Share

บทที่ 3

Author: เถียนฉานีนี
หลังจากกินมื้อเย็นที่รสชาติจืดชืดไร้ความอร่อยจบลง

ลู่กวานหลานก็หิ้วชานมสองแก้วมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

สาคูมะม่วงส้มโอใส่น้ำแข็งสองแก้ว

แก้วหนึ่งเป็นของเสิ่นจาวหยวน ส่วนอีกแก้วเป็นของฉัน

เสิ่นจาวหยวนดูดไปอึกหนึ่ง ก็ยกนิ้วโป้งให้เขา

“นายเนี่ยรู้ใจฉันที่สุดเลย ฤดูร้อนแบบนี้มันก็ต้องกินของเย็นๆ สิถึงจะชื่นใจ!”

ฉันประคองชานมแก้วนั้นไว้ ความเย็นเฉียบซึมซาบจากฝ่ามือลามเข้าไปถึงขั้วหัวใจทีละนิด

ก่อนที่จะได้เจอเสิ่นจาวหยวน ลู่กวานหลานเคยบอกว่าเขาก็มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งเหมือนกัน

เป็นพี่ชายที่แสนจะเพอร์เฟกต์จนคนที่บ้านมองเห็นแค่พี่ชายคนนั้น

ฉันเคยคิดไปเองอย่างซื่อบื้อว่าฉันกับเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน

แต่หลังจากที่ได้รู้จักกับเสิ่นจาวหยวน ลู่กวานหลานกลับพูดว่า

“น้องสาวเธอเนี่ยน่ารักน่าเอ็นดูกว่าเธอจริงๆ ด้วย”

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังชอบลู่กวานหลานอยู่ดี

เขาเป็นคนเดียวที่เวลาคิดถึงเสิ่นจาวหยวนแล้วยังจำได้ว่ามีฉันอยู่อีกคน

ของที่ซื้อมาฝากก็มักจะเป็นของที่เหมือนกันเป๊ะสองชิ้นเสมอ

แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ของขวัญสองชิ้นนั้น กลายเป็นของที่เสิ่นจาวหยวนชอบเพียงคนเดียว

“ซิงซิง ยืนเหม่ออะไรอยู่น่ะ รีบดื่มสิ อุตส่าห์ตั้งใจซื้อมาฝากเลยนะ”

ลู่กวานหลานเห็นฉันไม่ขยับ ก็เอ่ยปากเร่งขึ้นมาลอยๆ

ทว่าสายตากลับยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเสิ่นจาวหยวน

ฉันมองหน้าเขา แล้วเอ่ยปากอธิบาย

“ลู่กวานหลาน ฉันแพ้มะม่วง แถมกระเพาะก็ไม่ค่อยดี กินของเย็นไม่ได้”

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดลงไปชั่วขณะ

ลู่กวานหลานขมวดคิ้ว คล้ายกับกำลังพยายามนึก ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจสุดๆ

“มีงี้ด้วยเหรอ? ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเธอก็เคยกินมะม่วงนี่นา”

“อีกอย่าง ฤดูร้อนแบบนี้ ร้านชานมที่ไหนเขาไม่ใส่น้ำแข็งกันบ้าง”

“เธอเลิกทำตัวสำออยแบบนี้จะได้ไหม?”

แต่ครั้งนั้นที่เขาพูดถึง มันคือครั้งแรกที่ฉันกินมะม่วง

ลู่กวานหลานร้องไห้ฟูมฟายขอโทษฉัน พร้อมกับสัญญาว่าวันหลังจะจำให้ขึ้นใจว่าฉันแพ้มะม่วง

ที่แท้คำว่าวันหลังของเขา มันก็มีอายุแค่สามปีสั้นๆ เท่านั้นเอง

เสิ่นหวยอันคนเป็นพี่ชายแค่นเสียงเย็นชาอยู่ข้างๆ

“เสิ่นฝานซิง แกกะจะปั้นหน้าบูดตอนที่ทุกคนกำลังอารมณ์ดีอีกแล้วใช่ไหม?”

