Masukท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่โอบล้อมคฤหาสน์หรูริมเจ้าพระยา งานประมูลศิลปะลับที่โลกเบื้องหน้าไม่เคยสัมผัสได้เริ่มต้นขึ้น "หมากกระดานแรก" ของเกมล่าสังหารและจารกรรมถูกวางลงอย่างประณีต
รังสิมันต์ ในชุดสูททักซิโด้สีรัตติกาลตัดเย็บจากอิตาลี ยืนตระหง่านเคียงคู่กับ เรมี ที่งดงามราวกับกุหลาบขาวกลางดงหนามในชุดราตรีผ้าซิลค์สีงาช้าง ทั้งคู่แฝงตัวในคราบ "คู่รักมหาเศรษฐี"
ท่วงท่าที่รังสิมนต์โอบเอวเรมีอย่างทะนุถนอมนั้น ดูแนบเนียนเสียจนแขกเหรื่อในงานต่างพากันจับจ้องด้วยความริษยาแกมสงสัยท่ามบรรยากาศในโถงจัดแสดงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่ง แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลทอดเงาลงบนภาพวาดแนวนามธรรมและรูปสลักหินอ่อนที่จัดวางอย่างมีชั้นเชิง แขกเหรื่อจากทั่วสารทิศทั้งมหาเศรษฐีน้ำมันชาวอาหรับ ศิลปินผู้แต่งกายหลุดโลก และเหล่านักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลต่างถือแก้วแชมเปญทรงสูงเดินสวนกันขวักไขว่
“ดูสิ... นั่นใครกัน?” เสียซุบซิบเกิดขึ้น
“รัศมีดูไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น ผิวพรรณหล่อนราวกับรูปปั้นที่อคินเพิ่งวาดเสร็จไม่มีผิด”
ภริยาของแขกท่านหนึ่งตกกระซิบบอกคู่ควงพลางพยักพะเยอมาทางเรมี
“อาจจะเป็นเหยื่อรายใหม่... หรือไม่ก็เจ้าของผลงานชิ้นเอกที่พวกเราตั้งตารอคืนนี้”
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเทาตอบกลับด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ในขณะที่รังสิมันต์และเรมีดูเหมือนคู่รักไฮโซที่เหมาะสมกันที่สุดในงาน แต่ภายใต้รอยยิ้มและการประคองเอวอย่างทะนุถนอมนั้น สายตาของรังสิมันต์กลับสแกนหาความผิดปกติทุกตารางนิ้ว
"ระวังตัวด้วย เรมี่"
รังสิมันต์กระซิบข้างหูขณะแสร้งทำเป็นหยอกล้อ
"กลิ่นสีในงานนี้... มันมีอะไรบางอย่างที่คาวเกินไป"
"รับทราบค่ะคู่เดท" เรมี่ตอบพลางยิ้มหวานส่งให้แขกในงาน
"อคินอยู่ตรงนั้นค่ะ ส่วนจีจี้... เธอไม่เคยห่างจากข้างกายเขาเลย"
“คุณเคยเดทกับเขามาแล้วใช่ไหม?”
“เคยร่วมงานศิลปะแบบนี้ล่ะคะ แต่ยังไม่เคยไปร่วมโต๊ะทานข้าวด้วยสักครั้ง”
“ร่วมงานทุกครั้งที่เขาจัดเลยหรือเปล่า”
เขาถามแต่สายตากวาดไปรอบ ๆ
“ไม่เสมอไปค่ะ” หญิงสาวตอบพลางเอามือดึงมือหนาของเขาที่กดลงมาที่เอวให้เบาแรง ทำให้รังสิมันต์ยิ้ม
“จะว่าไปนายอคินนี่หน้าตาดีสุดๆ”เสียงเขาพึมพำ
“คุณล่ะเคยได้พูดคุยกับจีจี้คนสวยบ้างไหม”
“ถ้ามีโอกาสนะ...”
