LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น ภาวินตื่นแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง รีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินไปยังทางเดินหน้าบ้าน
เขายืนรออยู่ตรงนั้น ดวงตาคอยจับจ้องไปยังบ้านพักของธาริน
และไม่นานเกินรอเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังขึ้น ธารินขับมันออกมาพร้อมกับภีมที่นั่งซ้อนท้ายเล็กๆ
อยู่ข้างหลัง ใส่หมวกกันน็อกใบเล็กจนดูน่ารัก ภาวินก้าวออกไปดักหน้าทั้งสองคนทันที
"เดี๋ยวฉันไปส่งเอง" เขาพูดขึ้น น้ำเสียงนั้นฟังดูมั่นใจ
ธารินชะงัก มองเขาด้วยแววตาตื่นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉยเหมือนเดิม
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองได้" เธอตอบทันที โดยไม่ต้องคิด
"แต่เธอขับมอเตอร์ไซค์ไปทุกวัน มันอันตรายนะธาริน" ภาวินยังไม่ยอมถอย
"ฉันทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย"
"แต่ "
"ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง แต่น้องภีมเป็นลูกฉัน ฉันดูแลเขาเองได้"
ธารินพูดจบก็สตาร์ตรถอีกครั้ง เตรียมจะออกรถ แต่เด็กชายตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างหลังกลับหันมามองภาวินด้วยความสงสัย
"คุณลุงอยากไปด้วยเหรอครับ"
ภาวินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมสบกับดวงตากลมโตของเด็กชาย ก่อนที่ธารินจะเอื้อมมือไปจับหมวกกันน็อกของลูกชายเบาๆ
"ไม่ต้องสนใจค่ะน้องภีม เราไปกันเถอะ"
จากนั้น เธอก็ขับรถออกไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย
แต่ภาวินกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามร่างเล็กๆ ของเด็กชายที่ค่อยๆ ไกลออกไป พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่กดทับอยู่ในอก
"ทำไมถึงกีดกันฉันนักนะ ธาริน"
แม่เลี้ยงภาวินสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกชายมาหลายวันแล้ว
ตั้งแต่เขากลับมาอยู่ที่ไร่ชา เขาดูเหมือนมีเรื่องในใจ และที่สำคัญ เขาดูจะสนใจธารินกับลูกชายของเธอเป็นพิเศษ
เย็นวันนั้น ขณะที่ทั้งสองนั่งรับลมเย็นบนระเบียงบ้าน แม่ของเขาก็เอ่ยถามออกไปตรงๆ
"วิน… ลูกสนใจอะไรสองแม่ลูกนั่นมากขนาดนี้เลยเหรอ"
ภาวินที่กำลังจิบชาอยู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางแก้วลง แล้วทำทีเป็นไม่ใส่ใจ
"เปล่าครับแม่ ผมแค่สงสัยว่าธารินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเท่านั้นเอง"
"แค่นั้นจริงๆ เหรอลูก"
น้ำเสียงของแม่เลี้ยงวรรณิศาเจือไปด้วยความสงสัย เธอเลิกคิ้วมองลูกชาย ราวกับกำลังพยายามค้นหาคำตอบจากแววตาของเขา
ภาวินเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"แม่รู้จักธารินดีแค่ไหนครับ"
คำถามนี้ทำให้แม่ของเขาขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบตามตรง
"ก็ไม่ได้รู้จักมากหรอก รู้แค่ว่าเธอเป็นญาติห่างๆ ของป้าจันทร์ เธอมาสมัครงานที่นี่เมื่อหกปีก่อน
บอกว่าอยากได้งานที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงลูกแม่สงสารที่ลูกของธารินยังเล็กแม่จึงรับเธอไว้"
แม่เลี้ยงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"แต่ที่แม่แปลกใจคือ เธอไม่เคยพูดถึงพ่อของลูกเลย บอกแค่ว่าเขาตายไปแล้ว"
ภาวินกำมือแน่นเมื่อได้ยินคำตอบนั้น หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เขาต่อจิ๊กซอว์ทุกอย่างในหัวให้เชื่อมโยงกัน และมันก็พาเขาไปสู่ข้อสรุปที่ทำให้เขาแทบลืมหายใจ
