LOGINความตึงเครียดของการสืบสวนจางลงแทนที่ด้วยกระแสไฟบางอย่างที่แล่นผ่านระหว่างคนสองคน รังสิมันต์ขยับเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนลมหายใจอุ่น ๆ ราดรดรินที่ต้นคอขาวระหง
“เรามาตกลงกัน... ผมจะให้คุณเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่ผมมี ส่วนคุณ... ต้องมาเป็น ‘สมอง’ คู่กับผมจนกว่าเราจะจับมันได้”
เรมีหันกลับมาสบตาเขาอย่างช้า ๆ รอยยิ้มหวานเย้ายวนใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย
“ตกลงค่ะ... แต่ในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันนะคะ ไม่ใช่ผู้ช่วย และถ้าฉันพบว่าคุณตลบหลังฉันแม้แต่นิดเดียว... ฉันจะเปลี่ยนคุณให้เป็นรูปปั้นคลาสสิกรายต่อไปเอง”
รังสิมันต์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเรียวของเธอขึ้นมาประทับจูบที่หลังมืออย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน “ด้วยความยินดีครับ... พาร์ทเนอร์ที่รักของผม”
สัมผัสแผ่วเบาแต่เนิ่นนานจากริมฝีปากของรังสิมันต์ทำให้เรมีชะงักไปครู่หนึ่ง ความร้อนผ่าวแล่นปราดจากหลังมือขึ้นมาถึงหัวไหล่ แต่นักแสดงสาวผู้เจนสนามอย่างเธอไม่ยอมปล่อยให้ความหวั่นไหวปรากฏบนสีหน้า
เธอยังคงนิ่งสนิท ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาราวกับจะค้นหาว่าภายใต้รอยจูบที่ดูเหมือนการให้เกียรตินี้ ซ่อนคำลวงหรือแผนการอะไรไว้กันแน่
"จูบให้พร... หรือจูบสั่งลากันแน่คะ?"
เรมี่ถามพลายดึงมือออกช้า ๆ อย่างมีจริต เธอไม่ได้สะบัดหนี แต่กลับใช้นิ้วเรียวกรีดกรายไปตามสันกรามคมของเขาเบา ๆ เป็นการตอบโต้อย่างท้าทายและเปิดเผยว่ากลลวงที่เขาพยายามสบยให้เธอรู้สึกหวั่นไหวนั้นใช้กับเธอไม่ได้
"ถ้าเป็นอย่างหลัง ฉันคงต้องเรียกค่าตัวเพิ่ม เพราะงานเสี่ยงตายแบบนี้ 'พาร์ทเนอร์' ทั่วไปเขาไม่ทำกันหรอก"
เธอกดปุ่มอุปกรณ์เครื่องมือตรงหน้าเสียง 'คลิก' ดังชัดเจนในความเงียบสงัด รังสิมันต์มองตามมือเธอพลางยิ้มกริ่ม รอยยิ้มที่บอกชัดว่าเขาเองก็กำลังสนุกกับการลับฝีปากครั้งนี้
"อย่าลืมนะคะคุณรังสิมันต์..."
หญิงสาวหันมาโปรยเสน่ห์ทิ้งท้ายก่อนจะก้าวขาขยับออกมาจากตรงนั้น
"บทเมียเก็บที่แสนซื่อของคุณน่ะ ฉันเล่นได้แนบเนียนแน่ แต่ถ้าคุณเผลอทำตัว 'น่าสงสัย' ขึ้นมาเสียเอง... ฉันนี่แหละจะเป็นคนยิงคุณทิ้งเป็นคนแรก"
คืนนั้นทั้งคู่เริ่มนั่งลงเพื่อร่างแผนการไล่ล่าครั้งใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าฆาตกรผู้อยู่เบื้องหลังกำลังจ้องมองพวกเขาผ่านกล้องวงจรปิดที่แอบซ่อนอยู่ในเงามืด พร้อมกับรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง...
เกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
โดยที่สองหนุ่มสาวไม่อาจจะรู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งภายใต้เงามืดยังมีเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“คุณยังสวยสง่าเสมอแม้ในที่อับชื้นแบบนั้นนะ....เรมี่”
ร่างในเงามืดเริ่มเคลื่อนไหวพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่า
"แผนการที่พวกคุณร่างกันอยู่... ฉันเป็นคนเขียนบทสรุปให้เองตั้งแต่วันแรกแล้ว รังสิมันต์"
เสียงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่นุ่มนวลแต่ชวนให้สันหลังวาบ
"สนุกให้เต็มที่นะ... ก่อนจะไม่ได้สนุกอีกตลอดกาล"
คฤหาสน์"ศิลาจันทร์"ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว้างขวางท่ามกลางเงาไม้ใหญ่ ทันทีที่ก้าวพ้นรั้วเหล็กดัดกลิ่นอายความรวยระดับหมื่นล้านก็ปะทะหน้า แต่ที่น่าเกรงขามกว่าคือ "ไททัน" และ "เนเมซิส" สุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบลูร่างยักษ์กล้ามเนื้อแน่นปึ้กสองตัวที่ยืนขนาบข้างเจ้าของบ้านอย่างสงบนิ่ง ราวกับหินสลักที่รอคำสั่งขย้ำ
อคิน ศิลาจันทร์ เจ้าของคฤหาสน์ใบหน้าที่ดูเด็กกว่าวัย 3 5 ปี ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิท นัยน์ตาหวานฉ่ำน้ำที่ใครเห็นก็ต้องหลงรัก ท่าทางที่ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนทำให้เขาเป็นที่รักของแวดวงไฮโซ และการเป็นศิลปินแห่งชาติที่อายุน้อยที่สุดก็ยิ่งสร้างบารมีให้เขาดู "บริสุทธิ์" ไร้พิษภัย แต่ภายใต้สูทผ้าไหมเนื้อดีนั้นคือหัวใจที่เดือดพล่านด้วยอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) ที่พร้อมจะเปลี่ยนจากเทพบุตรเป็นอสูรได้เพียงเสี้ยววินาที
เขากำลังเดินตัดจากห้องโถงใหญ่ไปยังสตูดิโอ ห้องทำงานศิลปะ (The Sanctum)ของเขา ที่เป็นอาคารกระจกแยกตัวออกมาจากตัวบ้านหลัก พื้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นสวนหินสไตล์เซน แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกกั้นด้วยม่านกำมะหยี่สีแดงสดมืดทึบ ภายในห้องเต็มไปด้วยเฟรมภาพขนาดใหญ่ บางภาพเป็นรูปทิวทัศน์อ่อนหวาน แต่บางภาพกลับเป็นปื้นสีดำแดงที่ดูรุนแรงและสับสน กลิ่นน้ำมันสีผสมกับกลิ่นส้มหอมอ่อนๆ ที่อคินโปรดปรานยังคงมีลอยอ้ยอิ่งในอากาศกระทบจมูกอยู่
อคินวางพู่กันลงช้าๆ เมื่อเห็น "ป้าสาย" แม่บ้านเก่าแก่เดินเข้ามาวางถาดน้ำชาด้วยอาการสั่นเทา เพราะเธอดันเผลอทำเสียงถ้วยกระทบจานเบา ๆ เขาหันมายิ้มหวาน นัยน์ตาเป็นประกายอ่อนโยน
"ป้าครับ... ชามันร้อนนะ ระวังจะหกใส่ตัวเอาได้ ผมเป็นห่วง"
"ขะ...ขอโทษค่ะคุณอคิน ป้าจะระวังให้มากกว่านี้ค่ะ"
ป้าสายรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ห้องนั้นเงียบลงอีกครั้ง
ในห้องทำงานที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของ "ไททัน" และ "เนเมซิส" พิทบูลสองตัวที่นอนหมอบอยู่แทบเท้าอคิน กระทั่ง “คมเอก” เลขาคนสนิทและมือขวาที่รู้ใจอคินที่สุด เดินเข้ามารายงานความคืบหน้าของงานใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
"นายครับ รายชื่อแขก VIP สำหรับงานประมูล 'The Bloody Canvas' นิ่งแล้วครับ ผมคัดเฉพาะระดับบิ๊กของแต่ละประเทศตามที่นายต้องการ" เขาวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะไม้โอ๊คราคาแพง
อคินใช้ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามสันมีดแกะสลัก นัยน์ตาหวานซึ้งจ้องมองรายชื่อบนหน้าจอ
"บอกมาซิ... มีใครน่าสนใจบ้าง?"
