เข้าสู่ระบบเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วปานกะพริบตา... สิบห้าปีผ่านไป แก้วตากลายเป็นทนายความอาวุโสที่มีชื่อเสียงในเรื่องความยุติธรรม เธอดูแลมิ่งและอุบลจนกระทั่งท่านทั้งสองสิ้นลมหายใจไปตามอายุขัยด้วยความกตัญญูและสงบที่สุด หลังจากเสร็จสิ้นงานศพของบุพการี แก้วตาในวัยห้าสิบปีเศษเริ่มมองเห็นความร่วงโรยของตัวเอง ผมบนศีรษะเริ่มมีสีดอกเลาแซม ผิวพรรณเหี่ยวย่นลงไปตามกาลเวลา เธอนั่งมองบ้านริมคลองที่บัดนี้เงียบเหงาลงไป แล้วคิดถึงดวงใจน้อยๆ ของเธอที่ตอนนี้กลายเป็นแม่ชีอาวุโสอยู่ในวัดป่าอันห่างไกล ความผูกพันในใจไม่เคยจืดจางลงเลย
ทางด้านแม่ชีดวงใจ บัดนี้เธอจำพรรษาอยู่ในวัดป่าลึกมานานกว่าสิบห้าปี อายุที่มากขึ้นทำให้อวัยวะทุกส่วนเสื่อมถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสะโพกเทียม ที่ใส่มาตั้งแต่เยาว์วัย บัดนี้มันเริ่มหลวมและหมดอายุใช้งานตามกาลเวลา ทุกครั้งที่แม่ชีดวงใจขยับกายหรือพยายามลุกขึ้นยืน กระดูกจะเสียดสีกับโลหะจนเกิดอาการเจ็บปวดร้าวไปถึงทรวงอก การเดินจงกรมรอบศาลาพึ่งพาไม้เท้าพยุงแทบไม่ไหว พระลูกวัดแนะให้แม่ชีไปผ่าตัดเปลี่ยนรอบสอง แต่แม่ชีดวงใจปฏิเสธ "สังขารมันฟ้องครูแล้ว จะไปแต่งเติมอะไรมันอีก" แม่ชีเลือกที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบทางกายครั้งสุดท้ายด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น
ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขบูชา อาการปวดข้อสะโพกกำเริบหนักจนแม่ชีดวงใจไม่สามารถจำวัดได้ เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะผืนบางในกุฏิมืดๆ ความปวดแล่นพล่านราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ในกระดูกสะโพกขวา แทนที่แม่ชีจะร้องไห้หรือท้อแท้เหมือนตอนเป็นเด็ก เธอกลับตั้งสติและส่งจิตเข้าไปเพ่งดู "ความเจ็บปวด" นั้นโดยตรง เธอถามจิตตัวเองว่า "ใครปวด? กายปวดหรือใจปวด?" ทันใดนั้น จิตของแม่ชีแยกออกจากกายอย่างเด่นชัด เธอเห็นว่าร่างกายเป็นเพียงท่อนไม้ที่กำลังผุพัง ความปวดเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่ตัวตนของเธอเลย กายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ จิตของแม่ชีดวงใจดิ่งลึกสู่ความสงบอันเป็นบรมสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ณ วินาทีแห่งความสว่างไสวนั้นเอง แม่ชีดวงใจได้ค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ข้อสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ นั่นคือ "ชีวิตคือความไม่เที่ยง (อนิจจัง)" ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรคงทนถาวรเลย ร่างกายที่เคยแข็งแรงปานนักกีฬาของพี่แก้วตาวันหนึ่งก็ต้องแก่ชราและเสื่อมถอย ร่างกายที่อ่อนแอพิการของเธอก็ต้องดับสลาย ลาภ ยศ สรรเสริญ ความทุกข์ ความสุข ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่เที่ยงแท้คือความหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่น แม่ชีดวงใจลืมตาขึ้นในยามเช้าด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยกระแสแห่งความเมตตาและปล่อยวางอย่างแท้จริง
หลังจากเข้าถึงสัจธรรม แม่ชีดวงใจได้หยิบดินสอและกระดาษแผ่นเล็กๆ ขึ้นมาเขียนจดหมายเพื่อส่งถึงแก้วตา พี่สาวผู้เสียสละสละความสุขทางโลกให้แก่เธอ ในจดหมายมีข้อความสั้นๆ แต่กินใจว่า
