Masukบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์”ศิลาจันทร์”ที่หรูหลังงามของ อคิน ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ขับเน้นความมั่งคั่งและอำนาจมืด แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบลงบนร่างของเจ้าของบ้านที่เอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท
อคิน หมุนแก้ววิสกี้ในมือช้า ๆ สายตาคมปลาบจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานสูงที่เห็นเพียงความมืดมิดของผืนป่าที่โอบล้อมคฤหาสน์ไว้
"งานที่ตะเข็บชายแดน... ทุกอย่างต้องเนียนตาที่สุดนะจีจี้"
เขาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มนั้นราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
"แกลลอรี่ฝั่งเพื่อนบ้านจะเป็นสนามเด็กเล่นของพวกมหาเศรษฐี แต่สำหรับเรา... มันคือธนาคารเคลื่อนที่"
จีจี้ ที่นั่งอยู่บนพนักโซฟาข้างกายเขา ขยับกายเพียงเล็กน้อยจนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจาย เธอสวมชุดเดรสเข้ารูปสีแดงเพลิงที่ตัดกับผิวขาวจัด มือเรียวเอื้อมไปแตะบ่าของอคินเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลมและยืนยันในฝีมือ
"คุณอคินวางใจเถอะค่ะ จีจี้จัดการส่งบัตรเชิญไปถึงมือ 'แขกพิเศษ' ทุกคนแล้ว แกลลอรี่แห่งนั้นจะกลายเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับการเปลี่ยนมือสินค้าล็อตใหญ่" เธอคลี่ยิ้มทรงเสน่ห์
"ต่อให้เป็นพวกตำรวจหรือสอดแนมหน้าไหน ก็ไม่มีทางเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่เราวางไว้ได้... โดยเฉพาะในคืนที่มีงานรื่นเริงบังหน้าแบบนั้น"
อคินหันมามองใบหน้าสวยเฉี่ยวของจีจี้
"ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะงานนี้เราพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ถ้าสินค้าส่งถึงมือมหาเศรษฐีเหล่านั้น... อิทธิพลของฉันจะไม่มีใครสั่นคลอนได้อีก"
จีจี้พยักหน้า รับรู้ถึงความสำคัญของเดิมพันครั้งนี้
"จีจี้จะคุมงานด้วยตัวเองค่ะ ทั้งหน้างานและหลังฉาก... จะไม่มีมดตัวไหนรอดพ้นสายตาจีจี้ไปได้"
ท่ามกลางความเงียบของห้องนั่งเล่น ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความสงบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุใหญ่ที่จะพัดถล่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
จีจี้ขยับตัวลงมานั่งข้างอคิน ดวงตาที่เคยฉายแววมั่นใจกลับมีความกังวลพาดผ่านครู่หนึ่ง เธอรินวิสกี้เพิ่มให้เขาช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่ค้างคาใจมาตลอดทั้งวัน
“คุณอคินคะ... เรื่องที่เชิญ ‘เรมี่’ ไปงานใหญ่ที่แกลลอรี่ครั้งนี้”
จีจี้เว้นจังหวะ พยายามรักษาโทนเสียงให้เรียบที่สุดแม้ในใจจะร้อนรุ่ม