"จากตะวันออกกลางมีเจ้าชายลำดับต้น ๆ ที่กว้านซื้อศิลปะเก็บในวัง ส่วนฝั่งยุโรปมีมหาเศรษฐีน้ำมันที่พร้อมทุ่มไม่อั้น และที่ขาดไม่ได้... รังสิมันต์ กับ เรมี่ ครับ ผมส่งบัตรเชิญแบบพิเศษไปให้ถึงมือแล้ว"
อคินกระตุกยิ้มมุมปาก ผิวขาวละเอียดของเขาดูซีดเผือดภายใต้ไฟสลัว
"ดีมากคมเอก... งานนี้ไม่ใช่แค่การประมูลรูปวาด แต่มันคือการอวดบารมี ฉันอยากให้พวกเขารู้ว่า 'ศิลปินแห่งชาติ' อย่างฉัน ไม่ได้มีดีแค่ฝีแปรง แต่มือคู่นี้แหละที่กุมอำนาจเหนือกว่าเม็ดเงินของพวกมัน"
"แต่ว่า... นายครับ รูปภาพหลักของงานที่นายวาดไว้ครึ่ง ๆ กลางๆ นั่น..."
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบกระทันหัน นัยน์ตาที่เคยหวานกลับดุดันและวาวโรจน์
"ภาพนั้นมันยังขาด 'จิตวิญญาณ' นายก็รู้ว่าถ้าอารมณ์ฉันไม่ถึง ภาพมันก็แค่ขยะ!”
เขาปามีดปักลงบนโต๊ะเสียงดังฉีก
“ คอยดูเถอะ... ในวันงาน เมื่อเรมี่ก้าวเข้ามาในโถงประมูล ความสวยงามที่ปนเปื้อนความกลัวของเธอ จะเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดให้ฉันปิดจบบทประพันธ์ชิ้นนี้"
คมก้มหัวรับคำอย่างรู้งาน
"ผมจะจัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยให้แน่นหนาที่สุด เพื่อให้นายได้ 'ทำงานศิลปะ' อย่างเป็นส่วนตัวหลังจบงานประมูลครับ"
อคินกลับมานุ่มนวลอีกครั้ง ลูบหัวพิทบูลเบา ๆ
"ขอบใจมากเอก...นอกจากแขกที่ว่ามานี้ศิลปินขึ้นชื่อจากประเทศไหนมาอีกบ้าง”
"ดีมาก..."