นั่นคือคำตอบของเขาขณะที่มองไปยังร่างของ จีจี้ ในชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิงเดินตรวจตรางานด้วยจังหวะเท้าที่เฉียบคม หล่อนจัดการทุกรายละเอียดอย่างมืออาชีพ สายตาคมกริบคอยสแกนใบหน้าแขกทุกคนดั่งเครื่องจักร ขณะที่ คมเอก ยืนนิ่งดุจรูปปั้นในมุมมืด สายตาเย็นชาจ้องมองไปที่แผ่นหลังของ อคิน ไม่วางตา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนยืนขนาบข้างคอยระแวดระวังภัยดั่งกำแพงเหล็ก
ในขณะที่อคิน ศิลปินแห่งชาติอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วัย 34 ปี ยืนเด่นอยู่กลางวงล้อม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางสุภาพอ่อนโยนของเขาสามารถทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักได้ง่าย ๆ
"คุณอคินคะ ทุกอย่างพร้อมแล้วค่ะ"
จีจี้ ผู้ช่วยสาวคนสนิทกระซิบบอก อคินพยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มอย่างเย็นชาที่มุมปาก
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโถงจัดแสดงเมื่อร่างสูงโปร่งของ อคิน ก้าวขึ้นสู่เวทีใจกลางงาน แสงไฟสปอตไลต์ทุกดวงพุ่งตรงไปที่เขาเพียงผู้เดียว ขับเน้นให้ศิลปินแห่งชาติวัย 34 ปีดูสง่างามและทรงพลังราวกับภาพวาดที่มีชีวิต เขาขยับไมโครโฟนเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มละมุนตาที่สะกดแขกเหรื่อทั้งงานให้ตกอยู่ในภวังค์
"สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่กังวาน
"งานในวันนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ 'ลมหายใจสุดท้าย' วัตถุประสงค์ของผมไม่ใช่เพียงแค่การอวดอ้างความงามของลายเส้น แต่ผมต้องการให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงวินาทีที่ชีวิตหลอมรวมเข้ากับศิลปะ... วินาทีที่ความตายและความสวยงามกลายเป็นสิ่งเดียวกัน"
ในขณะที่แขกเหรื่อต่างพยักหน้าชื่นชมคำกล่าวอันลึกซึ้ง อคินกวาดสายตาคมกริบไปทั่วห้องประหนึ่งราชสีห์ที่กำลังตรวจตราอาณาจักร จนกระทั่งสายตาของเขาหยุดกึกและ ปะทะเข้ากับดวงตาของเรมี่ ที่ยืนเคียงข้างรังสิมันต์อยู่กลางฝูงชนอย่างจัง
วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน แววตาของอคินเปลี่ยนไปชั่วครู่ จากศิลปินผู้อ่อนโยนกลายเป็นพรานป่าที่ค้นพบเหยื่ออันล้ำค่าที่สุดในชีวิต เขามองลึกลงไปในดวงตาของเรมี่ราวกับจะเปลื้องเปลือยความลับที่เธอซ่อนไว้ภายใต้ชุดราตรีสีดำนั้น และทำให้รังสิมันต์ ที่ยืนอยู่ข้างกายรู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามที่ส่งผ่านอากาศมา เขาแสร้งทำเป็นโอบไหล่เรมี่ให้กระชับขึ้นเพื่อประกาศอาณาเขต แต่นั่นกลับยิ่งทำให้อคินยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย
"และในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า"
อคินพูดต่อโดยที่สายตายังไม่ละจากเรมี่แม้แต่วินาทีเดียว
"เมื่อภาพวาดชิ้นเอกถูกเปิดออก ผมหวังว่าท่านผู้มีเกียรติ... โดยเฉพาะ 'สุภาพสตรีที่สวยที่สุดในคืนนี้' จะได้รับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงไปตลอดกาล"
จีจี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเวทีสังเกตเห็นอาการหลงใหลในแววตาของอคิน เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือที่ถือรีโมตคอนโทรลสั่นระริกด้วยความหึงหวงและโกรธแค้น เธอรู้ดีว่าคำว่า 'ประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง' ของอคิน หมายถึงอะไร
อคินนิ่งงันไปชั่วขณะ ราวกับว่าผู้คนนับร้อยในฮอลล์จัดแสดงได้มลายหายไป เหลือเพียงเขาและ เรมี่ ที่สบตากันผ่านช่องว่างของอากาศที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตปนเสน่หา เขาขยับไมโครโฟนให้ชิดริมฝีปาก น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยความปรารถนาที่ยากจะกักเก็บ
"สำหรับผม... งานศิลปะที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ได้อยู่บนผืนผ้าใบหรอกครับ"