“จีจี้ว่ามันเสี่ยงไปหน่อยหรือเปล่าคะ? งานนี้เดิมพันสูงมากนะคะคุณอคิน”
อคินชะงักมือที่กำลังหมุนแก้ว มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
“ทำไมล่ะ? เรมี่เธอมีรสนิยม เธอน่าจะเข้ากับงานศิลปะพวกนั้นได้ดีออก”
จีจี้ลอบถอนใจ เธอรู้ดีว่าคำว่า ‘รสนิยม’ ของอคิน เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าความ คลั่งไคล้ ที่เขามีต่อผู้หญิงคนนั้น ความหลงใหลที่ดูจะเกินขอบเขตจนเขามองข้ามอันตรายที่อาจแฝงมากับเสน่ห์ของเรมี่ จีจี้รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขัดใจชายหนุ่มในยามนี้ เธอจึงเลือกที่จะ ‘ตามน้ำ’ ไปก่อน แต่ไม่ลืมที่จะฝากคำเตือน
“จีจี้เข้าใจค่ะว่าเธอสวยและมีเสน่ห์... แต่ความสวยที่ ‘ไม่รู้ที่มาที่ไป’ มักจะมาพร้อมกับคมดาบเสมอ” จีจี้โน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาจริงจังขึ้น
“จีจี้จะไม่ห้ามถ้าคุณต้องการให้เธออยู่ที่นั่น แต่ขอให้จีจี้ได้วางคนคุมเข้มรอบตัวเธอด้วยนะคะ จีจี้ไม่อยากให้ ‘ความพึงพอใจส่วนตัว’ ของคุณอคิน มาทำให้งานใหญ่ที่ตะเข็บชายแดนต้องพังลง”
อคินหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูวาวโรจน์อย่างคนที่มั่นใจในอำนาจของตน
“กังวลเกินไปแล้วจีจี้... เรมี่อยู่ในกำมือฉัน ใครก็ชิงเธอไปไม่ได้”
จีจี้ทำได้เพียงยิ้มรับด้วยสายตาที่เย็นเยียบ ในใจเธอกำลังตั้งคำถามว่า เรมี่ เป็นเพียงหมากหรือเป็นนางพญากันแน่ และที่สำคัญ... ถ้าผู้หญิงคนนั้นคือตัวทำลายแผนการนี้จริง ๆ เธอจะเป็นคนปลิดชีวิตเรมี่ด้วยมือของเธอเอง
บรรยากาศภายในห้องประชุมเคร่งเครียดจนถึงขีดสุด แสงไฟสลัวจากจอมอนิเตอร์สะท้อนลงบนใบหน้าของคนทั้งสี่ที่กำลังล้อมโต๊ะวางแผนบุกตะเข็บชายแดน แต่แล้วจู่ ๆ เสียงแจ้งเตือนจากระบบรักษาความปลอดภัยภายนอกก็ดังขึ้น พร้อมกับภาพบนหน้าจอหลักที่เปลี่ยนไป
ธีร์ ตาโตเท่าไข่ห่าน เขารีบกดย้อนภาพกล้องวงจรปิดหน้าประตูเหล็กกล้า
“นายครับ! มีคนมา... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นั่นมัน... คุณเรมี่ครับ!”
คำรายงานของธีร์ทำให้ทั้งห้องเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ รังสิมันต์ ชะงักกึก ปากกาในมือแทบจะหักคามือ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความแปลกใจที่ผสมปนเปไปกับความเดือดดาลที่ยังคุกรุ่นอยู่
“เรมี่งั้นเหรอ?”
เซลีน เลิกคิ้วสูง มือที่กำลังขัดลำกล้องปืนหยุดชะงัก เธอหันไปสบตากับ จิน ที่บัดนี้อ้าปากค้าง หน้าจืด ๆ ของเขาดูตื่นตระหนกสุดขีด
“เฮ้ย! มาได้ไงพี่? พิกัดหายไปเป็นชั่วโมง แถมระบบรบกวนสัญญาณนั่นอีก... นี่เธอเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาเราเองเลยเหรอ?”
จินรัวนิ้วเช็คระบบอีกครั้งด้วยความระแวง
“เปิดประตูให้เธอ”
รังสิมันต์สั่งเสียงต่ำพร่า พยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“ฉันอยากจะรู้นักว่า ‘นกต่อ’ ของอคิน จะมีคำแก้ตัวอะไรมาฝากเรา”
ประตูไฮดรอลิกเปิดออกช้า ๆ ส่งเสียงฟึ่ดเบา ๆ พร้อมกับร่างระหงของ เรมี่ ที่เดินก้าวเข้ามาในชุดที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความคล่องตัว ท่ามกลางสายตาบีบคั้นของทีมระดับพระกาฬ
เธอหยุดยืนนิ่งกลางห้อง ประสานสายตากับรังสิมันต์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ดูเหมือนฉันจะมาถูกจังหวะประชุม ‘งานใหญ่’ พอดีสินะคะ”
เรมี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มบางที่อ่านไม่ออก
“ทำนองนั้น” รังสิมันต์เป็นคนตอบ
“และคิดว่าการมาครั้งนี้ของคุณก็น่าจะมีข่าวใหญ่มาแจ้งผมบ้าง”
รังสิมันต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีอำมหิตจนจินต้องขยับเก้าอี้ถอยหลัง
เรมี่กวาดสายตามองไปรอบห้องประชุมสั้น ๆ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อยที่เห็นหญิงสาวมาดเซอร์อย่างเซลีน และหนุ่มตี๋หน้าจืดอย่างจินนั่งคุมเชิงอยู่ ราวกับว่าการปรากฏตัวของพวกเขาทั้งคู่คือสิ่งที่เธอ ‘คาดการณ์’ เอาไว้แล้ว
“ดูเหมือนทีม ‘งานเงา’ ของคุณจะออกมาครบองค์ประชุมแล้วสินะคะ”
เรมี่พูดขึ้นเสียงเรียบ พลางเดินไปพิงขอบโต๊ะประชุมด้วยท่าทีสบายๆ
“ไม่แปลกใจเลยสักนิด... เพราะผู้ชายขี้ระแวงอย่างรังสิมันต์ ไม่มีทางทำงานใหญ่แค่สองคนกับสายลับหน้าใหม่อย่างฉันแน่ //ๆ”
เธอเลื่อนสายตาไปสบกับดวงตาคมกริบของรังสิมันต์ที่ยังคงฉายแววคุกรุ่น ก่อนจะเอ่ยประชดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“แล้วยังไงคะ? คุณรังสิมันต์... วันนี้ลมอะไรหอบมา ถึงทำให้คุณยอมเปิดเผยใบหน้าหมากตัวอื่นๆ ในมือให้ฉันเห็น หรือว่าตอนนี้ คุณจะกรุณาแนะนำเพื่อนร่วมงานของคุณให้ฉันรู้จัก... และ ‘พูดความจริง’ เกี่ยวกับแผนการทั้งหมดที่คุณจงใจปิดบังฉันไว้เสียที หรือต้องให้ฉันไปหาคำตอบเอาเองจากปากของอคินในงานที่ชายแดน?”
คำพูดของเธอเหมือนลูกศรที่อาบยาพิษ ทิ่มแทงเข้าไปในความเงียบของห้องประชุม ทำเอาเซลีนถึงกับกระตุกยิ้มอย่างถูกใจในความกล้า ส่วนรังสิมันต์นั้นเงียบงัน ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นดูเดาทางไม่ออกว่าเขากำลังโกรธ หรือกำลังยอมรับในความหัวไวของเธอกันแน่
รังสิมันต์พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ เขาไม่ได้ดูสะทกสะท้านกับถ้อยคำจิกกัดนั้นแม้แต่น้อย มือหนาเอื้อมไปรินบรั่นดีใส่แก้วด้วยท่าทางใจเย็น จนความเงียบเริ่มกดดันคนรอบข้างแทน
“หัวไวสมกับที่เลือกมาจริง ๆ”
รังสิมันต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เขาปรายตาไปทางสมาชิกที่เหลือ
“คนทางซ้ายคือ จีน’ ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคและอาวุธ ส่วนนั่น ‘เซลีน’”
เขาวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง แกว๊ก ข่มขวัญเล็ก ๆ ก้าวเข้าไปหาเรมี่จนระยะห่างลดน้อยลงจนน่าอึดอัด
“แผนการทั้งหมดจะอยู่บนโต๊ะนี้หลังจากที่คุณนั่งลงและสงบปากสงบคำ...”
เขาเว้นจังหวะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว
“แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องปากท้องของอคิน ฉันว่าเรายังมีเรื่องค้างคาที่ต้องสะสางกันนะ เรมี่”
เขายกมือขึ้นกอดอก มุมปากขยับยิ้มเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา“วันนั้นที่ถนนสายเปลี่ยว... ถ้าผมไม่เข้าไปขวางไอ้พวกนั้นไว้ ป่านนี้หน้าสวย ๆ ของคุณคงไปนอนเละอยู่ใต้ดินที่ไหนสักแห่ง...”