อคินเปรยขึ้นพลางพยักหน้าให้คมเอก นัยน์ตาคู่สวยคู่นั้นดูราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในจินตนาการอันมืดมิด เขาลูบแผงคออันแข็งแกร่งของพิทบูลเบา ๆ ราวกับจะปลอบประโลมพวกมัน หรืออาจจะเป็นการปลอบประโลมพายุอารมณ์ภายในของตัวเอง
"นอกจากแขกที่ว่ามานี้... ศิลปินขึ้นชื่อจากประเทศไหนมาอีกบ้าง? ฉันอยากให้งานนี้เป็นที่จดจำว่า มันคือจุดสูงสุดของวงการศิลปะร่วมสมัย"
คมเอกรีบเปิดข้อมูลในแท็บเล็ตและรายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“ญี่ปุ่น...เราได้ ทาคาชิ มุราคามิ (Takashi Murakami) ยืนยันจะส่งตัวแทนมาร่วมพร้อมงานประมูล และยังมีศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง ยูกิมาสะ อิดะ (Yukimasa Ida) ที่เพิ่งทำสถิติประมูลสูงสุดในโตเกียวมาร่วมงานด้วยครับ"
เขาใช้นิ่วเลื่อนหน้าจอแท็ปเล็ตไปอีกหน้า ตาจ้องมองปากก็ขยับเอ่ยรายงานต่อ
“ส่วนจีน..."ศิลปินระดับตำนานอย่าง อ้าย เว่ยเว่ย (Ai Weiwei) แม้เขาจะไม่มาเองแต่ส่งผลงานชิ้นพิเศษมาจัดแสดงในโซนรับรอง และยังมี เจิง ฟานจื้อ (Zeng Fanzhi) เจ้าของภาพวาดพอร์ตเทรตที่มีอิทธิพลที่สุดในเอเชียตอบรับคำเชิญแล้วครับ"
คำว่าภาพพอร์เทรตที่คมเอกรายงานนั้นกระทบหูของอคินอย่างจังเขาชงักนิดหนึ่งก่อนจะขยับเท้าเข้าไปยังขาตั้งแผ่นผ้าขนาดใหญ่ที่มีผ้าขาวคลุมเอาไว้ เขายืนนิ่งที่นั่นจ้องมองผ้าขาวที่คลุมตรงหน้าแต่ไม่ยอมดึงผ้าคลุมออก
“ทางด้านเกาหลีใต้ ...เราเชิญ ลี อูฟาน (Lee Ufan) ปรมาจารย์ด้าน Minimalism มาร่วมงานเพื่อให้งานดูมีระดับและดึงดูดกลุ่มนักสะสมงานศิลปะเชิงปรัชญาครับ"
เสียงของเลขาคนสนิทยังรายงานต่อ
“ทางด้านยุโรปและอเมริกา... ฝั่งตะวันตกเรามีชื่อของ แดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst) และ KAWS ที่ยืนยันส่งผลงานมาร่วมสร้างสีสัน ทำให้งานนี้กลายเป็น Hub ของศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี เลยครับนาย"
อคินหยุดมือที่กำลังลูบพิทบูล นัยน์ตาที่เคยอ่อนหวานแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน
"ดี... ให้พวกมันรู้ซะบ้างว่า ต่อให้เป็นศิลปินระดับโลกแค่ไหน เมื่อมาอยู่ในอาณาจักรของฉัน พวกมันก็เป็นได้แค่เฉดสีรองบนผืนผ้าใบที่ฉันเป็นคนกุมพู่กัน" เขาแค่นหัวเราะ
"เตรียมทุกอย่างให้พร้อม... โดยเฉพาะ 'เวที' ของฉัน คืนนั้นฉันจะทำให้นักสะสมพวกนี้รู้ว่า ความงามที่แท้จริง... มันต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง"
“คุณอยากให้ในคืนวันงานประมูล มีอะไรไว้ "เซอร์ไพรส์" อะไรไว้ต้อนรับแขกพิเศษไหมครับ?
