Share

บทที่ 4

Penulis: เถียนฉานีนี
แม่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแล้วสวนกลับมาทันควัน

“อะไรที่เรียกว่าเงินของแกล่ะ? ข้าวแกก็กินของฉัน น้ำแกก็ดื่มของฉัน แค่เอาเงินแกมาใช้นิดหน่อยทำเป็นรับไม่ได้หรือไง? เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!”

มันไม่เหมือนกันสักหน่อย

ถ้าที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงินจริงๆ ฉันก็ยินดีเอาเงินออกมาให้ใช้ฉุกเฉินอยู่แล้ว

แต่แม่เอาไปเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นอะไรให้เสิ่นจาวหยวนต่างหาก

ฉันขึ้นเสียงดังลั่น

“เอาของคนอื่นไปโดยไม่บอกกล่าวก็คือขโมย! แม่กำลังทำผิดกฎหมายอยู่นะ!”

พี่ชายผุดลุกพรวดจากเก้าอี้ ชี้หน้าด่าฉันอย่างเกรี้ยวกราด

“เสิ่นฝานซิง หุบปากเน่าๆ ของแกเดี๋ยวนี้นะ!”

“ขโมยบ้าอะไร นั่นแม่แท้ๆ ของพวกเรานะ!”

ลู่กวานหลานขมวดคิ้ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคยชินกับการสั่งสอน

“ซิงซิง เธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วนะ คนครอบครัวเดียวกันจะมาพูดเรื่องขโมยอะไรกัน?”

“ที่คุณน้าเอาเงินเธอไป ก็คงเพราะเห็นว่าเด็กผู้หญิงอย่างเธอเก็บเงินสดไว้เยอะๆ มันไม่ปลอดภัยล่ะมั้ง”

“อีกอย่าง จาวจาวสอบติดชิงต๋า เธอเป็นพี่สาว ซื้อของขวัญฉลองให้น้องสาวมันก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วนี่!”

แต่นั่นมันคือเงินแต๊ะเอียที่ฉันประหยัดอดออม ไม่กล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียวมาตลอดสิบแปดปีเต็มเลยนะ

ฉันไม่กล้าซื้อชุดเจ้าหญิง ไม่กล้าซื้อขนม แม้แต่ชานมสักแก้วก็ยังตัดใจซื้อไม่ลง

“เอาคืนมานะ”

ฉันจ้องหน้าแม่ นัยน์ตาแดงก่ำ

“เอาเงินของหนูคืนมาเดี๋ยวนี้”

แม่เบือนหน้าหนีอย่างคนมีความผิดติดตัว แต่ไม่นานก็กลับมาทำหน้าตาขึงขังอย่างคนถือดี

“ฉันใช้หมดไปตั้งนานแล้ว! ร้านทองเขาซื้อแล้วไม่รับคืนย่ะ!”

“อีกอย่าง แกสอบได้คะแนนแค่นั้น มีหน้าอะไรมาทวงเงินก้อนนี้ฮะ!”

เสิ่นจาวหยวนขอบตาแดงเรื่อ ดึงแขนเสื้อแม่เบาๆ

“แม่คะ อย่าทะเลาะกับพี่เลยค่ะ เป็นความผิดของหนูเอง…”

“เอาสร้อยข้อมือทองไปโรงรับจำนำก็ได้ค่ะ ส่วนเงินที่ขาดเดี๋ยวเอาเงินแต๊ะเอียของหนูมาโปะเอง”

ปากบอกว่าจะคืน แต่สองมือกลับกุมสร้อยข้อมือทองเอาไว้แน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด

แม่รีบเอาตัวบังปกป้องเธอด้วยความสงสารจับใจทันที

“เสิ่นฝานซิง เดี๋ยวนี้แกปีกกล้าขาแข็งนักนะ!”

“ไสหัวกลับไปสำนึกผิดในห้องซะ ถ้าฉันไม่อนุญาตก็ห้ามออกมาเด็ดขาด!”

พี่ชายก้าวพรวดเข้ามาข้างหน้า กระชากแขนฉันลากถูลู่ถูกังกลับไปที่ห้องราวกับหิ้วปีกแม่ไก่

“ไม่! หนูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย!”