"ถึงพี่แก้วตา... ดวงใจน้อยๆ ของพี่บัดนี้ได้ค้นพบความจริงของชีวิตแล้ว ชีวิตคือความไม่เที่ยง กายนี้ไม่ใช่ของเรา ความทุกข์ทางโลกที่พี่กำลังแบกอยู่นั้น ขอให้พี่วางมันลงเถิดนะ พ่อแม่ก็จากไปแล้ว หน้าที่ทางโลกของพี่สมบูรณ์แล้ว จงสละความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจ แล้วมาพบความสงบร่วมกันในธรรมเถิดบุญกุศลที่พี่เสียสละให้ฉันได้บวชบัดนี้ส่งผลถึงแก่นแท้แล้ว"
เมื่อแก้วตาได้รับและอ่านจดหมายฉบับนั้นที่กรุงเทพฯ น้ำตาของทนายนรินทร์ไหลนองหน้า ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งชีวิตมลายหายไปสิ้นราวกับยกภูเขาออกจากอก
แก้วตาตัดสินใจปิดสำนักงานกฎหมายอย่างถาวร ทรัพย์สินและเงินทองที่เหลืออยู่เธอแบ่งไปทำบุญและบริจาคให้มูลนิธิเด็กพิการจนหมดสิ้น จากนั้นเธอเก็บเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดเดินทางมุ่งสู่วัดป่าที่แม่ชีดวงใจจำพรรษาอยู่ แก้วตาไม่ได้บวชชีโกนหัวเนื่องจากเธอต้องการทำหน้าที่เป็นโยมอุปัฏฐานดูแลแม่ชีดวงใจที่ร่างกายพิการและชราภาพอย่างใกล้ชิด เธอเข้าพักอาศัยในเรือนพักอุบาสิกาฝั่งท้ายวัด ฝาแฝดผู้มีชะตากรรมต่างกันบัดนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้งในวัยบั้นปลาย ยามเช้าแก้วตาจะตื่นมานึ่งข้าว จัดเตรียมอาหาร และเดินตามหลังแม่ชีดวงใจคอยระวังไม่ให้แม่ชีล้ม
ภาพของหญิงชราผิวดำแดง ร่างกายยังคงแข็งแรงดี กระฉับกระเฉง เดินถือปิ่นโตและคอยยื่นแขนให้แม่ชีชราหน้าตาผ่องใสแต่ขาพิการเดินกะเผลกๆ ยึดจับเกาะเพื่อประคองก้าวเดินบิณฑบาตไปตามถนนสายเล็กๆ ในหมู่บ้าน กลายเป็นภาพที่สร้างความศรัทธาและประทับใจให้แก่ชาวบ้านในแถบนั้นอย่างมาก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือคู่แฝด "แก้วตาดวงใจ" แก้วตาทำหน้าที่ของเธอด้วยความเต็มใจและมีความสุขยิ่งกว่ายามที่เธอชนะคดีความใหญ่โตในศาลเสียอีก เธอกำลังอุปัฏฐากพระภิกษุณีและแม่ชีผู้เป็นเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์
ในยามเย็นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกวาดลานวัด ทั้งสองมักจะมานั่งพักผ่อนใต้ต้นแก้วป่าที่ออกดอกสีขาวกลิ่นหอมอบอวลคล้ายต้นแก้วที่บ้านเดิมในวัยเด็ก บทสนทนาของทั้งสองเปลี่ยนจากเรื่องวิ่งเล่นสนุกสนานในอดีต กลายเป็นการสนทนาธรรมอันลึกซึ้ง แม่ชีดวงใจมักจะถ่ายทอดสัจธรรมความไม่เที่ยงและวิธีการปล่อยวางความทุกข์ให้แก้วตาฟัง ส่วนแก้วตาก็นั่งฟังด้วยความสงบ "พี่แก้วตา... รู้ไหมว่าฉันขอบคุณพี่ทุกวัน ถ้าไม่มีความเสียสละของพี่ในวันนั้น ฉันคงไม่มีโอกาสได้พบความสงบที่แท้จริงในวันนี้" แก้วตายิ้มพลางจับมือน้องสาว "พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ เธอบวชเรียนจนได้ดวงตาเห็นธรรม และนำธรรมะนั้นกลับมาโปรดพี่ ทำให้พี่ไม่ต้องตายไปพร้อมกับความโลภและความทุกข์ทางโลก"
วันพระใหญ่เดือนเก้า อากาศภายนอกเย็นสบายด้วยสายฝนโปรยปรายแผ่วเบา แม่ชีดวงใจในวัยเจ็ดสิบห้าปีได้รับนิมนต์ให้ขึ้นเทศนาบนศาลาการเปรียญ ญาติโยมรวมถึงแก้วตานั่งพับเพียบฟังอยู่ด้านล่าง น้ำเสียงของแม่ชีดวงใจนิ่ง สงบ และเปี่ยมด้วยความเมตตา แม่ชีย้ำเตือนเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารและให้ทุกคนเร่งทำความดี "ชีวิตคนเราช่างสั้นนัก มีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด อย่ามัวแต่โกรธ เกลียด หรือโลภโมโทสันกันเลย จงรักและเกื้อกูลกันเหมือนดั่งพี่สาวของแม่ชีที่สละชีวิตทางโลกเพื่อให้แม่ชีได้เข้าถึงธรรม" หลังจากเทศนาจบ แม่ชีดวงใจเดินกลับกุฏิมาร่างกายแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ราวกับตะเกียงที่น้ำมันกำลังจะหมดลง