"ภีมเป็นลูกของฉันหรือเปล่านะ"
เขาถามตัวเองในใจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้สักที
แม่ของเขายังคงมองลูกชายด้วยสายตาจับผิด ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
"วิน บอกแม่มาตรงๆ เถอะ ลูกเคยรู้จักธารินมาก่อนใช่ไหม"
ภาวินนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ
"ครับแม่ ผมเคยคบกับธารินมาก่อน ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย"
แม่ของเขาเบิกตากว้างเล็กน้อย ไม่คิดว่าลูกชายจะยอมรับง่ายขนาดนี้
"แล้วทำไมถึงเลิกกัน" แม่ถามเสียงเรียบ แต่ภาวินกลับรู้สึกถึงแรงกดดันจากสายตาของเธอ
เขากำมือแน่น รู้สึกจุกในอกเมื่อคิดถึงอดีตที่เคยทำผิดพลาดไป
"ตอนนั้น ผมคิดว่าเธอไม่เหมาะกับผม ผมมัวแต่หลงตัวเอง สนุกกับชีวิตนักศึกษา แล้วก็คิดว่า เธอไม่คู่ควร"
แม่ของเขาถอนหายใจยาว ส่ายหัวเบาๆ
"แล้วลูกคิดว่าใครเป็นคนที่คู่ควรล่ะ คนที่ฐานะดี คนที่ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างธารินเหรอ"
ภาวินเงียบ เขาไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะสิ่งที่แม่พูดมันแทงใจดำเขาเต็มๆ
"ลูกชายแม่โง่จริงๆ " แม่ของเขาพูดอย่างปลงๆ "แล้วตอนนี้ล่ะ ลูกคิดยังไงกับธารินแล้วน้องภีมล่ะลูกจะทำยังไงต่อไป"
ภาวินหลุบตาต่ำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน
"ผมไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าผมทำผิดพลาดไปแล้วครับแม่"
แม่ของเขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
"แล้วลูกแน่ใจหรือเปล่าว่าภีมเป็นลูกของลูก"
คำถามนั้นทำให้ภาวินเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
"ผมยังไม่มีหลักฐาน แต่ผมจะหาคำตอบให้ได้ ถ้านับจากอายุของน้องภีมกับช่วงเวลาผมเลิกกับธารินน้องภีมเป็นลูกผมครับแม่"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาของเขาสะท้อนถึงความมุ่งมั่น และความหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
"แม่ครับผมขอร้อง แม่อย่าเพิ่งไปถามอะไรธารินเลยนะครับแม่"
ภาวินจับมือแม่แน่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
แม่ของเขามองใบหน้าของลูกชาย ก่อนจะถอนหายใจยาว "ทำไมล่ะวิน ถ้าลูกสงสัย ทำไมไม่ถามเธอไปตรงๆ"
"เพราะผมรู้จักธารินดี" ภาวินพูดเสียงแผ่ว "ถ้าแม่ไปถาม เธอจะปิดกั้นทุกอย่าง และอาจจะพาลูกหนีไปด้วย"
แม่ของเขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"ก็จริง ธารินเป็นคนแบบนั้น" แม่ของเขารู้จักผู้หญิงคนนั้นดีพอสมควร
ตั้งแต่เธอมาทำงานที่ไร่ชา ธารินเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจากับใครมากนัก และระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
"ผมอยากให้แม่ช่วยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง"
แม่ของภาวินมองลูกชายด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า
"ก็ได้ แม่จะไม่พูดอะไรกับเธอ แต่ลูกต้องแน่ใจนะวิน ว่าลูกพร้อมจะรับมือกับความจริง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน"
ภาวินเงียบไป เขาไม่แน่ใจเลยว่า ถ้าธารินยืนยันว่าเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก หัวใจของเขาจะรับมันได้หรือเปล่า
แม่ของภาวินมองลูกชายอย่างจริงจังก่อนจะถามเสียงเรียบ
"วิน ถ้าน้องภีมเป็นลูกของลูกจริงๆ ลูกจะรับผิดชอบแค่เด็ก หรือทั้งแม่ทั้งลูก"
ภาวินชะงักไป ดวงตาของเขาสั่นไหวกับคำถามนั้น
"ผม" เขาอ้าปากจะตอบ แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