ฉันหลุบตาลงอย่างผิดหวัง รู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่ได้เลือกมหา'ลัยในปักกิ่ง

ไม่อย่างนั้นคงต้องทนรับความหมางเมินและคำต่อว่าไร้สาระพวกนี้ไปอีกตั้งสี่ปีเต็ม

วันต่อมา พ่อกับแม่ตั้งใจจะไปจองโรงแรมสำหรับจัดงานเลี้ยงฉลองสอบติดมหา'ลัย

บริเวณใต้ตึกในหมู่บ้าน ฉันยืนอึดอัดทำตัวไม่ถูกอยู่กับที่

แสงแดดแผดเผาในเดือนสิงหาคมแผดเผาถนนยางมะตอยจนร้อนระอุ ลามมาแผดเผาผิวของฉันจนแสบไปหมด

พ่อเอ่ยปากเร่ง “ทำไมแกยังไม่ขึ้นรถมาอีก?”

“ไม่มีที่นั่งของหนูค่ะ”

คิ้วของพ่อขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

“โตป่านนี้แล้ว แกเบียดนิดเบียดหน่อยไม่เป็นหรือไง”

แม่พูดผสมโรงตาม

“น้องสาวแกเมารถ นั่งได้แค่ข้างหน้า แกก็หัดรู้ความซะบ้างสิ”

แต่เสิ่นจาวหยวนที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับกำลังปรับที่บังแดดอย่างสบายใจ

เบาะหลังมีแม่กับพี่ชายนั่งพิงกันไปคนละฝั่ง

ลู่กวานหลานถูกประกบอยู่ตรงกลาง ในมือยังอุ้มกระเป๋าคอมพิวเตอร์ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อให้เสิ่นจาวหยวนเอาไว้แน่น

ไม่มีที่ว่างตรงไหนเหลือเผื่อไว้ให้ฉันเลยสักนิด

ต่อให้ฝืนเบียดเข้าไป ฉันก็คงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับหมาจรจัดที่ต้องขดตัวอย่างทุลักทุเล

“นั่งไม่พอแล้วค่ะ”

“งั้นแกก็เรียกแท็กซี่ไปที่โรงแรมเองแล้วกัน ยังไงก็ไม่ได้ไกลอะไรอยู่แล้ว”

ฉันพยักหน้า แล้วก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“พวกพ่อไปกันเถอะ เดี๋ยวหนู…”

พูดยังไม่ทันจบ พ่อก็เหยียบคันเร่งมิด รถพุ่งทะยานออกไปไกลลิบ

ควันไอเสียพ่นใส่หน้าฉัน ทำเอาสำลักจนจมูกแสบจี๊ด

ฉันเดินตามทางเดิมกลับเข้าบ้านอย่างช้าๆ

เดินเข้าไปในครัว ต้มบะหมี่ให้ตัวเองชามหนึ่ง

ใส่พริกเผ็ดจัดลงไป

เผ็ดจนน้ำตาฉันไหลรินออกมา

แต่ฉันกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย

พอกินบะหมี่เสร็จ ฉันก็ล้างชามจนสะอาด แล้วเช็ดเคาน์เตอร์เตาแก๊สจนแห้ง

มือถือในกระเป๋าสั่นครืด เป็นข้อความเสียงที่แม่ส่งมา

เสียงพื้นหลังดังจอแจ มีแต่เสียงหัวเราะชื่นชมเสิ่นจาวหยวน

“ซิงซิง ทำไมแกยังมาไม่ถึงอีก?”

“รีบเรียกแท็กซี่มาเดี๋ยวนี้เลย อย่าปล่อยให้พวกฉันต้องรอนาน!”

หลังจากลังเลอยู่แวบหนึ่งว่าจะบล็อกหรือจะตอบกลับดี

สุดท้ายฉันก็ตอบกลับไปแค่สองคำสั้นๆ “ไม่ไป”

หลังจากกลับเข้ามาในห้อง ฉันก็เริ่มเก็บข้าวของ

เสื้อผ้าเอาไปแค่ที่ใส่ในฤดูนี้ก็พอ ส่วนเสื้อกันหนาวหนาๆ ค่อยไปหาซื้อเอาที่หนานเฉิง

พวกของจุกจิกอื่นๆ รวมถึงแท็บเล็ตสำหรับอ่านหนังสือสีเทาเครื่องนั้น ฉันวางทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือทั้งหมด

แต่พอเปิดกระปุกออมสินออกดู ข้างในกลับมีเศษเงินเหลืออยู่แค่หนึ่งร้อยหกสิบบาท

แบงก์ใหญ่ๆ หายเกลี้ยงไปหมด

ฉันรื้อหาจนทั่วทั้งห้อง แต่ก็ไม่เจออะไรเลย

เงินมันอันตรธานหายไปไหนหมด?