“ ไปเตรียมตัวเถอะ อ้อ! อย่าลืมสั่งไวน์ปีที่ดีที่สุดจากฝรั่งเศสมาด้วยนะ ฉันอยากให้แขกผู้มีเกียรติของฉัน...ได้ลิ้มรสพร้อมอาหารที่เลิศรสที่สุดที่พวกเขาเคยเจอ หาที่ไหนไม่ได้อีกอีกแล้ว จะมีแค่ในกรงของฉันของฉันเท่านั้น"
“ได้ครับนาย....”เขาโค้งทำความเคารพทำท่าจะถอนล่นออกไปแต่น้ำเสียงจากอีกฝ่ายทำให้เขาชะงักเท้า
“จีจี้ อยู่ที่ไหนสองวันแล้วที่ฉันไม่เห็นโผล่หน้ามาที่นี่”
“เอ่อ พอดีคุณจีจี้กำลังวุ่นกับการจัดงานครับ
“วุ่นถึงขนาดไม่มีเวลามารายงานฉันเลยหรือ?” น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มจนดูน่าขนลุก
“เจ้านายจะให้ผมไปเรียนคุณจีจี้ไหมละครับ ผมกำลังจะไปที่ห้องจัดงาน”
“โทรให้มาที่นี่ มารายงานเรื่องความคืบหน้าของการเตรียมงานให้ฉันรู้ด้วยตัวเอง”
“ครับเจ้านาย”
“อ่อ...ช่วยเอาเจ้าสองตัวนี้ไปที่บ้านใหญ่ด้วย”
เขาหันไปพูดกับเจ้าบิทบลูทั้งสอง มันขยับเดินไปหาคมเอกอย่างคุ้นเคยและฟังคำสั่ง
“มีอะไรต่อสายถึงผมได้เลยครับนาย”
คมเอกโค้งคำนับให้อคินทั้งที่เขายังยืนจ้องผ้าคลุมสีขาวที่คุมผืนผ้าใบอยู่ ไม่แม้แต่จะหันมามอง จนกระทั่งได้ยินเสียงปิดประตูตามหลังลง อคินจึงเอื้อมมือขวาไปกระชากผ้าขาวที่คลุมภาพบนผืนผ้าใบนั้นออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นภาพเต็ม ๆ บนผืนผ้าใบนั้น
บนผืนผ้าใบนั้นมีรูป เรมี่ ปรากฏกายราวกับเทวนิพพานที่กำลังแตกสลาย อคินบรรจงใช้ ฝีแปรง ที่ดูอ่อนช้อยในระยะไกล แต่หากพินิจใกล้จะเห็นรอยตวัดที่รุนแรงและสั่นไหว ราวกับเสียงกรีดร้องที่ไม่มีเสียงจะเปล่งออกมา
ใบหน้า ของเรมี่ถูกฉาบไว้ด้วยความงามสงบ ทว่าในดวงตาที่อคินเน้นย้ำด้วยจุดแสงเล็ก ๆ กลับสะท้อนความ อึดอัด เหมือนนกที่ถูกกักขังในกรงทอง มุมปากที่ยกขึ้นเพียงนิดดูคล้ายรอยยิ้มที่ถูกปั้นแต่ง แต่กล้ามเนื้อที่ไรผมกลับดูเกร็งเขม็ง บ่งบอกถึงการสะกดกลั้นความ ทรมาน อย่างสุดความสามารถ
การ ใช้สี คือหัวใจของความขัดแย้ง อคินเลือกใช้โทนสีเนื้อที่ดูเปล่งปลั่งมีชีวิต แต่กลับแทรกซึมด้วย โทนสีม่วงหม่นและเขียวคล้ำ จาง ๆ ใต้ชั้นผิวหนัง ราวกับรอยช้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามผุดผ่อง แสงที่สาดส่องลงมานั้นดูเจิดจ้าจนเกือบจะแผดเผา ขับเน้นให้เห็นว่าภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่โลกเห็น มีวิญญาณดวงหนึ่งกำลัง บิดเบี้ยว ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย แม้ว่าภาพนี้จะยังคงลงสีไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ก็พอจะดูออกว่าภาพนั้นพยายามจะสื่ออะไรให้ผู้ชมได้
ในห้วงอารมณ์ของอคิน ขณะที่เขากำลังรังสรรค์ภาพนี้ มันคือช่วงเวลาที่ความรักและความโหดร้ายหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ทุกครั้งที่เขาตวัดฝีแปรงลงบนผืนผ้าใบ เขารู้สึกเหมือนกำลังเปลือยเปล่า ตัวตนของเรมี่ออกมาทีละชิ้น ปลายพู่กันที่กดลงไปไม่ใช่แค่การแต้มสี แต่คือการกระแทกกระทั้นความปรารถนาที่อยากจะครอบครอง และทำลาย ไปพร้อม ๆ กัน เขาเห็นความอึดอัดในดวงตาของแบบ แต่เขากลับเลือกที่จะขยี้สีหม่นลงไปตรงนั้นเพื่อกักขังความทรมานนั้นไว้ให้เป็นอมตะ