ฉันดิ้นรนสุดชีวิต

แต่ท้ายที่สุดก็สู้แรงผู้ชายตัวโตๆ ไม่ได้อยู่ดี

ประตูห้องถูกปิดดังปัง

ฉันพิงแผ่นหลังกับบานประตู ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง

ได้ยินเสียงปลอบประโลมดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะผ่านบานประตู

พวกเขาทุกคนต่างก็บอกว่าแม่ไม่ผิด เสิ่นจาวหยวนคือผู้บริสุทธิ์

คนที่ทำผิดคือฉัน โทษฐานที่ฉันมันเห็นแก่ตัวเกินไป

แต่เงินแต๊ะเอียของเสิ่นจาวหยวนน่ะ มันมากกว่าของฉันเป็นสิบเป็นร้อยเท่าเลยนะ

ทำไมถึงต้องมาปิดบังและบังคับให้ฉันเสียสละเพื่อเธอด้วยล่ะ?

ฉันนอนขดตัวคุดคู้ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเจ็บปวดอยู่เงียบๆ

หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้น เพื่อเป็นการลงโทษที่ฉันทำตัววุ่นวาย ทุกคนต่างก็เมินเฉยต่อการมีอยู่ของฉัน

กินข้าวก็ไม่เรียก ออกไปข้างนอกก็ไม่พาไป

พวกเขาคงคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะทรมานฉันได้ และบีบให้ฉันยอมเป็นฝ่ายขอโทษ

แต่ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ฉันก็ถูกหมางเมินมาตลอดอยู่แล้วนี่

ฉันชินชามาตั้งนานแล้วล่ะ

ฉันอาศัยช่วงเวลาที่ยังไม่เปิดเทอม ไปหางานพาร์ทไทม์ทำแถวๆ บ้าน

ไม่มีใครสนใจหรอกว่าแต่ละวันฉันจะออกจากบ้านกี่โมง กลับบ้านกี่โมง

ยิ่งไม่มีใครสังเกตเห็น ว่าฉันกำลังค่อยๆ ลบเลือนร่องรอยการมีอยู่ของตัวเองในบ้านหลังนี้ไปทีละนิด

หนังสือเรียนตอน ม.ปลาย กระดาษทด ฉันเอาไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่าจนหมด

ของขวัญที่ลู่กวานหลานเคยให้ สมุดโน้ตที่เขาเคยสรุปไว้ให้ ฉันก็แพ็กส่งไปบริจาคให้เด็กบนดอยจนเกลี้ยง…

หลังจากได้รับใบตอบรับเข้าศึกษา ฉันก็กวาดสายตามองบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ตั้งแต่ตอนแปดขวบ ฉันถูกบังคับให้ยกห้องนอนตัวเองให้คนอื่น แล้วต้องย้ายมาซุกหัวนอนในห้องเก็บของแคบๆ

เพียงเพราะเสิ่นจาวหยวนต้องการห้องซ้อมเปียโนส่วนตัว

ผนังสีขาวในบ้าน มีแต่เกียรติบัตรของเสิ่นจาวหยวนแขวนโชว์หราอยู่เต็มไปหมด

ส่วนเกียรติบัตรของฉันน่ะเหรอ ถูกพับแล้วพับอีก สุดท้ายก็กลายไปเป็นกระดาษรองขาโต๊ะ

บ้านหลังนี้ ฉันไม่อยากอยู่มาตั้งนานแล้ว

ฉันหิ้วกระเป๋าสัมภาระที่มีอยู่เพียงน้อยนิด เรียกแท็กซี่ตรงไปที่สถานีรถไฟ

ระหว่างทาง มีสายโทรศัพท์กระหน่ำโทรเข้ามาไม่ขาดสาย เดาว่าคงจะโทรมาเร่งให้ฉันไปร่วมงานเลี้ยงฉลองสอบติดมหา'ลัยล่ะมั้ง

ฉันไม่รับเลยสักสายเดียว

งานเลี้ยงนั่นน่ะ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเสิ่นจาวหยวนจะต้องเป็นตัวเอกเพียงคนเดียว