เขากล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรมี่จนเธอรู้สึกเย็นวาบที่ไขสันหลัง
"แต่มันอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ ในแววตาที่เต็มไปด้วยความลับ และหยาดเหงื่อที่ซึมผ่านผิวพรรณอันละเอียดอ่อนภายใต้แสงไฟ"
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอก ราวกับจะสะกดกั้นหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความคลั่งไคล้
"ความสวยงามที่แท้จริงคือความเปราะบาง เหมือนกุหลาบที่กำลังจะร่วงโรย หรือนกที่หยุดหายใจในจังหวะที่ปีกยังสยายค้างไว้ ผมปรารถนาเหลือเกิน... ปรารถนาที่จะหยุดวินาทีอันล้ำค่านี้ของ 'ใครบางคน' เอาไว้ให้เป็นอมตะ ให้เธอได้คงความงามเช่นนี้ตลอดกาล โดยไม่มีกาลเวลามาพรากจาก"
อคินคลี่ยิ้มที่ดูอ่อนโยนที่สุด แต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความวิปริต
"คุณผู้หญิงครับ... ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการสลักชื่อของคุณไว้ในหอเกียรติยศแห่งความงามชั่วนิรันดร์ และผม... จะเป็นคนรังสรรค์ตอนจบที่งดงามที่สุดนั้นให้คุณด้วยมือของผมเอง"
คำพูดที่ดูเหมือนการยกย่องนั้น กลับแฝงไปด้วยคำที่ชวนคิด รังสิมันต์สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เข้มข้นขึ้น เขาบีบไหล่เรมี่เบาๆ เป็นสัญญาณเตือน ในขณะที่ จีจี้ ซึ่งยืนอยู่หลังม่านแทบจะทนไม่ได้ เธอเห็นสายตาที่อคินใช้มองเรมี่มันคือสายตาเดียวกับที่เขาใช้มอง 'ผลงาน' ที่เขาคลั่งไคล้จนต้องทำลายทิ้งเพื่อครอบครอง
"เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ...”
“ผมยินดีมาก ๆที่ได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในวันนี้”
อคินทิ้งท้ายด้วยเสียงกระซิบผ่านไมค์ที่กังวานไปทั่วงาน
"เพราะความงามที่แท้จริง... กำลังจะเบ่งบานในอีกไม่กี่วินาทีนี้แล้ว"
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ อคินก้าวลงจากเวทีด้วยท่วงท่าดั่งเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ แขกเหรื่อหลายคนพยายามเบียดเสียดเข้าไปทักทาย บ้างก็ยื่นนามบัตร บ้างก็กล่าวคำชมเชยเยินยอ แต่อคินกลับทำเพียงยิ้มรับแกนๆ สายตาคมกริบของเขายังคงตรึงอยู่ที่จุดเดียว ราวกับว่าผู้คนรอบข้างเป็นเพียงภาพพื้นหลังที่พร่าเลือน
เขาสลัดฝูงชนออกมาได้อย่างสุภาพทว่ารวดเร็ว ตรงดิ่งมายังจุดที่ รังสิมันต์ และ เรมี่ ยืนอยู่
"ยินดีที่ได้พบนะครับ... โดยเฉพาะคุณ"
อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาละมุนหูแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงอย่างประหลาด เขาหยุดยืนในระยะที่ใกล้จนเกือบเสียมารยาท สายตาจดจ้องที่ใบหน้าของเรมี่ราวกับจะบันทึกทุกรายละเอียดของรูขุมขน
"เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับคุณอคิน"
รังสิมันต์ก้าวออกมาข้างหน้ากึ่งหนึ่งเพื่อบังเรมี่ไว้เล็กน้อย
"ผมรังสิมันต์ ส่วนนี่เรมี่ คู่เดทของผมในคืนนี้ งานของคุณ... 'น่าประทับใจ' จนน่าขนลุกเลยทีเดียว"
อคินหัวเราะในลำคอเบา ๆ สายตาตวัดมองรังสิมันต์เพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปหยุดที่หญิงสาว "คุณรังสิมันต์ตาถึงนะครับ แต่ศิลปะที่แท้จริงบางครั้งก็ต้องอาศัย 'ความกล้า' ที่จะเผชิญหน้ากับมัน... คุณเรมี่ครับ ผมรู้สึกเหมือนเราเคยเจอกันมาก่อน ไม่ใช่ในโลกความจริง แต่เป็นในจินตนาการที่มืดมิดที่สุดของผม"
เขายื่นมือออกมาข้างหน้าอย่างเชื่องช้า หวังจะสัมผัสปลายนิ้วของเธอ
"โครงหน้าของคุณ... มันช่างรับกับแสงไฟในฮอลล์นี้เหลือเกิน ถ้าผมได้วาดคุณในจังหวะที่คุณกำลัง 'ตกใจ' หรือ 'หวาดกลัว' สุดขีด ผมเชื่อว่ามันจะเป็นงานชิ้นเอกที่โลกต้องจารึก"
"คุณอคินชมเกินไปค่ะ"
เรมี่ตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี แม้ในใจจะรู้สึกถึงแรงอาฆาตที่ส่งมาจาก จีจี้ ซึ่งยืนจ้องมองอยู่ไม่ไกล
"แต่ศิลปะของคุณดูเหมือนจะเน้นเรื่อง 'จุดจบ' เป็นพิเศษนะคะ ไม่กลัวเหรอคะว่าบางครั้งจุดจบนั้นอาจจะย้อนกลับมาหาคนวาดเอง?"
อคินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความพึงพอใจ
"คมคายเหลือเกินครับ... งั้นเรามาพิสูจน์กันไหมครับว่า 'จุดจบ' ของภาพชิ้นเอกที่กำลังจะเปิดม่านนี้ จะตราตรึงใจคุณแค่ไหน"
เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูเรมี่เบาๆ พอให้รังสิมันต์ได้ยินด้วย
"หวังว่าเราคงได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้นะครับ”
“ก็หวังอย่างนั้นเช่นกันค่ะ” เรมี่ยิ้มหวานดวงตาเป้นประกายไม่ยอมหลบสายตาเขา
ท่ามกลางบทสนทนาที่เริ่มตึงเครียดราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ กลุ่มศิลปินอาวุโสและนักวิจารณ์งานศิลปะระดับแนวหน้าจากหลายประเทศก็เริ่มเบียดตัวเข้ามาทักทายอคิน พวกเขาเอ่ยชมถึง "ปรัชญาความตาย" ในสุนทรพจน์เมื่อครู่อย่างตื่นเต้น ทำให้อคินต้องจำใจละสายตาจากเรมี่อย่างเสียดาย
เขาโค้งตัวลาเรมี่และรังสิมันต์ด้วยท่วงท่าสุภาพบุรุษ ก่อนจะหมุนตัวเดินฝ่าฝูงชนไปอย่างใจเย็น แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่เวทีหรือแก้วแชมเปญใบใหม่ แต่เป็นมุมสลัวหลังเสาหินอ่อนที่จีจี้ ยืนกำรีโมตคอนโทรลกลไกบางอย่างเอาไว้แน่น
อคินเดินเข้าไปประชิดตัวจีจี้จนแผ่นหลังของเธอติดกับผนัง เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่กลับแสร้งทำเป็นหยิบแก้วไวน์จากถาดที่พนักงานเดินผ่านพอดี น้ำเสียงที่เขาใช้กระซิบนั้นเย็นเฉียบและทรงอำนาจจนจีจี้รู้สึกเยือกแข็งไปถึงขั้วหัวใจ
"สีน้ำมันวันนี้ยังแห้งไม่สนิท... เก็บพู่กันซะ"
จีจี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจและสับสน
"แต่คุณอคินคะ... ทุกอย่างเซตไว้หมดแล้ว ถ้ายกเลิกตอนนี้เราจะเสียโอกาส..."
"ฉันบอกให้เก็บพู่กัน!" อคินตวาดเสียงต่ำ ดวงตาที่เคยละมุนกลับวาวโรจน์ด้วยความวิปริต
จีจี้เม้มริมฝีปากจนห่อเลือด ความหึงหวงพุ่งขึ้นจุกอกแต่เธอก็ไม่กล้าขัดใจเขา
"เกมล่าคืนนี้จบลงแล้ว" อคินพูดพลางจิบไวน์สายตามองตรงไปที่เรมี่ที่ยืนอยู่อีกฝั่งของห้อง "แต่มันคือการเริ่มต้นของ 'เกมไล่ล่า' ครั้งใหม่ที่สนุกกว่าเดิม... หมากกระดานแรกฉันยอมสละเบี้ย แต่กระดานหน้า... ฉันจะกินทั้งขุนและนาง"
อคินคลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะทิ้งให้จีจี้ยืนสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น แต่ในขณะเดียวกันนั้นที่ฝากหนึ่งของห้องจัดงานเรมี่ กระซิบเสียงเบากับรัสิมันต์
“ดูนั่นสิคะ” ตายังจับจ้องที่บุคคลหนึ่งไม่วาง
“นั่นคือ อิกอร์ มหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซียที่ลือกันว่าสนับสนุนการค้าอาวุธ แต่คลั่งไคล้งานศิลปะ... มือหนัก”
“ผมสนใจ ‘ห่อผ้าสีทอง’ บนเวทีนั่นมากกว่า” รังสิมันต์ตอบเสียงเรียบ สายตาของเขาไม่ได้วอกแวกไปตามสิ่งเร้า
“คุณต้องสนใจ ! เพราะนั่นคือเป้าหมายของเรา” เสียงเรมี่หนักแน่น
“เพราะฆาตกรอาจจะมาจากนักจิตกร หรือพวกบ้าศิลปะพวกนี้ก็ได้...”