หัวใจของอคินเต้นแรงด้วยความลำพองใจที่เห็นว่าเขาสามารถถ่ายทอด ความอ่อนแอ ของเรมี่ออกมาได้งดงามเพียงใด มือที่สั่นเทาขณะวาดเส้นเลือดฝอยจางๆ ใต้ผิวหนัง สะท้อนถึงความย้อนแย้งในใจ เขาเจ็บปวดที่เห็นเรมี่ทุกข์ทรมาร แต่เขากลับ เสพติด ความงามที่เกิดจากความทุกข์นั้น จนไม่อาจหยุดมือได้
สิ่งที่อคินเห็นผ่านเลนส์แห่งความลุ่มหลง คืออาณาจักรแห่งความงามที่เขาสถาปนาขึ้นมาใหม่ เขาเห็นเรมี่เป็น “อัญมณีที่กำลังแตกสลาย” ซึ่งยิ่งร้าวรานก็ยิ่งส่องประกายล้อแสงไฟในสายตาของอคิน ความทรมานบนดวงหน้าของเรมี่คือ ท่วงทำนองที่สมบูรณ์แบบ เขาหลงระเริงไปกับสีแดงระเรื่อที่ข้างแก้ม ซึ่งเขามองว่าเป็นสีสันแห่งอารมณ์อันพลุ่งพล่าน ราวกับว่าความเจ็บปวดนั้นคือน้ำหอมราคาแพงที่ฉาบไล้ให้เรมี่ดูสูงส่งและน่าทะนุถนอมเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป
สำหรับอคิน ภาพนี้คือ “ชัยชนะ” ของศิลปะที่กักขังความเปราะบางให้กลายเป็นอมตะ!
“ก็อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูที่รัวถี่ดั่งจังหวะหัวใจที่ถูกขัดจังหวะ ปลุก อคิน ให้หลุดลอยออกจากม่านหมอกแห่งจินตนาการที่เขากำลังร่ายรำอยู่กับภาพพอร์ตเทรตของเรมี่ในอุดมคติ ภาพที่เขาวาดหวังให้ความสวยงามและความทรมานนั้นล้ำลึกไปถึงจุดสูงสุดถูกฉีกกระชากออกอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ร้อมละสายตาจากดวงตาโศกเศร้าบนผืนผ้าใบ หันไปมองบานประตูด้วยแววตาที่ยังหลงเหลือร่องรอยของความคลั่งไคล้
"เข้ามา" น้ำเสียงนั้นเข้มและแหบพร่า ราวกับคนพึ่งตื่นจากฝันอันแสนยาวนาน
เมื่อหญิงรับใช้ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมพร้อมรายงาน
“คุณจีจี้เธอมาถึงแล้วค่ะ จะให้เข้าพบเลยไหมคะ”
เขาพยักหน้าแทนคำตอบและหญิงรับใช้ถอยกลับออกไป แต่การมาถึงของ "คุณจีจี้" มันกลับกลายเป็นสัมผัสที่หยาบโลนซึ่งลากเขากลับสู่โลกความจริงอันน่าเบื่อหน่าย อารมณ์ที่พุ่งพล่านและตกค้างจากการเสพสมความเจ็บปวดของเรมี่ผ่านปลายพู่กัน ถูกเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันพุ่งตรงไปหาผู้มาใหม่ที่ยืนรออยู่ภายนอก
อคินขยับกาย ลุกขึ้นจากหน้าขาตั้งภาพด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยรังสีความคุกคามที่ยังดับไม่มอด เขาเก็บความละเมียดละไมที่มีต่อเรมี่ลงกล่อง แล้วสวมทับด้วยความเย็นชาที่พร้อมจะปะทะ เขาเดินตรงไปยังทิศทางที่จีจี้ยืนอยู่—ผู้ที่จะกลายเป็น ที่ระบายความอัดอั้น จากจินตนาการอันบิดเบี้ยวที่เขายังทำไม่สำเร็จบนผืนผ้าใบ
วินาทีที่บานประตูเปิดออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาลบเลือนม่านหมอกแห่งจินตนาการที่อคินเพิ่งวางพู่กันลง สายตาที่ยังกรุ่นด้วยไฟแห่งแรงปรารถนาของเขาปะทะเข้ากับ จีจี้ ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าอย่างจัง
ในใจของอคินเกิดการเปรียบเทียบที่รุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง...