รังสิมันต์โน้มตัวลงไปหาเล็กน้อย
“ไม่ยักรู้ว่าโรงเรียนจารชนเขาไม่ได้สอนเรื่อง ‘คำขอบคุณ’ หรือการลาที่สุภาพกว่าการชิ่งหนีไปดื้อ ๆ” เซลีนที่ยืนฟังอยู่ถึงกับเลิกคิ้ว ส่วนเรมี่ทำเพียงแค่เหยียดยิ้มรับพายุอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น
เรมี่เหยียดยิ้มบางที่ดูไปไม่ถึงดวงตา เธอผละออกจากขอบโต๊ะแล้วเดินตรงไปยังเก้าอี้ว่างข้างหัวโต๊ะประชุม ท่วงท่าการก้าวเดินของเธอมั่นคงและสง่างามราวกับเดินอยู่บนแคทวอล์คมากกว่าจะอยู่ในฐานลับของทีมจารชน เธอหย่อนตัวนั่งลง พิงหลังกับพนักเก้าอี้ในท่าทีที่ดูผ่อนคลายอย่างจงใจ
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่โกดังนะคะ คุณรังสิมันต์”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้โทนเสียงของความซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย
“หวังว่าคำขอบคุณสั้น ๆ นี้จะทำให้คุณพอใจจนเลิกทวงถามเสียที”
คำพูดที่ดูเหมือนทำตามหน้าที่แต่แฝงไปด้วยความหมางเมินนั้น ทำให้อุณหภูมิรอบตัวรังสิมันต์พุ่งสูงขึ้นทันที เขาจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นครู่หนึ่ง มือที่วางอยู่บนโต๊ะเผลอขยับกำเข้าหากันเล็กน้อย ความหยิ่งทะนงของเรมี่คือสิ่งที่เขาทั้งชื่นชมและอยากจะหักล้างมันลงในเวลาเดียวกัน
“ผมไม่ได้ต้องการแค่คำขอบคุณตามมารยาทหรอกนะ เรมี่” รังสิมันต์เค้นเสียงต่ำ “แต่ดูเหมือนคุณจะถนัดการ ‘ใช้แล้วทิ้ง’ มากกว่าการสำนึกคุณจริง ๆ”
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
รังสิมันต์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนลึก ๆ ในใจที่เขานิยามไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ความโมโหที่เห็นคู่หูทำนอกแผน แต่มันคือความรู้สึก "หวงก้าง" ที่แหลมคมจนทิ่มแทงอกเขาอย่างประหลาดเขากำลังตั้งคำถามกับตัวเองอย่างบ้าคลั่งว่าความรุ่มร้อนนี้มาจากไหน ในแง่ของงาน... ใช่ เธอคือจิ๊กซอว์สำคัญที่อาจทำแผนพังพินาศแต่ลึก
ตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั
เรมี่ก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูในชุดลำลองที่ยังคงความดูดีแบบไม่ตั้งใจ เธอขยับแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อยพลางมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังประจำย่านเพื่อหาอะไรดื่มให้คลายความล้าและอยากให้สมองตื่นตัวกว่านี้สักหน่อยทว่าในจังหวะที่มือกำลังจะผลักประตูสเตนเลสสีทองขรึมของร้านเข้าไปนั้น สัญชาตญาณสายลับที่ถูกฝึกมาอย
อคิน นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิทในห้องทำงานส่วนตัว กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับกลิ่นซิการ์ราคาแพงอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของเขาคือ นายพลอิทธิพล นายทหารผู้กว้างขวางในกองทัพและคุมกำลังแถบชายแดน นายพลนั่งอยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือที่หยาบกร้านกำแก้วบรั่นดีไว้แน่น"ช่วงนี้ด่านชายแดนตรวจเ