ฉันไม่อยากไปเป็นฉากหลังสุดกร่อย ทนฟังญาติพี่น้องสลับสับเปลี่ยนกันเยินยอเธอ

แล้วค่อยหันมาส่งๆ ประโยคจืดชืดว่า…

“ซิงซิงก็สอบติดมหา'ลัยด้วยนี่ ดีจังเลยนะ” เพื่อปัดรำคาญฉันหรอก

ฉันบล็อกช่องทางการติดต่อของทุกคน แล้วก้าวขึ้นรถไฟขบวนสีเขียวมุ่งหน้าสู่เมืองหนานเฉิง

จากลากันครานี้ ชั่วชีวิตก็อย่าได้พบเจอกันอีกเลย

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 10

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สี่ปีให้หลังบนบอร์ดประกาศรายชื่อนักศึกษาที่ได้รับโควตาเรียนต่อปริญญาโทของมหาวิทยาลัยหนานเฉิง ชื่อของฉันปรากฏหราเป็นอันดับหนึ่งของคณะเคมีตลอดสามปีที่เรียนปริญญาโท ฉันกวาดรางวัลที่สามารถคว้ามาได้ของมหาวิทยาลัยมาจนหมดเกลี้ยงแถมยังได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยระดับ SCI ในฐานะผู้แต่งชื่อแรกถึงสามฉบับ และได้เข้าร่วมทำโปรเจกต์สำคัญระดับชาติกับอาจารย์ที่ปรึกษาอีกด้วยฉันไม่ใช่ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องหดหัวอยู่ในห้องเก็บของ และทำได้แค่กินเนื้อแตงโมติดเปลือกเพื่อขอเศษเสี้ยวความสนใจจากพ่อแม่อีกต่อไปแล้วฉันสยายปีกที่แข็งแกร่ง บินข้ามน้ำข้ามทะเล จนค้นพบท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่เป็นของตัวเองรายได้จากงานพาร์ตไทม์ในตอนนี้ มากพอที่จะจ่ายทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพทั้งหมดของฉันได้สบายๆแถมยังเหลือพอให้ฉันไปกินอาหารทะเลมื้อหรูริมชายหาดได้เป็นครั้งคราวด้วยฉันเปลี่ยนมือถือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และซื้อกระโปรงสวยๆ มาใส่ตั้งหลายตัวฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความสุขกว่าสิบแปดปีที่อยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นรวมกันเป็นหมื่นเท่าพวกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวและเพื่อนฝูงก่อนหน้านี้ ก็เคยแวะเวียนมาหาฉ

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 9

    ฉันทำหูทวนลม ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วเก็บส้มบนพื้นใส่กลับลงไปในถุงทีละลูกจากนั้น ฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเขา“เห็นใจเรื่องอะไร? ฉันเป็นลูกสาวที่แสนดีมาตั้งสิบแปดปี ตอนนี้ก็แค่เลือกมหา'ลัยที่ตัวเองชอบ มันผิดตรงไหนไม่ทราบ?”เสิ่นหวยอันถูกฉันตอกกลับจนเถียงไม่ออก เขาชี้หน้าฉันด้วยความโกรธจัดที่ถูกหักหน้า“แกมันเห็นแก่ตัว! เลือดเย็น! ฉันรู้อยู่แล้วเชียว ว่าตั้งแต่เล็กจนโตแกมันเป็นพวกน่ารังเกียจ ตอนนี้ยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานเข้าไปใหญ่!”“จาวจาวเครียดเรื่องของแก จนไม่มีอารมณ์เตรียมตัวเปิดเทอมที่ชิงต๋าแล้ว แกยังจะมีความสุขลงอีกเหรอ!”“นั่นมันก็เรื่องของเธอ”ฉันหิ้วถุงผลไม้ เดินขึ้นตึกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง“อ้อ คราวหน้าถ้ามากระชากของฉันอีก ฉันแจ้งความแน่”เสิ่นหวยอันแผดเสียงคำรามลั่นอยู่ข้างหลัง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าตามขึ้นมาอยู่ดีคนที่สาม คือลู่กวานหลานในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีฝนตกปรอยๆฉันเดินกางร่มออกมาจากห้องสมุด แต่กลับเห็นใครคนหนึ่งยืนตากฝนอยู่ลู่กวานหลานเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมยุ่งเหยิงลู่แนบไปกับหน้าผากดวงตาคู่นั้นที่เคยทำให้ฉันใจเต้นแรง บัดนี้แดงก่ำ และกำลังจ้องมองมาที