หาก "เรมี่ในภาพวาด" คือกุหลาบที่กำลังเหี่ยวเฉาอย่างงดงามในแจกันแก้วเจียระไน เป็นความงามที่นุ่มนวล เปราะบาง และเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกบดขยี้ที่อคินเป็นผู้ควบคุมแต่เพียงผู้เดียว "จีจี้ในความจริง" กลับเปรียบเสมือนพายุทรายที่แผดเผา เธอมีตัวตนที่เด่นชัด แข็งกร้าว และไม่ได้ถูกสยบไว้ภายใต้ฝีแปรงของเขา ความสดใสและจองหองของจีจี้ช่าง "บาดตา" อคินเสียจนเขารู้สึกหงุดหงิด เมื่อเทียบกับความอึดอัดที่เขามอบให้เรมี่ในภาพวาด กลายเป็น ความพลุ่งพล่าน ที่เขามีต่อจีจี้ สายตาที่เขามองเธอไม่ได้เปี่ยมด้วยความทะนุถนอมแบบศิลปินมองผลงานชิ้นเอก แต่เป็นสายตาที่ คาดโทษ และเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ราวกับว่าการปรากฏตัวของเธอคือการทำลาย "ความสมบูรณ์แบบของความทุกข์" ที่เขากำลังดื่มด่ำอยู่กับเรมี่
เขามองจีจี้ด้วยแววตาที่เย็นเยียบแต่แฝงไว้ด้วยความรุนแรง แรงระเบิดทางอารมณ์ในวินาทีนั้นไม่ใช่ความสิเน่หา แต่มันคือการ กระชาก เอาความละเมียดละไมที่เขามีต่อรูปวาดทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยความกักขฬะที่พร้อมจะบีบคั้นจีจี้ให้กลายเป็น "เหยื่อ" รายต่อไปในความจริงที่ไม่ใช่แค่บนผืนผ้าใบ
จีจี้ก้าวเข้ามาในห้องด้วยเสียงส้นสูงที่กระทบพื้นดั่งจังหวะเผด็จการ เธอหยุดยืนเบื้องหน้าอคิน กวาดสายตามองไปรอบห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีและกลิ่นอายของความหมกมุ่น ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปากแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานทว่าบาดลึก
"แววตาแบบนั้น... คุณกำลังฉลองชัยชนะอยู่บนความตายของใครในรูปวาดนั่นหรือเปล่าคะ อคิน?"
คำพูดของเธอกรีดผ่านความเงียบ ราวกับรู้ทันว่าอคินเพิ่งละมือจากการเชือดเฉือนจิตวิญญาณของเรมี่ลงบนผืนผ้าใบ จีจี้ไม่ได้ขยับหนีเมื่อสบเข้ากับสายตาคาดโทษของเขา ตรงกันข้าม เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ราวกับจะบอกว่าเธอไม่ใช่กวางน้อยที่อ่อนแรงอย่างในรูปภาพ แต่เป็นพรานล่าเนื้อที่พร้อมจะขุดคุ้ยความมืดบิดเบี้ยวที่เขากำลังซ่อนไว้
อคินขยับก้าวเข้าหาเธอเพียงกึ่งก้าว รังสีความคุกคามแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้ง เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจีจี้ ดวงตาที่ไม่ได้ว่างเปล่าและยอมจำนนเหมือนเรมี่ แต่มันกลับส่องประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่น่ารำคาญใจ
"คุณมาขัดจังหวะสำคัญของผม จีจี้..."