ในขณะที่ฉันกำลังสติแตกจนอยากจะโทรแจ้งตำรวจ ประตูก็ถูกเปิดออก

เสิ่นจาวหยวนแกว่งกำไลทองที่ข้อมือไปมาให้ฉันดู

“สวยไหม? แม่ซื้อให้ฉันแหละ แพงมากเลยนะ ตั้งหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทเชียว”

ยอดเงินที่หายไปจากกระปุกออมสินก็คือหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทพอดีเป๊ะ

ฉันหันไปมองแม่ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

“แม่แอบเอาเงินของหนูไปเหรอ?”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 10

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สี่ปีให้หลังบนบอร์ดประกาศรายชื่อนักศึกษาที่ได้รับโควตาเรียนต่อปริญญาโทของมหาวิทยาลัยหนานเฉิง ชื่อของฉันปรากฏหราเป็นอันดับหนึ่งของคณะเคมีตลอดสามปีที่เรียนปริญญาโท ฉันกวาดรางวัลที่สามารถคว้ามาได้ของมหาวิทยาลัยมาจนหมดเกลี้ยงแถมยังได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระดับ SCI ในฐานะผู้แต่งชื่อแรกถึงสามฉบับ และได้เข้าร่วมทำโปรเจกต์สำคัญระดับชาติกับอาจารย์ที่ปรึกษาอีกด้วยฉันไม่ใช่ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องหดหัวอยู่ในห้องเก็บของ และทำได้แค่กินเนื้อแตงโมติดเปลือกเพื่อขอเศษเสี้ยวความสนใจจากพ่อแม่อีกต่อไปแล้วฉันสยายปีกที่แข็งแกร่ง บินข้ามน้ำข้ามทะเล จนค้นพบท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่เป็นของตัวเองรายได้จากงานพาร์ตไทม์ในตอนนี้ มากพอที่จะจ่ายทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพทั้งหมดของฉันได้สบายๆแถมยังเหลือพอให้ฉันไปกินอาหารทะเลมื้อหรูริมชายหาดได้เป็นครั้งคราวด้วยฉันเปลี่ยนมือถือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และซื้อกระโปรงสวยๆ มาใส่ตั้งหลายตัวฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความสุขกว่าสิบแปดปีที่อยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นรวมกันเป็นหมื่นเท่าพวกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวและเพื่อนฝูงก่อนหน้านี้ ก็เคยแวะเวียนมาหาฉ

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 9

    ฉันทำหูทวนลม ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วเก็บส้มบนพื้นใส่กลับลงไปในถุงทีละลูกจากนั้น ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเขา“เห็นใจเรื่องอะไร? ฉันเป็นลูกสาวที่แสนดีมาตั้งสิบแปดปี ตอนนี้ก็แค่เลือกมหา'ลัยที่ตัวเองชอบ มันผิดตรงไหนไม่ทราบ?”เสิ่นหวยอันถูกฉันตอกกลับจนเถียงไม่ออก เขาชี้หน้าฉันด้วยความโกรธจัดที่ถูกหักหน้า“แกมันเห็นแก่ตัว! เลือดเย็น! ฉันรู้อยู่แล้วเชียว ว่าตั้งแต่เล็กจนโตแกมันเป็นพวกน่ารังเกียจ ตอนนี้ยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานเข้าไปใหญ่!”“จาวจาวเครียดเรื่องของแก จนไม่มีอารมณ์เตรียมตัวเปิดเทอมที่ชิงต๋าแล้ว แกยังจะมีความสุขลงอีกเหรอ!”“นั่นมันก็เรื่องของเธอ”ฉันหิ้วถุงผลไม้ เดินขึ้นตึกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง“อ้อ คราวหน้าถ้ามากระชากของฉันอีก ฉันแจ้งความแน่”เสิ่นหวยอันแผดเสียงคำรามลั่นอยู่ข้างหลัง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าตามขึ้นมาอยู่ดีคนที่สาม คือลู่กวานหลานในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีฝนตกปรอยๆฉันเดินกางร่มออกมาจากห้องสมุด แต่กลับเห็นใครคนหนึ่งยืนตากฝนอยู่ลู่กวานหลานเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมยุ่งเหยิงลู่แนบไปกับหน้าผากดวงตาคู่นั้นที่เคยทำให้ฉันใจเต้นแรง บัดนี้แดงก่ำ และกำลังจ้องมองมาที