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 8

    คนที่ตามหาฉันเจอเป็นคนแรกก็คือพ่อเขาไปขอตารางเรียนของฉันมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาคณะทันทีที่กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ฉันเดินออกจากห้องเรียน ก็เห็นพ่อยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินแล้วไม่ได้เจอกันแค่สองเดือน เขาดูแก่ลงไปตั้งสิบปีผมหงอกขาวไปครึ่งหัว แผ่นหลังก็ไม่ได้ตั้งตรงสง่าผ่าเผยเหมือนเมื่อก่อนวินาทีที่เห็นฉัน ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ รีบสาวเท้าเข้ามาหา หวังจะคว้ามือฉันเอาไว้“ฝานซิง! ในที่สุดพ่อก็ตามหาลูกจนเจอ!”ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เบี่ยงตัวหลบสัมผัสของเขา“พ่อมาทำไม?”ท่าทางของพ่อชะงักค้างอยู่กลางอากาศ บนใบหน้าฝืนปั้นรอยยิ้มเอาใจ“ฝานซิง กลับบ้านกับพ่อเถอะนะลูก”“แม่เขาร้องไห้อยู่บ้านทุกวันจนตาแทบจะบอดอยู่แล้ว”“จาวจาวก็เอาแต่เหม่อลอยไม่มีสติ ที่บ้านตอนนี้วุ่นวายเละเทะไปหมดแล้ว”ฉันจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วยล่ะ?“ทำไมลูกถึงพูดจาแบบนี้ล่ะ!”พ่อเริ่มร้อนรน เสียงดังขึ้นมาทันที“นั่นมันบ้านของลูกนะ! ลูก…ลูกรีบหนีออกมา ทะเบียนบ้านก็ไม่ได้หยิบติดมือมาด้วย ยังไงก็ต้องกลับไปเอาไม่ใช่เหรอ?”ฉันแค่นยิ้ม“หนูไม่จำเป็นต้องใช้หรอก พ่อเก็บไว้ให้เสิ่นจาวหยวนใ

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 7

    รถไฟขบวนสีเขียวโยกเยกสั่นคลอนมุ่งหน้าลงสู่ทางใต้ที่ราบทางตอนเหนือ นอกหน้าต่างค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเนินเขาที่ทอดยาวและพื้นที่สีเขียวชอุ่มฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แข็งๆ มองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่พุ่งทะยานผ่านไป สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับได้ดึงหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจมาตลอดสิบแปดปีออกไปถึงแม้จะมีเลือดไหลออกมานิดหน่อย แต่ในที่สุดมันก็จะไม่กลัดหนองอักเสบอีกต่อไปแล้วเดือนสิงหาคมในหนานเฉิง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายชื้นๆ ของลมทะเลตอนที่ฉันลากกระเป๋าสัมภาระเดินออกจากสถานีรถไฟ รุ่นพี่ที่รับผิดชอบต้อนรับนักศึกษาใหม่ก็มารออยู่ก่อนแล้ว“น้องครับ เป็นเด็กปีหนึ่งหรือเปล่า? อยู่คณะอะไรครับ?”รุ่นพี่เดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น“คณะเคมีค่ะ”“ว้าว คณะของเด็กหัวกะทินี่นา! มาเลย รถของมหา'ลัยจอดอยู่ทางนี้ครับ!”เพราะเดินทางมาถึงมหา'ลัยล่วงหน้าครึ่งเดือน ฉันก็เลยทำเรื่องขอเข้าพักก่อนกำหนดได้สำเร็จห้องพักแบบสี่คน เตียงชั้นบนติดหน้าต่างรูมเมตคนอื่นๆ ยังไม่มีใครมา ในหอพักที่ว่างเปล่ามีเพียงเสียงลมพัดผ่านระเบียงเข้ามาเท่านั้นฉันใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายเก็บกวาดหอพัก