แม่ของเขาถอนหายใจยาว
"แม่แค่อยากให้ลูกคิดให้ดี ธารินไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องการแค่เงินเลี้ยงลูก เธอเข้มแข็งพอที่จะอยู่ได้โดยไม่มีใคร
ลูกต้องแน่ใจว่าถ้าจะรับผิดชอบ มันไม่ใช่แค่เพราะความผิดพลาดในอดีต แต่มันต้องเป็นเพราะหัวใจของลูกเอง"
ภาวินกำมือแน่น สมองของเขาสับสนเกินกว่าจะหาคำตอบได้ในตอนนี้ แม่ของภาวินมองลูกชายด้วยสายตาแน่วแน่
ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"วิน ถ้าลูกคิดจะรับผิดชอบแค่เด็ก ก็อย่าไปทำร้ายเธออีกเลย ปล่อยเธอกับลูกไปแบบนี้ดีกว่านะลูก"
ภาวินรู้สึกเหมือนถูกกระแทกเข้าที่อก คำพูดของแม่ทำให้เขาหายใจติดขัด
"แต่แม่ เขาเป็นลูกของผมนะ ผมจะปล่อยไปได้ยังไง"
"แล้วแม่ของเด็กล่ะ" แม่ของเขาตอบกลับทันที
"ลูกเคยคิดบ้างไหมว่าธารินต้องผ่านอะไรมาบ้างตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ถ้าลูกจะเข้ามาในชีวิตเด็ก
แต่มองข้ามความเจ็บปวดของแม่เขา ลูกก็ไม่ต่างจากผู้ชายใจร้ายที่ทิ้งเธอไปเมื่อก่อน"
ภาวินเม้มปากแน่น คำพูดของแม่กระแทกเข้าไปในใจของเขาอย่างจัง
"แม่ไม่ได้บอกให้ลูกยอมแพ้หรอกนะ" น้ำเสียงของแม่อ่อนลง
"แต่ถ้าลูกจะรับผิดชอบ ก็ต้องรับผิดชอบทั้งแม่ทั้งลูก ไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกผิดหรือเพราะต้องการลูกคืนมา
แต่เพราะลูกพร้อมจะเป็นครอบครัวให้พวกเขาจริงๆ"
ภาวินเงียบไป เขารู้แล้วว่าความรู้สึกของตัวเองกำลังสับสนเขาต้องหาคำตอบให้ได้ว่า
เขาอยากได้ลูกคืน หรืออยากได้ทั้งลูกและแม่ของเด็กกลับมาในชีวิตของเขาจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ภาวินตื่นแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง รีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินไปยังทางเดินหน้าบ้าน เขายืนรออยู่ตรงนั้น ดวงตาคอยจับจ้องไปยังบ้านพักของธารินและไม่นานเกินรอเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังขึ้น ธารินขับมันออกมาพร้อมกับภีมที่นั่งซ้อนท้ายเล็กๆ อยู่ข้างหลัง ใส่หมวกกันน็อกใบเล็กจนดูน่ารัก ภาวินก้าวออกไปดักหน้าทั้งสองคนทันที"เดี๋ยวฉันไปส่งเอง" เขาพูดขึ้น น้ำเสียงนั้นฟังดูมั่นใจธารินชะงัก มองเขาด้วยแววตาตื่นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉยเหมือนเดิม"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปเองได้" เธอตอบทันที โดยไม่ต้องคิด"แต่เธอขับมอเตอร์ไซค์ไปทุกวัน มันอันตรายนะธาริน" ภาวินยังไม่ยอมถอย"ฉันทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย""แต่ ""ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง แต่น้องภีมเป็นลูกฉัน ฉันดูแลเขาเองได้"ธารินพูดจบก็สตาร์ตรถอีกครั้ง เตรียมจะออกรถ แต่เด็กชายตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างหลังกลับหันมามองภาวินด้วยความสงสัย"คุณลุงอยากไปด้วยเหรอครับ"ภาวินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมสบกับดวงตากลมโตของเด็กชาย ก่อนที่ธารินจะเอื้อมมือไปจับหมวกกันน็อกของลูกชายเบาๆ"ไม่ต้องสนใจค่ะน้องภีม เราไปกันเถอะ"จากนั้น เธอก็ขั
ภาวินยังคงพยายามเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ แต่ในเมื่อมีโอกาสเขาก็ไม่พลาดที่จะถามเกี่ยวกับพ่อของภีม"แล้วพ่อของน้องภีมล่ะครับ"ป้าจันทร์เงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังคิดหาคำพูดที่เหมาะสม ก่อนจะตอบออกมา"ธารินบอกว่าเขาตายไปแล้วค่ะ" ป้าจันทร์พูดเสียงเบา น้ำเสียงแฝงความเศร้า "เธอเคยบอกว่าเขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง แล้วจากไปตอนที่ภีมยังเล็ก"ภาวินนิ่งไปสักพัก คำตอบนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกใจและไม่ค่อยเชื่อเท่าไรทำไมธารินถึงบอกว่าเขาตายไปเขานึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ระหว่างเขากับธาริน แม้จะเคยพูดกันไว้แต่ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยแล้วทำไมธารินถึงปิดบังเรื่องนี้จากเขา"แล้วน้องภีมรู้หรือยังครับว่าพ่อของเขาเป็นใคร" ภาวินถามออกไปอีกครั้งป้าจันทร์หันมามองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะส่ายหัวเบาๆภาวินถอนหายใจออกมาเงียบๆ เขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้ธารินเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้จากเขา แต่ในใจลึกๆ เขารู้ว่า มีบางสิ่งที่เขาต้องตามหาคำตอบภาวินเริ่มนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินจากป้าจันทร์ เสียงของคำถามก้องในหัวไม่หยุดนิ่ง"น้องภีมหกขวบ ธารินบอกว่าพ่อของเขาตายไปแล้ว แล้วช่วงเวลาที่เราเลิกกัน... มัน... มันคงไม่ใช่เรื่
ภาวินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามต่อ"แล้วธารินมาทำงานที่นี่ได้ยังไงครับ"แม่เลี้ยงวรรณิศาหันมามองลูกชาย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ"เธอเป็นญาติห่างๆ ของป้าจันทร์ แกเลยพามาฝากงานกับแม่ ตอนนั้นเธอพึ่งจะคลอดลูกได้เพียงสามเดือน"ภาวินขมวดคิ้วแน่น นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ธารินกับป้าจันทร์มีความเกี่ยวข้องกัน"ตอนนั้นแม่เห็นว่าเด็กผู้หญิงตัวคนเดียว พาลูกเล็กๆ มาด้วย ก็คงลำบากไม่น้อย" แม่เลี้ยงวรรณิศาพูดต่อน้ำเสียงเรียบเฉย "แม่เลยให้เธอทำงานที่แผนกบัญชีของไร่ จะได้มีรายได้ดูแลตัวเองกับลูก"ภาวินกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว "พาลูกเล็กๆ มาด้วย" ทำให้หัวใจของเขารู้สึกหนักอึ้ง "เธอเป็นพนักงานบัญชี แต่เธอเรียนบัญชีที่มหาวิทยาลัย" เขาเผลอพูดออกมา ก่อนจะหยุดชะงักใช่ เธอเคยเรียนบัญชี แล้วทำไมวุฒิของเธอถึงมีแค่ ม.6เขาอยากถาม อยากรู้ว่าธารินผ่านอะไรมาบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือคำตอบที่อาจจะทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ตัวเองไม่อยากรับรู้แม่เลี้ยงวรรณิศามองภาวินด้วยสายตาจับสังเกต ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ"ทำไมถึงถามเรื่องธารินนักล่ะวิน ลูกรู้จักเธอมาก่อนเหรอ"ภาวินชะงักไปชั
ภาวินมองตามร่างของธารินที่รีบพาลูกชายเดินจากไป ความรู้สึกหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในใจเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมเธอถึงได้อยู่ในบ้านของเขา และที่สำคัญเด็กคนนั้นเป็นลูกใครกันแน่ภาวินเดินเข้าไปในบ้านของตัวเองด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยคำถาม เขาเห็นมารดาของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาภายในบ้าน ราวกับไม่รับรู้ถึงความวุ่นวายในใจของเขา“แม่ครับ” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย “ผู้หญิงคนนั้น... ธาริน เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”แม่เลี้ยงวรรณิศาหันมามองลูกชาย ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนจานรองอย่างสงบ“แม่เป็นคนรับเธอเข้าทำงานเอง” เธอพูดเรียบๆ“อะไรนะครับ” ภาวินขมวดคิ้วแน่น “เธอทำงานที่นี่นานหรือยังครับ”แม่เลี้ยงวรรณิศาสบตาลูกชาย สีหน้าของเธอไม่ได้แปลกใจต่อปฏิกิริยาของเขาแม้แต่น้อย“ธารินเป็นเด็กดี ขยันและซื่อสัตย์ แม่เห็นว่าเธอมีความสามารถด้านบัญชี แม้จะมีวุฒิแค่มัธยมปลาย แต่เธอก็เรียนรู้งานได้เร็ว และที่สำคัญแม่เชื่อใจเธอ”ภาวินกัดฟันแน่น รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ ติดอยู่ในอก“แม่รู้จักเธอมากแค่ไหนกันแน่” เขาถามเสียงเข้ม “แม่รู้ไหมว่าเธอเคยเป็น”“แม่รู้” แม่เลี้ยงวรรณิศาตัดบท สายตาของเธอแฝงไปด้วยความลึกซึ้