“ตอนนี้น่าสนใจขึ้นมาแล้ว”
เขากล่าวเบา ๆ ก้อนจะขยับเท้าเดินออกจากที่ตรงข้นช้า ๆ พร้อมดึงมือนุ่มของเรมี่ให้เดิมตามไปด้วย
“ตามผมมาทางนี้”
บรรยากาศภายในห้องโถงเปลี่ยนจากความรื่นรมย์กลายเป็นสมรภูมิที่ไร้เสียงศัสตราวุธ เมื่อพิธีกรประกาศเริ่มการประมูลภาพวาด "The Last Breath" ผลงานชิ้นเอกของอคิน แขกเหรื่อผู้ทรงอิทธิพลต่างขยับตัวนั่งตัวตรง ความโลภและความกระหายครอบครองฉายชัดในแววตาของผู้มีอันจะกิน
"ภาพชิ้นเอกของวันนี้ เริ่มต้นประมูลที่สิบล้านบาทครับ!"
เสียงค้อนกระทบโต๊ะดังปัง พร้อมกับการยกป้ายที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
" 5 ล้าน!" มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอาหรับขยับราคา
"เจ็ดล้าน!" มาดามเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สวนกลับทันควัน
อคินยืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนอยู่มุมห้อง สายตาของเขาไม่ได้มองที่ตัวเลขบนจอ แต่กลับจับจ้องไปที่ รังสิมันต์ ซึ่งนั่งนิ่งสงบราวกับราชสีห์ที่กำลังรอจังหวะตะครุบเหยื่อ โดยมี เรมี่ นั่งเคียงข้างคอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของจีจี้ที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างเวที
"เจ็ดล้านบาท มีท่านใดให้มากกว่านี้ไหมครับ?" พิธีกรถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
รังสิมันต์ยกป้ายขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเงียบกริบ
"สิบล้าน"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง อคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงเข้าไปยืนข้างหลังเก้าอี้ของรังสิมันต์และเรมี่ เขาโน้มตัวลงมาจนกลิ่นน้ำชั้นดีวนเวียนอยู่ใกล้ใบหูของทั้งคู่
"ใจถึงดีนี่ครับคุณรังสิมันต์" อคินกระซิบ น้ำเสียงแหบพร่าอย่างนึกสนุก
"อยากครอบครอง 'ลมหายใจสุดท้าย' ขนาดนั้นเลยเหรอครับ? หรือว่า... กลัวว่าถ้ามันตกไปอยู่ในมือคนอื่น ความลับที่ซ่อนอยู่ในภาพนี้จะถูกเปิดเผย?"
รังสิมันต์ไม่ได้หันไปมอง แต่ตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่ง
"ผมไม่ได้แค่อยากครอบครองภาพครับคุณอคิน แต่ผมอยากเก็บรักษา 'หลักฐาน' ของความวิจิตรบรรจงนี้ไว้ให้ดีที่สุด... ในที่ที่มันควรจะอยู่ เช่นในห้องขังที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงเป็นต้น"
อคินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความคลั่งไคล้
"ยี่สิบล้าน!"