ในคืนนั้น ลมพัดโชยมาอ่อนๆ กลิ่นดอกแก้วป่าหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณกุฏิศิลา แก้วตานั่งเฝ้าอยู่ข้างฟูกนอนของแม่ชีดวงใจ สังเกตเห็นลมหายใจของน้องสาวแฝดที่แผ่วลงเรื่อยๆ ดั่งเข็มนาฬิกาที่กำลังจะหยุดก้าว แม่ชีดวงใจลืมตาขึ้นช้าๆ มองหน้าพี่สาวฝาแฝดเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความสงบและสว่างไสว แม่ชีเอื้อมมืออันแห้งผากกุมมือแก้วตาไว้เบาๆ ลมหายใจสุดท้ายผ่อนออกอย่างช้าๆ แล้วร่างของแม่ชีดวงใจก็ละสังขารไปอย่างสงบก้าวข้ามสู่แดนนิพพาน แก้วตานั่งกุมมือน้องสาว น้ำตาไหลรินออกจากตาด้วยความอาลัย แต่หัวใจของเธอกลับอิ่มเอิบและปล่อยวางอย่างที่สุด เธอนึกถึงคำสัญญาในวัยเด็กใต้ต้นแก้ว "เธอคือนน้องสาวและเป็นดวงใจของพี่... เธอคือกดวงใจน้อยๆ ของพี่" บัดนี้ ดวงใจดวงนี้ได้ทำหน้าที่ทางธรรมเสร็จสิ้นแล้ว และความรัก ความเสียสละ ความผูกพันอันยิ่งใหญ่ของฝาแฝด "แก้วตา ดวงใจ" จะคงอยู่เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจตราบนานเท่านาน
สายน้ำแห่งคลองแสนแสบไหลรินอย่างแผ่วเบาในยามรุ่งอรุณ แสงสีทองของดวงอาทิตย์แรกแย้มส่องกระทบผิวน้ำจนดูราวกับเป็นเส้นทางแห่งสวรรค์ที่ทอดยาวมาสู่โลกมนุษย์ ณ สวนดอกแก้วแห่งนี้ กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่การเดินทางอันยาวนานของ "แก้วตา" และ "หวานใจ" สองพี่น้องผู้สืบทอดสายเลือดแห่งความเมตตาที่ถูกจารึกไว้ในตำนานของดวงดาว บัดนี้แก้วตาในวัยที่ล่วงเลยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน เธอนั่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ที่เคยเป็นพยานรักและพยานทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ในมือของเธอคือขลุ่ยไม้แก้วเก่าคร่ำที่ร่องรอยการใช้งานบอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่เธอมีต่อจักรวาล หวานใจ น้องสาวผู้เป็นดั่งเงาและแสงสว่างในยามมืดมิด นั่งเคียงข้างกันด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความสงบ ทั้งคู่ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นที่คลองแสนแสบแห่งนี้ วันที่ความฝันของเด็กหญิงตัวเล็กๆ พยายามต่อสู้กับเงามืดของภาคีแห่งนิรันดร์สีเทา วันที่ความรักของเธอต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางบททดสอบที่โหดร้ายของโชคชะตา น้ำตาแห่งความทรงจำรื้นขึ้นในดวงตาของทั้งคู่ เมื่อนึกถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งลุง ป้า น้า อา เพื่อนบ้านที่เคยมีเรื่องบาดหมางแต่สุดท้
เมื่อมหกรรมแห่งการร่ายรำและการรวมตัวของจิตวิญญาณแห่งจักรวาลผ่านพ้นไป ความสงบเงียบที่ทรงพลังที่สุดก็เข้าปกคลุมสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่เกิดจาก "ความอิ่มตัว" ของทุกสรรพชีวิต ในตอนที่ 84 นี้ หญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้นำทางใครด้วยเสียงเพลงหรือการกระทำใดๆ อีกต่อไป เธอกลับเข้าสู่สภาวะการดำรงอยู่แบบ "ไร้ตัวตน" (The State of No-Self) ซึ่งถือเป็นก้าวสุดท้ายของการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชาวบ้านต่างรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง พวกเขาไม่ต้องการคำแนะนำ ไม่ต้องการการเยียวยา เพราะความรักที่หญิงสาวหว่านไว้ในใจของทุกคนได้เติบโตจนกลายเป็นปัญญาญาณที่พวกเขาเข้าถึงได้เอง ผู้คนในชุมชนต่างเริ่มใช้ชีวิตด้วยความนิ่งสงบ การทำงาน การกิน การพูดคุย ทุกอย่างกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่เป็นสมาธิในตัวเอง คลองแสนแสบในยามนี้เปรียบเสมือนเส้นใยแห่งแสงสว่างที่เชื่อมโยงหัวใจของทุกคนให้จังหวะการเต้นของชีพจรนั้นตรงกัน หญิงสาวผู้สืบทอดนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นแก้วยักษ์ ร่างกายของเธอเริ่มจางหายไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแสงแดด กลิ่นดอกแก้ว และละอองน้ำในอากาศ
ภายหลังจากความสนุกสนานที่ก่อตัวขึ้นอย่างอัศจรรย์ในสวนดอกแก้วแห่งคลองแสนแสบ พลังงานแห่งความรื่นเริงได้ขยายขอบเขตออกไปไกลจนกลายเป็นคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนไปถึงศูนย์กลางของแกแล็กซี ทำให้ทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของหญิงสาวผู้สืบทอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสุขระดับชุมชน แต่ได้ยกระดับกลายเป็นการเฉลิมฉลองระดับจักรวาลที่เรียกขานกันว่า "มหกรรมแห่งการรวมตัวของจิตวิญญาณนิรันดร์" ในตอนนี้ความเข้มข้นของการเล่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่การผจญภัยในรูปแบบเดิมๆ แต่อยู่ที่การถ่ายทอดกระบวนการหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวผ่านศิลปะและดนตรีที่เธอคิดค้นขึ้นใหม่ เธอได้เริ่มจัดตั้งเวทีการแสดงที่ไม่ใช่งานรื่นเริงธรรมดา แต่เป็นพิธีกรรมแห่งการแสดงออกถึงตัวตนที่ตื่นรู้ โดยให้ทุกคนในหมู่บ้าน ทุกสรรพสัตว์ และแม้กระทั่งเหล่าพลังงานสีขาวที่เคยเป็นภาคีสีเทา ออกมาร่วมร่ายรำอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เสียงดนตรีที่เธอเป่าจากขลุ่ยไม้แก้วเล่มเดิมบัดนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงโน้ต แต่กลับมีเสียงของกระแสพลังชีวิตที่เรียงร้อยถักทอเข้ากับลมหายใจของทุกคน ทำให้เกิดเป็นทำนองเพลงที่ทรงพลังจนแม้แต่น้ำในคลองแสนแสบยังเต้นระ
หลังจากที่การเดินทางผ่านมิติแห่งกาลเวลาและการหลอมรวมจิตวิญญาณได้จารึกชื่อของทุกคนในชุมชนริมคลองแสนแสบไว้ในคัมภีร์แห่งดวงดาว ชีวิต ณ สวนดอกแก้วที่เงียบสงบในตอนแรกก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ความสนุกสนานที่เหนือจินตนาการ ในตอนที่ 82 นี้ ความมหัศจรรย์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในระดับจิตวิญญาณเท่านั้น แต่เหล่าสัตว์เลี้ยงและพรรณไม้ต่างพากันตื่นตัวและร่วมสร้างสีสันให้กับชีวิตประจำวัน ราวกับว่าพวกเขาได้รับพลังแห่งการตื่นรู้จากเด็กหญิงผู้สืบทอดจนกลายเป็นเพื่อนร่วมสร้างสรรค์โลกอย่างเต็มตัว วันหนึ่งท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่รำไรผ่านยอดไม้ ต้นแก้วยักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของสวนดูเหมือนจะส่งเสียงกระซิบที่ฟังออกเป็นท่วงทำนองที่ชวนให้ทุกคนในหมู่บ้านออกมาเต้นรำอย่างสนุกสนาน เหล่าแมวและสุนัขในชุมชนที่เคยมีนิสัยตามประสาคนเลี้ยง ต่างพากันสวมบทบาทเป็นนักดนตรีโดยไม่รู้ตัว บางตัวคาบกิ่งไม้มาเคาะจังหวะ บางตัวเดินตามจังหวะเพลงอย่างคล่องแคล่ว สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ชาวบ้านที่พากันออกมานั่งล้อมวงดูการแสดงที่ไม่เหมือนใครนี้ เด็กหญิงผู้สืบทอดนั่งอมยิ้มมองดูความรื่นเริงนั้น เธอพบว่าการใช้ชีวิตให้สนุกสนานคือการบูชาความรักที่งดง