อคินตอบกลับด้วยเสียงต่ำพร่าที่สั่นระริกด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้น
"ผมไม่ชอบให้ใครมาเดินเพ่นพ่านใน 'ในห้องทำงาน' ของผม โดยเฉพาะตอนที่ผมยังจัดการกับบางเรื่อง ไม่เสร็จ"
“ก็คุณเองไม่ใช่หรือคะที่เรียกจีจี้ให้มาพบที่นี่”
แทนที่ จีจี้ จะถดถอยหนีรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา เธอกลับขยับรอยยิ้มที่มุมปากให้กว้างขึ้นอย่างท้าทาย แววตาของเธอไม่ได้ไหวระริกด้วยความกลัว แต่กลับวาวโรจน์ด้วยความสนุกที่ได้เห็น “สัตว์ร้าย” ในตัวอคินกำลังแยกเขี้ยวใส่
“จีจี้อุตส่าห์รีบมา ทิ้งงานทั้งหมดเพื่อรีบมาหาคุณแล้วนะคะ”
เธอก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตแดนที่อคินขีดไว้ด้วยคำขู่ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉุนกึกของเธอเข้าปะทะกับกลิ่นน้ำมันสนและสีวาดภาพอย่างรุนแรง จีจี้เดินนวยนาดผ่านร่างที่ยืนเกร็งเขม็งของอคินไปราวกับธาตุอากาศ เป้าหมายของเธอไม่ใช่ชายหนุ่มที่กำลังเดือดดาล แต่เป็น ผืนผ้าใบ ที่ยังเปียกชื้นด้วยร่องรอยแห่งความทรมานของเรมี่
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
อคิน นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิทในห้องทำงานส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นซิการ์ราคาแพงอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของเขาคือ นายพลอิทธิพล นายทหารผู้กว้างขวางในกองทัพและคุมกำลังแถบชายแดน นายพลนั่งอยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือที่หยาบกร้านกำแก้วบรั่นดีไว้แน่น"ช่วงนี้ด่านชายแดนตรวจเ
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่โอบล้อมคฤหาสน์หรูริมเจ้าพระยา งานประมูลศิลปะลับที่โลกเบื้องหน้าไม่เคยสัมผัสได้เริ่มต้นขึ้น "หมากกระดานแรก" ของเกมล่าสังหารและจารกรรมถูกวางลงอย่างประณีตรังสิมันต์ ในชุดสูททักซิโด้สีรัตติกาลตัดเย็บจากอิตาลี ยืนตระหง่านเคียงคู่กับ เรมี ที่งดงามราวกับกุหลาบขาวกลางดงหนามในช
"ห้องทำงานงั้นเหรอคะอคิน? “ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปติกแดงขยับขึ้นแบบเหยียด ๆ“ฉันเห็นแต่ 'โรงเชือด' ที่คุณใช้พู่กันแทนมีดโกนเท่านั้นแหละ" เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะในลำคอพลางหยุดยืนเบื้องหน้าภาพพอร์ตเทรตนั้น นิ้วเรียวยาวที่เคลือบด้วยสีแดงสดราวกับหยดเลือดขยับไล้ไปในอากาศ ใกล้กับใบหน้าของเรมี่ในภาพวาดจน
“แผลสวยดีนะคะ...”เรมีกระซิบเสียงพร่า แววตาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า“ ดูเหมือน ‘ลายเซ็น’ ของฆาตกรคนนี้จะประทับอยู่บนตัวคุณนานกว่ารอยสักของฉันเสียอีก” รังสิมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความโกรธและความถูกใจอย่างรุนแรง“คำถามคือ... คุณเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคด