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 8

    คนที่ตามหาฉันเจอเป็นคนแรกก็คือพ่อเขาไปขอตารางเรียนของฉันมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาคณะทันทีที่กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ฉันเดินออกจากห้องเรียน ก็เห็นพ่อยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินแล้วไม่ได้เจอกันแค่สองเดือน เขาดูแก่ลงไปตั้งสิบปีผมหงอกขาวไปครึ่งหัว แผ่นหลังก็ไม่ได้ตั้งตรงสง่าผ่าเผยเหมือนเมื่อก่อนวินาทีที่เห็นฉัน ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ รีบสาวเท้าเข้ามาหา หวังจะคว้ามือฉันเอาไว้“ฝานซิง! ในที่สุดพ่อก็ตามหาลูกจนเจอ!”ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเขา“พ่อมาทำไม?”ท่าทางของพ่อชะงักค้างอยู่กลางอากาศ บนใบหน้าฝืนปั้นรอยยิ้มเอาใจ“ฝานซิง กลับบ้านกับพ่อเถอะนะลูก”“แม่เขาร้องไห้อยู่บ้านทุกวันจนตาแทบจะบอดอยู่แล้ว”“จาวจาวก็เอาแต่เหม่อลอยไม่มีสติ ที่บ้านตอนนี้วุ่นวายเละเทะไปหมดแล้ว”ฉันจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วยล่ะ?“ทำไมลูกถึงพูดจาแบบนี้ล่ะ!”พ่อเริ่มร้อนรน เสียงดังขึ้นมาทันที“นั่นมันบ้านของลูกนะ! ลูก…ลูกรีบหนีออกมา ทะเบียนบ้านก็ไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย ยังไงก็ต้องกลับไปเอาไม่ใช่เหรอ?”ฉันแค่นยิ้ม“หนูไม่จำเป็นต้องใช้หรอก พ่อเก็บไว้ให้เสิ่นจาวหยวนใ

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 7

    รถไฟขบวนสีเขียวโยกเยกสั่นคลอนมุ่งหน้าลงสู่ทางใต้ที่ราบทางตอนเหนือ นอกหน้าต่างค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเนินเขาที่ทอดยาวและพื้นที่สีเขียวชอุ่มฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แข็งๆ มองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่พุ่งทะยานผ่านไป สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับได้ดึงหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจมาตลอดสิบแปดปีออกไปถึงแม้จะมีเลือดไหลออกมานิดหน่อย แต่ในที่สุดมันก็จะไม่กลัดหนองอักเสบอีกต่อไปแล้วเดือนสิงหาคมในหนานเฉิง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายชื้นๆ ของลมทะเลตอนที่ฉันลากกระเป๋าสัมภาระเดินออกจากสถานีรถไฟ รุ่นพี่ที่รับผิดชอบต้อนรับนักศึกษาใหม่ก็มารออยู่ก่อนแล้ว“น้องครับ เป็นเด็กปีหนึ่งหรือเปล่า? อยู่คณะอะไรครับ?”รุ่นพี่เดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น“คณะเคมีค่ะ”“ว้าว คณะของเด็กหัวกะทินี่นา! มาเลย รถของมหา'ลัยจอดอยู่ทางนี้ครับ!”เพราะเดินทางมาถึงมหา'ลัยล่วงหน้าครึ่งเดือน ฉันก็เลยทำเรื่องขอเข้าพักก่อนกำหนดได้สำเร็จห้องพักแบบสี่คน เตียงชั้นบนติดหน้าต่างรูมเมตคนอื่นๆ ยังไม่มีใครมา ในหอพักที่ว่างเปล่ามีเพียงเสียงลมพัดผ่านระเบียงเข้ามาเท่านั้นฉันใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายเก็บกวาดหอพัก