อคินตะโกนออกไปเอง ทำเอาคนทั้งงานตกตะลึงที่ศิลปินประมูลงานตัวเอง
"ผมไม่ขายงานชิ้นนี้ให้คนที่มองมันเป็นแค่หลักฐานหรอกนะคุณรังสิมันต์ งานชิ้นนี้ผมตั้งใจมอบให้คุณเรมี่... ในฐานะ 'ของขวัญที่สวยงามที่สุด'"
"ยี่สิบสองล้าน"
รังสิมันต์ยกป้ายสวนทันทีโดยไม่กะพริบตา สายตาจ้องเขม็งไปที่อคิน
"ของขวัญของคุณมัน 'ลึกซึ้ง' เกินไป ผมคงยอมให้คุณเรมี่รับไว้ไม่ได้หรอก"
เรมี่ลอบหยิบเครื่องดักฟังจิ๋วออกมาเตรียมพร้อม เธอหันไปสบตาอคินแล้วยิ้มหวานที่เย็นเฉียบ
"ขอบคุณในความหวังดีค่ะคุณอคิน แต่ของมีค่าระดับนี้... ฉันชอบสืบหาที่มาของมันมากกว่าจะรับมาฟรีๆ ค่ะ"
การประมูลกลายเป็นเกมการเมืองส่วนตัว ทำให้ตัวเลขบนจอพุ่งทะยานไปพร้อมกับความกดอากาศในห้องที่หนักอึ้ง บรรยากาศความตึงเครียดพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อตัวเลขหยุดนิ่งอยู่ที่แปดสิบล้านบาท ทว่าในจังหวะที่พิธีกรกำลังจะเคาะค้อนตัดสิน อิกอร์ มหาเศรษฐีนักสะสมงานศิลปะผู้ทรงอิทธิพลและเป็นแขกผู้ใหญ่ที่อคินเกรงใจที่สุด กลับชูป้ายขึ้นอย่างสง่างามพร้อมเอ่ยเสียงก้อง
"ห้าสิบล้านขาดตัวเลย... และผมหวังว่าคุณอคินคงไม่ปฏิเสธมิตรภาพของเราผ่านภาพชิ้นนี้นะครับ"
คำพูดของท่านอิอร์เปรียบเสมือนกรงขังที่มองไม่เห็น อคินชะงักกึก ใบหน้าที่เคยยิ้มย่องกลับกระตุกเกร็งชั่วครู่ ดวงตาที่จ้องมองเรมี่สั่นไหวด้วยความขัดใจอย่างรุนแรง เขาไม่ได้ต้องการเงินร้อยล้าน แต่เขาต้องการให้ภาพวาดมรณะนี้ตกไปอยู่ในมือของรังสิมันต์และเรมี่เพื่อให้เข้ากับเกมที่เขาอยากเล่น
"ห้าสิบล้านครั้งที่หนึ่ง... สอง... สาม! ปัง!"
เสียงค้อนกระแทกโต๊ะปิดฉากการประมูล
อคินฝืนยิ้มละมุนที่ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว เขาจำต้องก้าวไปจับมือกับท่านลอร์ดท่ามกลางแสงแฟลชที่สาดส่อง รังสิมันต์และเรมี่สบตากันอย่างรู้เท่าทัน แผนการของอคินถูกขัดจังหวะด้วยอำนาจที่เหนือกว่าในแวดวงสังคม
"ดูเหมือนหมากกระดานนี้... คุณจะคุมเกมไม่อยู่ซะแล้วนะคุณอคิน"
รังสิมันต์กระซิบเบาๆ ขณะเดินผ่านอคินที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างภาพวาด
อคินเอียงคอเล็กน้อย แววตาประกายวาวโรจน์ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอม
"หมากกระดานแรกอาจจะหลุดมือไป...” ดวงตาชวนฝันของขาล้ำลึกไม่อาจจะหยั่งความรู้สึกได้
“... แต่กระดานหน้า ผมจะจัดงานแสดง 'ส่วนตัว' ให้พวกคุณโดยเฉพาะ เตรียมตัวรับคำเชิญไว้ให้ดีนะครับ"
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์”ศิลาจันทร์”ที่หรูหลังงามของ อคิน ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ขับเน้นความมั่งคั่งและอำนาจมืด แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบลงบนร่างของเจ้าของบ้านที่เอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท อคิน หมุนแก้ววิสกี้ในมือช้า ๆ สายตาคมปลาบ
รังสิมันต์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนลึก ๆ ในใจที่เขานิยามไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ความโมโหที่เห็นคู่หูทำนอกแผน แต่มันคือความรู้สึก "หวงก้าง" ที่แหลมคมจนทิ่มแทงอกเขาอย่างประหลาดเขากำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างบ้าคลั่งว่าความรุ่มร้อนนี้มาจากไหน ในแง่ของงาน... ใช่ เธอคือจิ๊กซอว์สำคัญที่อาจทำแผนพังพินาศแต่ลึก
ตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั
เรมี่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูในชุดลำลองที่ยังคงความดูดีแบบไม่ตั้งใจ เธอขยับแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อยพลางมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำย่านเพื่อหาอะไรดื่มให้คลายความล้าและอยากให้สมองตื่นตัวกว่านี้สักหน่อยทว่าในจังหวะที่มือกำลังจะผลักประตูสเตนเลสสีทองขรึมของร้านเข้าไปนั้น สัญชาตญาณสายลับที่ถูกฝึกมาอย







