่ที่จะพาคุณไปสัมผัสวันนี้ถือซะว่า เป็นการเปิดเผยเพื่อความไว้วางใจตอกัน”
“คุณกำลังจะบอกฉันเรื่องอะไรกันแน่”
พวกเขาลงจากรถและเดินเข้าสู่โกดังร้างแห่งหนึ่ง สายลมชื้นจากแม่น้ำพัดเข้ามากระทบผิวทันทีที่ประตูเปิดออก เรมียืนเหยียดหลังตรง ปรับเปลี่ยนบุคลิกจากหญิงสาวที่ฉลาดเป็นกรด กลายเป็น 'เครื่องประดับ' ข้างกายชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลได้อย่างไร้ที่ติ
“อย่าบอกนะว่าคุณกำลังตามไม่ทันผม”เขาเย้าเสียงทุ้ม
ทันทีที่เดินมาถึงประตูเก่า ๆ ของโกดังรังสิมันต์กดรหัสลับที่ซ่อนอยู่หลังตู้คอนโทรลไฟผนังส่วนหนึ่งก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นห้องทำงานสุดไฮเทคที่เต็มไปด้วยจอภาพและข้อมูลการวิเคราะห์อาชญากรรม
ประตูโกดังเหล็กบานยักษ์ ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกช้า ๆ ส่งเสียงเสียดสีดังแสบแก้วหู พร้อมกับแสงไฟนีออนสลัว
“คุณสืบคดีนี้เพราะเงินรางวัล หรือเพราะความสนุกกันแน่?”
“เงินคือผลพลอยได้ค่ะ แต่การได้เห็นฆาตกรที่คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าถูกลากลงมาเดินดิน... นั่นคือความบันเทิงที่แท้จริง” เรมีเลิกคิ้วมองไปรอบๆ อย่างทึ่งในเทคโนโลยี
ภายในโกดังเก่าที่ดูทรุดโทรมภายนอกของรังสิมันต์ กลับซ่อน "War Room" หรือศูนย์ปฏิบัติการระดับไฮเทคที่ขัดกับสภาพแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง
“นี่คือ ‘ถ้ำ’ ของคุณหรือคะ?”
เมื่อก้าวผ่านประตูลับชั้นในเข้าไป จะพบกับห้องควบคุมที่รวมเทคโนโลยีสอดแนมและการติดตามผลแบบเบ็ดเสร็จ (Integrated Surveillance & Command Center) ไว้ในที่เดียว
“นี่คือศูนย์บัญชาการที่ไม่มีใครรู้จักแม้แต่ในฐานข้อมูลของรัฐบาล” รังสิมันต์เดินไปที่หน้าจอหลัก
ผนังจอภาพแบบไร้ขอบ (Seamless Tactical Video Wall) จุดเด่นที่สุดคือผนังที่ติดตั้งจอ OLED ความละเอียดสูงต่อกันจนเต็มผนังด้านหนึ่ง สามารถดึงภาพจาก CCTV ทั่วเมือง, โดรนจิ๋ว, และกล้องซ่อนตัว ของสายลับมาแสดงผลพร้อมกันได้ จอนี้รองรับระบบ Multi-Window ที่รังสิมันต์สามารถขยายภาพจุดที่สงสัยได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสบนโต๊ะควบคุม
เรมี่มองตามไปที่จอไร้ขอบนั้นแล้วนิ่วชั่วอึดใจก่อนจะกวาดสายตาไปยังจุดอื่น ๆ ภายในห้องที่โต๊ะบัญชาการตั้งโดดเด่นเป็นระบบสัมผัส (Holographic Touch Table)ที่กลางห้องมีกระจกสีดำขนาดใหญ่ที่เป็นทั้งหน้าจอสัมผัสและเครื่องฉาย Hologram 3D แสดงแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เป้าหมายแบบ Real-time ช่วยให้เห็นตำแหน่งของพาร์ทเนอร์
“นี่คุณจับตามองฉันมานานแค่ไหนแล้ว”
แม้จะเป็นเสียงที่ถามราบเรียบหากแต่ภายในใจของเธอกำลังทำงานอย่างหนัก เขามีห้องศูนย์บัญชาการที่ทันสมัย สามารถดูความเคลื่อนไหวของเธอได้โดยแสดงเป็นสัญลักษณ์จุดแสงสีน้ำเงิน และศัตรูเป็นจุดสีแดง พร้อมคำนวณเส้นทางหนีไฟหรือจุดซุ่มยิงให้เสร็จสรรพ มันพร้อมเสร็จขนาดนี้ เขาซุ่มดูเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ก็ไม่นานเท่าไหร่ ไม่ถือว่าจับตามอง” เขาเลิกคิ้วสูง
“เผอิญคุณเข้ามาอยู่ในเส้นทางที่ผมต้องติดตาม”
“คุณก็เลยไม่ปล่อยวาง นี่คุณดักฟังฉันด้วยสินะ”
หญิงสาวหันไปสนใจะบบดักฟังและวิเคราะห์เสียง (Advanced Audio Matrix & Voice Analysis)ที่รังสิมันต์ใช้ระบบไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนรอบข้าง (Directional Mic) ที่สามารถจับเสียงสนทนาในระยะไกลได้ชัดเจน รวมถึงมีซอฟต์แวร์ AI Voice Stress Analysis ที่ช่วยวิเคราะห์คลื่นเสียงของคู่สนทนาว่า "กำลังโกหก" หรือ "มีอาการประหม่า" หรือไม่ โดยแสดงผลเป็นกราฟวิ่งอยู่ข้างๆ จอภาพหลัก
“ไม่ใช่ทุกครั้งไป ถ้าทำได้ทุกที่ทุกทางขาดนั้นคงเยี่ยมไปเลย”
แทนที่เขาจะรู้สึกผิดกลับตอบกลับมาหน้าตาเฉย แถมยังขมวดคิ้วหน้าเข้าหากันเล็กน้อยขณะหันมาจ้องตา
“คุณมีความรู้ดีมากเกี่ยวกับเทคโนโลยี่พวกนี้ แสดงว่าคุณเองก็คงมีรังที่ไม่ต่างจากผม”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่มี คุณจะเชื่อไหมล่ะ?”
“คงเชื่อยาก” เขาลากเสียง
“แต่ผมก็เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คุณดูว่าพาร์ทเนอร์คุณไม่มีปิดบังแล้วนะในส่วนของผม” เขาหมุนตัวไปที่เก้าอี้หลังโต๊ะตัวใหญ่
“คุณดูเครือข่ายการสื่อสารพวกนี้....มันเป็นแบบควอนตัม (Quantum Encrypted Comm-Link)เพื่อป้องกันการถูกแฮ็กหรือดักฟังจากเจ้าหน้าที่รัฐ อุปกรณ์ทุกชิ้นในห้องนี้เชื่อมต่อผ่านดาวเทียมส่วนตัวที่มีการเข้ารหัสขั้นสูงสุด แม้แต่เครื่องรบกวนสัญญาณ (Jammer) ของศัตรูก็ทำอะไรไม่ได้ ...”
“ทำไมคุณถึงเปิดล่ะ”
“ก็เราเป็นคู่หูกันแลวนี่คุณจะได้ไม่ครางแคลงใจผม...คู่หูควรได้รู้เห็นไปด้วยกันเพื่องานที่ออกมาจะได้มีประสิทธิภาพสูง ผมเลือกที่จะเปิดก่อนก็ไม่แปลกเพราะผมต้องคุมเกมอย่างที่บอกก่อนนั้นไง”
“คุณก็เลยใช้ระบบนี้เพื่อจะสั่งการผ่านหูฟังจิ๋วมาที่ฉันได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการดีเลย์”
“คุณหัวไงจริงๆนั่นแหละ “เขาหัวเราะในลำคอดังหึ หึ
“ ระบบไบโอเมตริกซ์ติดตามบุคคล (Biometric Tracking System) หน้าจอหนึ่งจะล็อคเป้าหมายไปที่ใบหน้าของศัตรู เพื่อสแกนหาข้อมูลจากฐานข้อมูลอาชญากรทั่วโลกแบบวินาทีต่อวินาที พร้อมแสดง อัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกาย ของคนในรัศมีกล้อง เพื่อประเมินว่าสถานการณ์กำลังจะเกิดการปะทะหรือไม่ แบบที่เห็นทั้งหมดนี้อย่าบอกนะว่าคุณไม่มีผู้ช่วย”
“ทุกอย่างถูกควบคุมจากเก้าอี้ตัวเดียว...ผมสามารถนั่งจิบกาแฟพลางดูความพินาศของศัตรูผ่านหน้าจอเหล่านี้ได้อย่างเลือดเย็น”
เขาพูดคล้ายจะอวดศักยภาพการทำงานของตนที่พร้อมสรรพไปเสียทุกอย่าง
“เชื่ออเถอะทุกอย่างย่อมมีจุดบอดและช่องโหว่” หญิงสาวยิ้มเหยียดที่มุมปาก
“เวลาที่คุณไม่ได้อยู่ภายในห้องนี้คุณจะควบคุมยังไง ต่อให้มีตัวควบคุมคุณก็ต้องอาศัยผู้ช่วย”
หญิงสาวมั่นใจสิ่งที่เป็นความคิดตน
“ในเมื่อเปิดแล้วก็เปิดให้หมดสิ...ว่าคุณมีผู้ช่วยที่ไว้วางใจและรู้ในกระบวนการของคุณกี่คน!”
“ตอนนี้ยังไม่มี ไว้ผมมีผมจะบอก แต่ที่บอกได้ตอนนี้ผมมีพาร์ทเนอร์อย่างคุณแล้ว”
“คงไม่ให้ฉันรอนานเกินไปที่คุณจะแนะนำให้รู้จักนะคะ”
“ตอนนี้ ผมว่าคุณควรสนใจเรื่องที่เรากำลังค้นหาตัวฆาตกร่วมกันดีกว่า”
“ฉันสนใจอยู่แล้ว...และรู้ด้วยว่าเหยื่อในงานเลี้ยงไม่ใช่รายแรก”
“อย่างนี้สิที่ผมชอบ ข้อมูลแน่น แต่ต้องมีเหตผลรองรับด้วยนะครับคุณผู้หญิง”
“ฉันไม่ได้พูดลอย ๆ เมื่อสามวันก่อนมีเหตุการณ์คล้ายกันที่หอศิลป์ในลอนดอ ศพถูกจัดวางเหมือนรูปปั้น ‘David’ ของ Michelangelo... ฆาตกรกำลังออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้าง ‘นิทรรศการเลือด’ ของมันเอง”
เรมีก้าวเข้าไปใกล้หน้าจอ นิ้วเรียวไล่ไปตามพิกัดแผนที่
“ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายต่อไปต้องเป็นงานประมูลเพชรที่สิงคโปร์ หรือไม่ก็งานกาล่าที่โตเกียว... แต่มันมีจุดหนึ่งที่คุณมองข้ามไป คุณรังสิมันต์”
เธอกดปุ่มขยายภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุในงานเลี้ยงเมื่อครู่
“กุหลาบขาวที่เปลี่ยนเป็นดำ... มันไม่ใช่แค่การฆ่า แต่มันคือการ ‘ล้างแค้น’ ให้กับคนในตระกูลที่ทำธุรกิจส่งออกดอกไม้ที่ล้มละลายเมื่อสิบปีก่อน และเจ้าของธนาคารที่เป็นเหยื่อรายนี้ก็คือคนที่เซ็นต์คำสั่งยึดทรัพย์เขานั่นเอง”
รังสิมันต์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันมามองเรมีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความสงสัยกลายเป็นความทึ่งอย่างสุดซึ้ง “คุณเชื่อมโยงข้อมูลรายย่อยเข้ากับประวัติศาสตร์ธุรกิจในเวลาไม่กี่นาที...
เรมี คุณคือจิ๊กซอว์ตัวที่ผมขาดไปจริง ๆ”
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์”ศิลาจันทร์”ที่หรูหลังงามของ อคิน ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ขับเน้นความมั่งคั่งและอำนาจมืด แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบลงบนร่างของเจ้าของบ้านที่เอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท อคิน หมุนแก้ววิสกี้ในมือช้า ๆ สายตาคมปลาบ
รังสิมันต์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนลึก ๆ ในใจที่เขานิยามไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ความโมโหที่เห็นคู่หูทำนอกแผน แต่มันคือความรู้สึก "หวงก้าง" ที่แหลมคมจนทิ่มแทงอกเขาอย่างประหลาดเขากำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างบ้าคลั่งว่าความรุ่มร้อนนี้มาจากไหน ในแง่ของงาน... ใช่ เธอคือจิ๊กซอว์สำคัญที่อาจทำแผนพังพินาศแต่ลึก
ตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั
เรมี่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูในชุดลำลองที่ยังคงความดูดีแบบไม่ตั้งใจ เธอขยับแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อยพลางมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำย่านเพื่อหาอะไรดื่มให้คลายความล้าและอยากให้สมองตื่นตัวกว่านี้สักหน่อยทว่าในจังหวะที่มือกำลังจะผลักประตูสเตนเลสสีทองขรึมของร้านเข้าไปนั้น สัญชาตญาณสายลับที่ถูกฝึกมาอย


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