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 6

    แม่คว้ากระดาษแผ่นนั้นมาเมื่อสายตาปะทะเข้ากับคะแนนสูงลิ่วที่แทงตาและเลขบัตรประชาชนที่คุ้นเคย ก็รู้สึกหน้ามืดทะมึน ร่างกายโอนเอนแทบจะล้มลงเป็นเรื่องจริงลูกสาวที่เธอเพิ่งจะพูดจาด้อยค่าไปหยกๆ ว่า “สอบได้แค่ห้าร้อยกว่าคะแนน” คนนั้นลูกสาวที่เธอเพิ่งจะชี้หน้าด่าว่า “สู้อะไรน้องสาวไม่ได้เลยสักอย่าง” คนนั้นกลับกลายเป็นอันดับหนึ่งสายวิทย์ของทั้งเมือง!และคะแนนสอบเข้ามหาลัยของลูกสาวคนเล็กที่เธอแสนจะภาคภูมิใจนักหนา เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคะแนนรวม 91 คะแนนแล้ว กลับดูจืดชืดธรรมดาไปเลยที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะประกาศกร้าวต่อหน้าญาติพี่น้องนับร้อยคน ว่าถ้ารู้อย่างนี้ตอนนั้นตั้งท้องแค่ลูกสาวคนเล็กมาคนเดียวก็ดีหรอกเสียงซุบซิบนินทารอบด้านในตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นคำเยาะเย้ยถากถางที่บาดหู“คนเป็นแม่ก็ลำเอียงเกิ๊น ลูกสอบได้ที่หนึ่งของเมืองทั้งคนกลับไม่เห็นหัวซะงั้น?”“ฉันว่านะ ยัยนี่จงใจเหยียบลูกคนโตเพื่อดันลูกคนเล็กชัดๆ ผลสุดท้ายรอบนี้เป็นไงล่ะ เตะโดนตอเข้าให้แล้วสิ!”สีหน้าของเสิ่นจาวหยวนซีดเผือดลงในพริบตา เธอพยายามจะซ่อนกำไลทองที่ข้อมือไว้ข้างหลังตามสัญชาตญาณ“มะ ไม่มีทางเป็นไปได้ห

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 5

    อีกด้านหนึ่ง ณ โรงแรมอวิ๋นจิ่งภายในห้องจัดเลี้ยงบนชั้นดาดฟ้าตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า แขกเหรื่อต่างดื่มด่ำชนแก้วกันอย่างสนุกสนาน ญาติสนิทมิตรสหายแทบทุกคนต่างก็มาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าแม่สวมชุดกี่เพ้าสีแดงเข้ม เดินทักทายแขกเหรื่อในงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสส่วนพ่อก็ถือแก้วไวน์ พูดคุยหัวเราะร่าอยู่กับบรรดาพาร์ตเนอร์ธุรกิจเจอใครก็เอาแต่โอ้อวดว่าลูกสาวคนเล็กของตัวเองเก่งกาจได้ดั่งใจแค่ไหน“เหล่าเสิ่น ลูกจาวหยวนบ้านนายเนี่ย เป็นแบบอย่างของลูกบ้านอื่นมาตั้งแต่เด็กเลยนะ ครั้งนี้ยิ่งเก่งเข้าไปใหญ่ สอบติดชิงต๋าได้ อนาคตข้างหน้าต้องรุ่งโรจน์สดใสแน่นอน!”คุณลุงพุงพลุ้ยคนหนึ่งชูแก้วขึ้นกล่าวเยินยอพ่อเชิดหน้าขึ้นกระดกเหล้าในแก้วจนหมดด้วยความภาคภูมิใจ“ที่ไหนกันเล่า ก็แค่ตัวเด็กมันใฝ่ดีรักเรียนเอง คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างพวกเราไม่ได้ต้องมานั่งปวดหัวอะไรเลย ก็แค่พยายามซัพพอร์ตมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาก็แค่นั้นแหละ!”แม่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะจนหุบปากไม่ลง ควงแขนเสิ่นจาวหยวนด้วยความรักใคร่เอ็นดู“จาวหยวน กำไลวงนี้สวยจังเลย ซื้อมาใหม่ล่ะสิ?”คุณป้าตาไวคนหนึ่งสังเกตเห็นเสิ่นจาวหยวนยังไม

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status