7 ปีที่เปลี่ยนไปภาวินกลับมาเชียงใหม่ กลับมาที่ไร่ชาของครอบครัว หลังจากใช้ชีวิตตามใจตัวเองมาหลายปีแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมแม่ของเขาเรียกตัวกลับมา เพราะถึงเวลาที่เขาต้องรับผิดชอบธุรกิจของครอบครัว ไม่มีใครให้เขาเที่ยวเล่นอีกแล้วทว่า สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือ การกลับมาครั้งนี้ จะทำให้เขาได้พบกับใครบางคนที่เขาเคยทอดทิ้งไปภาวินก้าวเท้าเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างยังคงเดิม กลิ่นใบชาแห้งหอมกรุ่นโชยมาจากโรงคั่วชาไม่ไกลจากตัวบ้านแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเสียงหัวเราะของเด็กเล็กที่วิ่งเล่นอยู่ตรงระเบียงบ้านภาวินขมวดคิ้วมองเด็กน้อยคนนั้น เด็กชายตัวเล็กอายุประมาณ 5-6 ขวบ ผิวขาว ตากลมโต ใบหน้าของเขาทำให้ภาวินรู้สึกแปลกใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะยิ่งมองเขายิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้คุ้นตาเหลือเกิน"คุณวินคะ!" เสียงป้าจันทร์ แม่บ้านเก่าแก่ของไร่ชาเรียกเขาอย่างดีใจ ก่อนจะเดินเข้ามารับกระเป๋าของเขา"กลับมาซะทีนะคะ แม่เลี้ยงรอคุณนานแล้วนะคะเข้าบ้านเถอะค่ะ"ภาวินพยักหน้ารับ พลางหันไปมองเด็กคนนั้นอีกครั้ง"ป้าจันทร์ เด็กคนนี้เป็นลูกเป็นใคร" เขาถามตรงๆป้าจันทร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่
มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพเสียงกีตาร์โปร่งดังแผ่วเบาใต้ต้นจามจุรีในสวนหลังคณะ ภาวินนั่งเอนหลังพิงต้นไม้ มือหนาเกาเส้นสายของเครื่องดนตรีอย่างสบายใจ ท่ามกลางเสียงพูดคุยหยอกล้อของกลุ่มเพื่อนรอบตัวธารินนั่งข้างเขา เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่โดดเด่นหรือมีเสน่ห์สะดุดตาแบบสาวๆ ที่มักรายล้อมภาวิน แต่เธอมีบางอย่างที่ดึงดูดเขาเสมอรอยยิ้มที่จริงใจ และ แววตาที่ไม่เคยเห็นเขาเป็นแค่ผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่ง“รินเธอเป็นแฟนฉันแล้วนะ” ภาวินพูดขึ้นมาในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่เดินเล่นริมบึงน้ำธารินหัวเราะเบาๆ ก่อนหันไปมองเขา “เราเป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้ว”“ฉันมีเพื่อนเยอะแล้ว” เขายักคิ้วเจ้าเล่ห์ “และฉันอยากได้เธอมาเป็นแฟนมากกว่า”ธารินเคยบอกตัวเองว่าภาวินเป็นคนอันตราย เขาเป็นเพลย์บอยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ คนที่ควงสาวไม่ซ้ำหน้า แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรเขากลับกลายเป็นคนที่เธอหลีกหนีไม่ได้ภาวินไม่เคยปล่อยให้เธอรู้สึกเหงา แม้ว่าเขาจะยุ่งกับกิจกรรมมหาวิทยาลัยมากแค่ไหนเขาขี่มอเตอร์ไซค์มารับเธอทุกเช้า ส่งเธอที่คณะก่อนจะไปเรียนของตัวเองหรือบางวันที่ฝนตกหนัก เขาก็จะถอดเสื้อแจ็กเก็ตมาคลุมหัวให้เธอ แล้วบ่นว่า "ขี่รถใ





![[NL]ปฏิญาณร้าย ทลายใจอัลฟ่า](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