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 6

    แม่คว้ากระดาษแผ่นนั้นมาเมื่อสายตาปะทะเข้ากับคะแนนสูงลิ่วที่แทงตาและเลขบัตรประชาชนที่คุ้นเคย ก็รู้สึกหน้ามืดทะมึน ร่างกายโอนเอนแทบจะล้มลงเป็นเรื่องจริงลูกสาวที่เธอเพิ่งจะพูดจาด้อยค่าไปหยกๆ ว่า “สอบได้แค่ห้าร้อยกว่าคะแนน” คนนั้นลูกสาวที่เธอเพิ่งจะชี้หน้าด่าว่า “สู้อะไรน้องสาวไม่ได้เลยสักอย่าง” คนนั้นกลับกลายเป็นอันดับหนึ่งสายวิทย์ของทั้งเมือง!และคะแนนสอบเข้ามหาลัยของลูกสาวคนเล็กที่เธอแสนจะภาคภูมิใจนักหนา เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคะแนนรวม 91 คะแนนแล้ว กลับดูจืดชืดธรรมดาไปเลยที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะประกาศกร้าวต่อหน้าญาติพี่น้องนับร้อยคน ว่าถ้ารู้อย่างนี้ตอนนั้นตั้งท้องแค่ลูกสาวคนเล็กมาคนเดียวก็ดีหรอกเสียงซุบซิบนินทารอบด้านในตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นคำเยาะเย้ยถากถางที่บาดหู“คนเป็นแม่ก็ลำเอียงเกิ๊น ลูกสอบได้ที่หนึ่งของเมืองทั้งคนกลับไม่เห็นหัวซะงั้น?”“ฉันว่านะ ยัยนี่จงใจเหยียบลูกคนโตเพื่อดันลูกคนเล็กชัดๆ ผลสุดท้ายรอบนี้เป็นไงล่ะ เตะโดนตอเข้าให้แล้วสิ!”สีหน้าของเสิ่นจาวหยวนซีดเผือดลงในพริบตา เธอพยายามจะซ่อนกำไลทองที่ข้อมือไว้ข้างหลังตามสัญชาตญาณ“มะ ไม่มีทางเป็นไปได้ห

  • แด่เธอผู้ถูกลืม โลกกว้างใบใหม่กำลังรออยู่   บทที่ 5

    อีกด้านหนึ่ง ณ โรงแรมอวิ๋นจิ่งภายในห้องจัดเลี้ยงบนชั้นดาดฟ้าตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า แขกเหรื่อต่างดื่มด่ำชนแก้วกันอย่างสนุกสนาน ญาติสนิทมิตรสหายแทบทุกคนต่างก็มาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าแม่สวมชุดกี่เพ้าสีแดงเข้ม เดินทักทายแขกเหรื่อในงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสส่วนพ่อก็ถือแก้วไวน์ พูดคุยหัวเราะร่าอยู่กับบรรดาพาร์ตเนอร์ธุรกิจเจอใครก็เอาแต่โอ้อวดว่าลูกสาวคนเล็กของตัวเองเก่งกาจได้ดั่งใจแค่ไหน“เหล่าเสิ่น ลูกจาวหยวนบ้านนายเนี่ย เป็นแบบอย่างของลูกบ้านอื่นมาตั้งแต่เด็กเลยนะ ครั้งนี้ยิ่งเก่งเข้าไปใหญ่ สอบติดชิงต๋าได้ อนาคตข้างหน้าต้องรุ่งโรจน์สดใสแน่นอน!”คุณลุงพุงพลุ้ยคนหนึ่งชูแก้วขึ้นกล่าวเยินยอพ่อเชิดหน้าขึ้นกระดกเหล้าในแก้วจนหมดด้วยความภาคภูมิใจ“ที่ไหนกันเล่า ก็แค่ตัวเด็กมันใฝ่ดีรักเรียนเอง คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างพวกเราไม่ได้ต้องมานั่งปวดหัวอะไรเลย ก็แค่พยายามซัพพอร์ตมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาก็แค่นั้นแหละ!”แม่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะจนหุบปากไม่ลง ควงแขนเสิ่นจาวหยวนด้วยความรักใคร่เอ็นดู“จาวหยวน กำไลวงนี้สวยจังเลย ซื้อมาใหม่ล่ะสิ?”คุณป้าตาไวคนหนึ่งสังเกตเห็นเสิ่นจาวหยวนยังไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status