เมื่อกาลเวลาผ่านไปจนไม่อาจนับถอยหลังได้อีกต่อไป ชีวิต ณ ริมคลองแสนแสบก็ก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "การหลอมรวมกับความจริงสูงสุด" ในตอนที่ 81 นี้ ไม่ใช่เรื่องราวของการแสวงหาหรือการเดินทางไปในมิติใดๆ อีกแล้ว แต่เป็นการลงหลักปักฐานอยู่ใน "ปัจจุบันขณะที่ไร้ขอบเขต" เด็กหญิงผู้สืบทอดที่บัดนี้กลายเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของจิตวิญญาณแห่งคลองแสนแสบ ได้ถ่ายทอดปัญญาญาณจนถึงจุดที่ทุกคนในชุมชนสามารถสัมผัสกับพลังแห่งจักรวาลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาขลุ่ยหรือสร้อยข้อมือสีทองอีกต่อไป ความลับที่เธอทิ้งไว้ให้ทุกคนไม่ใช่คาถาอาคม แต่คือการสอนให้รู้จัก "หยุดนิ่งเพื่อฟังเสียงของความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก" ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของทุกชีวิต ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าจักรวาลไม่ได้มีไว้ให้เราสำรวจจากภายนอก แต่คือการสำรวจจากภายในจิตใจที่สงบนิ่งที่สุด เมื่อทุกคนในหมู่บ้านตื่นรู้ ความมืดมนในอดีตก็กลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าไว้ให้ลูกหลานฟังว่าครั้งหนึ่งเราเคยหลงทางในความกลัวได้อย่างไร ธรรมชาติรอบสวนดอกแก้วดูเหมือนจะตอบสนองต่อสภาวะจิตใจที่บริสุทธิ์ของชาวบ้าน ต้นไม้แต่ละต้น ลำคลองแต่ละสาย แสงแดดแต่ละวัน ดูเหมือ
เมื่อกาลเวลาไหลผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง คลองแสนแสบในยามนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลำน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน แต่ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนพลังงานของมวลมนุษยชาติและดวงดาวในมิติสูงส่ง เด็กหญิงผู้สืบทอดที่บัดนี้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความสงบเย็น เธอไม่ได้ทำตัวเป็นผู้มีอำนาจวิเศษ แต่เธอกลับทำตัวเป็นผู้เชื่อมประสานความงามให้ปรากฏชัดในทุกกิจกรรมประจำวัน ตอนที่ 80 นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุถึงสภาวะที่เรียกว่า "มนุษย์ผู้ตื่นรู้โดยสมบูรณ์" ซึ่งการผจญภัยที่ตื่นเต้นที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับมิติใดๆ แต่คือการทำให้คนในหมู่บ้านได้เห็นว่าพระเจ้าหรือพลังงานแห่งจักรวาลนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในรอยยิ้มของแม่ค้าขายแกง สดู่ในจังหวะการพายเรือของชาวประมง และในความเสียสละของเพื่อนบ้านที่แบ่งปันข้าวของให้กันในยามยาก ชุมชนริมคลองแสนแสบได้กลายเป็นห้องทดลองที่มีชีวิตแห่งความเมตตา ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าการมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขโดยไม่เบียดเบียนกันนั้นทำได้อย่างไร เด็กหญิงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นเพื่อนคู่คิด เธอไม่ได้สอนด้วยการนั่งบนแท่นสู